Home Blog

ลุ้นเงินรางวัลใหญ่สุด ! 111 ล้านบาท ออมเงินกับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี ฉลองครบรอบ 111 ปี ธนาคารออมสิน

0

การเก็บเงินด้วยการเปิดบัญชีออมเงินให้กับตัวเอง หรือคนสำคัญในครอบครัว  เป็นของขวัญที่หลายคนนิยมทำในโอกาสพิเศษอย่างเช่นวันเกิด ตลอดจนวันและเดือนสำคัญต่างๆ   แม้จะดูเหมือนเป็นของขวัญที่เรียบง่าย แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่า เมื่อได้เห็นรอยยิ้มและสัมผัสความสุขของผู้ให้และผู้รับ 

เช่นเดียวกันกับธนาคารออมสิน ธนาคารที่ส่งเสริมการออมมาอย่างยาวนาน ซึ่งที่ปีนี้ครบรอบ 111 ปี ออมสินขอใช้โอกาสพิเศษนี้เป็นผู้ส่งต่อความสุข มอบให้กับลูกค้าคนสำคัญของธนาคาร ด้วยการจัดโปรโมชันพิเศษ แจกรางวัลใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กับรางวัลที่หนึ่ง 111 ล้านบาท !!! กับ สลากออมสินพิเศษ 1 ปี ทั้งใบสลาก และ ดิจิทัล  

คนที่อยากลุ้นเป็นเศรษฐีใหม่ร้อยล้าน ต้องไม่พลาดโอกาสนี้  กับการออมเงินที่มีแต่ได้กับได้ เพราะนอกจากลุ้นรางวัลใหญ่ 111 ล้านบาทที่จะทำการออกรางวัลวันที่ 16 พฤษภาคม 67 นี้แล้ว ยังได้ลุ้นเงินล้านกันได้อีกทุกเดือนทำให้มีโอกาสได้ลุ้นติดต่อกันกันไปยาวๆ ตลอด 12 เดือน พร้อมกับเงินรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย  นอกจากนี้เมื่อถือสลากจนครบอายุยังได้รับดอกเบี้ย 0.35 % ต่อปี ที่สำคัญดอกเบี้ยและรางวัลที่ได้รับ ก็ไม่ต้องหักภาษีบุคคลธธรมดาอีกด้วย

ใครที่อยากมีสิทธิลุ้นรางวัลใหญ่ 111 ล้านบาท ต้องรีบหน่อย เพราะต้องเป็นผู้ฝากสลากออมสินพิเศษ 1 ปี ทั้งแบบใบสลากและดิจิทัลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. – 15 พ.ค. 67 เท่านั้น   สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://shorturl.asia/CdTDK

งานนี้ขอให้รวยขอให้ปัง แค่กำเงินร้อยเดียวก็มีสิทธิลุ้นโชคใหญ่  โดยธนาคารออมสินเปิดให้ผู้สนใจฝากสลากออมสินพิเศษ 1 ปี  สามารถฝากขั้นต่ำ 100 บาทต่อหน่วย และไม่จำกัดวงเงินรับฝากสูงสุดอีกด้วย

มาร่วมฉลองครบรอบ 11 ปี ธนาคารออมสิน พร้อมมอบของขวัญพิเศษให้กับตัวเองหรือคนสำคัญ ด้วยการออมเงินผ่านสลากออมสินพิเศษ 1 ปี พร้อมกับลุ้นเงินรางวัลใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ 111 ล้านบาท โดยสามารถฝากแบบใบสลากได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา และแบบดิจิทัล ที่แอปพลิเคชัน MyMo 

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.gsb.or.th และ Facebook  : GSB Society

# # #

เที่ยวคลองบางกอกใหญ่ ชมอันซีนแบบจุกๆ บนสายน้ำแหล่งพหุวัฒนธรรม

0

การท่องเที่ยวนั่งเรือล่องคลอง ชมวิถีชีวิตชาวบ้าน และแวะเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ ที่อยู่ริมคลองนั้น ถือเป็นกิจกรรมที่สนุก และใช้เวลาไม่นาน เหมาะกับผู้ที่ต้องการเที่ยวแบบวันเดย์ทริป เพราะเป็นการเดินทางที่ไม่เหน็ดเหนื่อยเกินไปนัก ระหว่างนั่งโดยสารบนเรือ ก็สามารถนั่งทอดสายตา ชมดูสิ่งต่างๆ ตลอดทางที่เรือแล่นผ่าน นอกจากนี้ ในบางเส้นทางสัญจรโบราณ อย่างเช่น คลองบางกอกใหญ่ หรือ คลองบางหลวง เราจะมีโอกาสได้ชมบ้านเก่าที่เป็นของบรรดาเจ้าขุนมูลนายสม้ยก่อนที่ยังหลงเหลืออยู่ และสถานที่สำคัญอย่างวัดวาอารามที่พบเห็นอยู่มากมาตลอดเส้นทางคลอง

เกรียนพาเที่ยว” มีโอกาสได้ท่องเที่ยวชมคลองอีกครั้ง โดยครั้งนี้ ได้มาสัมผัสกับความเสน่ห์ของคลองบางกอกใหญ่ ซึ่งแตกต่างกับทริปก่อนหน้านี้ที่เราไปชมสวนมะพร้าวในคลองบางประทุนอย่างชัดเจน เห็นได้จากจำนวนของเรือที่สัญจรไปมาบนคลองบางกอกใหญ่นี้ ดูคึกคัก และหนาแน่นกว่าทริปก่อนอย่างมาก เพราะเป็นเส้นทางท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะวิวไฮไลท์ของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ คือพระพุทธธรรมกายเทพมงคล องค์พระขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านเด่นชัดของคลองบางกอกใหญ่แห่งนี้ ยิ่งเวลาใกล้ช่วงสายของวัน เราก็ยิ่งเห็นเรือนักท่องเที่ยวลำยาวหลายต่อหลายลำแล่นสวนตลอดทาง พร้อมกับเสียงม้คคุเทศก์บนเรือส่งเสียงภาษาจีนบรรยายให้นักท่องเที่ยวดังให้ได้ยินแบบไม่ขาดสายเลยทีเดียว

เรือนักท่่องเที่ยวแล่นไปมาตลอดลำคลองบางกอกใหญ่

สำหรับทริปล่องคลองบางกอกใหญ่ครั้งนี้ เราเดินทางไปกับคุณอาณัติ นักเล่าเรื่องท้องถิ่น ซึ่งจัดทริปเที่ยวคลองเส้นทางต่างๆ อยู่ โดยมีจุดนัดพบที่ท่าเรือวัดใหม่ยายนุ้ย ส่วนเรือที่ใช้เดินทางครั้งนี้ เป็นเรือแท็กซี่พลังงานไฟฟ้า ขนาด 10 ที่นั่ง บนหลังคาเรือติดตั้งแผงโซลาเซล ทำให้การเดินเรือครั้งนี้ ดำเนินไปอย่างสบายๆ เพราะเรือไฟฟ้าเดินเครื่องเงียบมาก ไม่ส่งเสียงดังรบกวน และไม่สร้างมลพิษให้กับคลองอีกด้วย

เรือแท็กซี่พลังงานไฟฟ้า ทำความเร็วได้ประมาณ 10 กม./ชม.

จุดหมายแรก หลังจากแล่นเรือไปตามคลองด่าน เราจอดเรือเทียบที่ท่าวัดอินทารามวรวิหาร เพื่อแวะทานอาหารเช้า โดยคุณอาณัติพาเราไปที่ร้านสุริยากาแฟ ร้านกาแฟเก่าแก่คู่ตลาดพลูอายุกว่า 100 ปี ปัจจุบัน รุ่นลูกรุ่นหลานก็กระจายกันเปิดเป็นสาขาต่างๆ แต่ร้านแรกดั้งเดิมจะตั้งอยู่ในตลาดวัดกลาง (วัดจันทาราม) สำหรับแอดมิน มีโอกาสมานั่งดื่มกาแฟที่ร้านดั้งเดิมนี้เป็นครั้งแรก เพราะส่วนใหญ่จะสะดวกแวะซื้อที่ร้านตรงใต้สะพานตลาดพลู เมนูเครื่่องดื่มที่อยากแนะนำ คือ ชาซีลอน จะเป็นชาดำเย็น หรือ ชานม ขอบอกว่า หอมอร่อยชื่นใจดีนัก น่าเสียดายที่วันที่เราไป เมนูปาท่องโก๋ ซาลาเปาทอด หมดเสียก่อน เลยไม่ได้สั่งมาทานคู่กัน

หลังจากเติมพลังจนอิ่มท้อง เราเดินย้อนกลับมาที่วัดอินทารามวรวิหาร เข้าชมความงามของพระอุโบสถ และไหว้สักการะพระพุทธชินวร พระประธาน และที่สำคัญ ยังได้มีโอกาสชมพระพุทธรูปปางถวายพระเพลิง อยู่ในวิหารด้านหน้าพระอุโบสถ พระพุทธรูปปางนี้ถือเป็นปางที่หาชมได้ยาก และพบได้ในวัดเพียงไม่กี่แห่ง ลักษณะเป็นการจำลองภาพหีบพระศพ และมีพระบาทของพระพุทธเจ้ายื่นออกมาจากหีบ มีพระภิกษุ 3 รูป พนมมือไหว้พระบาทที่ยื่นออกมา นอกจากนี้ ผนังด้านข้างยังมีภาพวาดจิตรกรรมเป็นรูปพระสงฆ์กำลังยิ้มหัวเราะโดยคุณอาณัฐเล่าให้ฟังว่า เป็นภาพวาดรูปพระสุภัททะ พระชราที่บวชตอนแก่ โดยตามพระสูตรกล่าวว่าเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพาน พระสุภัททะกลับบอกแก่หมู่ภิกษุว่า “หยุดเถิด หยุดเถิด ท่านอย่าร่ำไรไปเลย พระสมณะนั้นพ้น (ปรินิพพาน) แล้ว เราจะทำอะไรก็ได้ตามพอใจ ไม่ต้องเกรงบัญชาใคร” อันเป็นสาเหตุให้ต่อมามีการสังคายนาพระธรรมขึ้นในภายหลัง

จากนั้น เราขึ้นเรือเพื่อล่องออกสู่คลองบางกอกใหญ่จนเกือบถึงประตูน้ำบริเวณวัดกัลยาณมิตร แวะจอดเทียบท่าเพื่อขึ้นไปไหว้สักการะหลวงพ่อโตซำปอกง และ พระปางป่าเลไลย์ ในพระอุโบสถ รวมทั้งชมความงามของภาพจิตรกรรมฝาผนังฝีมือชั้นครูในสมัยรัชกาลที่ 3 ทั้งในวิหาร และอุโบสถ ซึ่งพบว่า มีภาพวาดหลายจุดที่ชำรุดเสียหาย มีสภาพหลุดร่อนจากความชื่้น ก็คงต้องรอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลรักษาต่อไป สำหรับจิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถแห่งนี้ จะเป็นการวาดเล่าเหตุการณ์สำคัญในอดีต เช่น ภาพวาดคดีการลักเด็กที่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสมัย ร.3

ประตูเรือบริเวณหน้าวัดกัลยาณมิตร ทำหน้าที่เปิดปิดการสัญจรของเรือที่เข้าออกระหว่างคลอง-แม่น้ำเจ้าพระยา
ภาพวาดจิตรกรรมเล่าเรื่องคดีลักเด็กใ เหตุการณ์จริงในสมัยรัชกาลที่ 3

จากที่วัดกัลย์ฯ เราสามารถเดินเท้าไปยังทางเดินเท้าเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อไปยังศาลเจ้าเกียงอันเกง ขอพรต่อองค์เจ้าแม่กวนอิม ที่แกะสลักจากไม้จันทร์หอมอายุกว่า 200 ปี ซึ่งวันที่เราไป มีนักท่องเที่ยว ผู้คนที่ศรัทธา และสายมู จำนวนมาก มาแน่นขนัดทั้งที่หลวงพ่อโต วัดกัลย์ และศาลเจ้าแห่งนี้

จากนั้น เราเดินย้อนกลับมาที่วัด เพื่อเดินทางต่อไปยังสถานที่ต่อไปซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก คือ มัสยิดบางหลวง หรือ สุเหร่ากุฎีขาว ศาสนสถานของชาวมุสลิม หนึ่งเดียวที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบวัดไทย คือ หากเดินผ่าน แล้วไม่สังเกตเห็นป้ายที่บอกว่าเป็นมัสยิดแล้ว เชื่อว่าทุกคนต้องเห็นเป็นวัดไทยแห่งหนึ่งอย่างแน่นอน

มัสยิดกุฎีขาว

และเราก็เดินเท้ากลับมาลงเรือ เพื่อล่องกลับคลองบางกอกใหญ่ และแวะสถานที่ต่อไป นั่นคือ วัดหงส์รัตนาราม อุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ คือ “หลวงพ่อแสน” นอกจากนี้ยังมีตำนานว่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มักจะเสด็จมานั่งวิปัสสนากรรมฐานภายในพระอุโบสถนี้ด้วย ภายในวัดหงส์ยังมีสถานที่สำคัญ คือ วิหารพระทองคำสมัยสุโขทัย ซึ่งเป็นสมัยเดียวกับพระพุทธรูปทองคำที่วัดไตรมิตร จากน้้นพวกเราก็เดินทางต่อไปแวะคลายร้อนกันที่ร้านคาเฟ่อู่เรือ ไฮไลท์คือ จุดชมองค์พระใหญ่ วัดปากน้ำ เก็บภาพเป็นที่ระลึกได้แบบสวยงามสุดๆ เลยทีเดียว

จุดชมวิวองค์พระใหญ่ ของร้านคาเฟ่อู่เรือ

เมื่อพักจนหายเหนื่อย และได้ถ่ายรูปองค์พระใหญ่จนพอใจแล้ว ก็ถึงเวลาตอ้งเดินทางไปยังสถานที่สุดท้ายของทริปนี้ นั่นคือ วัดนางชี เพื่อชมงานประดับมุกบานหน้าต่างและประตูอุโบสถ ศิลปะชั้นยอดของเมืองนากาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งพบได้ที่วัดนางชี และวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม โดยสภาพส่วนใหญ่ชำรุดจากการถุกปลวกกิน รอการบูรณะซ่อมแซมจากทางญี่ปุ่นต่อไป

ก่อนจะปิดท้ายทริปนี้ ด้วยการกราบสักการะพระบรมสารีริกธาตุ ซึ่งที่วัดนางชีนี้จะการจัดงานบุญประจำปีที่ปฏิบัติกันมาช้านาน คือ “งานชักพระวัดนางชี” หรือ “งานแห่พระบรมสารีริกธาตุ” โดยจัดในวันแรม 2 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี

จบทริปนี้ไปด้วยประทับใจท่ามกลางอากาศอันแสนร้อนอบอ้าวในเดือนมีนาคม แต่ต้องขอบอกว่า แม้แอดมินจะเกิดและใช้ชีวิตที่ฝั่งธนฯ มาครึ่งชีวิต แต่นี่เป็นครั้งแรกๆ ที่ได้มีโอกาสสัมผัสความ “อันซีน” ที่พบเห็นได้แบบไม่จำกัด ตลอดแนวคลองบางกอกใหญ่แห่งนี้

ออมสิน ตอบทุกความต้องการเรื่องบ้านด้วย “สินเชื่อเคหะ”

0

การมี “บ้าน” เป็นของตัวเอง นับเป็นความใฝ่ฝันของคนจำนวนไม่น้อย ซึ่งการจะเป็นจริงได้นั้น ต้องอาศัยความตั้งใจ ความอดทน และระยะเวลา เพราะบ้าน ถือเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงสุดในชีวิต การตัดสินใจซื้อ หรือปลูกสร้างบ้าน ย่อมต้องเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่และสำคัญของชีวิตเลยทีเดียว อีกทั้ง การดูแลรักษา ซ่อมแซม และต่อเติมบ้านที่อยู่อาศัย ถือเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่สูงของเจ้าของบ้าน ทำให้ ต้องมีการวางแผนบริหารจัดการเงินให้ดี เพื่อไม่ให้กระทบกับการสถานะทางการเงิน จนเกิดเป็นปัญหาทางด้านการเงินตามมา

นับเป็นโอกาสดีของ เจ้าของบ้าน และคนรักบ้าน ที่ปัจจุบันนี้ได้รับประโยชน์จากเครื่องมือทางการเงินต่างๆ ที่เข้ามาเป็นทางเลือก ช่วยทำให้ความต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง ตลอดจนการซ่อมแซม ต่อเติมบ้าน เป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

เช่นเดียวกับ “สินเชื่อเคหะ” ของธนาคารออมสิน ซึ่งเข้าใจคนรักบ้าน และตระหนักดีถึงภาระทางการเงินจากบ้าน จึงออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบครบทุกความต้องการเรื่องบ้าน โดยเป็นสินเชื่อบ้านที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการทั้งซื้อ / ปลูกสร้าง / ต่อเติมซ่อมแซม ด้วยเงื่อนไขพิเศษให้ผ่อนต่ำ ล้านละ 3,555 บาท/เดือน ระยะเวลานาน 6 เดือนแรก พร้อมอัตราดอกเบี้ยปีแรก 3.140% (MRR-3.855%)

สำหรับผู้กู้ต้องมีคุณสมบัติ คือ มีอายุครบ 20 ปีขึ้นไป และเมื่อรวมอายุผู้กู้กับระยะเวลาที่ชำระเงินกู้ต้องไม่เกิน 70 ปี ประกอบอาชีพและมีรายได้แน่นอน กรณีกู้ร่วมกับบุคคลอื่น มีเงื่อนไขเพิ่มเติม ดังนี้ คือ หากกู้ร่วมกับบุคคลอื่นที่มีความสัมพันธ์เป็นคู่สมรส บุตร บิดา มารดา หรือ พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมในหลักประกันทุกคนก็ได้ แต่หากกู้ร่วมกับบุคคลอื่นที่นอกเหนือจากข้างต้นแล้ว ต้องถือกรรมสิทธิ์ร่วมในหลักประกันทุกคน

สามารถติดต่อยื่นกู้สินเชื่อเคหะได้แล้ว เริ่มตั้งแต่วันนี้ – 15 ตุลาคม 2566 อนุมัติและจัดทำนิติกรรมสัญญาแล้วเสร็จ ภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://bit.ly/43Pd008 ติดต่อสอบถาม และสมัครขอสินเชื่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา หรือทาง www.gsb.or.th

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.gsb.or.th และ Facebook: GSB Society

รู้เก็บรู้ออม : ลงทุนหุ้น ESG แล้วได้อะไร!!

0

คอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมรู้ลงทุน…สู่ความมั่งคั่ง” พูดถึงหุ้นยั่งยืน (ESG) มาแล้วหลายครั้ง จนถึงตอนนี้นักลงทุนน่าจะรู้จักหุ้นประเภทนี้เป็นอย่างดีแล้วว่า บริษัทจดทะเบียนที่เป็นเจ้าของหลักทรัพย์ หรือหุ้น ESG นี้ จะประกอบกิจการแบบไม่ได้มองแค่กำไรเป็นตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ต้องให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและหลักธรรมาภิบาล ด้วย

ทีนี้ หลายคนคงมีคำถามอยู่ในใจว่า นักลงทุนเอง เมื่อลงทุนก็ต้องหวังว่าจะได้เห็นหุ้นที่ตัวเองซื้อ ราคาปรับเพิ่มขึ้น จึงเกิดคำถามว่า การลงทุนในหุ้น ESG จะตอบโจทย์เรื่องผลตอบแทนหรือไม่ เพราะติดภาพว่า หุ้น ESG เป็นหุ้นโลกสวย ราคาหุ้นไม่หวือหวา

มีรายงานของฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทดลองจัดพอร์ตลงทุนหุ้นไทยในกลุ่ม ESG เพื่อศึกษาผลตอบแทนรวมสะสมย้อนหลัง 5 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2559-2564 พบว่า ให้ผลตอบแทนรวมสะสมถึง 51% และยังพบว่า หุ้นที่อยู่ในกลุ่มยั่งยืนนี้ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทในตลาดหุ้นไทยให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG มากขึ้น

เพราะการดำเนินธุรกิจแบบยั่งยืน จะลดความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบด้านลบต่อผลการดำเนินงานด้านการเงินของบริษัท เมื่อความเสี่ยงลดลง นักลงทุนก็จะกล้าซื้อหุ้น ส่งผลให้มูลค่าของบริษัทเพิ่มสูงขึ้น

เว็บไซต์ SETINVESTNOW โดยตลาดหลักทรัพย์ฯได้เผยแพร่บทความที่ตอกย้ำแนวคิดดังกล่าว โดยยกตัวอย่างหุ้นสองตัว คือ หุ้น CPF ของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) อยู่ในกลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และหุ้น CPN ของบริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง เพื่อให้แสดงตัวอย่างด้านผลตอบแทนที่เป็นรูปธรรมจากการลงทุนในหุ้น ESG

หุ้นทั้งสองตัวนี้มีชื่อติดอันดับรายชื่อหุ้นยั่งยืนที่ตลาดหลักทรัพย์ฯประกาศทุกปี ทำให้เห็นได้ว่า ผู้ประกอบการต่างให้ความสำคัญกับประเด็น ESG อย่างมาก

ยิ่งให้ความสำคัญมากเท่าไร ก็ต้องมีความพยายามดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น เพื่อรักษามาตรฐาน และระดับความน่าเชื่อถือของธุรกิจตัวเอง

ยกตัวอย่างเช่น การให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของอาหารของ CPF, การจัดการของเสียจากการใช้งานอาคารที่ CPN ตั้งเป้าลดปริมาณขยะที่ส่งไปหลุมฝังกลบให้เท่ากับศูนย์, การลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่สิ่งแวดล้อม ที่ทั้งสองบริษัทกำหนดไว้เป็นนโยบายเช่นกัน

นโยบายแต่ละเรื่องล้วนเป็นการลดความเสี่ยงที่ส่งผลต่อการสร้างรายได้ ตลอดจนผลดำเนินงานด้านการเงินของบริษัท นักลงทุนที่เลือกซื้อหุ้นกลุ่มนี้ จึงจะได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าจากการลงทุนแน่นอน

สำหรับผู้ที่อยากเรียนรู้แนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน สามารถเรียนฟรีกับ หลักสูตร “ถอดแนวคิดการทำธุรกิจอย่างยั่งยืน” https://elearning.set.or.th/SETGroup/courses/534/info หรือดูรายชื่อหุ้นยั่งยืน (Thailand Sustainability Investment: THSI) ปีล่าสุด ได้ที่นี่ รายชื่อ Thailand Sustainability Investment (THSI) ปีล่าสุด.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โออาร์ เชิญร่วมงาน “Inclusive Growth Days empowered by OR” สร้างโอกาสเติบโตร่วมกันกับธุรกิจทุกขนาดและสตาร์ตอัป

0

โออาร์ เชิญชวนผู้ประกอบการธุรกิจทุกขนาด สตาร์ตอัป และผู้สนใจร่วมเส้นทางเติมเต็มโอกาสเพื่อการเติบโตไปด้วยกันในงานเสวนาและโชว์เคสธุรกิจครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี “Inclusive Growth Days empowered by OR” ระดม 50 ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักธุรกิจชั้นนำ ร่วมเจาะลึกโมเดลธุรกิจแห่งอนาคตที่จะมาช่วยต่อยอดการลงทุน ผู้เชี่ยวชาญวงการสตาร์ตอัปมาไขรหัสแห่งความสำเร็จ พร้อมทั้งการจัดแสดงสินค้า นวัตกรรม และเทคโนโลยีจากพันธมิตรของ โออาร์ ที่จะยกระดับธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกับสังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมโอกาสในการสรรหาพันธมิตร สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อร่วมเติมเต็มศักยภาพและก้าวสู่ความสำเร็จไปด้วยกัน เพลิดเพลินกับการชอปปิงสินค้าไทยเด็ด อิ่มอร่อยกับอาหารและเครื่องดื่มจากร้านค้าและแบรนด์ชั้นนำ รวมถึงความบันเทิงจากศิลปินนักร้อง นักแสดงชั้นนำ และแขกรับเชิญเซเลบริตี้มากมาย ตั้งแต่วันที่ 22 – 24 กรกฎาคม 2565 ที่ ชั้น 22 บางกอก คอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีที่ https://www.zipeventapp.com/e/Inclusive-Growth-Days

จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ โออาร์

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ กล่าวว่า “โออาร์ ได้เดินหน้าวิสัยทัศน์ใหม่ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน” ด้วยความเชื่อว่า ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของโลก องค์กรธุรกิจต้องปรับตัวและพลิกโฉม นำโมเดลทางธุรกิจและนวัตกรรมใหม่มาใช้ และประสานความร่วมมือกัน เพื่อเดินหน้าสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมที่จะส่งเสริมผู้คนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สร้างสรรค์ชุมชนที่น่าอยู่ และรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยังคงอุดมสมบูรณ์สำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคต เราจึงจัดงาน “Inclusive Growth Days empowered by OR” ขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งที่จะขับเคลื่อนโอกาสและสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินธุรกิจสู่อนาคต ผู้ประกอบการธุรกิจทุกรูปแบบ ทุกขนาด ทั้งเล็ก กลาง ใหญ่ รวมถึงสตาร์ตอัป จะได้รับประโยชน์โดยตรงเมื่อมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ รวมถึงมองหาพันธมิตรและช่องทางธุรกิจ ตลอดจนสร้างความร่วมมือซึ่งกันและกันระหว่างธุรกิจต่าง ๆ”

“คุณค่าและสาระประโยชน์จากเวทีเสวนาและโชว์เคสครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นได้ ด้วยความร่วมมือร่วมใจจากผู้บริหารจากองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดจนนักธุรกิจและผู้บริหารองค์กรธุรกิจชั้นนำจากหลากหลายภาคอุตสาหกรรม รวมกว่า 50 ท่าน ที่ให้เกียรติมาร่วมแสดงวิสัยทัศน์ แลกเปลี่ยนมุมมอง และประสบการณ์ ด้วยความตระหนักดีว่า การดำเนินธุรกิจแบบเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการแสวงหาผลกำไร ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน ถึงเวลาแล้วที่เราจะมาร่วมสร้างโอกาสให้ทุกคนในสังคมเติบโตร่วมกันแบบ Inclusive Growth” นางสาวจิราพร กล่าวเสริม

นอกเหนือจากสร้างโอกาสให้ทุกคนในสังคมเติบโตร่วมกันแบบ Inclusive Growth ไฮไลต์ของงานเสวนา สอดคล้องกับพันธกิจทั้ง 4 ของ โออาร์ ประกอบด้วย
Seamless Mobility – EV พลิกโฉมธุรกิจพลังงานและการเคลื่อนที่อย่างไร้รอยต่อ
All Lifestyles – ตอบโจทย์ทางเลือกการใช้ชีวิตในอนาคต ทั้งอาหาร สุขภาพ และการท่องเที่ยว รวมถึงช็อปผลิตภัณฑ์ชุมชนจากโครงการไทยเด็ดทั่วประเทศ
Global Market – โอกาสของธุรกิจไทยในต่างแดน และหลากหลายสูตรสำเร็จเพื่อการเติบโตในต่างประเทศ รวมถึงเคล็ดวิชาของ Café Amazon และ PTT Station ในตลาดโลก
OR Innovation – นวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน สร้างตลาดใหม่ด้วยการแก้ไขปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ไขรหัสความสำเร็จของ Flash Express สตาร์ทอัประดับยูนิคอร์นรายแรกของไทย และอีกหลากหลาย Solution ล้ำยุค

โออาร์ ทุ่มเทความตั้งใจจัดงานนี้เพื่อให้ผู้เข้าชมงาน ทั้งนักธุรกิจ นักลงทุน พนักงาน ตลอดจนประชาชนทั่วไปได้เห็นถึงโมเดลทางธุรกิจแห่งอนาคต ที่จะต้องสานพลังและประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อการเติบโตแบบ Inclusive และยังมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมจากพันธมิตรของ OR ทั้งตัวแทนจำหน่าย ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี สตาร์ทอัป และ แบรนด์ต่าง ๆ รวมกว่า 100 บูธ ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยีด้านยานยนต์ไฟฟ้า นวัตกรรมเพื่อการใช้ชีวิตในโลกยุคใหม่ ผลิตภัณฑ์และสินค้าอาหารจากธุรกิจในเครือและพันธมิตรของ OR และ Café Amazon ผลิตภัณฑ์และอาหารจากโครงการไทยเด็ด และเพลิดเพลินกับเครื่องดื่มหลากหลายจาก Café Amazon ที่มาจำลองบรรยากาศ Green Oasis ขึ้นภายในงาน รวมถึงเมนูพิเศษที่มีจำหน่ายเฉพาะ Café Amazon ในต่างประเทศเท่านั้น พร้อมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง อาทิ นนท์ ธนนท์, เอ๊ะ จิรากร, เจ๋ง บิ๊กแอส,โต้ง ทูพี และกิจกรรมสนุกสนานจากดารา นักแสดง และแขกรับเชิญเซเล็บคนดังมากมายที่มาร่วมงาน อาทิ ไบร์ท นรภัทร, ตรี ภรภัทร, ฟิล์ม ธนภัทร, ตงตง กฤษกร, เน๋ง ศรัณย์, กระทิง ขุนณรงค์, ภณ ณวัสน์

สำหรับหัวข้อการบรรยายและการเสวนาบนเวทีที่น่าสนใจ ประกอบด้วย

Start-Up Sharing Session: 22 กรกฎาคม 2565 เวลา 10:00 น. – 12:30 น.
• แนะนำธุรกิจ โดย 11 สตาร์ทอัปและธุรกิจร่วมลงทุน (VC) ที่มาร่วมงาน

Inclusive Growth Theme: 22 กรกฎาคม 2565 เวลา 13:00 น. – 17:30 น.
• กล่าวเปิดงานในหัวข้อ “Inclusive Growth ทิศทางธุรกิจแห่งอนาคต” โดย จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR
• “Inclusive Economy ก้าวต่อไปของเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจที่เติบโตร่วมกับสังคม” โดย ดนุชา พิชยนันน์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
• “Inclusive Business Model โมเดลธุรกิจแห่งอนาคต โมเดลธุรกิจที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ดร. ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย จำกัด และ จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR
• “Inclusive Finance โมเดลการเงินแห่งอนาคต เพื่อการเติบโตร่วมกัน” ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย วิทัย รัตนากร ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ธนา โพธิกําจร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กสิกร ไลน์ จำกัด และ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ประธานทีมเศรษฐกิจ (Group Chief Economist) และกรรมการผู้จัดการ ซีกรุ๊ป
• ปิดท้ายด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก เอ๊ะ-จิรากร สมพิทักษ์

Seamless Mobility Theme: 23 กรกฎาคม 2565 เวลา 9:00 – 14:00 น.
• “From Gas to Green พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้” ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค วรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) สมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน OR
• “The World of EV ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อโลกเพื่อเรา” โดย รศ.ดร. ยศพงษ์ ลออนวล หัวหน้าศูนย์วิจัย Mobility and Vehicle Technology Research Center (MOVE) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และ นายกสมาคมกิตติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย
• “EV Moments ช่วงเวลาที่ดีต่อใจ ดีต่อโลก” ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ศิวภูมิ เลิศสรรค์ศรัญย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท คาร์ซัม (ประเทศไทย) จำกัด เอกชัย ยิ้มสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อรุณ พลัส จำกัด และวริศร เรียงประยูร กรรมการผู้จัดการ เอ มอเตอร์ส กรุ๊ป
• “The World of Seamless Mobility โลกแห่งการเคลื่อนที่อย่างไร้รอยต่อ” ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย สุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานกรรมการ บริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง จำกัด (เคเคทีที) พชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ธารินี สุทธิปริญญานนท์ นายกสมาคมการค้าผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมันพลังไทย PTT และบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน OR
• พักครึ่งด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก นนท์ – ธนนท์ จำเริญ

All Lifestyles Theme: 23 กรกฎาคม 2565 เวลา 14:00 – 16:30 น.
• “Taste of Happiness รสชาติแห่งความสุข” โดย ฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการบริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์กรุ๊ป จํากัด (มหาชน)
• “Wellness Destination จุดหมายที่ร่างกายได้ยิ้ม” โดย ฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธัญ-ออริซ่า จำกัด ผู้ก่อตั้ง THANN Wellness Destination
• “Beyond Food มากกว่าอาหารแต่คือสุขภาพที่ดีขึ้น” ร่วมเสวนาโดย ชลากร เอกชัยพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปลูกผักเพราะรักแม่ จำกัด (โอ้กะจู๋) กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด แดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) และสมยศ คงประเวช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจไลฟ์สไตล์ OR
• “All Lifestyles for Good Health ตอบโจทย์การใช้ชีวิตกับสุขภาพดีที่คุณเลือกได้” ผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นพ. ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก วสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) วิภาวี วงศ์สิริศักดิ์ CCO และผู้ร่วมก่อตั้งโกวาบิ และ นพ. สุทธิชัย โชคกิจชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ บริษัท กู๊ด ด็อกเตอร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย)

Global Market Theme: 24 กรกฎาคม 2565 เวลา 9:00 – 13:30 น.
• “Borderless Fashion แฟชั่นไร้พรมแดน” โดยเดวิด โจว ประธานกรรมการบริหาร (ซีอีโอ) และผู้ร่วมก่อตั้ง โพเมโล แฟชั่น
• “Thai Brands to Global Market สร้างแบรนด์ไทยสู่แบรนด์โลก” โดยผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) วีรพลน์ เตชะผาสุขสันติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด และรชา อุทัยจันทร์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจต่างประเทศ OR
• “Thai Business in Global Arena ธุรกิจไทยไม่แพ้ใครในเวทีโลก” โดยผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย กฤษฎา มนเทียรวิเชียรฉาย รองประธานกรรมการบริหาร กลุ่มมิตรผล ดร. เกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด และชัยวัฒน์ นันทิรุจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอกา โกลบอล จำกัด
• “Global Opportunities for Thai Businesses โอกาสการเติบโตของธุรกิจไทยในต่างแดน” โดย สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
• พักครึ่งด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก เจ๋ง-เดชา โคนาโล และทูพี-พิทวัส พฤกษกิจ

New Innovation Theme: 24 กรกฎาคม 2565 เวลา 13:30 – 17:00 น.
• “Impact Innovation สตาร์ตอัปยุคต่อไป สร้างตลาดใหม่โดยแก้ปัญหาสังคม และสิ่งแวดล้อม” โดย กระทิง พูนผล ผู้ก่อตั้งกองทุน 500 TukTuks และผู้บริหารกองทุน ORZON Ventures
• การสัมภาษณ์พิเศษ “The Journey of Thailand’s 1st Unicorn กว่าจะเป็นยูนิคอร์นตัวแรกของเมืองไทย” คมสันต์ ลี ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจแฟลช (โดยรวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์สหโอสถ จํากัด ผู้ก่อตั้งเพจ Mission to the Moon เป็นผู้สัมภาษณ์)
• “Technology for a Sustainable Future เทคโนโลยีเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” โดยผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ธีระ กนกกาญจนรัตน์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อรินแคร์ จำกัด ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์ ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มอร์ลูป จำกัด แซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด และ นพ. ศุภชัย ปาจริยานนท์ กรรมการ บริษัท ไรส์ อินโนเวชั่น ฮับ จำกัด
• “New Innovation toward Sustainable Society นวัตกรรมสู่สังคมที่ยั่งยืน” โดยผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย พงษ์ลดา พะเนียงเวทย์ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง เฟรชเก็ต สมศักดิ์ บุญคำ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Local Alike หลุยส์ อัลบาน บาทาร์ด ดูเปร ผู้ก่อตั้งแอพพลิเคชั่น “ยินดี (Yindii) และราชสุดา รังสิยากูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการโครงการ ORion
• ปิดท้ายด้วย “Together toward Inclusive Growth เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน” โดยจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR

ออมสิน รับปีขาล ออก “สลากออมสินดิจิทัล 1 ปี ฉลองปีใหม่ 2565” ลุ้นรางวัลใหญ่ 1 ล้าน รวม 20 รางวัล

0

ธนาคารออมสิน ต้อนรับปีขาล มอบของขวัญปีใหม่ 2565 ให้ลูกค้าสุดพิเศษ!

ซื้อสลากออมสินดิจิทัล 1 ปี ผ่าน MyMo ได้ลุ้นโชคต่อที่ 2 เพิ่ม! รางวัลพิเศษ จำนวน 20 รางวัล ๆ ละ 1 ล้านบาท มูลค่ารวม 20 ล้านบาท

กำหนดออกรางวัล 2 ครั้ง
• ครั้งที่ 1 วันที่ 16 มีนาคม 2565 จำนวน 10 รางวัล รวม 10 ล้านบาท
• ครั้งที่ 2 วันที่ 16 เมษายน 2565 จำนวน 10 รางวัล รวม 10 ล้านบาท
(กำหนดงวดและหมวดอักษรของรางวัลพิเศษ ทั้ง 20 รางวัล)

เปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2564 – 15 มีนาคม 2565 (วงเงินรับฝาก 24,000 ล้านบาท)

หลักเกณฑ์รายละเอียด
ระยะเวลารับฝากตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2564 เป็นต้นไป
ผู้มีสิทธิเปิดบัญชีบุคคลธรรมดา อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป
อายุ1 ปี (สิทธิการถูกรางวัล 12 ครั้ง)
ราคาต่อหน่วย20 บาท
รายละเอียดดอกเบี้ยฝากครบ 1 ปี ไม่ได้รับดอกเบี้ย
อัตราดอกเบี้ยกรณีผิดเงื่อนไขการฝากฝากไม่ครบ 3 เดือน หักส่วนลด 0.50 บาทต่อหน่วย
วงเงินในการรับฝาก 1. สามารถเลือกทำรายการฝากตามจำนวนเงินที่กำหนดได้ ดังนี้ จำนวนเงิน 200 /400 /1,000 /2,000 /10,000 /20,000 /100,000 และ 200,000 บาท
2. สามารถระบุจำนวนเงินที่ต้องการฝากด้วยตนเองตั้งแต่ 1,000 บาท และสูงสุดไม่เกิน 10,000,000 บาท โดยระบุได้เฉพาะจำนวนเงินที่หารด้วย 1,000 ลงตัว
3. วงเงินการทำรายการสูงสุด 10,000,000 บาทต่อวัน (วงเงินรวมกับการโอนเงินภายในบัญชีตนเอง)4. ธนาคารไม่ออกใบสลากให้ แต่สามารถตรวจสอบรายการฝากได้ในบริการMobile Banking (MyMo)5. สามารถฝากเพิ่มในทะเบียนสลากเดิมได้โดยเป็นรายการฝากใหม่
ระยะเวลาจ่ายดอกเบี้ย
การออกรางวัลทุกวันที่ 16 ของเดือน* หยุดจำหน่ายทุกวันที่ 16 ของเดือน *
การรับเงินรางวัลโอนเงินรางวัลเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอนในวันถัดจากวันที่ออกรางวัล
เงื่อนไขหลัก1. ผู้ฝากต้องมีบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกเป็นบัญชีคู่โอนสำหรับรับโอนเงินต้นและดอกเบี้ยเมื่อสลากครบอายุ และเงินรางวัลเข้าบัญชีเงินฝาก2. ต้องสมัครใช้บริการ Mobile Banking (MyMo) สำหรับทำรายการฝาก-ถอน ผ่านบริการ Mobile Banking (MyMo)3.  ไม่รับฝากบัญชีร่วมและบัญชีเพื่อประโยชน์ของผู้เยาว์
สลากครบอายุโอนเงินสลากครบอายุและดอกเบี้ย(ถ้ามี) เข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอน

สิทธิพิเศษของโครงการ 

ระยะเวลาโครงการตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2564 – 15 มีนาคม 2565
วงเงินโครงการ24,000 ล้านบาท
เงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการ1.     ต้องเป็นผู้ฝากสลากออมสินดิจิทัล 1 ปี ในระหว่างวันที่ 17 ธันวาคม 2564 – 15 มีนาคม 2565 เท่านั้น
2.     ไม่จำกัดวงเงินรับฝากต่อราย
สิทธิพิเศษของโครงการเพิ่มรางวัลพิเศษ รางวัลละ 1 ล้านบาท จำนวน 20 รางวัล รวมเป็นเงินรางวัลทั้งสิ้น 20 ล้านบาท โดยกำหนดงวดและหมวดอักษรของรางวัลพิเศษ ทั้ง 20 รางวัล
การออกรางวัลพิเศษออกรางวัลจำนวน 2 ครั้งครั้งที่ 1 วันที่ 16 มีนาคม 2565 จำนวน 10 รางวัล รวม 10 ล้านบาทครั้งที่ 2 วันที่ 16 เมษายน 2565 จำนวน 10 รางวัล รวม 10 ล้านบาท
การรับเงินรางวัลพิเศษโอนเงินรางวัลเข้าบัญชีเงินฝากประเภทเผื่อเรียกที่เป็นบัญชีคู่โอน ในวันถัดจากวันที่ออกรางวัล

ดูรายละเอียดและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ >https://bit.ly/3sAm4pW

OR สนับสนุนพื้นที่ใน พีทีที สเตชั่น 17 แห่ง ตั้งจุดกระจายยาเพื่อผู้ป่วยโควิด-19

0

ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีผู้ป่วยติดเชื้อโควิด – 19 จำนวนมาก กระจายไปทั่วประเทศ  บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้เข้าไปมีบทบาทในการสนับสนุนโครงการ Primary Care Hub – “ComCOVID-19 – FM CoCare  ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง พริบตาคลินิกของสถาบันเพื่อการวิจัยและนวัตกรรมด้านเอชไอวี  โดยการสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบัน มีผู้ป่วยอยู่ในความดูแลของโครงการนี้ กว่า 20,000 ราย

OR จัดพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 17 แห่ง เป็นจุดกระจายยา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้อย่างทั่วถึงและรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ โออาร์ ยังมอบบัตรน้ำมัน พีทีที สเตชั่น พริวิเลจการ์ด มูลค่า 270,000 บาท เพื่อสนับสนุนดำเนินงานของไรเดอร์อาสาสมัคร จาก บริษัท ดิจิตอล อีร่า กรุ๊ป (UFU) ที่รับส่งยาให้กับผู้ป่วย

การจัดตั้งจุดกระจายยาในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ส่งกำลังใจ..สู้ไปด้วยกัน” #ORStayStrongTogether ซึ่ง OR ได้ดำเนินการช่วยเหลือหน่วยงานและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในหลากหลายรูปแบบมาอย่างต่อเนื่อง ร่วมส่งกำลังใจให้ทุกคนสามารถก้าวต่อไปได้ดีดังเดิม

OR ร่วมส่งกำลังใจ สู้โควิดไปด้วยกัน ผ่านกล่อง tOgetheR Box

0

ในวันที่หลายคนตั้งคำถามว่า เราจะผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ครั้งนี้ไปได้อย่างไร จำนวนผู้ติดเชื้อแตะระดับสูงสุดหรือยัง และจะลดลงเมื่อไหร่ วัคซีนป้องกันจะได้คิวฉีดวันไหน  เด็กจะได้ไปใช้ชีวิตวัยเรียนที่โรงเรียนได้เมื่อไร และ เราต้องอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ต้องทำงานอยู่กับบ้าน  ลดกิจกรรมนอกบ้าน  กันแบบนี้ไปอีกนานเท่าไร

ความจริงที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ คือ เราต้องอยู่กับสภาพเช่นนี้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง  และต้องอยู่อย่างมีความรับผิดชอบต่อคนรอบข้าง  สมาชิกครอบครัว และสังคม  เราต้องอยู่อย่างมีสติ  อยู่อย่างระแวดระวังแต่ไม่ใช่หวาดระแวงต่อกัน

แม้ว่า สถานการณ์โควิด-19 ระลอกนี้ จะสร้างความหวาดหวั่นใจให้กับผู้คนมากขึ้น  ตัวเลขการรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 20,000 กว่าคนต่อวัน   ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิดรายวัน จนถึงวันนี้ เราได้เห็นตัวเลข 300 กว่าคนแล้ว

จำนวนผู้ป่วยโควิดที่สูงมากขนาดนี้ มากกว่าเกินกว่าระบบการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล ทั้งจำนวนสถานพยาบาล  จำนวนบุคลากรทางการแพทย์ จะสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง จึงทำให้ภาครัฐ ต้องออกแนวทางการรักษาตัวอยู่ที่บ้าน หรือ Home Isolation เพื่อแบ่งเบาภาระของด่านหน้า และรักษาให้ระบบสาธารณสุขของเรายังสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้

รูปแบบความช่วยเหลือที่จะได้ผลและรวดเร็ว  จึงต้องเป็นการส่งความช่วยเหลือแบบส่งตรงถึงมือผู้ป่วยที่รักษาตัวหรือกักอยู่ที่บ้าน   กระจายความช่วยเหลือผ่านหน่วยงานต่างๆ  เพื่อครอบคลุมจำนวนผู้ที่กำลังเดือดร้อน ให้ได้เข้าถึงความช่วยเหลือนั้นอย่างรวดเร็วและมากที่สุด

tOgetheR Box

จากแนวคิดดังกล่าวนี้ ทาง บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR  จึงได้มีแนวคิดจัดทำ “tOgetheR Box”  ซึ่งเป็นชุดยาและเวชภัณฑ์ จำนวน 1.5 หมื่นกล่อง คิดเป็นมูลค่ารวม 7.5 ล้านบาท  โดยกระจายส่งมอบ “tOgetheR Box” ไปให้โรงพยาบาล และหน่วยงานอาสาต่างๆ เพื่อส่งต่อให้ผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้านต่อไป  ไม่ว่าจะเป็น สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง  กรมควบคุมโรค จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กรมการแพทย์ โรงพยาบาลพระราม 9 กาญจนาภิเษก โรงพยาบาลธัญญารักษ์ จ.ปัตตานี โรงพยาบาลชัยบาดาล จ.ลพบุรี รวมไปถึงเพจ เราต้องรอด, อีจัน, โครงการตัวเล็ก ใจใหญ่ และ หมอแล็บแพนด้า

จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR

คุณ จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ OR  พูดถึงแนวคิดของการจัดทำกล่อง “tOgetheR Box”  ว่า  เกิดจากการที่ OR  ได้ริเริ่ม โครงการ ส่งกำลังใจ .. สู้ไปด้วยกัน #ORStayStrongTogether   เพื่อมอบความช่วยเหลือให้แก่หน่วยงานและชุมชนที่ประสบความเดือดร้อนจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19   และต่อมา เมื่อภาครัฐมีนโยบายให้ผู้ป่วยโควิด- 19 ที่อาการไม่รุนแรง และสามารถให้แยกกักตัวที่บ้านได้  OR จึงได้จัดทำกล่อง “tOgetheR Box”  ซึ่งประกอบไปด้วย ปรอทวัดไข้ เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ยาพาราเซตามอล ยาฟ้าทะลายโจร หน้ากากอนามัย และเจลแอลกอฮอล์ รวมทั้งระบบติดตามอาการสำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ของแต่ละหน่วยงาน เพื่อส่งมอบให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ดูแลผู้ป่วยที่ต้องแยกกักตัวที่บ้าน

เริ่มแรก ได้มอบให้กับสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์และสถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง เพื่อนำ “tOgetheR Box”  ไปมอบให้กับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ทราบผลจากการตรวจเชิงรุกของรถวิเคราะห์ผลด่วนพิเศษพระราชทาน (Express Analysis Mobile Unit) สำหรับใช้ดูแลรักษาตนเองที่บ้านขณะรอเตียง รวมทั้งช่วยเหลือชุมชนในพื้นที่คลองเตยและชุมชนที่ได้รับผลกระทบเป็นหน่วยงานแรก

นอกจากนี้ โออาร์  ได้ทยอยส่งมอบ “tOgetheR Box”  ให้กับโรงพยาบาล และหน่วยงานจิตอาสาต่าง ๆ ที่จะช่วยดูแลผู้ป่วยที่กักตัวที่บ้านต่อไปโดยเร็ว

คุณ จิราพร  กล่าวอีกว่า  ก่อนหน้านี้  OR  ได้ส่งมอบความช่วยเหลือแก่ชุมชนและสังคมในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงินและสิ่งของจำเป็นต่าง ๆ ให้กับทั้งหน่วยงานและชุมชนโดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ที่มีสถานประกอบการของ โออาร์ ตั้งอยู่, การจัดพื้นที่ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น พระราม 2 (ขาออก) เป็นจุดฉีดวัคซีน, การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนไปฉีดวัคซีน, การร่วมกับผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น บริจาคเงินให้กับโรงพยาบาลในแต่ละจังหวัด  ทั้ง 77 จังหวัด

ตลอดจนการช่วยซื้อมังคุดจากเกษตรกรภาคใต้ที่ประสบปัญหาราคาสินค้าตกต่ำและล้นตลาด แล้วนำมามอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและศูนย์พักคอยของ กทม. รวมไปถึงเจ้าหน้าที่หน่วยงานจิตอาสาด่านหน้า   นอกจากนี้ OR ยังได้ช่วยเหลือคู่ค้า ลูกค้า ผู้แทนจำหน่าย และพนักงานที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนสามารถผ่านพ้นวิกฤติในครั้งนี้ไปด้วยกัน

จะเห็นได้ว่า ความช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ ที่ผ่านมา  OR ถือว่า เป็นภารกิจสำคัญที่สุดขององค์กร เพื่อแสดงถึงความมีส่วนร่วม และความรับผิดชอบต่อสังคม โดย OR ยังยืนยันที่จะเดินหน้าช่วยเหลือสังคมไทยต่อไป จนกว่าทุกคนจะกลับมายืนได้อย่างปลอดภัย และก้าวต่อไปได้ดีดังเดิม.

ตามติดภารกิจของกรมชลประทาน แก้ปัญหาภัยแล้งที่จ.ลพบุรี

0

ตามติดการแก้ปัญหาภัยแล้งของกรมชลประทาน กับ ปฏิบัติการเติมน้ำให้ลุ่มน้ำบางขามจังหวัดลพบุรี

ลุ่มน้ำบางขาม ที่หล่อเลี้ยงวิถีชุมชนหลายพื้นที่ ครอบคลุม ตำบลมหาสอน, ตำบลบางพึ่ง, ตำบลบ้านชี, ตำบลบางขาม อำเภอบ้านหมี่ และตำบลเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี หลังเกิดวิกฤตน้ำแห้งขอด จากปริมาณฝนตกน้อยและฝนทิ้งช่วง กรมชลประทาน จึงเร่งระดมนำเครื่องจักร เครื่องมือ ทำการสูบน้ำอย่างเร่งด่วน

พร้อมแจ้งให้ชาวบ้านรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง ตามที่พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ กำชับให้แก้ปัญหาน้ำอุปโภคบริโภคให้มีเพียงพอ เป็นธรรม รวมถึงการรักษาระบบนิเวศ 

ส่วนภาคเกษตรกรรมให้ขอความร่วมมือชะลอการเพาะปลูกออกไปก่อน จนกว่าจะมีฝนตกในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอและเพียงพอ

กรมชลประทาน ยืนยันจะผลักดันการส่งน้ำไปสู่พื้นที่ปลายน้ำ รวมระยะทาง 47 กม. เพื่อให้ชาวบ้านได้รับการช่วยเหลืออย่างทั่วถึง ซึ่งหลังจากการเติมน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคและการผลิตประปาของการประปาส่วนภูมิภาคได้แล้ว สำนักงานชลประทานที่ 10 จะเร่งดำเนินการตามแผนระยะยาว โดยจะทำการขุดลอกระยะทาง 14 กิโลเมตร กว้าง 40 เมตร ลึก 3 เมตร พร้อมจัดทำแก้มลิง 3 แห่ง

คาดการดำเนินการตามแผนงานทั้งเร่งด่วนและระยะยาว จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในลุ่มน้ำบางขามได้กว่า 2,000,000 ลูกบาศก์เมตร

เปิดตัวโครงการ AOM YOUNG สร้างวินัยการออมการลงทุนให้นศ.ที่กู้ยืมกยศ.

0

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ บลจ.กรุงไทย เปิดตัวโครงการ “AOM YOUNG” ส่งเสริมวินัยการออมการลงทุนด้วยกองทุนรวมแก่นักศึกษาผู้กู้ยืม กยศ. ทั่วประเทศ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีทางการเงิน รวมทั้งสามารถชำระเงินคืนกองทุนได้เมื่อครบกำหนด เปิดรับนักศึกษาร่วมโครงการ 28 มิถุนายน 2564

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ “AOM YOUNG” เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างตลาดหลักทรัพย์ฯ กยศ. และ บลจ.กรุงไทย เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาผู้กู้ยืม กยศ. มีการวางแผนเพื่อการออมและลงทุนอย่างต่อเนื่องผ่านกองทุนรวม เพื่อเสริมสร้างวินัยและความมั่นคงทางการเงิน โดยโครงการนี้ยังเป็นการต่อยอดความร่วมมือในการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดำเนินงานร่วมกับ กยศ. อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งการรณรงค์ให้เกิดวินัยการออมผ่านโครงการ “AOM YOUNG” จะช่วยสร้างประสบการณ์ให้นักศึกษามีความเข้าใจการลงทุนและรู้จักทางเลือกการออมที่ช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี มีเงินออมตั้งต้นพร้อมสำหรับเป้าหมายในอนาคต สอดคล้องกับพันธกิจของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการพัฒนาตลาดทุนเพื่อทุกคน

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักเรียน นักศึกษาผู้กู้ยืม ได้รับความรู้ผ่านหลักสูตร e-Learning แล้วกว่า 560,000 ราย โครงการนี้จึงจะมาช่วยต่อยอดให้ผู้กู้ยืมที่มีความรู้ทางการเงินมีช่องทางในการออมเงินสม่ำเสมอได้อย่างเหมาะสม ซึ่งกองทุนเห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติจริง จึงพร้อมสนับสนุนให้ผู้กู้ยืมได้เรียนรู้การลงทุนผ่านกองทุนรวมในรูปแบบการออมสม่ำเสมอขั้นต่ำ 100 บาทต่อเดือน โดยเริ่มจาก KTAM เป็นที่แรก ซึ่งนอกจากผู้กู้ยืมจะมีเงินเก็บและมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่มากขึ้นแล้ว ยังนับเป็นจำนวนชั่วโมงจิตสาธารณะได้อีกด้วย โดยกองทุนมุ่งหวังว่า โครงการ “AOM YOUNG” จะช่วยให้นักศึกษามีเครื่องมือทางการเงินที่ทำให้การเริ่มต้นออมเพื่อเป้าหมาย ในระยะยาวเป็นจริงได้ ตลอดจนสามารถนำเงินที่ออมได้มาชำระคืนเงินกู้ยืมให้กองทุนเมื่อถึงกำหนดต่อไป

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า KTAM มีความยินดีในการร่วมส่งเสริมวินัยการออมผ่านกองทุนรวมให้แก่นักศึกษาผู้กู้ยืม กยศ. โดยจะส่งเสริมความรู้ด้านผลิตภัณฑ์การลงทุน เปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเลือกผลิตภัณฑ์การลงทุนให้กับตนเองได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ KTAM ยังได้คัดเลือกกองทุนรวมที่มีความเสี่ยงในระดับต่ำถึงปานกลางให้ตรงกับวัตถุประสงค์ในการออมและเริ่มต้นลงทุนของนักศึกษา โดยมีกองทุนให้เลือกหลากหลายประเภทตามความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ได้แก่ 1) กองทุนตลาดเงิน: KTSS 2) กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น: KT-STPLUS ซึ่งนักศึกษาเริ่มต้นลงทุนขั้นต่ำได้เพียงเดือนละ 100 บาท ผ่านทาง บลจ.กรุงไทย หรือธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา ทั้งนี้ KTAM เชื่อมั่นว่าโครงการ “AOM YOUNG” จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้เยาวชนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการออมตั้งแต่อายุยังน้อยได้มากขึ้นนักศึกษาผู้กู้ยืม กยศ. ทุกสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ สามารถเริ่มต้นออมสม่ำเสมอผ่านโครงการ “AOM YOUNG” ได้แล้วตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2564 โดยดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.setinvestnow.com, www.studentloan.or.th และ www.ktam.co.th

‘เจ้าสัวธนินท์’ ทุ่ม 200 ล้าน หนุนรพ.สนาม สู้โควิดรอบใหม่

0

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด-19 วันนี้เป็นตัวเลขที่สูงสุดอีกวันหนึ่ง ที่มีผู้ติดเชื้อถึง 1,767 คน ทำให้ผู้ป่วยสะสมในโรงพยาบาลสูงถึง 13,568 ราย ซึ่งโรงพยาบาลก็เริ่มประสบปัญหาเตียงไม่เพียงพอ ปัจจุบันมีผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลสนาม 571 ราย ซึ่งต่อไปจะมีตัวเลขสูงมากขึ้น เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้เตรียมงบประมาณ 200 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเรื่องโรงพยาบาลสนามของโรงพยาบาลต่างๆ โดยเน้นไปที่สิ่งที่ซีพีทำได้ เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และเสริมอุปกรณ์การแพทย์ที่ขาด บริษัททุกบริษัทในเครือจะมาช่วยผนึกกำลังเพื่อช่วยเสริมบุคลากรทางการแพทย์ ที่เสียสละเป็นอย่างมาก โดยเริ่มต้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และต่อยอดไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ อาทิ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลตำรวจ  โรงพยาบาลของทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ เป็นต้น

ตนเองมีความห่วงใยต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ทั้งนี้ในฐานะที่เป็นคนไทย  และเครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ดำเนินธุรกิจอยู่บนแผ่นดินไทยมาเป็นเวลา 100 ปี จึงตระหนักดีว่านี่คืออีกสถานการณ์หนึ่งที่สำคัญซึ่งเครือเจริญโภคภัณฑ์จะต้องเข้ามาช่วยเหลือตามสรรพกำลังที่มีอยู่ และเห็นว่าการรับมือด้านสาธารณสุขมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง จึงร่วมมือกับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดโรงพยาบาลสนาม เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยโควิด-19 พร้อมกันนี้จะจัดส่งอาหารครบ 3 มื้อให้กับโรงพยาบาลสนามของรพ.จุฬาลงกรณ์ฯ รวมถึง Hospitel อีก 4 แห่งในความรับผิดชอบของรพ.จุฬาลงกรณ์ฯ และจะให้กลุ่มทรูจัด ไวไฟบริการฟรีในโรงพยาบาลสนามของจุฬาลงกรณ์ที่จะเปิดใหม่นี้ด้วย  และหากรัฐบาลเปิดให้เอกชนนำเข้าวัคซีนมาฉีดให้กับพนักงาน ก็จะถือว่าเป็นการลดภาระภาครัฐ โดยเอกชนออกค่าใช้จ่ายในการดูแลจัดหาวัคซีนสำหรับพนักงาน ถือเป็นอีกแนวทางหนึ่ง ทั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องคนไทยจะก้าวผ่านวิกฤตโควิด-19 ได้อย่างปลอดภัย

นายธนินท์ กล่าวอีกว่า เชื่อมั่นว่าคนไทยและประเทศไทยจะฝ่าวิกฤตโควิด-19 นี้ไปได้อย่างแน่นอน ขอเพียงทุกคนและทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือกันตามกำลังความสามารถ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเราจะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ในเร็ววันนี้

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผอ.โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยกล่าวว่า ตอนนี้สถานการณ์รุนแรงขึ้นมาอีกครั้ง  คนไข้มีจำนวนมากขึ้น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฯ ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้เตรียมการโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับบุคลากร และนิสิตที่มีการติดเชื้อรวมถึงการเปิดให้กับผู้ป่วยต่อไปด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยอาการปานกลางและอาการหนัก มีพื้นที่เพียงพอในโรงพยาบาล ทั้งนี้ต้องขอบคุณท่านประธานธนินท์ และบริษัทในเครือซีพี ที่เป็นองค์กรเอกชนที่มีความตั้งใจดี ในการเข้ามาสนับสนุนดำเนินโครงการทั้งเรื่องโรงพยาบาลสนาม และ Hospitel ให้ประสบความสำเร็จและผ่านวิกฤตไปด้วยกัน

ศ.ดร.นพ.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนายการโรงพยาบาลสนาม โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ฯ  กล่าวว่า สถานการณ์ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น มีแนวโน้มที่โรงพยาบาลจะรองรับได้ไม่ครบถ้วน ทำให้โรงพยาบาลได้ประชุมเพื่อร่วมกันต่อสู้กับวิกฤตโควิด-19 ระลอกใหม่ ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ โดยจับมือกันเปิดโรงพยาบาลสนามเพื่อช่วยรักษาผู้ป่วยโควิด-19 โดยจะเริ่มให้บริการได้ในสัปดาห์หน้า

คนใช้รถเฮ โออาร์ประกาศไม่ขึ้นราคาน้ำมัน เป็นของขวัญปีใหม่ให้คนไทย

0
จิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ โออาร์ จัดแคมเปญ “โออาร์สร้าง ความ สุข” มอบของขวัญให้แก่ผู้บริโภคที่เข้ามาใช้บริการร้านค้าในเครือโออาร์ โดย สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น จะไม่ปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดตลอด 9 วันในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2564 (ตั้งแต่วันที่ 26 ธ.ค. 63 – 3 ม.ค. 64) แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกผู้เดินทาง ทั้งเดินทางท่องเที่ยวและเดินทางกลับภูมิลำเนา

นอกจากนี้ เมื่อเติมน้ำมันในวันที่ 31 ธันวาคม 2563 – 1 มกราคม 2564 ครบ 500 บาทขึ้นไปต่อใบเสร็จ ผู้บริโภคจะได้รับสินค้าไทยเด็ด 1 ชิ้น ส่งต่อรอยยิ้มจากชุมชนให้ผู้ใช้บริการที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น เป็นของขวัญปีใหม่อีกด้วย

สำหรับผู้ใช้บริการที่ร้านคาเฟ่ อเมซอน เมื่อซื้อเครื่องดื่มหรือสินค้าคาเฟ่ อเมซอน ชนิดใดก็ได้ ที่ร้านคาเฟ่ อเมซอน ในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น 20 สาขาบนเส้นทางสายหลักขาออกจากกรุงเทพมหานครที่ร่วมรายการ ในวันที่ 30 ธันวาคม 2563 – 3 มกราคม 2564 รับฟรีทันทีกาแฟดริป คาเฟ่ อเมซอน (รสออริจินัล) 1 ซอง โดยสามารถตรวจสอบรายชื่อสาขาที่ร่วมรายการได้ที่ เฟสบุ๊คแฟนเพจ :  Café Amazon

ด้านศูนย์บริการยานยนต์ ฟิต ออโต้ ได้จัดโปรโมชั่น “FIT สุดเฟี้ยวเที่ยวไปด้วยกัน” รับสิทธิพิเศษมากมาย ซื้อน้ำมันหล่อลื่นและยางราคาพิเศษ และสิทธิพิเศษอื่น ๆ ตามเงื่อนไขที่กำหนด ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2563 จนถึงวันที่ 15 มกราคม 2564

แคมเปญ “โออาร์ สร้าง ความ สุข” นอกจากจะเป็นการมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับผู้บริโภค ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว ร้านค้าในเครือโออาร์ ยังมีบริการต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกผู้บริโภคทั้งก่อนเดินทางและระหว่างเดินทาง โดยผู้บริโภคสามารถเข้าใช้บริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ที่ศูนย์บริการยานยนต์ฟิต ออโต้ ก่อนเดินทาง และสามารถแวะพักผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าระหว่างการเดินทางได้ที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น และร้านคาเฟ่ อเมซอนทุกสาขาที่พร้อมให้บริการตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่

โออาร์ ทุ่ม 30 ล. รวมพลังร่วมใจสู้ภัยโควิด-19 ทั่วประเทศ

0

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19 ในไทย แม้ว่าปัจจุบันจะเริ่มมีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้น จากตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อที่ลดน้อยลง และตัวเลขผู้ที่ได้รับการรักษาจนหาย นำไปสู่การผ่อนปรนมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งได้ดำเนินไปเป็นระยะที่สองแล้ว ไม่ว่าจะการอนุญาตให้ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าต่างๆ กลับมาเปิดให้บริการได้ โดยต้องอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลที่รัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้การแพร่ระบาดกลับมาหนักอีก

หากมองย้อนกลับไปประมาณเดือนมีนาคม ซึ่งเริ่มมีการออกมาตรการควบคุม สั่งปิดร้าน ปิดสวนสาธารณะ ปิดสถานประกอบการต่างๆ รณรงค์ให้คนอยู่กับบ้านเพื่อชาติ และหลายบริษัทก็ให้ความร่วมมือโดยให้พนักงานที่สามารถทำงานอยู่ที่บ้านได้ โดยไม่ต้องมาที่ที่ทำงาน และหลายภาคส่วนเริ่มเอาจริงเอาจังกับการคัดกรองคนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการให้กรอกข้อมูลก่อนเข้าอาคาร, การให้ใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า, การติดตั้งแอลกอฮอล์ เจลล้างมือ ตามจุดต่างๆ, การทำความสะอาดจุดหรือบริเวณที่มีการสัมผัสร่วม

แน่นอนว่า บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ก็เช่นเดียวกับบริษัทอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทั้งในส่วนที่ต้องดูแลสวัสดิภาพของพนักงานบริษัท และการขับเคลื่อนธุรกิจของ โออาร์

ด้านการรับผิดชอบต่อผู้บริโภคที่เข้ามาใช้บริการต่าง ๆ ของธุรกิจของ โออาร์ ทั้งสถานีบริการน้ำมัน PTT Station และร้านค้าต่าง ๆ ของ โออาร์  ได้มีนโยบายเพิ่มมาตรการด้านสุขอนามัย และปรับรูปแบบการให้บริการ เพื่อลดโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 เช่น เพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดอุปกรณ์ต่างๆ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหรือแอลกอฮอล์ ให้พนักงานทุกคนล้างมือและสวมหน้ากากอนามัยระหว่างปฏิบัติหน้าที่ การติดตั้งเจลแอลกอฮอล์สำหรับลูกค้าไว้ล้างมือ

ทุกธุรกิจของ โออาร์  เปิดดำเนินการตามปกติ เพื่ออยู่เคียงข้างคนไทยทุกคน และพร้อมผ่านวิกฤตไปด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสถานีบริการน้ำมัน PTT Station, ร้านกาแฟ Café Amazon, ร้าน Texas Chicken, ร้านฮั่วเซ่งฮง ติ่มซำ, ร้านค้าสะดวกซื้อ Jiffy, ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto เพียงแต่ต้องปรับรูปแบบการบริการให้เข้ากับระเบียบต่าง ๆ ที่ทางภาครัฐออกมา

นอกจากนี้ โออาร์ ยังช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของคนไทย ผ่านมาตรการความช่วยเหลือต่างๆ ทั้งในส่วนของโออาร์ เอง ไม่ว่าจะเป็น

  • การจัดซื้ออุปกรณ์การแพทย์มอบให้รพ.ราชวิถี
  • มอบแอลกอฮอล์ทำความสะอาดให้โรงพยาบาล 44 แห่งทั่วประเทศ
  • มอบหน้ากากผ้ามัสลินให้กับสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย

และ ธุรกิจต่าง ๆ ของโออาร์ ก็ร่วมแรงกัน ออกมาช่วยเหลือเช่นกัน

  • สถานีบริการน้ำมัน PTT Station แจกเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ 1 ล้านชิ้น จัดหาแอลกฮอล์ ขวด 1 ลิตร มาจำหน่ายในราคาพิเศษ, เปิดพื้นที่ในสถานีให้เกษตรกรนำมะม่วงน้ำดอกไม้มาขาย, แจกน้ำดื่มให้เดลิเวอรี่แมน 1 ล้านขวด

  • ร้านกาแฟ Café Amazon, ร้าน Texas Chicken ช่วยสนับสนุนอาหาร เครื่องดื่ม ให้กับบุคคลากรการแพทย์
  • ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto พ่นยาฆ่าเชื่อทำความสะอาดห้องโดยสารรถยนต์ให้บุคลากรทางการแพทย์ ฟรี
  • บัตร Blue Card เปลี่ยนคะแนนสะสมเป็นเงินบริจาค ยอดรวมกว่า 1 ล้านบาท

และ ล่าสุด โออาร์ มีโครงการสมทบทุนให้กองทุนชัยพัฒนาสู้โควิด-19 และโรคระบาดต่าง ๆ ผ่าน 2 กิจกรรม คือ

1. ซื้อเครื่องดื่มร้านกาแฟ Café Amazon ทุกแก้ว หัก 1 บาทให้กองทุนนี้ ซึ่งสามารถเปลี่ยนพลังใจเป็นเงินสมทบทุนเข้ากองทุน

2. สมัครสมาชิก Blue Card โออาร์ บริจาคให้เลย 10 บาทต่อราย ให้กองทุนนี้ ตั้งแต่ 1 พ.ค.- 30 มิ.ย. นี้

ไม่เพียงแต่ความช่วยเหลือในประเทศเท่านั้น อย่างที่ทราบ โออาร์ เอง มีธุรกิจในต่างประเทศด้วย ซึ่งทาง โออาร์ ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือผ่านบริษัทในเครือด้วยเช่นกัน

  • Brighter Energy, Brighter Energy Brighter PTT Oil and Retail Business และ PTT Oil Myanmar แจกเจลแอลกอฮอล์ ให้กับลูกค้า Café Amazon ที่เมียนมาร์ 1,500 ชิ้น
  • PTT Cambodia แจกเจลแอลกอฮอล์ให้กับผู้มาใช้บริการที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station, ร้านกาแฟ Café Amazon, ร้านค้าสะดวกซื้อ Jiffy ในกัมพูชา รวม 1.4 แสนชิ้น
  • PTT Philippines แจกหน้ากากอนามัย และเฟซชิลด์ ให้บุคคลากรทางแพทย์ และตำรวจฟิลิปปินส์ 9,000 ชิ้น แอลกอฮอล์น้ำ 70% กับเครื่องดื่ม Café Amazon ให้กับบุคคลากรแพทย์ของฟิลิปปินส์

ถือเป็นการรวมพลังครั้งยิ่งใหญ่ทุกธุรกิจและทุกภาคส่วนของ โออาร์ เพื่อกระจายและส่งต่อความช่วยเหลือสู่วงกว้างให้ได้มากที่สุด และการร่วมใจ สู้วิกฤตโควิด-19 ครั้งนี้ของ โออาร์ ใช้งบรวมกว่า 30 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้คนไทยผ่านวิฤกตครั้งนี้ไปด้วยกัน

เงินทองต้องวางแผน!!

0

จากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า2019 (โควิด-19) ทำให้เกิดการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ได้ส่งผลกระทบให้คนตกงานฉุกเฉิน.. ไม่ทันตั้งตัวจำนวนมาก!!

​ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือ คนหาเช้ากินค่ำ มีรายได้วันต่อวัน แม้กระทั่งคนมีเงินเดือน แต่ไม่มีเงินเก็บเงินออมต้องเดือดร้อนถึงขั้น ไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้าน  บางคนถึงขั้นไม่มีเงินซื้ออาหารประทังชีวิตในแต่ละวัน

ตอกย้ำให้เห็นถึงสุขภาพทางการเงินของคนไทย ที่อยู่ในขั้นวิกฤติ คือ ไม่มีเงินเก็บ-เงินออมเพื่อสำรองไว้ใช้หรือแก้ปัญหาในยามฉุกเฉิน!!

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยธนาคารออมสิน ที่ได้สำรวจพฤติกรรมการออมของประชาชนฐานรากทั่วประเทศ คือกลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000  บาท  พบว่า อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ออมเงินไม่ได้ ส่วนใหญ่  82.7% ให้เหตุผลว่า ไม่มีเงินเหลือให้ออม ถัดมาคือมีเหตุจำเป็นต้องใช้เงิน และมีภาระหนี้สิน 

เมื่อถามว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉินต้องหยุดงานหรือไม่มีรายได้ มีเงินสำรองไว้ใช้แค่ไหนพบว่ามากกว่า  33.7% ไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน!!   อีก 33.3% บอกว่ามีเงินใช้จ่ายไม่เกิน 1เดือนและอีก 28.5% ระบุว่า มีเงินใช้จ่ายไม่เกิน 3 เดือนหมดจากนี้ก็หมดกันเลยชีวิต!!

ดังนั้นยามเมื่อวิกฤติโควิดมาเยือนอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว คนส่วนใหญ่ของประเทศจึงเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ไม่เพียงแต่ประชาชนฐานรากเท่านั้น คนชั้นกลางที่มีรายได้สูงกว่าก็เดือดร้อนหนักเช่นกัน

บทเรียนจากวิกฤติครั้งนี้  ทำให้พวกเราจำเป็นต้องลุกขึ้นมาปฎิวัติ ปรับมุมคิด วางแผนชีวิตการเงินกันใหม่ทั้งหมด  โดยเมื่อโควิด-19 คลี่คลายกลับมาทำงานมีรายได้ มีเงินเข้ามือ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ  “ออมก่อนใช้” ขอให้ท่องเป็น “คาถากันจน” กันไว้เลย!!

ข้อมูลจาก เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ เรื่อง “เงินทองต้องวางแผน” ที่รวบรวมเทคนิค แนวคิด ความรู้ข้อแนะนำและวิธีการ ในเรื่องการวางแผนการเงินการออม จากกูรูนักวางแผนการเงินไว้มากมาย ให้ข้อแนะนำว่า อาจเริ่มจากการออม 10-20% ของรายได้ก่อน โดยทันทีที่ได้เงินมา ให้กันเงินออมแยกบัญชีออกไปต่างหากเป็นอันดับแรก  และหากมีหนี้สินก็ต้องกันเงินไว้ใช้หนี้ด้วย

วางเป็นสมการได้อย่างนี้  รายได้-เงินออม-หักภาระหนี้(ถ้ามี) = เงินใช้จ่าย

และต้องวางแผนใช้จ่ายเงินให้ได้ทั้งเดือน เช่น มีรายจ่ายประจำที่ต้องจ่ายแน่ๆ ค่าน้ำ-ไฟ-โทรศัพท์-ค่าเช่าบ้านต้องกันไว้ก่อน  เงินที่เหลือหาร 30 วัน เพื่อให้รู้ว่า ภายในเดือนนี้จะมีเงินใช้จ่ายค่าอาหาร3 มื้อ ค่าเดินทางและค่าอื่นๆ เฉลี่ยวันละกี่บาท

หากวันไหนใช้จ่ายเกิน วันรุ่งขึ้นก็ต้องใช้น้อยลง หรือหากวันไหนใช้จ่ายน้อยกว่าที่คำนวนไว้ ก็ให้กันเงินที่เหลือใส่กระปุก  เก็บไว้เป็นเงินออมเพิ่ม

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแอปทำบัญชีรายรับรายจ่าย ชื่อว่า SET Happy Money จดอย่างมีวินัย แล้วกลับมาวางแผนปรับลดค่าใช้จ่ายและจัดการหนี้สิน ก็มีเงินออมไปต่อยอดสร้างสุขทางการเงินในปัจจุบันและอนาคตได้ไม่ยาก

คาถาอีกบท จำไว้ให้ขึ้นใจ “ออมก่อน…รวยกว่า..ออมเร็ว..รวยเร็ว..ออมมาก..รวยมาก” ถ้าเริ่มทำได้เร็ว  ความมั่งคั่งก็จะมาหาเราเร็วขึ้น ที่สำคัญต้องลืมและเลิกไปเลยกับพฤติกรรมเดิมๆ ที่ “ใช้ก่อน..เหลือเท่าไหร่..ค่อยออม”

ในบทความครั้งหน้า จะเล่าให้ฟังว่าจะแบ่งและจัดสรรเงินออมไว้เพื่อเป้าหมายอะไรกันบ้าง   

                                                   ​​​​คุณนายพารวย

ไขข้อข้องใจ ทำไมแอลกอฮอล์ล้างมือถึงแพงกว่าน้ำมันเติมรถ

0

อ่านหัวข้อแล้ว อย่าเพิ่งงง เพราะมีคนตั้งประเด็น สงสัยเรื่องนี้จริงๆ ประเด็นนี้เริ่มต้นตอนที่บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือโออาร์ มีโครงการจะช่วยแก้ปัญหาแอลกอฮอล์ล้างมือขาดแคลน และราคาแพง เลยมีแนวคิด จัดหาแอลกอฮอล์ล้างมือ ทำความสะอาด มาวางขายราคาพิเศษ เท่าทุน ขวดลิตร ขวดละ 110 บาท

ทันทีที่ข่าวนี้เผยแพร่ ดราม่าก็บังเกิด เพราะมีคนตั้งคำถามว่า ทำไมบ.น้ำมันถึงขายแอลกอฮอล์ราคาแพงกว่าน้ำมัน ทั้งที่มีส่วนผสมแอลกอฮอล์ เหมือนกัน บริษัทจะค้าขายเอากำไรเกินไปหรือเปล่า

แม้จะมีความพยายามที่จะอธิบายแล้ว แต่หลายคนก็ยังคงคาใจ ขณะที่โออาร์ ก็เดินหน้าโครงการต่อ ขายไปโดนต่อว่าไป ทั้งที่ราคาขายถูกกว่าในตลาดมาก ลองสำรวจราคาที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลนโพสขายกัน ราคาขวดลิตรจะอยู่ระหว่าง 250-450 บาททีเดียว แถมยังต้องมาลุ้นเรื่องความเน่าเชื่อถือของสินค้าอีกต่างหาก

กลับมาที่คำถาม “ทำไมราคาแอลกอฮอล์ล้างมือ มันแพงกว่าน้ำมันแก๊สโซฮอล์ ได้ไง?”   คำตอบก็คือ ถึงจะเป็นเอทิลแอลกอฮอล์เหมือนกัน แต่มีคุณสมบัติบางอย่างไม่เหมือนกัน นำมาใช้ทดแทนกันไม่ได้

แอลกอฮอล์ที่เอาไปผสมน้ำมัน กับที่เอามาทำแอลกอฮอล์ล้างมือ มีกระบวนการผลิตที่แตกต่างกัน แน่นอน ต้นทุนก็ต้องแตกต่างกัน

แอลกอฮอล์ที่นำไปใช้สำหรับล้างมือ จะมีความเข้มข้น 70-90% (มีน้ำเป็นส่วนผสม 10-30% แล้วแต่สูตร เพื่อให้เจือจางไม่ระคายผิว ไม่ระเหยเร็วเกินไป มีประสิทธิภาพฆ่าเชื้อโรค)  ต้องผ่านกระบวนการกลั่นหลายขั้นตอนเพื่อดึงเอาสิ่งที่ปนเปื้อนอยู่ออก เพื่อให้ได้ค่าความบริสุทธิ์ที่สูงเพียงพอสำหรับมาตรฐานที่ใช้สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร ที่เรียกว่า Food Grade หรือ สำหรับอุตสาหกรรมยา Pharmaceutical  Grade พูดง่ายๆ เป็นแอลกอฮอล์เกรดดี จึงมีต้นทุนการผลิตสูงกว่าเกรดที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงมาก  

แถมยังมีต้นทุนในเรื่องของสารที่ใส่เพิ่ม ทั้งถนอมผิว กลิ่นหอม แล้วไหนจะต้นทุนค่าบรรจุภัณฑ์ การขนส่ง การกระจายสินค้า และค่าการตลาด แล้วเมื่อต้องผ่านบรรดาพ่อค้าส่ง พ่อค้าขายปลีกหลายทอด ราคาก็จะถูกบวกเพิ่มขึ้นไปอีก

ขณะที่แอลกอฮอล์ที่ผสมในน้ำมัน จะมีความเข้มข้นมากถึง 99.5% (คือมีน้ำเป็นส่วนประกอบเพียง 0.5% เพื่อไม่ให้เครื่องยนต์เสียหาย) แต่ความบริสุทธิ์มีน้อยกว่าแอลกอฮอล์ที่ใช้ทำความสะอาด ยังมีสารปนเปื้อน สารตกค้าง โลหะ หรือ สารพิษเจือปน ซึ่งอาจเป็นอันตราย หรือ เกิดการระคายเคืองหากนำมาใช้กับคน  ไม่มีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรค เพราะมีความเขัมข้น ระเหยไว แต่ไม่มีปัญหากับการนำไปใช้ผสมในน้ำมันเผาไหม้เป็นเชื้อเพลิง

อีกเหตุผลนึงที่ราคาน้ำมันถูกกว่าแอลกอฮอล์ล้างมือ คือ มีการอุดหนุนราคาจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาชดเชย ตามนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทน และนโยบายส่งเสริมน้ำมันแก๊สโซฮอล์

ทั้งหมดนี้ จึงเป็นคำอธิบายที่ว่า ราคาแอลกอฮอล์ล้างมือ ถึงไม่เท่ากับ ราคาน้ำมันเชื้อเพลง ซึ่งจริงๆแล้ว ไม่สามารถเอามาจับคํู่เปรียบเทียบกันเลย

จริงๆแล้ว การที่บ.น้ำมันอย่างโออาร์ ออกมาขายแอลกอฮอล์ทำความสะอาดในราคาพิเศษ แล้วโดนบ่นว่า ของมีไม่พอความต้องการ ยังพอเข้าใจได้ ซึ่งก็ต้องเห็นใจทางบริษัท เพราะโออาร์ไม่ได้เป็นผู้ผลิตเอง ต้องไปจัดหาซื้อมาจากผู้ผลิตและแบ่งไปจำหน่ายยังสถานีบริการต่างๆ  และก็ได้ของมาจำนวนจำกัด

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด โออาร์เองก็มีการปรับแผนใหม่ โดยเพิ่มการวางขายแบบเป็นถุง ขนาด 500 มล. ให้เป็นอีกทางเลือก ที่จะช่วยกระจายสินค้าให้กับผู้ที่ต้องการได้ทั่วถึงมากขึ้น

ขณะที่ ภาครัฐก็ออกโยบายผ่อนคลายเรื่องแอลกอฮอล์ และความร่วมมือของภาคเอกชนที่เร่งผลิตแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมือออกสู่ตลาด เช่น กระทรวงคลัง มอบหมายให้องค์กรสุราผลิตแอลกอฮอล์ล้างมือเพื่อแจกจ่ายประชาชน หรือกระทรวงพลังงานมอบหมายให้ปตท. และกฟผ. จัดหาแอลกอฮอล์ทำความสะอาดมอบให้กับรพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบลทั่วประเทศ ก็น่าจะช่วยให้ปัญหาการขาดแคลนแอลกอฮอล์ทางการแพทย์สำหรับทำความสะอาดมือ และแอลกอฮอล์สำหรับทำความสะอาดพื้นผิว และส่งผลให้ราคาจำหน่ายถูกลงได้ในเร็วๆนี้

กนง.มีมติ 4-2 เสียง คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.75% ต่อปี

0

นายทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 25 มีนาคม 2563

คณะกรรมการฯ มีมติ 4 ต่อ 2 เสียง ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 0.75 ต่อปี ขณะที่ 2 เสียง เห็นควรให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 0.25 ต่อปี

ทิตนันทิ์ มัลลิกะมาส เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

คณะกรรมการฯ เห็นว่าการระบาดของ COVID-19 จะยังมีความรุนแรง และต้องอาศัยระยะเวลากว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ กนง.สนับสนุนมาตรการดูแลผู้ได้รับ ผลกระทบอย่างตรงจุดของรัฐบาลที่ได้ประกาศไปแล้ว รวมทั้งจะต้องดำเนินการช่วยบรรเทาปัญหาสภาพคล่องและเร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ โดยเฉพาะครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ให้เกิดผลชัดเจนเป็นรูปธรรมเพิ่มเติมจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จึงเห็นพ้องว่า ต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาสภาพคล่องให้ตรงจุด กรรมการส่วนใหญ่จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในครั้งนี้ อย่างไรก็ดี กรรมการ 2 ท่านเห็นว่าควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกร้อยละ 0.25 เนื่องจากเศรษฐกิจมีแนวโน้มหดตัวแรง

ทั้งนี้ ที่ประชุม เห็นว่า เศรษฐกิจไทยในปี 63 มีแนวโน้มหดตัวแรง เนื่องจากการท่องเที่ยวและการส่งออกสินค้าได้รับผลกระทบรุนแรงจากการระบาดของไวรัสโควิด-19 การชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและการหยุดชะงักของห่วงโซ่การผลิตในหลายประเทศ ส่งผลให้รายได้ของธุรกิจและครัวเรือนได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างขึ้น เป็นผลให้อุปสงค์ภายในประเทศทั้งการลงทุนและการบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มหดตัว มาตรการด้านการคลังจึงต้องเป็นกลไกหลักในการบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจและดูแลผู้ได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ มาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ของสถาบันการเงินจะช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับลูกหนี้ และช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มกลับมาขยายตัวในปี 2564 หากสถานการณ์ระบาดคลี่คลายลง สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยทั้งปี 2563 มีแนวโน้มติดลบตามราคาพลังงานที่ลดลงและเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มหดตัว

เสถียรภาพของตลาดการเงินไทยโดยเฉพาะตลาดตราสารหนี้ปรับดีขึ้น หลัง ธปท. ออกมาตรการสนับสนุนสภาพคล่องในตลาดการเงิน แต่ยังต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด ด้านอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ธนาคารพาณิชย์ปรับลดลงหลังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมาซึ่งมีส่วนช่วยลดภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ ด้านอัตราแลกเปลี่ยน เงินบาทอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่ค้าคู่แข่งโดยเฉพาะสกุลเงินหลักและมีแนวโน้มผันผวน ทั้งนี้ เสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังอยู่ในเกณฑ์เข้มแข็งสะท้อนจากเงินสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในระดับสูง และเห็นควรให้ติดตามสถานการณ์ตลาดการเงินและตลาดอัตราแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องและใกล้ชิดท่ามกลางความไม่แน่นอนที่มีอยู่สูง

ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์มีระดับเงินกองทุนและเงินสำรองที่เข้มแข็ง อย่างไรก็ดี ระบบการเงินมีความเปราะบางมากขึ้นในบางจุด โดยเฉพาะความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ที่อาจด้อยลงในช่วงที่เศรษฐกิจหดตัวแรง จำเป็นต้องประสานมาตรการทั้งทางการเงินและการคลังเพื่อดูแลครัวเรือนและธุรกิจ SMEs

         

โออาร์ ร่วมสมทบทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ช่วยโรงพยาบาลราชวิถี รับมือโควิด -19

0
โออาร์

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (โออาร์) มอบเงินบริจาค  3,000,000 บาท  ให้แก่ นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี  ณ ห้องกมล สินธวานนท์ ตึกสิรินธร โรงพยาบาลราชวิถี เพื่อสมทบทุนซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นต่อการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 อาทิ เครื่องช่วยหายใจชนิดอัตราการไหลสูง เครื่องช่วยหายใจชนิดเคลื่อนย้าย เครื่องช่วยหายใจชนิดแรงดันบวกสองระดับ เครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ป่วยหนัก เครื่องเฝ้าระวังและติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วย เครื่องอุปกรณ์พ่นยา เป็นต้น รวมถึงเพื่อเป็นกองทุนส่วนกลางในการบริหารจัดการการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 

และได้มอบ กาแฟดริป คาเฟ่ อเมซอน  5,000 ซอง พร้อมด้วยขนมปั้นขลิบ และขนมปังกรอบ ซึ่งเป็นสินค้าโอทอป จาก เอสเอ็มอี ไทย รวม 480 ชุด รวมถึงคลาสสิคเบอร์เกอร์และเทนเดอร์แร็พ อย่างละ100 ชิ้น จากร้านเท็กซัส ชิคเก้น เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้ทำงานอย่างเต็มความสามารถอีกด้วย

โดยโออาร์ ขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ และบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือประชาชนคนไทย เพื่อก้าวผ่านสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน

กสม. ร่วมรณรงค์ต่อต้านการทุจริตไม่ให้สิทธิมนุษยชนถูกพรากไป เชิญชวนปชช.รับชมนิทรรศการ Corruptopia มหานครคอร์รัปชัน 15 – 27 ก.ย.นี้ ที่หอศิลปกรุงเทพฯ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (สำนักงาน กสม.) จัดกิจกรรมเปิดนิทรรศการ “Corruptopia มหานครคอร์รัปชัน” และเวทีเสวนาสาธารณะ Corruptopia Forum ภายใต้แคมเปญ “ประชาชน: อย่าปล่อยให้ประชาชนถูกละเมิดสิทธิ เพราะการทุจริตคอร์รัปชันจนชินชา” โดยมุ่งสร้างความตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างการทุจริตคอร์รัปชันและการละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเฝ้าระวัง ตรวจสอบ และปฏิเสธการทุจริตในทุกรูปแบบ ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

พรประไพ กาญจนินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

นางสาวพรประไพ กาญจนินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า การทุจริตเป็นอาชญากรรมที่พรากสิทธิขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน เพราะงบประมาณแผ่นดินจากภาษีของประชาชนที่ต้องกลับไปเป็นสิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เมื่อถูกโกงไป ไม่ใช่แค่เงินที่หาย แต่คือสิทธิของใครบางคนที่หายไปพร้อมกันด้วย การทุจริตที่พรากสิทธิมากที่สุดอย่างหนึ่ง เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนงบประมาณจะถูกจัดสรร นั่นคือการทุจริตการเลือกตั้ง ที่ผู้ลงทุนซื้อเสียงถอนทุนคืนจากงบประมาณแผ่นดินที่เป็นของเราทุกคน นโยบาย โครงการ และการจัดสรรงบประมาณ จึงถูกออกแบบเพื่อผลประโยชน์ของเครือข่ายพรรคพวกแทนที่จะออกแบบเพื่อคนส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่ากังวลในวันนี้อาจไม่ใช่การโกง แต่คือ “ความชิน” ต่อการทุจริตคอร์รัปชัน ที่ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนตามมา กสม. ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีหน้าที่ทำให้สังคมมองเห็นสิ่งที่มักถูกมองข้าม นั่นคือต้นทุนด้านสิทธิมนุษยชนที่ประชาชนต้องจ่ายกับการทุจริต จึงผลักดันแนวคิดการต่อต้านการทุจริตบนสิทธิมนุษยชน หรือ Human Rights-Based Anti-Corruption เพื่อคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากการถูกฟ้องปิดปาก ทำให้ประชาชนไม่เป็น “ประชาชน” และทำให้คนพูดความจริงสามารถตรวจสอบการทุจริตได้อย่างปลอดภัย

ภายในงานมีการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “คอร์รัปชันซินโดรม” ประเทศไทยป่วยขั้นไหน? โดยนายบรรยง พงษ์พานิช กรรมการและกรรมการบริหารองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ซึ่งได้กล่าวถึงสถานการณ์คอร์รัปชันของประเทศไทย สาเหตุหลักของคอร์รัปชันและกลไการตรวจสอบ รวมถึงความสำคัญของภาคประชาชนในการเข้ามาช่วยป้องกัน ตรวจสอบ และปราบปรามปัญหาคอร์รัปชันเพื่อรักษาสิทธิของตนเอง

จากนั้นมีการเสวนาหัวข้อ “เปิดโปงแล้วใครปกป้อง? เมื่อคนพูดความจริงมีราคาที่ต้องเจ็บ-ต้องจ่าย” โดยผู้ร่วมเสวนาได้แก่ นางสาวพัศนีย์ พูลสุข ผู้รวบรวมหลักฐานและเปิดโปงขบวนการทุจริตยาโรงพยาบาลทหารผ่านศึก นางสาวพรทิพย์ โม่งใหญ่ อดีตบรรณาธิการข่าวโต๊ะรายงานพิเศษ ช่องเวิร์คพอยท์ และนางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและหัวหน้าทีมสุดซอย ดำเนินการเสวนาโดย นางสาวฐูปณีย์ เอียดศรีไชย ซึ่งวิทยากรได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนถึงประสบการณ์จริงของคนทำงานที่เผชิญหน้ากับการทุจริตคอร์รัปชัน ตั้งแต่การรวบรวมหลักฐาน การนำเสนอความจริง แรงกดดันที่ได้รับ และกลไกการคุ้มครองความปลอดภัย

ต่อด้วยการเสวนาหัวข้อ “เมื่อประชาชนไม่ยอมชินกับคอร์รัปชันอีกต่อไป เราจะนับหนึ่งจากตรงไหน?” โดยผู้ร่วมเสวนาจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้แก่ ดร.มานะ นิมิตรมงคล ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) นายนศเศรษฐ์ ปรัชยากร ประธานคณะกรรมการการพัฒนาการการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา นางสาวปริศนา พรหมมา ผู้แทนสภาลมหายใจเชียงใหม่ และนายจุมพล ขุนอ่อน รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ดำเนินการเสวนาโดย นายสมภพ รัตนวลี ซึ่งวิทยากรได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนถึงแนวทางและกลไกในการป้องกันการทุจริตที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งในการตรวจสอบและสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม

ทั้งนี้ สำนักงาน กสม. ขอเชิญนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมชมและสัมผัสประสบการณ์ “อยู่ให้เป็น เห็นจนชิน อยู่กินกับคอร์รัปชัน” ในงานนิทรรศการ “Coruptopia มหานครคอร์รัปชัน” ครั้งนี้ เพื่อร่วมกันตั้งคำถามกับตัวเองว่าหากเราต้องอยู่และเผชิญกับเหตุการณ์ทุจริตคอร์รัปชัน เราจะเป็น “ประชาชน” ที่เพิกเฉย หรือพร้อมเป็น “ประชาชน” ที่ลุกขึ้นมารักษาและปกป้องสิทธิ โดยสามารถรับชมนิทรรศการดังกล่าวได้ระหว่างวันที่ 15–27 กันยายน 2569 ณ ชั้น 3 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

“ทอดน่อง-ชมวัง-ปันเรื่องราว” พาเดินย้อนเวลายลพระราชวังหลวงอยุธยา

0

“ยินดีที่ได้เที่ยว” มีโอกาสดีได้ร่วมกิจกรรม “เดินทอดน่อง ชมวัง ปันเรื่องราว” ซึ่งเกิดขึ้นจากการร่วมมือของ 3 เพจที่มีความสนใจและหลงใหลเรื่องราวประวัติศาสตร์ยุคอยุธยาเหมือนกัน ประกอบด้วย เพจ Ayutthaya Revised (คุณปอนด์ นิสิตนักศึกษา ที่รักในประวัติศาสตร์ แถมยังสายตรงเป็นคนอยุธยา), เพจ ลลิธ-กำไล นามปากกา (คุณกำไล นักเขียนที่ชอบเที่ยวโบราณสถาน และชอบประวัติศาสตร์ เขียนนิยายพีเรียด เจ้าของนามปากกาชื่อเดียวกัน “กำไล” ) และ 3. เพจ ปันเรื่องปันราว (คุณปัณณพัทธิ์ คำนึง หรือ ไกด์ปัณ ผู้หลงใหลประวัติศาสตร์ เคยมีผลงานนำเสนอรื่องราวชาวอยุธยาในพม่ามาถ่ายทอดแบบเจาะลึก) ทั้งสามเพจตั้งใจจัดกิจกรรมนี้ขึ้น เพื่อชวนคนที่ความสนใจเหมือนกันไปเดินย้อนเวลาหา “พระราชวังหลวงอยุธยา” ตามรอยวังโบราณในพื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธนา เริ่มต้นจากวัดพระศรีสรรเพชญ์ สู่หัวใจของราชสำนักกรุงศรีอยุธยา

จากซ้าย คุณปอนด์ เพจ Ayutthaya Reivse -ตุณปัณณ์ เพจปันเรื่องปันราว -คุณกำไล เพจ ลลิธ-กำไล นามปากกา

แอดมินเชื่อว่า หลายคนมีโอกาสได้มาเที่ยวชม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา แวะชมความงดงามของ วัดพระศรีสรรเพชญ์ กันอยู่แล้ว แต่เชื่อว่า คนส่วนใหญ่ ก็จะเดินเที่ยวอยู่บริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ ชมความงาม ถ่ายรูปเช็กอินกับจุดแลนด์มาร์กคือ เจดีย์ 3 องค์ของวัดนี้ แล้วก็เดินออกไปเพื่อแวะเที่ยวที่อื่นต่อ มีน้อยคนนักที่จะเดินทะลุไปถึงโซนพื้นที่ด้านหลัง ที่เป็นส่วนของพระราชวังหลวง

ขอบคุณภาพจาก facebook ปัณณพัทธิ์ คำนึง 

“ยินดีที่ได้เที่ยว” เมื่อทราบว่า มีกิจกรรมนี้ จึงไม่พลาดโอกาสครั้งนี้เพราะลำพังจะให้ไปเดินเที่ยวคนเดียว ก็ต้องสารภาพตามตรงว่า ไม่รู้จะไปดูอะไร เพราะมอวไปทางไหน ก็เห็นมีแต่กองซากอิฐ กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ แต่ความจริงแล้ว พื้นที่กว้างใหญ่ที่เห็นอยู่ตรงหน้า ไม่ได้เป็นเพียงสนามหญ้าที่มีซากอิฐเท่านั้น แต่ครั้งหนึ่งที่นี่คือ “พระราชวังหลวงแห่งกรุงศรีอยุธยา”สถานที่ซึ่งเคยเป็นหัวใจของราชสำนัก เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ ใช้ประกอบพระราชพิธี ออกว่าราชการ และรับแขกบ้านแขกเมืองจากต่างแดน

ฉากองค์เจดีย์ใหญ่ 3 องค์ บริเวณสระแก้ว ด้านหลัง

ดังน้้น เมื่อกูรูจาก 3 เพจที่เห็นความสำคัญเรื่องนี้ มารวมตัวกันจัดกิจกรรมนี้ขึ้น ก็เหมือนมีผู้บรรยาย นักเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ เดินนำแถวพาคณะผู้คนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน ไปเที่ยวชม แวะเล่าเรื่องตามจุดสำคัญต่างๆ แม้วันนี้พระราชวังหลวงอาจเหลือเพียงฐานอาคาร แนวกำแพง สระน้ำ และร่องรอยทางโบราณคดี แต่ถ้าเราค่อย ๆ เดินสำรวจไปทีละจุด จะพบว่าใต้ผืนดินและซากอิฐเหล่านี้ ยังมีเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยาซ่อนอยู่มากมาย

ตามกำหนดเวลาที่คณะผู้จัดงานแจ้งให้ผู้ร่วมเดินทางทราบ คือ จะเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น. และสิ้นสุดกิจกรรมเวลาประมาณ 18.00 น. แอดมินคิดในใจทีแรกว่า จะเดินอะไรนักหนาเกือบ 5 ชม. แต่เชื่อมั้ยว่า กิจกรรมนี้ใช้เวลาไปเต็มเวลาจริงๆ กับระยะทางเดินรวมประมาณ 6-7 กม. ตามที่มีผู้ร่วมคณะแจ้งให้ทราบในภายหลัง


🚶‍♂️ ออกเดินสำรวจ “อดีตเมืองหลวงภายในอุทยานฯ”

เมื่อเดินเข้ามาในเขตพระราชวัง สิ่งแรกที่อาจรู้สึกคือ “ทำไมพื้นที่กว้างขนาดนี้?”

คำตอบก็คือ พระราชวังหลวงไม่ได้เป็นเพียงอาคารหลังหนึ่งที่กษัตริย์ใช้ประทับ แต่เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยเขตพระราชฐานหลายส่วน มีพระที่นั่ง อาคารประกอบ กำแพง ประตู ป้อม สระน้ำ และพื้นที่ใช้งานต่าง ๆ

มีการแบ่งพื้นที่เป็น เขตพระราชฐานชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน โดยพระที่นั่งสำคัญหลายองค์ตั้งอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ เดินไปตามแนวโบราณสถานจึงเหมือนกำลังตามรอย “แผนที่เมือง” ที่หายไป ตรงนี้เคยเป็นพระที่นั่ง
ตรงนั้นเคยเป็นกำแพง
อีกด้านเป็นประตู
ถัดไปเป็นสระน้ำ

พระที่นังจอมทอง

ยิ่งเดิน ก็ยิ่งเห็นภาพว่า พระราชวังหลวงในอดีตมีความเป็นระบบมากเพียงใด แต่ต้องขอออกตัวก่อนว่า บทความตอนนี้ไม่ได้เจาะลึกข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ของสถานที่แต่ละจุดเท่าไรนัก แต่ต้องการถ่ายทอด เล่าประสบการณ์ และความรู้สึกประทับใจของการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ตามเส้นทางของอดีตที่เคยยิ่งใหญ่ของอยุธยา ซึ่งต้องอาศัยการจินตนาการภาพไปพร้อมกับความตั้งใจฟังเสียงบรรยาย เล่าเรื่องของคณะผู้จัดงานที่สลับสับเปลี่ยนกันทำหน้าที่ถ่ายทอดข้อมูลที่ผู้ฟังสัมผัสว่า กิจกรรมนี้ เกิดจากความตั้งใจจริงที่ผ่านการศึกษา ค้นคว้าหาข้อมูลทางประวัติศาตร์กันแบบจริงจัง มีการค้นคว้า อ้างอิงหลักฐานแบบชัดเจน


🏛️ พระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท

วันนี้สิ่งที่เราเห็นอาจเป็นเพียงแนวฐานอิฐและร่องรอยของสิ่งก่อสร้างเก่า แต่ลองนึกภาพย้อนกลับไปหลายร้อยปี…ที่นี่เป็นหนึ่งในพระที่นั่งสำคัญที่สุดของพระราชวังหลวง นั้นคือ พระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท พระที่นั่งองค์นี้สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ และใช้เป็นสถานที่สำคัญในการออกว่าราชการ รวมถึงรับแขกเมืองและประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ

ขอบคุณภาพจาก facebook ปัณณพัทธิ์ คำนึง 

ภาพของฐานสิ่งก่อสร้างที่เป็น “ซากอิฐ” ซึ่งเราเห็นตรงหน้า ถ้าเติมภาพของผู้คน เครื่องแต่งกาย สถาปัตยกรรม และบรรยากาศของราชสำนักเข้าไปในจินตนาการ เราจะเริ่มเห็นความยิ่งใหญ่ของพื้นที่แห่งนี้ได้มากขึ้น

พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์

ผู้จัดงานนำพาคณะผู้เดินทางเดินฝ่าแดด ลุยพงหญ้า เพื่อไปชมกลุ่มพระที่นั่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพระที่นั่งวิหารสมเด็จ, พระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ นอกจากพระที่นั่งแล้ว เรายังได้เดินชมกำแพง ป้อม ประตูบก ประตูน้ำ และส่วนอาคารต่าง ๆ ภายในเขตพระราชฐาน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นกองซากอิฐตั้งอยู่ หากขาดคนนำทางที่คอยให้ข้อมูลตลอดทางแล้ว เราก็คงไม่อาจเห็นความสำคัญ ไม่ทราบว่าจุดนี้คืออะไร และมองข้ามไปเฉยๆ ตลอดการเดินทางไกลบนสนามหญ้ากว้าง ๆ ในวันนี้

📱 เดินชมวัง ไม่ต้องใช้จินตนาการอย่างเดียวแล้ว

แน่นอนว่า การมาเที่ยวพระราชวังหลวงในปัจจุบัน เราไม่ได้เห็นพระราชวังที่สมบูรณ์เหมือนในอดีต สิ่งที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่คือฐานอาคาร แนวกำแพง และร่องรอยทางโบราณคดี

หลายคนอาจคิดว่า “ถ้าไม่ใช่คนที่รู้ประวัติศาสตร์มาก่อน จะเดินดูแล้วรู้เรื่องไหม?” จริง ๆ แล้วไม่ต้องกังวลครับ เพราะทุกวันนี้มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การชมโบราณสถานเข้าใจง่ายขึ้น ตามจุดสำคัญบางแห่งจะมี ป้ายข้อมูลเหล็กของกรมศิลปากร พร้อม QR Code ให้ใช้โทรศัพท์มือถือสแกนเพื่อเปิดข้อมูล และบางจุดสามารถชมภาพสันนิษฐานของโบราณสถานในรูปแบบ 3 มิติผ่านเทคโนโลยี AR Smart Heritage ได้ เพื่อให้ผู้ชมสามารถนำภาพสันนิษฐานของโบราณสถานมาผสานกับสถานที่จริง ช่วยให้มองเห็นภาพความรุ่งเรืองและรูปแบบสถาปัตยกรรมในอดีตได้ง่ายขึ้น โดยมีพื้นที่ของอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยารวมอยู่ในระบบด้วย

ประตูพระตำหนักสวนกระต่าย

ดังนั้น ถ้าเดินผ่านป้ายข้อมูลบริเวณพระที่นั่งสำคัญ ขอแนะนำว่า อย่าเดินผ่านไปเฉย ๆ ลองหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาสแกน QR Code → เปิดภาพ → แล้วมองกลับมายังฐานอาคารตรงหน้า จากซากอิฐที่เราเห็นอยู่ ก็จะมีภาพจำลองเข้ามาช่วยเติมช่องว่างให้กับจินตนาการ

และทราบมาว่า เดี่ยวนี้ยังมีการพัฒนาแอปฯ Retouch Ayutthaya เป็นอีกตัวช่วยสำหรับการมองย้อนอดีตผ่านมือถือ เห็นภาพจำลอง 3 มิติของโบราณสถานมาซ้อนทับกับภาพสถานที่จริงผ่าน AR พร้อมข้อมูลเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และกระบวนการสันนิษฐานรูปแบบสถาปัตยกรรม แม้วา ตอนนี้ยังครอบคลุมแค่สถานที่สำคัญบางแห่งเป็นหลัก แต่ในอนาคต เชื่อว่า กลุ่มพระที่นั่งต่างๆ ในอุทยานฯ น่าจะอยู่ในแผนงานนี้ด้วยในวันข้างหน้า

สำหรับการเดินพระราชวังหลวง เทคโนโลยีพวกนี้จึงเป็นเหมือน “ตัวช่วยเติมภาพ” จากเดิมที่ต้องอาศัยจินตนาการล้วนๆ

🏯 พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์

แผนผังพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ภาพจากมุมสูง
ขอบคุณภาพจาก facebook ปัณณพัทธิ์ คำนึง 
พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์
พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์

อีกมุมหนึ่งของพระราชวังที่ไม่ควรมองข้าม พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ซึ่งอยู่บริเวณท้ายพระราชวัง เป็นที่มาของพระนามสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ เนื่องจากพระองค์เสด็จประทับและว่าราชการที่พระที่นั่งองค์นี้เป็นประจำ จัดเป็นหนึ่งในพระที่นั่งสำคัญที่อยู่ในพื้นที่ด้านท้ายของพระราชวังหลวง มีสระน้ำล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน แถมยังมีเขามอ และระบบน้ำพุอีกด้วย ทำให้เห็นได้ว่า วังหลวงในอดีต มีความทันสมัยอยู่ไม่น้อย และการออกแบบพระราชวังอยุธยาไม่ได้เน้นเพียงความโอ่อ่าของพระที่นั่ง แต่ยังให้ความสำคัญกับภูมิทัศน์และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่โดยรอบด้วย ยิ่งได้เห็นภาพมุมสูงของการวางผังพระที่นั่งนี้แล้ว อยากบอกว่า เป็นภาพที่ดูงดงามมากทีเดียว

🧭 เดินพระราชวังหลวงอย่างไรให้สนุก

สิ่งที่ผมอยากแนะนำสำหรับคนที่จะมาเที่ยว คือ ไม่ต้องรีบร้อน ค่อยๆเดิน เพราะพื้นที่กว้าง และแต่ละจุดไม่ได้มีสิ่งปลูกสร้างสมบูรณ์เท่าไร

ลองใช้วิธีนี้ครับ

1. ดูแผนผังก่อนเดิน

จะช่วยให้รู้ว่าพระที่นั่งและโบราณสถานแต่ละแห่งอยู่ตรงไหน

2. เดินไปทีละจุด

ไม่ต้องพยายามเก็บทุกอย่างในครั้งเดียว

3. อ่านป้ายข้อมูล

เพราะบางครั้งฐานอิฐที่ดูเหมือนกัน อาจเป็นคนละอาคารและมีหน้าที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

4. เจอ QR Code ก็ลองสแกน

เทคโนโลยี AR สามารถช่วยเติมภาพให้เราเข้าใจพื้นที่มากขึ้น

5. มองซากจริงควบคู่กับภาพสันนิษฐาน

วิธีนี้สนุกที่สุด เพราะเราจะได้เปรียบเทียบว่า สิ่งที่เหลืออยู่ในวันนี้สัมพันธ์กับอาคารในอดีตอย่างไร

ในความเห็นส่วนตัวของแอดมิน ถ้าเดินกันเป็นหมู่คณะได้ จะรู้สึกมั่นใจกว่าเดินคนเดียว เพราะหากให้เดินคนเดียวจนเวลาล่วงไปเย็นย่ำใกล้ค่ำแล้วละก้อ ขอเดินเป็นหมู่คณะแบบนี้ จะสบายใจกว่า

บางครั้งการมาเที่ยวโบราณสถาน เราอาจเห็นเพียงซากอิฐแล้วคิดว่า

“ก็เหมือน ๆ กันหมด” แต่ถ้าเรารู้ว่าอิฐกองนั้นเคยเป็นฐานของพระที่นั่ง รู้ว่ากำแพงตรงนั้นเคยแบ่งเขตพระราชฐาน รู้ว่าพื้นที่โล่งที่กำลังเดินอยู่เคยเต็มไปด้วยอาคารและผู้คน

ความรู้สึกจะเปลี่ยนไปทันที เช่นเดียวกับที่แอดมินได้รับความรู้สึกนี้จากการร่วมทริปครั้งนี และแอบถามตัวเองในใจว่า… “ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ 400 ปี…ตรงจุดที่เรายืนอยู่นี้ จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างนะ?”

📍 พิกัดเที่ยว

พระราชวังหลวง (พระราชวังโบราณ)
อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

#ยินดีที่ได้เที่ยว #อยุธยา #พระราชวังหลวง #พระราชวังโบราณ #อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา #วัดพระศรีสรรเพชญ์ #เที่ยวอยุธยา #เที่ยวไทย #ประวัติศาสตร์ไทย #ตามรอยอดีต

AIS ผนึก ททท. ต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน ช่วง Golden Week รับอินเทอร์เน็ตเพิ่มฟรีจำนวน 8GB เติมเต็มประสบการณ์เที่ยวไทย เชื่อมต่อทุกการเดินทางบนเครือข่ายอัจฉริยะ AIS 5G

0

AIS เดินหน้าสนับสนุนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Nihao Month 2026” ซึ่งจัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อส่งเสริมการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์และวันชาติจีน (Golden Week) พร้อมร่วมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่น่าประทับใจ ผ่านบริการและสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ตลอดการเดินทาง โดยมี นางเบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าพรีเพด AIS และ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้

ในโอกาสนี้ AIS สนับสนุนอินเทอร์เน็ต 5G เพิ่มให้ฟรีจำนวน 8GB ใช้งานได้ 1 วัน จำนวน 10,000 สิทธิ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ถือหนังสือเดินทางจีน เพื่ออำนวยความสะดวกในการสื่อสาร ค้นหาข้อมูล และแชร์ประสบการณ์ตลอดการเดินทาง พร้อมรับสิทธิประโยชน์และบริการจากพันธมิตรที่สามารถใช้ได้จริงระหว่างทริป เพื่อเติมเต็มประสบการณ์และให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสการท่องเที่ยวไทยอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ AIS ยังร่วมสนับสนุนการกระตุ้นการท่องเที่ยวไทยผ่านกิจกรรม “Amazing Thailand Mid-Autumn KOLs FAM Trip” ระหว่างวันที่ 26–29 กันยายน 2569 นำสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์จากสาธารณรัฐประชาชนจีนมาร่วมสัมผัสเสน่ห์ไทยและเปิดประสบการณ์การท่องเที่ยวในหลากหลายมิติ พร้อมทดลองใช้ AIS TOURIST SIM ซิมการ์ดที่ออกแบบเพื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติ รองรับการใช้งานอินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่องบนเครือข่าย AIS 5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ช่วยให้การสื่อสารเป็นไปอย่างสะดวก แชร์ทุกช่วงเวลาการเดินทางได้ทันที และเข้าถึงข้อมูลท่องเที่ยวได้ทุกที่ทุกเวลา เพิ่มความมั่นใจให้การเดินทางราบรื่นตลอดทริป  ที่มาพร้อมสิทธิพิเศษจากพันธมิตรมากมาย อาทิ บริการด้านการเดินทางและสถานที่ท่องเที่ยว ล่องเรือชมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงสัมผัสประสบการณ์มวยไทยและกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ AIS LUCKY TOURIST SIM Website, AIS eSIM TOURIST Website และ AIS 5G Official Account on Weibo,WeChat,Douyin platform

ตลาดหลักทรัพย์ฯ CMDF จับมือ อว. NIA และพันธมิตร เปิดตัว PE Trust และ UHC Consortium2 กลไกหลัก หนุนธุรกิจ New Economy

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) และพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ประกาศจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust: PE Trust) มูลค่าเริ่มต้น 1,000 ล้านบาท เพื่อลงทุนในธุรกิจ New Economy และในโอกาสนี้ สถาบันอุดมศึกษา 15 แห่ง พร้อมบริษัทโฮลดิ้งของแต่ละสถาบัน และพันธมิตร ร่วมเปิดตัว University Holding Consortium เชื่อมศักยภาพและทรัพยากรของมหาวิทยาลัย เพื่อร่วมกันผลักดันธุรกิจ Deep-Tech จากงานวิจัยสู่การเติบโตเชิงพาณิชย์และการลงทุนในระดับที่ใหญ่ขึ้น โดยงานแถลงข่าวได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน
วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand New Economy: From Knowledge to National Growth” ในวันที่ 15 กันยายน 2569 ณ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ประเทศไทยมีฐานองค์ความรู้ งานวิจัย เทคโนโลยี และผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก หรือ Deep-Tech ซึ่งมีโอกาสต่อยอดไปสู่การจัดตั้งบริษัท Spin-off และธุรกิจ New Economy ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศได้ อย่างไรก็ตาม การผลักดันธุรกิจเหล่านี้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องจำเป็นต้องอาศัยกลไกที่เชื่อมตั้งแต่การนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การจัดตั้งธุรกิจ การพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการ ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อขยายการเติบโต ตลอดจนความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน มหาวิทยาลัย และตลาดทุน การจัดตั้ง PE Trust และ University Holding Consortium จึงเป็นสองกลไกสำคัญที่ช่วยเติมเต็มระบบนิเวศดังกล่าว โดย University Holding Consortium จะช่วยเชื่อมศักยภาพของมหาวิทยาลัย และร่วมกันพัฒนาธุรกิจจากงานวิจัยที่มีศักยภาพ ขณะที่ PE Trust เติมกลไกเงินทุนเพื่อสนับสนุนธุรกิจให้สามารถขยายการเติบโตได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้งานวิจัยและนวัตกรรมไทยสามารถพัฒนาไปสู่ธุรกิจที่เติบโต แข่งขันได้ และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในบริบทที่โครงสร้างเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน New Economy ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่คือทิศทางที่ประเทศไทยต้องเดินหน้าอย่างจริงจัง PE Trust จะทำหน้าที่เติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุนสนับสนุนธุรกิจนวัตกรรมให้สามารถเติบโตจากระยะเริ่มต้นไปสู่การเป็นกิจการที่พร้อมเข้าสู่ตลาดทุนได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ขณะที่ University Holding Consortium จะช่วยปลดล็อกองค์ความรู้จากห้องแล็บสู่การสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นการสร้างระบบนิเวศที่จะเอื้อต่อการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ประเทศไทยต้องการอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น กลไกนี้จะเชื่อมโยงกับการที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับเกณฑ์เปิดกว้างให้บริษัท New Economy ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI เข้าระดมทุนในตลาดทุนไทยได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น จึงเป็นการเชื่อมต่อเส้นทางการเติบโตของธุรกิจที่ครบวงจร ตั้งแต่การบ่มเพาะในมหาวิทยาลัย การจัดตั้งบริษัท การเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่าน PE Trust ไปจนถึงการเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนได้ตามความพร้อม ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) หรือตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ทั้งนี้ PE Trust มุ่งลงทุนในธุรกิจ New Economy อาทิ เทคโนโลยีเชิงลึก ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เทคโนโลยีทางการแพทย์และสุขภาพ และเทคโนโลยีการเกษตรและอาหารแห่งอนาคต โดยเปิดโอกาสให้ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมลงทุน นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เสนอแก้ไขกฎหมายโครงสร้างหุ้นสองระดับ (Dual-Class Shares) ต่อกระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้เจ้าของธุรกิจ Startup และ New Economy ยังคงสามารถกำหนดทิศทางการดำเนินงานได้แม้จะเข้ามาระดมทุน ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจเข้าสู่ตลาดทุนได้ง่ายขึ้น

นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) กล่าวว่า ผู้ประกอบการ New Economy ไทยจำนวนมากมีศักยภาพในการเติบโต แต่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุนในช่วงที่ธุรกิจกำลังขยายตัว PE Trust จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นกลไกเติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุน โดยมุ่งช่วยยกระดับหรือ Value Up กิจการ ทั้งด้านกลยุทธ์ การบริหารจัดการ ธรรมาภิบาล และการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดทุน โดย CMDF เข้ามามีส่วนในการสนับสนุนเพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้ภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนมากขึ้น รวมถึงเพิ่มโอกาสให้บริษัท New Economy ไทยสามารถเติบโตและก้าวเข้าสู่ตลาดทุนได้ในระยะยาว ทั้งนี้ จะเปิดรับสมัคร Trust Manager ในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้ และดำเนินการหาผู้ร่วมลงทุนไปพร้อมกัน

ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมไทย หลังการเพิ่มบทบาทจากผู้ให้ทุนสนับสนุนสู่การเป็นผู้ร่วมลงทุนผ่านกลไก “NIA Venture” เพื่อเชื่อมรอยต่อระหว่างการรับทุนระยะเริ่มต้นกับการเข้าถึงเงินทุนขยายธุรกิจ โดยกลไกดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนและภาคเอกชน ผ่านกรอบการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวง อว. ทั้งรูปแบบ PE Trust และ University Holding Consortium ทั้งนี้ NIA คาดหวังว่าความร่วมมือนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดทุนและเวทีสากล ตลอดจนสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศในระยะยาว

ติดตามรายละเอียดของ PE Trust และการรับสมัคร Trust Manager ได้ที่เว็บไซต์ www.set.or.th และ www.cmdf.or.th สอบถามเพิ่มเติมโทร SET Contact Center 0 2009 9999

315 เยาวชนรับทุนบุญรอดฯ ศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาจนจบหลักสูตร ไม่ต้องใช้ทุนคืน

0

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด จัดพิธีมอบ “ทุนบุญรอดพัฒนา นิสิต นักศึกษา” ประจำปี 2569 โดยมอบทุนแก่ผู้เรียนระดับอุดมศึกษา จำนวน 315 คน จาก 22 สถาบันทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งนิสิต นักศึกษา นักเรียนนายร้อยจากสถาบันทหารและตำรวจ ซึ่งเป็นทุนต่อเนื่องจนจบการศึกษา และไม่ต้องใช้ทุนคืน เพื่อสนับสนุนเยาวชนเรียนดี ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ได้ศึกษาต่อและพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ เพื่อนำความรู้และโอกาสที่ได้รับกลับมาสร้างประโยชน์แก่สังคมต่อไป

คุณปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า “ตลอด 45 ปีที่ผ่านมา ความภาคภูมิใจของทุนบุญรอดฯ คือการได้เห็นเยาวชนผู้ได้รับโอกาสเติบโตขึ้นเป็นกำลังสำคัญของสังคม เราเชื่อว่า การศึกษา คือรากฐานและประตูบานแรกสู่ความสำเร็จ และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน โดยในปีการศึกษา 2568 มีผู้รับทุนสำเร็จการศึกษาจำนวน 82 คน ในจำนวนนี้ 28 คนได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี
และแสดงให้เห็นว่าสถาบันการศึกษามีส่วนสำคัญในการคัดสรรนิสิต นักศึกษาที่เรียนดีและประพฤติดีให้ได้รับทุน ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของทุนฯ นอกจากการสนับสนุนด้านการศึกษา เรายังส่งเสริมให้ผู้รับทุนร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม รวมถึงช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ เพื่อให้นำความรู้และโอกาสที่ได้รับไปส่งต่อแก่ผู้อื่นและคนรุ่นต่อไป”

นายหน่อบุญ ออตา นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะวิทยาลัยพลังงานทดแทน สาขาอนุรักษ์พลังงาน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เผยว่า “ครอบครัวผมมีฐานะค่อนข้างลำบาก การได้รับทุนบุญรอดฯ ทำให้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าเทอมและค่าใช้จ่ายของที่บ้านได้มาก ทำให้ผมมีโอกาสได้เดินตามความฝันที่อยากไปทำงานบนแท่นขุดเจาะน้ำมันอย่างเต็มที่ ต้องขอบคุณทุนนี้ที่ให้โอกาส ซึ่งผมไม่ได้มองแค่ความสำเร็จของตัวเองเท่านั้น แต่ตั้งใจว่าจะนำประสบการณ์นี้กลับไปเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ได้เห็นว่าการศึกษาสามารถเปิดโอกาสและเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นได้จริงๆ”

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เชื่อมั่นว่า “ทุนบุญรอดพัฒนา นิสิต นักศึกษา” เป็นมากกว่าการสนับสนุนโอกาสทางการเรียน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคนดีสู่สังคม ให้มีทั้งความรู้ ความสามารถ และจิตสาธารณะ พร้อมนำศักยภาพกลับไปสร้างประโยชน์และส่งต่อโอกาสแก่ผู้อื่น เพื่อร่วมพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ธอส. เดินหน้าตอบแทนสังคมสู่ความยั่งยืน ส่งมอบบ้าน 7 หลัง ให้ประชาชนกลุ่มผู้เปราะบาง จังหวัดลำปาง

0

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เดินหน้าตอบแทนสังคมสู่ความยั่งยืน ส่งมอบบ้านสร้างใหม่และบ้านซ่อมแซมรวม 7 หลัง ในพื้นที่จังหวัดลำปาง ภายใต้โครงการสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ประจำปี 2569 สะท้อนการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) ยกระดับคุณภาพชีวิตกลุ่มผู้เปราะบาง และผู้มีรายได้น้อย ให้มีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคง ลดความเหลื่อมล้ำและ สร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม

ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. เดินหน้า ตอบแทนสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยให้ได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง สนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชน ให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน ส่งมอบบ้านจำนวน 7 หลัง ประกอบด้วย บ้านสร้างใหม่ 3 หลัง และ บ้านซ่อมแซม 4 หลัง ภายใต้ “โครงการสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ด้อยโอกาส ผู้ยากไร้ ผู้สูงอายุ และผู้พิการ” โดยมีนายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ให้เกียรติร่วมส่งมอบบ้าน พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และส่วนท้องถิ่น ซึ่ง ธอส. ได้ร่วมกับหน่วยงานดังกล่าวคัดเลือกประชาชนกลุ่มเป้าหมายเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ โดยในปี 2569 ธอส. ได้ดำเนินการสร้างและซ่อมแซมบ้านให้กับกลุ่มผู้เปราะบาง จำนวน 294 หลัง แบ่งเป็นสร้างบ้านใหม่ จำนวน 49 หลัง ซ่อมแซมบ้าน จำนวน 245 หลัง พร้อมมอบระบบไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เพื่อให้เข้าถึงสิทธิพื้นฐานด้านที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ สะท้อนพลังการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และสร้างโอกาสในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยอย่างเท่าเทียม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโต อย่างเข้มแข็ง

สำหรับโครงการสร้างและซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ธอส. ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2553 เพื่อสร้างบ้านใหม่ หรือปรับปรุงบ้าน ให้เกิดความปลอดภัยในชีวิต ส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตและสุขอนามัยที่ดี โดยตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา ได้สนับสนุนการสร้างและซ่อมแซมบ้านมาแล้วกว่า 5,236 หลัง ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทสู่การเป็นองค์กร ที่สร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย มุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการดูแลกลุ่มผู้เปราะบาง และผู้มีรายได้น้อย ให้ได้รับโอกาสที่เท่าเทียมในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยอย่างทั่วถึง (Social Inclusion) ทั้งนี้ การส่งมอบบ้านดังกล่าว จัดขึ้น ณ ตำบลนิคมพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

AIS เติมเต็มไลฟ์สไตล์สุขภาพยุคใหม่ ชู Wearable Device อัจฉริยะ ตอบโจทย์สายแอ็กทีฟพร้อมต่อยอดประสบการณ์จริงในกิจกรรม “MATCH(A) RUN CLUB” ที่ AIS SIAM

0

ในวันที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการดูแลสุขภาพมากขึ้น คนยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการเข้าใจร่างกายตัวเอง ผ่านการติดตามข้อมูลสุขภาพและประสิทธิภาพการออกกำลังกาย ส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ (Wearable Device) ทั่วโลกเติบโตอย่างต่อเนื่อง และก้าวขึ้นมาเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยเติมเต็มการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ด้วยการผสานความสามารถด้าน AI และการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ เพื่อยกระดับประสบการณ์การดูแลตัวเองให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้เฉพาะบุคคลมากยิ่งขึ้น

ขณะที่ AIS ในฐานะผู้นำ Digital Lifestyle Destination เดินหน้าตอบรับเทรนด์ดังกล่าว ด้วยการคัดสรรอุปกรณ์ Wearable เพื่อสุขภาพและการออกกำลังกายมาจำหน่าย ผ่าน AIS Shop และตัวแทนจำหน่าย ภายใต้แนวคิด Customer Centricity เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้อย่างครบทุกมิติ อาทิ WHOOP สายรัดติดตามสุขภาพและฟิตเนส, HUAWEI WATCH FIT 5 Series, Apple Watch, Sumsung Galaxy, Garmin Watch และอุปกรณ์อัจฉริยะอีกหลากหลายรูปแบบ  

ล่าสุด AIS ชวนคนรักสุขภาพและสายซิตี้รันมาร่วมกิจกรรม “AIS SIAM MATCH(A) RUN CLUB” กิจกรรมวิ่งกลางสยาม ภายใต้แคมเปญ Matcha Social Club ที่จัดขึ้นร่วมกับคอมมูนิตี้คนรุ่นใหม่อย่าง สยามเด็กเล่น และ คอมมูนิตี้ โลดแล่นรันคลับเพื่อสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้ออกมาใช้ชีวิต ทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ และพบปะกับผู้คนที่มีความสนใจร่วมกัน ในเส้นทางใจกลางกรุงเทพฯ ระยะทางรวมประมาณ 4.5 กิโลเมตร โดยเริ่มต้นจากบริเวณด้านหน้า AIS SIAM – สยามสแควร์ ซอย 7 – ถนนอังรีดูนังต์ – ถนนพระราม 4 – ผ่านหน้าจามจุรีสแควร์ – ถนนพญาไท และกลับมาสิ้นสุดกิจกรรม ณ AIS SIAM

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้สัมผัสประสบการณ์จาก Health Wearable ที่เข้ามาเติมเต็มการวิ่งและการออกกำลังกายให้สนุกและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้วยฟังก์ชันที่ช่วยติดตามและเก็บข้อมูลการออกกำลังกาย พร้อมตอบโจทย์การใช้งานระหว่างวิ่ง ทั้ง Smart Watch จาก Garmin และ หูฟังจาก SHOKZ พาร์ทเนอร์ชั้นนำด้านเทคโนโลยีสำหรับการออกกำลังกาย พร้อมข้อเสนอราคาพิเศษสำหรับนักวิ่งโดยเฉพาะ

สัมผัสประสบการณ์ที่เทคโนโลยีเชื่อมต่อกับไลฟ์สไตล์ดิจิทัลของผู้คน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ได้ทดลองและค้นพบสิ่งใหม่ที่ตอบโจทย์ตัวเอง ในรูปแบบ Digital Lifestyle Destination ที่เป็นมากกว่าคอมมูนิตี้สเปซสำหรับ Gen Z ได้ที่ AIS SIAM ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ทาง Instagram: @aissiam_official

AIS Academy เปิดเวที AIS ACADEMY For THAIs 2026 ชี้ 3 การเปลี่ยนผ่าน เร่งคน องค์กร และประเทศใช้ AI สร้างผลลัพธ์จริง

0

AIS Academy เปิดฉากมหกรรมสัมมนาด้าน AI “AIS ACADEMY For THAIs 2026” ภายใต้แนวคิด “MASTERING AI BEYOND BORDERS” เชื่อมพลังความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และพันธมิตรเทคโนโลยีระดับโลก เพื่อร่วมตอบโจทย์สำคัญ ประเทศไทยจะนำ AI ให้ไปสู่การสร้างผลลัพธ์ได้อย่างไร พร้อมวางทิศทางเตรียมความพร้อมตั้งแต่ระดับคน องค์กร เมือง และระบบนิเวศของประเทศ เพื่อเปลี่ยน AI ให้เป็นพลังในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันและสร้างโอกาสใหม่ให้กับคนไทย ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “AIS เชื่อว่าการเติบโตขององค์กรจะยั่งยืนได้ เมื่อเติบโตไปพร้อมกับสังคม เศรษฐกิจ และคนไทย นี่จึงเป็นที่มาของภารกิจคิดเผื่อเพื่อคนไทยและการจัดงาน AIS ACADEMY for THAIs 2026 ซึ่งมุ่งเตรียมความพร้อมให้คนไทยรับมือกับโลกยุค AI ไม่ใช่เพียงให้เข้าถึงหรือใช้เครื่องมือเป็น แต่ต้องสามารถใช้ AI อย่างเข้าใจ สร้างผลลัพธ์ และต่อยอดเป็นโอกาสใหม่ได้จริง โดยในวันนี้ประเทศไทยกำลังขยับจาก AI Access ไปสู่ AI Capability ขณะที่เทคโนโลยีก้าวจาก Generative AI ไปสู่พัฒนาการขั้นต่อไป รวมถึง AGI สิ่งที่ประเทศต้องเร่งสร้างจึงไม่ใช่เพียงโครงสร้างพื้นฐานหรือเครื่องมือที่ทันสมัย แต่คือคนที่พร้อมเรียนรู้ ปรับตัว ตั้งคำถาม ตัดสินใจจากข้อมูล ทำงานร่วมกับ AI และใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบ เพราะความพร้อมของคนคือจุดเริ่มต้นของความพร้อมของประเทศ

บทบาทของ AIS Academy จึงไม่ใช่เพียงการจัดเวทีหรือถ่ายทอดความรู้ แต่คือการเชื่อมคนที่มีโจทย์เข้ากับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อเปลี่ยนความรู้ไปสู่การลงมือทำ เราจึงออกแบบงานนี้ให้ครอบคลุมทั้งความพร้อมของประเทศ องค์กร และทักษะของคน พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกกลุ่มได้เรียนรู้ ทดลอง และเห็นตัวอย่างการใช้ AI ที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง”

โดยงาน AIS ACADEMY for THAIs 2026 เป็นเวทีที่รวบรวม Speaker ชั้นนำกว่า 30 ท่าน ร่วมถ่ายทอดมุมมองและแนวทางการใช้ AI ที่สร้างผลลัพธ์จริง ผ่าน 3 มิติสำคัญ ตั้งแต่การยกระดับองค์กร การพัฒนาทักษะคน และการสร้างความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนประเทศ ได้แก่

  • จากการใช้ AI เป็นรายบุคคล สู่การปรับวิธีทำงานทั้งองค์กร โดยเริ่มจากโจทย์และผลลัพธ์ที่ต้องการ พร้อมเตรียมข้อมูล บุคลากร และกระบวนการทำงานให้รองรับการใช้ AI
  • จากการเรียนรู้เครื่องมือ สู่การสร้างทักษะที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง เพราะเครื่องมือ AI เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา คนไทยจึงต้องมีทั้งการคิดวิเคราะห์ การตั้งคำถาม การตัดสินใจจากข้อมูล ความคิดสร้างสรรค์ และความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยี
  • จากต่างคนต่างทำ สู่ระบบนิเวศ AI ของประเทศ ด้วยการเชื่อมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา ผู้พัฒนาเทคโนโลยี และประชาชน เพื่อกระจายองค์ความรู้และโอกาสในการใช้ AI อย่างทั่วถึง

โดยในปีนี้เปิดเวทีด้วยการแข่งขัน JUMP Thailand Hackathon 2026 รอบ Final Innovation Pitching จาก 10 ทีมสุดท้าย ซึ่งคัดเลือกจากผู้สมัคร 603 ทีม รวม 2,504 คน จาก 67 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ภายใต้โจทย์ “AI for the Future of Thai Education” โดยรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม MAMO มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กับนวัตกรรม “Wathasin” AI Speech Coach ขณะที่รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมรับเหมาก่อเรื่อง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กับนวัตกรรม “BrailleBox” รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม MR. BOBO จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือกับนวัตกรรม “DEAFIN Education” และรางวัล Popular Vote ได้แก่ ทีม TLDR มหาวิทยาลัยขอนแก่น กับแพลตฟอร์ม “LearnLy”

นอกจากนี้ภายในงานวันแรกยังมีเวที Thailand AI Readiness ที่รวบรวมมุมมองจากผู้นำภาครัฐ ภาคธุรกิจ เมือง ตลอดจนองค์กรด้านนวัตกรรมและการเรียนรู้ ร่วมถอดโจทย์ความพร้อมของประเทศไทย ตั้งแต่การพลิกโฉมประเทศด้วย AI การเปลี่ยนวิธีทำงานและสร้างโอกาสใหม่ บทบาทของ AI ต่อชีวิตเมือง ไปจนถึงแนวทางที่องค์กรไทยต้องปรับตัวเพื่อเติบโตในยุคปัญญาประดิษฐ์

สำหรับวันที่สอง เนื้อหาจะต่อยอดสู่ AI Ready Business และ AI Ready Skills ที่ครอบคลุมกรณีศึกษาการใช้ AI สร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจ แนวทางเริ่มต้นสำหรับ SME การเตรียมพร้อมต่อพัฒนาการของ AI และ AGI ตลอดจนทักษะแห่งอนาคต การออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ และการเตรียมคนไทยให้พร้อมต่อโลกการทำงานที่กำลังเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถเรียนรู้และลงมือปฏิบัติผ่าน Workshop และ Masterclass มากกว่า 20 Sessions พร้อมทดลองเทคโนโลยีในรูปแบบ AI Interactive Experience จากพันธมิตรชั้นนำ เพื่อให้การเรียนรู้ไม่หยุดอยู่เพียงการรับฟัง แต่สามารถนำแนวคิด เครื่องมือ และ Use Case ไปประยุกต์ใช้กับการทำงาน ธุรกิจ และชีวิตได้จริง

“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงทำให้คนไทยตาม AI ให้ทัน แต่คือการสร้างความพร้อมให้คนไทยสามารถใช้ AI สร้างผลลัพธ์และโอกาสใหม่ได้จริง เพราะเมื่อคนพร้อม องค์กรพร้อม และทุกภาคส่วนเดินไปด้วยกัน ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามการเปลี่ยนแปลง แต่จะสามารถใช้ AI เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และอนาคตของประเทศให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน” นางสาวกานติมากล่าวปิดท้าย

ทั้งหมดนี้สะท้อนบทบาทของ AIS ในฐานะองค์กรเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ไม่ได้เพียงเตรียมธุรกิจของตนเองให้พร้อมรับมือกับยุค AI แต่ยังนำศักยภาพด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล องค์ความรู้ และเครือข่ายพันธมิตร มาร่วมสร้างความพร้อมให้กับคน องค์กร และประเทศ เพื่อเปลี่ยน AI จากเทคโนโลยีแห่งอนาคตให้กลายเป็นพลังที่สร้างผลลัพธ์และโอกาสให้ประเทศไทยได้ตั้งแต่วันนี้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำที่พร้อมขับเคลื่อนองค์กรและสังคมไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนในโลกยุค AI อย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีตลอดทั้ง 2 วัน ระหว่างวันที่ 11–12 กันยายน 2569 เวลา 09.30–18.00 น. ณ สามย่านมิตรทาวน์ ฮอลล์ ชั้น 5 พร้อมลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ติดตามรายชื่อ Speakers และรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ www.zipeventapp.com/e/AIS-Academy-for-THAIs-2026

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัด “SET Zooom in Live ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน” ครั้งที่ 3 เสาร์ 19 ก.ย. นี้ ทุกอาชีพต่อยอดการลงทุน สู่อิสระทางการเงินได้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ชวนผู้ลงทุนทุกวัยทุกอาชีพ ร่วมฟัง “SET Zooom in Live ตั้งวงเล่า ชาวลงทุน” ครั้งที่ 3 วันเสาร์ที่ 19 กันยายน 2569 เวลา 10.00-15.30 น.

  • ช่วงเช้า 10.00-12.00 น. “เปิดพอร์ตชีวิต ต่อยอดวิธีคิดสู่การลงทุน” 5 อดีตนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญการลงทุนมากประสบการณ์ แม้ปัจจุบันทุกคนได้เปลี่ยนบทบาทหน้าที่การงาน แต่ยังคงใช้แนวคิดในการลงทุนไปต่อยอดในเส้นทางใหม่ของตัวเอง ตั้งวงเล่าโดย ถนอมศักดิ์ สหรัตน์ชัย อดีตนักวิเคราะห์การลงทุน, มยุรี โชวิกรานต์ CFP® รองผู้อำนวยการสมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA), จรูญพันธ์ วัฒนวงศ์ เจ้าของเพจ “น้าแดง x นักลงทุน”, ธีรวุฒิ กานต์นิภากุล นักลงทุนอิสระ และ คมสันต์ ปรมาภูติ เจ้าของเพจ “Komson Paramaputi”
  • ช่วงบ่าย 13.30-15.30 น. “สร้างรายได้จากงาน สร้างโอกาสจากการลงทุน” พบกับ 6 แขกรับเชิญต่างวัยหลายอาชีพ แลกเปลี่ยนแนวคิดการหารายได้จากหลายช่องทาง พร้อมต่อยอดเงินให้เติบโตผ่านการลงทุนในหลายรูปแบบ ตั้งวงเล่าโดย ภก.ดร.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, รศ.นพ.ทวีศักดิ์ ทองทวี เจ้าของเพจ “หมอส่องกล้อง”, น.ต.ทฤฒมน ชี้กิ่ง เจ้าของเพจ “ข้าราชการลงทุน”, เศรษฐวิชญ์ อัครเดชานันท์ – ธนรัชต์ เจนธัญญารักษ์ เจ้าของเพจ “หุ้นชิวชิว” และ บุญชู จูระมงคล กรรมการและเหรัญญิก สมาคมนักลงทุนประเทศไทย

ผู้สนใจรับชม Live ได้ฟรี! ผ่านช่องทาง SET Zooom in ทั้ง 2 ช่องทาง

YouTube: https://youtube.com/live/onTi08mJV1M?feature=share 

และ Facebook: https://www.facebook.com/share/1d2vjDXYD4/

พิเศษ! ร่วมสนุกส่งคำถามในวัน Live ทีมงานจะคัดเลือกคำถามที่โดนใจ ลุ้นรับ e-Voucher มูลค่า 300 บาท รวม 20 รางวัล

เมืองไทยประกันชีวิตร่วมสนับสนุน Siriraj x MIT Hacking Medicine ต่อเนื่องปีที่ 3 ขับเคลื่อนนวัตกรรมสุขภาพ เพื่อชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

0

เมืองไทยประกันชีวิตร่วมสนับสนุนการจัดงาน “Siriraj x MIT Hacking Medicine 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เปิดพื้นที่ให้บุคลากรทางการแพทย์ นักวิจัย นักพัฒนา และผู้ประกอบการจากนานาประเทศ ร่วมพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกัน วินิจฉัย และรักษาโรค สอดคล้องกับแนวทางของบริษัทในการส่งเสริม Longevity หรือการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความมั่นคงทางการเงินตลอดช่วงชีวิต

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การมีอายุยืนจะมีความหมายเมื่อผู้คนมีสุขภาพที่ดี ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และมีความพร้อมทางการเงินรองรับชีวิตในแต่ละช่วงวัย เมืองไทยประกันชีวิตจึงให้ความสำคัญกับการสร้าง Healthspan และ Wealthspan ให้เดินไปด้วยกัน การสนับสนุน Siriraj x MIT Hacking Medicine ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจที่จะเชื่อมองค์ความรู้ทางการแพทย์ เทคโนโลยี และความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ให้เกิดเป็นทางเลือกใหม่ในการป้องกัน วินิจฉัย และรักษาโรค เพื่อให้คนไทยได้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้นานขึ้น”

งาน Siriraj x MIT Hacking Medicine 2026” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 16–20 ตุลาคม 2569 โดยคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ MIT Hacking Medicine ภายใต้แนวคิด Agentic Healthcare: From Models to Trustworthy Medicine” หรือ “ยกระดับ AI จากโมเดลอัจฉริยะ สู่นวัตกรรมการแพทย์ที่เชื่อถือได้” ประกอบด้วยการแข่งขัน Hackathon เพื่อพัฒนานวัตกรรมสำหรับโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคมะเร็ง ณ โรงพยาบาลศิริราช ต่อด้วย Workshop Day ณ Knowledge Exchange Center และการประชุมวิชาการหลัก ณ โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ ลุมพินี โดยปีนี้มีผู้สมัครกว่า 1,100 คน จาก 35 สัญชาติทั่วโลก แสดงให้เห็นถึงความสนใจในการนำ AI มาพัฒนาแนวทางดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน

“AI ทางการแพทย์ต้องพัฒนาไปพร้อมกับความถูกต้อง ความปลอดภัย และความเท่าเทียมในการเข้าถึง เพราะนวัตกรรมจะมีคุณค่าเมื่อประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง บริษัทเชื่อว่าเวทีนี้จะช่วยให้แนวคิดที่เริ่มต้นจากโจทย์ของผู้ป่วยและระบบสุขภาพ ได้รับการทดลอง พัฒนา และต่อยอดเป็นบริการที่เหมาะกับบริบทของประเทศไทย พร้อมสร้างบุคลากรและผู้ประกอบการด้านสุขภาพรุ่นใหม่ให้พร้อมรับความท้าทายของสังคมอายุยืน” นายสาระกล่าวเพิ่มเติม

ผู้เข้าร่วมจะได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันชั้นนำ อาทิ MIT, Stanford, Harvard, Tsinghua University และ Peking University ครอบคลุมการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์      เวชศาสตร์ป้องกัน AI Agent Hospital และความน่าเชื่อถือของโมเดลภาษาขนาดใหญ่ในงานคลินิก โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยและความเท่าเทียมทางสุขภาพ

โครงการยังเปิดโอกาสให้ทีมจาก Hackathon ปีก่อนที่พัฒนาผลงานอย่างต่อเนื่อง เข้าร่วม Si x MIT BeyondHack” เพื่อรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุน ทีมที่ได้รับคัดเลือกจะเข้าสู่ BeyondHack Accelerator ร่วมทำงานกับ MIT เป็นเวลา 4 สัปดาห์ และมีโอกาสนำเสนอผลงานรอบชิงชนะเลิศ ณ เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ในปี 2570 เพื่อผลักดันนวัตกรรมจากประเทศไทยไปสู่บริการหรือธุรกิจสุขภาพที่นำไปใช้ได้จริง

นายสาระกล่าวสรุปว่า “การดูแลชีวิตในสังคมอายุยืนต้องเริ่มก่อนการเจ็บป่วย เชื่อมตั้งแต่การป้องกัน การรักษา และการฟื้นฟู ไปจนถึงการวางแผนทางการเงินอย่างเหมาะสม การสนับสนุนเวทีนี้จะช่วยเสริมระบบนิเวศสุขภาพของประเทศ เปิดทางให้นวัตกรรมที่ได้มาตรฐานและยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง เข้ามาช่วยลดข้อจำกัดในการดูแลสุขภาพ และเพิ่มจำนวนปีที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างแข็งแรงและมีความสุข”

ผู้สนใจดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่ www.sirirajxmithackmed.com