Home ข่าวทั่วไป มองต่างมุม… ปลาต่างถิ่นในไทย

มองต่างมุม… ปลาต่างถิ่นในไทย

0

บทความ โดย รวีร์ อัศวมิตร นักวิชาการอิสระ

เมื่อพูดถึงปลาต่างถิ่น หลายคนมักนึกถึงปลาหมอคางด่าเป็นอันดับแรก แต่ในความเป็นจริง แหล่งน้ำธรรมขาติของไทยมีปลาต่างถิ่นอีกหลายชนิดที่เข้ามาตั้งรกรากและขยายพันฐุ์มานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นปลาหมอมายัน​ ปลาหมอบัตเตอร์​ ปลาดุกแอฟริกัน​ ปลาซัคเกอร์รวมถึงปลาอื่น ๆ ที่เคยถูกน่าเข้ามาเพื่อการเพาะเลี้ยง เป็นปลาสวยงาม​ หรือหลุดรอดลงสู่ธรรมชาติในข่วงเวลาต่างๆ

ที่น่าสนใจคือ ปลาต่างถิ่นหลายชนิดในอดีตเคยถูกมองว่าเบินปัญหาไม่ต่างจากปลาหมอคางดำ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนกลับเรียนรู้จะอยู่ร่วมกับสถานการณ์และนำปลาเหล่านั้นมาใช้ประโยขน์ โดยเฉพาะการนํามาประกอบอาหาร จนกลายเปินทรัพยากรอาหารของชุมชนในหลายพื้นที่

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ ปลาหมอมายัน และ ปลาหมอบัตเตอร์ ที่ในหลายจังหวัดมีการจับมาทําอาหารอย่างจริงจัง ทั้งทอดกรอบ ต้มยํา แกง หรีอเผา ชาวประมงพื้นบ้านจํานวนมาก มองปลาเหล่านี้ช่วยสร้างรายได้และเป็นแหล่งอาหารในท้องถิ่น​ จนบางพื้นที่จำนวนปลาลดลงจากการถูกจับอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกับปลาดุกแอฟริกัน ที่ทั้งกรณีการเพาะเลี้ยง การหลุดรอด และการปล่อยลงสู่ธรรมชาติในอดีต​ ​จนกลายเป็นปลาต่างถิ่นที่พบได้ทั่วไปในหลายแหล่งน้ำ แต่ปัจจบันกลับถูกบริโภคอย่างแพร่หลายจนแทบไม่มีใครตั้งค่าถามถึง สถานะความเป็นปลาเอเลี่ยนของมันอีกแล้ว

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ต้นกําเนิดของสัตว์น้ำต่างถิ่นจํานวนมากในประเทศไทย หลายกรณีมีข้อสันนิษฐานหรีอข้อมูลที่เี่ชื่อมโยงกับการลักลอบน่าเข้า การนําเข้าที่ไม่ได้รับอนุญาต การค้าสัตว์น้ำสวยงาม หรือการเคลื่อนย้ายพีนธุ์สัตว์น้ำ​ ข้ามพื้นที่โดยขาดการควบคุม ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนจำนวนมากยอมรับว่าเป็นหนึ่งในสาเหตุล่าคัญของการแพร่กจะจายสัตว์นี้ต่างถิ่นหลายชนิด

ต่างจากกรณีปลาหมอคางดํา สังคมกลับให้ความสนใจกับการนำเข้าในอดีตเพียงเหตุการณ์เดียวเป็นหลัก บางครั้งทําให้ประเด็นอื่น ถูกมองข้ามไป ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้ของการแพร่กระจายในภายหลัง การเคลื่อนย้ายโดยมนุษย์ การปล่อยลงแหล่งน้าโดยเจตนาหรือไม่เจตนา รวมถึงบัจจัยอื่นๆ ที่อาจมีส่วนทําให้ปัญหาขยายวงกว้างขึ้น

ไม่ได้หมายความว่าการตรวจสอบตันทางไม่ล่าคัญ แต่หากต้องการแก้บัญหาอย่างแท้จริง การมุ่งมองเฉพาะ จุดเริ่มต้นเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะต่อให้ทราบว่าใครนําเข้าครั้งแรก ก็ไม่ได้ทำให้ปลาที่อยู่ในธรรมชาติหายไปได้ในทันที สิ่งที่คัญไม่แพ้กันคือการท่าความเข้าไจกลไกการแพร่กระจายทั้งหมด เพี่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะเดียวกัน เกิดขึ้นกับสัตวน้ำต่างถื่นซนิดอื่นในอนาคต

ขณะเดียวกัน ภาพลักษณ์ด้านลบที่เกิดขึ้นกับปลาหมอคางค๋า ท่าให้คนจํานวนมากไม่กล้านำมาบริโภคหรือใช้ประโยชน์ ทั้งที่ในความเป็นจริงปลาต่างถิ่นหลายชนิดก่อนหน้านี้ก็เคยถูกมองว่าเป็นบัญหาเช่นกัน แต่สุดท้ายกลับถูกจับมาทําอาหาร หรือใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีซุมชน

แน่นอนว่าการจับไปใช้ประโยซน์เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ค้าตอบทั้งหมดของการจัดการปลาหมอคางดำ เพราะยังมีการสืบพันธุ์ การพักไข่ และการเพิ่มจํานวน
อย่างต่อเนื่อง แต่การนําปลาออกจากระบบนิเวศเพื่อใช้ประโยชน์ ก็เป็นหนึ่งในวิธีลดจ่านวนที่เห็นผลได้จริงในทางปฏิบัติ มากกว่าการปล่อยให้ประชากรเพิ่มขึ้น โดยไม่มีการจัดการ แล้วโยนกันไปมาว่าเป็นหน้าที่ของใคร หรือใครจะเป็นเจ้าภาพในการแก้ไขปัญหา

ขณะเดียวกัน หลายภาคส่วนก็เริ่มมองว่าการแก้ปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในระดับพื้นที่​่มากขึ้น ไม่ใช่เพียงการรอการด้าเนินงานจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว อย่างเข่น เครือข่ายเผ้าระวังและจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมายที่เตรียมจัดประชุมหารือร่วมกันในสัปดาห์นี้ (17-18 มิถุนยาน 69) ที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ ปลาหมอคางดำและสัตว์น้ำต่างถิ่นชนิดอื่น ๆ จากหลายพื้นที่ ทั้งสมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพรรบุรี

การหารืeคังกล่าวจะครอบคลุมทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาด ผลกระทบที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนแนวทางการยกระดับการทํางานของเครือข่ายและกลุ่มเกษตรกร เพื่อรวบรวมข้อเสนอเชิงรูปธรรมต่อภาครัฐ​ ซึ่งละท้อนให้เห็นว่าปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงปลาหมอคางค่า แต่เป็นประเด็นที่หลายพื้นที่ก้าลังเผชิญและต้องการแนวทางจัดการว่วมกัน ในระยะยาว

ท้ายที่สุด ปัญหาของสัตว์น้ำต่างถิ่นจ่านวนมากที่ประเทศไทยต้องผชิญหลายสิบปี​ บางขนิดถูกจับนำไปใช้ประโยชน์จนลดจ่านวน บางชนิดยังคงขยายพันธุ์ต่อไป และบางขนิดอาจกําลังรอวันกลายเป็นบัญหาใหม่ หากไม่มีมาตรการป้องกันการนำเข้า การลักลอบปล่อย และการเคลี่อนย้ายพันธุ์​สัตว์น้ำ​ที่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ไทยก็อาจต้องเผชิญปัญหาเดิมซ้ำแล้วซ้ำอีกในอนาคต

และบางทีการแก้บัญหาที่ยั่งยืนที่สุด อาจไม่ใช่การมองสัตว์น้ำต่างถิ่นเป็นเพียงผู้ร้ายของระบบนิเวศเท่านั้น แต่คือ การท่าความเข้าใจสาเหตุของบัญหา การป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่กระจายเพิ่มเติม และการหาวิธีจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ไนปัจจุบันอย่างเหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมส่วนรวม.