เมื่อพูดถึงต้นทางของปลาหมอคางดำในประเทศไทย สังคมมักย้อนกลับไปที่การนำเข้าเพื่อการวิจัยของบริษัทเอกชนรายหนึ่ง ซึ่งดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด แต่คำถามสำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “การนำเข้าครั้งนั้นถูกต้องหรือไม่” เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ว่า ก่อนหน้านั้น ยังมีเส้นทางอื่นที่ประเทศไทยไม่เคยตรวจสอบอย่างเป็นระบบหรือไม่.
คำถามนี้มีเหตุผลรองรับ.
เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2560 อดีตผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง เคยกล่าวถึงช่องโหว่ในการควบคุมสัตว์น้ำต่างถิ่นว่า นักเพาะเลี้ยงสามารถนำเข้าสัตว์น้ำบางกลุ่มเพื่อปรับปรุงพันธุ์ได้โดยไม่ต้องผ่านการขออนุญาตในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากอยู่ในกลุ่มปลาสวยงาม ซึ่งการตรวจสอบในขณะนั้นเน้นเรื่องโรคสัตว์น้ำ และยังระบุว่าผู้นำเข้าไม่ได้มีเพียงผู้ประกอบการรายใหญ่รายเดียว.

หากข้อเท็จจริงนี้สะท้อนสภาพการกำกับดูแลก่อนปี 2561 จึงควรย้อนกลับไปถามว่า ช่องทางดังกล่าวเคยถูกตรวจสอบย้อนหลังหรือไม่ และมีสัตว์น้ำต่างถิ่นชนิดใดบ้างที่เคยผ่านเข้ามา
ข้อที่น่าสนใจมากขึ้นเมื่อพบว่า ระหว่างปี 2556–2559 ข้อมูลการส่งออกสัตว์น้ำมีชีวิตของกรมประมงปรากฏชื่อวิทยาศาสตร์ Sarotherodon melanotheron จำนวน 326,240 ตัว จาก 212 ครั้ง ไปยัง 17 ประเทศ ก่อนกรมประมงชี้แจงว่าเป็นความผิดพลาดในการกรอกเอกสาร และปลาที่ส่งออกจริงคือปลาหมอมาลาวีและปลาหลังเขียว.

กรณีนี้ ไม่ใช่หลักฐานว่ามีการค้าปลาหมอคางดำจริง แต่เป็นคำเตือนสำคัญว่า “ชื่อปลา” อาจกลายเป็นจุดเปราะบางของระบบได้ เพราะปลาหนึ่งชนิดอาจมีชื่อสามัญ ชื่อการค้า หรือชื่อที่ผู้เลี้ยงนิยมเรียกต่างกัน ขณะที่ชื่อวิทยาศาสตร์เป็นกุญแจสำคัญในการระบุตัวตนของชนิดพันธุ์.
อีกประเด็นที่ไม่ควรถูกมองข้ามคือ การเคลื่อนย้ายภายในประเทศ ตลาดปลาสวยงามไม่ได้มีเพียงการนำเข้าและส่งออก แต่ยังเป็นเครือข่ายที่ปลาสามารถถูกส่งต่อระหว่างผู้เพาะเลี้ยง ผู้ค้า ผู้เลี้ยง และพื้นที่ต่าง ๆ ได้ หากสัตว์น้ำต่างถิ่นหลุดเข้าสู่ห่วงโซ่นี้ การติดตามเส้นทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งย่อมทำได้ยากขึ้น และในทางสมมติฐาน ปลาอาจถูกเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่ใหม่ก่อนที่จะหลุดหรือถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติประเด็นนี้จึงควรถูกแยกออกจากคำถามว่า “ปลาเข้าประเทศมาได้อย่างไร” เพราะคำถามที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “หลังจากเข้ามาแล้ว ปลาเคยถูกเคลื่อนย้ายไปที่ใดบ้าง”.
ประเทศไทยมีตลาดปลาสวยงามขนาดใหญ่และเป็นผู้ส่งออกสำคัญของเอเชีย โดยตลาดปลาสวยงามน้ำจืดเขตร้อนมีสัดส่วนมากกว่าครึ่งของตลาดโลก ห่วงโซ่นี้เชื่อมโยงผู้เพาะเลี้ยง ผู้ค้า ผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และผู้เลี้ยงเข้าด้วยกัน จึงเป็นเส้นทางการเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำที่มีอยู่จริง และสมควรถูกนำมาพิจารณาในการค้นหาต้นทางและการแพร่กระจายของสัตว์น้ำต่างถิ่น.
แน่นอนว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าปลาสวยงามเป็นต้นทางของการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำในประเทศไทย และการนำเข้าของบริษัทเอกชนตามขั้นตอนกฎหมายก็ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นหลักฐานของความผิด.
แต่ในทางวิทยาศาสตร์ การค้นหาต้นทางควรตรวจสอบทุกสมมติฐานที่มีเหตุผลรองรับ ตั้งแต่ การนำเข้า การค้าปลาสวยงาม การเพาะเลี้ยง การเคลื่อนย้ายภายในประเทศ ไปจนถึงจุดที่อาจหลุดสู่ธรรมชาติ ไม่ใช่เพียงเส้นทางที่มีเอกสารปรากฏชัดที่สุด
คำถามจึงไม่ใช่ “ใครผิด?” แต่คือ“เราตรวจสอบเส้นทางของปลาหมอคางดำครบทุกเส้นทางแล้วหรือยัง?”หากยังไม่ครบ คำตอบที่สังคมกำลังค้นหาอาจไม่ได้อยู่ในหลักฐานที่เรามองเห็นแล้ว แต่อาจอยู่ใน เส้นทางที่ยังไม่เคยถูกค้นอย่างจริงจัง.




