นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บจ. จำนวน 813 บริษัท คิดเป็น 93.7% จากทั้งหมด 868 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 31 มีนาคม 2569 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) นำส่งผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 624 บริษัท คิดเป็น 76.8% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด
ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 เทียบกับไตรมาส 1/2568 บจ. ใน SET มียอดขาย 4,239,969 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% แต่มีกำไรขั้นต้น (Gross profit) 1,042,628 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.7% กำไรจากการดำเนินงาน (Core profit) 506,939 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.5% และ บจ. มีกำไรสุทธิ 369,201 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% ด้านฐานะการเงินของ บจ. ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.28 เท่า ลดลงจาก 1.34 เท่า ณ ไตรมาส 1/2568
“ในไตรมาส 1/2569 สถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น จึงทำให้ บจ. ในหมวดพลังงาน หมวดปิโตรเคมีภัณฑ์ มีผลประกอบการปรับดีขึ้นจากอัตรากำไรที่สูงขึ้นและกำไรสินค้าคงคลัง ซึ่งได้ประโยชน์จากค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาก ขณะที่ บจ. ในธุรกิจทั่วไปอาจมีความกดดันด้านการขายและมีความท้าทายในการบริหารจัดการต้นทุนการผลิต และ บจ. ในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว สะท้อนจากสินเชื่อขยายตัวเพียงเล็กน้อย และอัตราดอกเบี้ยนโยบายลดต่ำลงจากปีก่อน สำหรับ บจ. ที่มีการเติบโตในไตรมาสแรกของปีนี้ นอกเหนือจากที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันข้างต้นแล้ว คือ หมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศ ได้แก่ พาณิชย์ โรงแรม เทคโนโลยี และสินเชื่อรายย่อย” นายอัสสเดช กล่าว
ด้านผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 โดยมียอดขายรวม 51,660 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,920 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.8% และมีกำไรสุทธิรวม 2,526 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% ซึ่งเป็นผลจากการที่บริหารจัดการต้นทุนผลิตและต้นทุนขายอย่างระมัดระวังท่ามกลางกำลังซื้อหดตัว


