เตือนภัยคนไทย! วิกฤตสารพิษในแหล่งน้ำคุกคามคนไทย

0

ในช่วงเวลาที่สังคมไทยถกเถียงกันจริงจังถึงปัญหาเอเลี่ยนสปีชีส์ในแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นปลาต่างถิ่นหรือสิ่งมีชีวิตรุกรานที่คุกคามระบบนิเวศ ก็มีข่าวอีกชุดหนึ่งซึ่งร้ายแรงกว่าอย่างเทียบไม่ติดและกำลังส่งสัญญาณอันตรายรุนแรง นั่นคือการปนเปื้อนสารพิษโลหะหนักในแม่น้ำสายหลักของประเทศ โดยเฉพาะแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ปัญหาสารพิษในแม่น้ำกกและลำน้ำสาขาไม่ได้คลี่คลายลง ตรงกันข้าม มันกำลังลุกลามไปยังลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของภาคอีสาน

ความแตกต่างระหว่างเอเลี่ยนสปีชีส์กับสารพิษโลหะหนักคือระดับของอันตราย เอเลี่ยนสปีชีส์สร้างความเสียสมดุลในระบบนิเวศก็จริง แต่ยังเป็นภัยที่มองเห็น จับต้องและมีแนวทางจัดการในเชิงนโยบายหรือเชิงพื้นที่ได้ ในทางกลับกันสารหนูและโลหะหนักที่ละลายอยู่ในน้ำ ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่ส่งสัญญาณเตือน แต่มันสะสมเงียบ ๆ ในตะกอนดิน ในปลา ในพืชและสุดท้ายคือในร่างกายมนุษย์

สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ (สคพ.) เขต 1 เชียงใหม่ รายงานผลการตรวจคุณภาพน้ำแม่น้ำสาละวินเมื่อเดือนมีนาคม 2569 ว่าพบสารหนูเกินค่ามาตรฐานทุกจุดตรวจ โดยสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้ถึง 5–6 เท่า ตัวเลขเช่นนี้สะท้อนถึงสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าประชาชนที่พึ่งพาน้ำจากลำน้ำสายนี้กำลังอยู่ในความเสี่ยง ทั้งด้านสุขภาพและความมั่นคงในชีวิตประจำวัน

ภาพปลาแค้ที่มีตุ่มพุพองทั่วตัวซึ่งถูกพบในแม่น้ำกกเมื่อปี 2568 และกลับมาปรากฏอีกครั้งในแม่น้ำโขง บริเวณอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ตามการเปิดเผยของกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง ไม่ควรถูกมองว่าเป็นภาพผิดปกติชั่วคราว แต่ควรถูกอ่านในฐานะสัญญาณชีวภาพของระบบนิเวศที่กำลังป่วยหนัก (แม้กรมประมงจะระบุว่าเกิดจากการติดพยาธิก็ตาม)

สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตระบุว่าปลาท้องถิ่นในแม่น้ำกกกว่า 94 ชนิดเริ่มสูญหายไปจากระบบภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งปี นี่ไม่ใช่ตัวเลขเชิงอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นตัวชี้วัดการพังทลายของฐานอาหารและรายได้ของชุมชนริมน้ำอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนชาวประมงพื้นบ้านในจังหวัดเชียงรายจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับภาวะรายได้เป็นศูนย์ในช่วงฤดูน้ำหลากปี 2568 ขณะที่มีต้นทุนอุปกรณ์เฉลี่ยกว่า 80,000 บาทต่อครัวเรือน เมื่อปลาขายไม่ได้ความเชื่อมั่นของตลาดหายไป แต่สิ่งที่ตามมายิ่งเงียบกว่าคือการเยียวยาที่ยังไม่คืบหน้าอย่างเป็นระบบจากภาครัฐ ความร้ายแรงของสารพิษในแม่น้ำสายหลัก กำลังลุกลามไปสู่เศรษฐกิจ อาชีพ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งประเทศ ปัญหานี้คือความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่อาจทำให้ประชาชนตั้งคำถามกับอาหารบนโต๊ะ ทุกครั้งที่มองปลาในตลาด หรือเปิดก๊อกน้ำในบ้าน

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงชี้ตรงกันว่า ปัญหานี้มีลักษณะเป็นมลพิษข้ามพรมแดน โดยต้นตอสำคัญอยู่ที่กิจกรรมเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งอยู่นอกอำนาจควบคุมของไทยโดยตรง แต่การควบคุมไม่ได้ ไม่อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการปล่อยให้ประชาชนอยู่กับความเสี่ยง นี่คือเหตุผลที่เครือข่ายภาคประชาชน 12 องค์กร ในนามเครือข่ายปกป้องแม่น้ำกก–สาย–รวก–โขง ออกมาเรียกร้องให้รัฐเร่งยกระดับการตรวจคุณภาพน้ำ ตะกอนดิน สัตว์น้ำ พืชผัก และสุขภาพประชาชนอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจและปกป้องตนเองได้บนฐานข้อมูลที่ครบถ้วน

ในท้ายที่สุด เอเลี่ยนสปีชีส์อาจเป็นปัญหาที่จัดการได้ด้วยเวลา เทคโนโลยี และงบประมาณ แต่สารพิษที่สะสมในสายน้ำคือระเบิดเวลาที่ซ้อนทับทั้งมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ และความมั่นคงทางอาหาร หากวันนี้รัฐยังมองว่านี่เป็นเพียงข่าวท้องถิ่นหรือปัญหาสิ่งแวดล้อมเฉพาะพื้นที่ ประเทศอาจต้องจ่ายราคาด้วยบาดแผลเรื้อรังที่ไม่มีวันฟื้นคืน./