“หมอกควัน” ได้กลายเป็น “ฤดูที่ 4” ของ เชียงใหม่ ไปแล้วอย่างไม่เป็นทางการ ฤดูที่ไม่มีในปฏิทิน แต่เกิดขึ้นซ้ำทุกปี และลดพื้นที่อากาศบริสุทธิ์ไปจากผู้คนทั้งเมือง
คำถามและคำอธิบายมากมายว่า “ใครคือคนผิด” ความจริงที่สำคัญกว่า คือ เรากำลังมองปัญหานี้ “ครบทุกมิติแล้วหรือยัง” เพราะฝุ่น PM2.5 ไม่ได้มีต้นตอเดียว และหากเราเริ่มต้นจากความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วน ทางออกที่ตามมาอาจพาเราไปผิดทางมากกว่าเดิม
ข้อในช่วงปี 2024–2025 จากทั้งดาวเทียมและงานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมให้คำตอบที่ตรงกันอย่างมีนัยสำคัญ ว่า ฝุ่น PM2.5 ไม่ได้มาจากแหล่งเดียว แต่เป็นผลรวมของหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกันเป็นระบบ พบว่าแหล่งกำเนิดหลักประกอบด้วย การเผาในที่โล่ง (biomass burning), ไฟป่าและลักลอบเผาป่า, มลพิษจากภาคคมนาคมและเมือง, หมอกควันข้ามแดน
โดยเฉพาะในช่วงฤดูเผา (กุมภาพันธ์–เมษายน) การเผาชีวมวลและไฟป่าจะกลายเป็น “ตัวเร่งหลัก” ที่ทำให้ค่าฝุ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในปี 2026 หลายจังหวัดในไทยมีค่าฝุ่นสูงถึง 37.6–75.6 มคก./ลบ.ม. (ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) ซึ่งเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยของรัฐที่ 37.5 มคก./ลบ.ม. ขณะที่บางช่วงเวลา เมืองใหญ่อย่างเชียงใหม่มีค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI) เกิน 150 อยู่ในระดับ “อันตรายต่อสุขภาพ”
สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA รายงานล่าสุดจุดความร้อน วันที่ 7 เมษายน 2569 จังหวัดเชียงใหม่ พบจุดความร้อน จำนวน 17 จุด ในพื้นที่ อ.เชียงดาว 9 จุด อ.จอมทอง 3 จุด อ.ฮอด 3 จุด และ อ.ดอยเต่า 2 จุด สะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. – 6 เม.ย. 2569 จำนวน 6,926 จุด มีปริมาณฝุ่นเกินค่ามาตรฐานจำนวน 27 วัน
ด้านสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 สรุปสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 เฉลี่ยในวันเดียวกันของจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แม่ฮ่องสอน พบ PM2.5 มีค่าระหว่าง 65.5 – 197.0 มคก./ลบ.ม. คุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ พื้นที่ ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ PM2.5 = 65.6 มคก./ลบ.ม.
ผลกระทบไม่ได้มีเพียงอาการแสบตาหรือไอ แต่รวมถึงความเสี่ยงระยะยาวต่อโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และการลดคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ
อย่างไรก็ตาม ต้นตอของปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นในเมืองไทยเพียงแห่งเดียว การค้นพบสำคัญจากข้อมูลดาวเทียมของ GISTDA คือ จำนวนจุดความร้อน (hotspots) เกิดในประเทศเพื่อนบ้านมักสูงกว่าไทยหลายเท่า เช่น ในปี 2025 มีรายงานว่าเมียนมามีจุดความร้อนสูงมากกว่า 55,000 จุด ในช่วงวิกฤต ขณะที่ลาวเคยมีจุดความร้อนกว่า 6,300 จุดในวันเดียว ซึ่งเกิดจากการเผาป่าและการเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตรในประเทศเหล่านี้ สามารถลอยข้ามพรมแดนเข้าสู่ไทยได้ตามทิศทางลม
แหล่งกำเนิดภายในประเทศยังคงมีบทบาทสำคัญ จากข้อมูลล่าสุด hotspot ของ GISTDA ยังพบว่าจุดความร้อนในไทยจำนวนมากเกิดในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้ในบางช่วงประเทศไทยมี hotspot หลายพันจุดต่อวัน เช่น 6,713 จุดในเดือนมีนาคม 2025 สะท้อนว่า “การเผาในประเทศ” ยังเป็นตัวแปรสำคัญแม้จะไม่ใช่ทั้งหมดของปัญหา
สำหรับประเทศไทย ปัญหาถูกเล่าเพียงด้านเดียว เช่น โทษพืชเศรษฐกิจบางชนิด หรือโทษบริษัทเพียงฝ่ายเดียว เรากำลังลดทอนความซับซ้อนของปัญหาให้กลายเป็นเรื่องง่าย…แต่ผิดความจริง คนไทยจึงต้องยอมรับความจริงที่ “การเผา” ในประเทศยังมีอยู่ไม่น้อยและเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาฝุ่น PM2.5
ความพยายามผลักดันให้ประเทศไทยประกาศใช้ “กฎหมายอากาศสะอาด” เพราะเชื่อว่าเป็นทางออกที่จำเป็นที่สุดขณะนี้ แต่ก็จำเป็นต้องมั่นใจว่ากฎหมายนี้ได้ผ่านการพิจารณาอย่าง “รอบคอบและรอบด้าน” เพื่อควบคุมและลงโทษผู้ก่อมลพิษ
หากกฎหมายมุ่งเน้นเพียง “บทลงโทษ” โดยไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ทางเลือกของเกษตรกร ต้นทุนการไม่เผา หรือปัญหาหมอกควันข้ามแดน ผลลัพธ์อาจกลายเป็นการผลักภาระไปยัง “เกษตรกรรายเล็ก” ซึ่งมีทรัพยากรจำกัดในการปรับตัว ขณะที่ภาคธุรกิจขนาดใหญ่สามารถปรับตัวตามมาตรฐานได้รวดเร็วกว่า
“สำคัญที่สุด คือ กฎหมายของไทย ไม่สามารถควบคุมการเผาในต่างประเทศได้”
ทางออกที่แท้จริงของปัญหาฝุ่น PM2.5 และควันข้ามแดนควรเริ่มจาก “ความเข้าใจที่ถูกต้อง” ที่วันนี้ข้อเท็จจริงชัดเจนแล้วว่า ฝุ่นไม่ได้มาจากแหล่งเดียว, ควันข้ามแดนมีบทบาทสูง, การเผาในไทยยังเป็นปัจจัยสำคัญ และปัญหานี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยนโยบายด้านเดียว คนไทยจึงต้องเริ่มจากการยอมรับความจริงทั้งหมด เพื่อเป็นข้อมูลในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ให้คนไทยเข้าถึงอากาศสะอาดทุกคน.







