Home ข่าวทั่วไป สังคมจับตา “หมอคางดำ” แต่ “หมอมายัน” กำลังเพิ่มจำนวนเงียบๆ

สังคมจับตา “หมอคางดำ” แต่ “หมอมายัน” กำลังเพิ่มจำนวนเงียบๆ

0

ภาพปลาปริศนาที่ถูกโพสต์ถามในกลุ่มเฟซบุ๊ก “นี่มันตัวอะไร” เมื่อไม่นานมานี้ อาจดูเป็นเพียงเรื่องเล็กในโลกออนไลน์ แต่กลับสะท้อนคำถามสำคัญที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นของประเทศไทย เจ้าของโพสต์ระบุว่า จับปลาชนิดดังกล่าวได้จำนวนมากในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยลักษณะคล้ายปลาหมอ แต่ไม่เหมือนปลาหมอคางดำที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ จึงนำภาพมาโพสต์สอบถามสมาชิกในกลุ่ม

กระทั่ง อ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ นักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ที่ติดตามประเด็นสัตว์น้ำต่างถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่าปลาที่ปรากฏในภาพคือ “ปลาหมอมายัน” ปลาต่างถิ่นในกลุ่มเดียวกับปลาหมอสีและปลาหมอเทศ ซึ่งมีจุดสังเกตสำคัญคือจุดดำขนาดใหญ่บริเวณโคนหาง

สำหรับหลายคน ชื่อ ปลาหมอมายัน อาจไม่คุ้นหูเท่าปลาหมอคางดำ แต่ปลาชนิดก็นี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเอเลี่ยนสปีชีส์ที่สร้างความกังวลเช่นกัน โดย ปลาหมอมายันมีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ก่อนถูกนำเข้ามาในประเทศไทยเพื่อเลี้ยงเป็นสัตว์แปลกและปลาสวยงาม กระทั่งเกิดการหลุดรอดหรือถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ จนตั้งประชากรและขยายพันธุ์ได้ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อย ที่ผ่านมาภาครัฐต้องออกมาตรการควบคุมอย่างจริงจัง และในปี 2560 ได้ประกาศห้ามนำเข้า เพาะเลี้ยง ซื้อขาย และครอบครอง เช่นเดียวกับปลาหมอบัตเตอร์และสัตว์น้ำต่างถิ่นอีกหลายชนิดที่มีความเสี่ยงต่อระบบนิเวศไทย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงการปรากฏตัวของปลาหมอมายัน แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่า แม้ประเทศไทยจะเผชิญปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นมาหลายทศวรรษ ตั้งแต่ปลาหมอมายัน ปลาหมอบัตเตอร์ ไปจนถึงปลาหมอคางดำ แต่คำถามสำคัญเกี่ยวกับ “ช่องทางการเข้ามา” ของสัตว์น้ำเหล่านี้ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องการคำตอบและการจัดการอย่างจริงจัง เพราะหากมองย้อนกลับไป สัตว์น้ำต่างถิ่นจำนวนไม่น้อยมีจุดเริ่มต้นคล้ายกัน คือถูกนำเข้ามาเพื่อการเพาะเลี้ยง การค้า หรือเลี้ยงเป็นสัตว์สวยงาม ก่อนหลุดรอดหรือถูกปล่อยลงสู่ธรรมชาติ จนกลายเป็นปัญหาที่ยากต่อการควบคุมในเวลาต่อมา

แม้ในหลายกรณีจะยังไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้อย่างชัดเจนถึงการลักลอบนำเข้าหรือการปล่อยสัตว์น้ำลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ในทางปฏิบัติ ทุกฝ่ายต่างยอมรับว่า การนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นทั้งในระบบและนอกระบบเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง และเป็นความเสี่ยงที่ประเทศไทยไม่อาจมองข้าม บทเรียนจากปลาหมอมายันจึงอาจมีความสำคัญไม่แพ้กรณีปลาหมอคางดำ เพราะกำลังเตือนให้เห็นว่า การป้องกันสัตว์น้ำต่างถิ่นตั้งแต่ต้นทาง มีต้นทุนต่ำกว่าการแก้ปัญหาหลังจากสัตว์เหล่านั้นสามารถตั้งประชากรในธรรมชาติได้แล้วหลายเท่า และเมื่อสัตว์น้ำต่างถิ่นสามารถแพร่กระจายจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ การกำจัดให้หมดไปแทบเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “ใครนำเข้ามา” แต่คือ “ประเทศไทยจะปิดช่องโหว่ไม่ให้เกิดกรณีใหม่ซ้ำรอยได้อย่างไร” วันนี้ ปลาหมอคางดำ ได้กลายเป็นวาระแห่งชาติไปแล้วในระดับหนึ่ง ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และประชาชน ต่างร่วมกันผลักดันมาตรการควบคุมประชากรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรับซื้อ การจับออกจากแหล่งน้ำ การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ หรือการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ แม้ผลลัพธ์อาจยังไม่ยุติปัญหาได้ทั้งหมด แต่ก็ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่า สังคมไทยเริ่มตระหนักและลงมือจัดการกับปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นอย่างจริงจัง

ในทางกลับกัน ปลาหมอมายัน ปลาหมอบัตเตอร์ รวมถึงสัตว์น้ำต่างถิ่นอีกหลายชนิดที่สามารถพบได้ในแหล่งน้ำธรรมชาติของไทย กลับยังไม่ได้รับความสนใจในระดับเดียวกัน ทั้งที่บางชนิดมีศักยภาพในการแพร่กระจายและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศไม่แตกต่างกันมากนัก

บทเรียนจากปลาหมอคางดำจึงไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงการแก้ปัญหาปลาชนิดเดียว แต่ควรถูกยกระดับเป็นต้นแบบของการจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่นทั้งระบบ ตั้งแต่การเฝ้าระวัง การป้องกันการนำเข้า การติดตามการแพร่กระจาย ไปจนถึงการส่งเสริมการใช้ประโยชน์เพื่อลดจำนวนประชากรในธรรมชาติ เพราะหากไทยมุ่งแก้ไขเฉพาะสัตว์น้ำที่กำลังเป็นกระแส แต่ปล่อยให้สัตว์น้ำรุกรานชนิดอื่นเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างเงียบๆ เราอาจกำลังแก้ปัญหาหนึ่ง ในขณะที่อีกหลายปัญหากำลังก่อตัวขึ้นพร้อมกัน

ท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นปลาหมอคางดำ ปลาหมอมายัน ปลาหมอบัตเตอร์ หรือสัตว์น้ำต่างถิ่นชนิดใดก็ตาม เป้าหมายสำคัญไม่ควรเป็นเพียงการรับมือเมื่อเกิดวิกฤตแล้วเท่านั้น แต่ต้องสร้างระบบป้องกันและจัดการที่ครอบคลุมทุกชนิดอย่างเท่าเทียม เพราะสัตว์น้ำรุกรานที่ถูกละเลยในวันนี้ อาจกลายเป็นวิกฤตครั้งใหม่ของประเทศในวันข้างหน้าได้เสมอ.