Home Blog Page 9

เมืองไทยประกันชีวิต คว้ารางวัล Best Brand Performance on Social Media เวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 13

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  ขึ้นรับรางวัล Best Brand Performance on Social Media” สาขา Insurance & Assurance แบรนด์ที่ทำผลงานยอดเยี่ยมบนโซเชียลมีเดีย สาขากลุ่มธุรกิจประกันภัย (ประกันวินาศภัยและประกันชีวิต) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 จากงานประกาศรางวัลโซเชียลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย Thailand Social Awards ครั้งที่ 13  จัดขึ้นโดยบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต และพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลตลาด เพื่อส่งเสริมการใช้โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์ และให้ความสำคัญกับวงการโซเชียลที่เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวม ของประเทศ  โดยมีนายกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมแสดงความยินดี โดยงานดังกล่าวจัดขึ้น  ณ ทรูไอคอน ฮอลล์  ไอคอนสยาม

โดยการมอบรางวัลในครั้งนี้เป็นการมอบให้กับแบรนด์ที่ทำผลงานยอดเยี่ยมบนโซเชียลมีเดีย จากเกณฑ์การวัดผลตามมาตรฐาน WISESIGHT METRIC พัฒนาโดยไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ซึ่งพิจารณา Social Metric for Brand ที่เป็นเกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการสื่อสารของแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลทางสถิติกว่า 2,500 แบรนด์ จากโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มหลัก และวัดประสิทธิภาพโดยใช้ปัจจัยสำคัญกว่า 70 ปัจจัย ทั้งในเชิงปริมาณ (Quantity) และเชิงคุณภาพ (Quality) เพื่อให้ได้ค่าชี้วัดประสิทธิภาพการสื่อสารของแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย (Social Metric Score) โดยคำนวณมาจากโซเชียลมีเดีย 2 ส่วนหลัก คือ ช่องทางหลัก Official Account ของแบรนด์ (Owned Media) และช่องทางโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ที่กล่าวถึงแบรนด์ เช่น สื่อ อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลทั่วไป (Earned Media) ซึ่งเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือ Zocial Eye โดยใช้คีย์เวิร์ดที่กล่าวถึงชื่อแบรนด์มากกว่า 15,000 คีย์เวิร์ด เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนมากที่สุด.

“ดร. รินใจ ชาครพิพัฒน์” ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำสตรีประจำปี 2025 ของ WFE

0

สหพันธ์ตลาดหลักทรัพย์นานาชาติ (World Federation of Exchanges : WFE) ประกาศรายชื่อ The WFE’s Women Leaders 2025 โดย ดร. รินใจ ชาครพิพัฒน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 20 ผู้นำสตรีประจำปี 2025 ของ WFE ซึ่งการประกาศรายชื่อมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความสำคัญกับสตรีในแวดวงตลาดทุนทั่วโลก โดยเน้นย้ำถึงความเป็นผู้นำและผลงานที่มีต่ออุตสาหกรรม

ผู้ได้รับเลือกเป็น The WFE’s Women Leaders 2025 มีทั้งหมด 20 คน จากสมาชิกตลาดหลักทรัพย์และสำนักหักบัญชี 250 องค์กรทั่วโลก ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้นำที่โดดเด่น โดย WFE มุ่งส่งเสริมความหลากหลายและการมีส่วนร่วมในภาคการเงิน ติดตามรายชื่อ The WFE’s Women Leaders 2025 ได้ที่ https://focus.world-exchanges.org/issue/march-2025

10 ปี “CPF RUN FOR CHARITY” งานเดิน-วิ่ง เพื่อสุขภาพและช่วยเหลือสังคม

0

ชมรมซีพีเอฟรันนิ่งคลับ (CPF Running Club) ยังคงเดินหน้าสร้างสังคมยั่งยืน ชวนร่วมกิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อการกุศล “CPF RUN FOR CHARITY” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 เพื่อส่งเสริมคนไทยสุขภาพดี พร้อมทำดีเพื่อสังคม โดยนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายส่งมอบให้แก่หน่วยงานสาธารณประโยชน์ในจังหวัดต่างๆ ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน ชุมชน องค์กรภาครัฐ และองค์กรสาธารณประโยชน์ แล้วกว่า 70 แห่ง เป็นเงินร่วม 17 ล้านบาท จากการจัดงานอย่างต่อเนื่องมากกว่า 38 ครั้ง

🎥 ดูให้จบ! แล้วคุณจะอยากเข้าร่วม

ประมงจันทบุรี ปล่อยปลากะพงขาว 5,000 ตัวล่าปลาหมอคางดำ

0

สำนักงานประมงจังหวัดจันทบุรี มอบลูกพันธุ์ปลากะพงขาว จำนวน 5,000 ตัวให้แก่เกษตรกรกลุ่มเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และชาวประมงพื้นบ้าน จำนวน 20 ราย เพื่อลดประชากรปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงกุ้ง ไม่เพียงแค่เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำธรรมชาติอีกด้วย

นายสมพร รุ่งกำเนิดวงศ์ ประมงจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า การสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงขาวแก่กลุ่มเกษตกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และชาวประมงพื้นบ้าน เป็นส่วนหนึ่งการจัดการปัญหาปลาหมอคางดำในพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและชาวประมง ปลากะพงขาวจะทำหน้าที่เป็นนักล่า ช่วยควบคุมและตัดวงจรการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังสามารถทำการจับปลาเหล่านี้มาจำหน่ายหรือใช้บริโภคในครัวเรือน ซึ่งประมงจันทบุรีได้สนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงจำนวน 5,000 ตัวจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เพื่อมอบให้กลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลนำไปปล่อยในบ่อพักน้ำเพื่อลดประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่บ่อเลี้ยงสัตว์ และปลากะพงยังเป็นปลาเศรษฐกิจ ที่เกษตรกรมีผลพลอยได้จากการจำหน่ายปลากะพงเมื่อโตเต็มวัย

ส่วนกลุ่มประมงพื้นบ้านนำลูกพันธุ์ปลากะพงไปปล่อยตามลำคลองธรรมชาติ ซึ่งปลากะพงขาวมีพฤติกรรมเป็นนักล่าช่วยกำจัดลูกปลาหมอคางดำ ตัดวงจรการแพร่ระบาดของปลา ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังสามารถจับปลามาจำหน่าย หรือบริโภคในครัวเรือนได้อีกด้วย

ที่ผ่านมา จังหวัดจันทบุรีบูรณาการทุกภาคส่วนหน่วยงานในพื้นที่ ภาคเอกชน เกษตรกร และชาวประมงพื้นบ้านดำเนินยุทธวิธีแบบมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาปลาหมอคางดำ ทั้งการกำจัดออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ พร้อมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกิดความตระหนักและให้ความสำคัญกับการป้องกันและกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมการนำมาใช้ประโยชน์และการบริโภค เช่น การนำไปทำน้ำหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพสำหรับเกษตรกรสวนยาง ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาวิจัยและแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ สร้างรายได้เสริมให้กับชุมชน เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส พัฒนาและสร้างความยั่งยืนในชุมชน

นอกจากนี้ ประมงยังร่วมมือกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริส่งเสริมให้เกษตรกรในแปลงนาโครงการศูนย์ฯ คุ้งกระเบน นำจุลินทรีย์น้ำหมักปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์โดยการคลุกผสมอาหารให้กุ้งกิน มีคุณสมบัติเป็นโพรไบโอติกช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับสัตว์น้ำ สามารถป้องกันและควบคุมโรคที่ยังสามารถช่วยลดต้นทุนของเกษตรกรได้อีกด้วย

นอกจากนี้ จังหวัดยังดำเนินการสำรวจติดตามการระบาดปลาหมอคางดำสม่ำเสมอ ซึ่งในการสำรวจแต่ละครั้งยังพบปลาชนิดอื่นอีกหลายชนิด อาทิ ปลานวลจันทร์ ปลาสาก ปลาขนุน ปลากะพง จึงมองว่าแหล่งน้ำธรรมชาติในจันทบุรียังมความหลากหลายทางชีวภาพ.

CPF จิตอาสา ปลุกพลัง ช่วยสร้างสังคมยั่งยืน

0

วันนี้องค์กรชั้นนำทั่วโลกต่างมุ่งสร้างความสมดุล ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนใกล้เคียงไปพร้อมๆกัน เพราะธุรกิจในยุคนี้ไม่ได้วัดเพียงแค่ผลกำไร แต่ยังต้องขับเคลื่อนควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม สำหรับ “ซีพีเอฟ” แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ แต่เป็น DNA ขององค์กร ที่ฝังลึกลงในจิตสำนึกของพนักงานทุกๆคน

เคียงข้างชุมชน สร้างสุขภาวะที่ดี … ภาพของพนักงานซีพีเอฟที่ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนชุมชน ดูแลผู้สูงวัย มอบอาหารให้ผู้ด้อยโอกาส หรือร่วมกันจัดกิจกรรมสุขภาพ กลายเป็นภาพที่พบเห็นได้เสมอ นี่ไม่ใช่เพียงโครงการ CSR ทั่วไป แต่เป็นพันธกิจที่พนักงานจิตอาสาซีพีเอฟทำด้วยหัวใจ ด้วยความเชื่อว่าการพัฒนาธุรกิจต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการพัฒนาสังคม

หนึ่งในกิจกรรมของจิตอาสาซีพีเอฟที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง คือ “หน่วยสุขภาพเคลื่อนที่” (Health Station) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของพนักงาน โรงงานผลิตอาหารสัตว์ศรีสะเกษ และโรงงานผลิตอาหารสัตว์กบินทร์บุรี โดยธุรกิจสุกรของซีพีเอฟ ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ด้วยแนวคิดที่ว่า “สุขภาพที่ดี คือพื้นฐานของความสุข” พวกเขาลงพื้นที่ตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้ชาวบ้าน รวมถึงให้คำแนะนำด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนในชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลจากสถานพยาบาล ได้มีโอกาสตรวจเช็คสุขภาพร่างกายของตัวเองจากกิจกรรมนี้

จากสุขภาพ สู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร … โครงการต่างๆ ที่พนักงานจิตอาสาซีพีเอฟริเริ่ม ไม่ได้หยุดเพียงการดูแลสุขภาพ แต่ยังขยายไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชน ตัวอย่างเช่น “โครงการผักสวนครัวสู่ผู้สูงวัย” ซึ่งเริ่มต้นจากโรงงานผลิตอาหารสัตว์บกท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากเป็นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกายเบาๆ ผ่านการปลูกผักสวนครัวแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและสร้างระบบแบ่งปันภายในชุมชน

ความมุ่งมั่นที่ไม่สิ้นสุด …ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มสุกร ฟาร์มไก่ไข่ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ หรือโรงงานแปรรูป ทุกที่ล้วนมีพนักงานจิต อาสาที่คอยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับชุมชน ความตั้งใจนี้ไม่ใช่เพียงการให้ แต่เป็นการเติบโตไปพร้อมกัน เพราะสำหรับ ซีพีเอฟ การพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงแค่ธุรกิจที่แข็งแกร่ง แต่ต้องหมายถึงสังคมที่เข้มแข็งไปพร้อมกันด้วย

ทั้งหมดนี้ คือ DNA ที่พนักงานทุกคนในองค์กรถูกปลูกฝัง และสะท้อนผ่านกิจกรรมเพื่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม จากความตั้งใจจริงและพร้อมเคียงข้างสังคมไทย เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลง พัฒนาความเป็นอยู่ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคนอย่างยั่งยืน .

คลิกชมคลิปที่นี่ >> https://youtube.com/shorts/t4LzzvlYeaU?si=6nibY2tWiVFNpPEA

บจ. ตลาด mai เผยผลดำเนินงานปี 67 ยอดขายรวม 2 แสนล้านบ. กำไรโต 5.5%

0

บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2567 มียอดขายรวม 209,453 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% ขณะที่ต้นทุนขาย เพิ่มขึ้น 2.9%  และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 0.1%  ทำให้กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 27.9% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน พบกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มบริการ และกลุ่มเทคโนโลยี เป็น 3 กลุ่มอุตสาหกรรรมที่มีผลการดำเนินงานเติบโตทั้งยอดขายและกำไร

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนใน mai จำนวน 215 บริษัท คิดเป็น 97% จากทั้งหมด 222 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด) นำส่งผลการดำเนินงาน โดยปี 2567 มี บจ. ที่รายงานกำไรสุทธิจำนวน 152 บริษัท คิดเป็น 71% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

ผลการดำเนินงานประจำปี 2567 ของ บจ. mai เปรียบเทียบกับปีก่อน มียอดขายรวม 209,453 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% ต้นทุนขาย 155,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นจาก 25.1% มาอยู่ที่ 25.7% อย่างไรก็ดี การที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มเพียง 0.1% ส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน 14,995 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.9% และมีกำไรสุทธิรวม 5,550 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5%

“ผลการดำเนินงาน บจ. ใน mai งวดปี 2567 พบว่า บจ. มีกำไรสุทธิเติบโตเพียง 5.5% ทั้งที่ผลการดำเนินงาน 9 เดือนปี 2567 ทำผลประกอบการสะสมมาได้ดี แต่เนื่องจากไตรมาส 4 มีรายการอื่นๆ เช่น การตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น การตั้งด้อยค่าเงินลงทุนหรือสินทรัพย์ ทั้งนี้หากไม่รวมรายการอื่นๆ ดังกล่าว กำไรสุทธิจะเติบโต 71.8% พบ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังคงเติบโตทั้งยอดขาย และกำไรสุทธิ ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มบริการ และกลุ่มเทคโนโลยี” นายประพันธ์กล่าว

ในส่วนของฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 328,946 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% จากสิ้นปี 2566 โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2566 ที่เท่ากับ 0.77 เท่า

ปัจจุบันมี บจ. ใน mai 222 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มีนาคม 2568) ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 246.45 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) อยู่ที่ 239,893.40 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 672.37 ล้านบาทต่อวัน  

ตลท.เผยปี 67 บจ.ธุรกิจท่องเที่ยว/อุปโภคบริโภค กำไรโตต่อเนื่อง สวนทางธุรกิจน้ำมัน-เคมีภัณฑ์

0

บริษัทจดทะเบียน (บจ.) รายงานผลการดำเนินงานปี 2567 กลุ่มธุรกิจทั่วไปรายงานกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เติบโตจากการท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่าเพิ่มไปสู่หมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค บริการ อีกทั้งกลุ่มการเงินได้รับผลบวกจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมกำไรสุทธิลดลงจากหมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บจ. จำนวน 807 บริษัท นำส่งผลการดำเนินงานปี 2567 คิดเป็น 98.9% จากทั้งหมด 816 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 31 ธันวาคม 2567 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 604 บริษัท คิดเป็น 74.8% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

ผลการดำเนินงานปี 2567 เทียบกับปีก่อน บจ. ใน SET มียอดขาย 17,524,872 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารเพิ่มขึ้นสูงกว่าเล็กน้อย ทำให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 1,559,270 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 859,401 ล้านบาท ลดลง 1.1% และ 3.7% ตามลำดับ ทั้งนี้  หากพิจารณาในกลุ่มธุรกิจทั่วไป (ไม่รวมหมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์) บจ. จะมียอดขาย กำไรจากการดำเนินงานหลัก และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น สำหรับฐานะการเงินของกิจการ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บจ. ไทยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.52 เท่า

ผลประกอบการอัตราการเติบโตเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (%yoy)
ปี 2567ยอดขายกำไรจากการดำเนินงานกำไรสุทธิ
บจ. ทั้งหมดใน SET3.1%(1.1%)(3.7%)
– บจ. ธุรกิจทั่วไป4.3%10.2%8.6%
– บจ. ธุรกิจน้ำมัน1.8%(16.0%)(31.7%)
บจ. ทั้งหมดใน mai3.8%27.9%5.5%

“การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลบวกให้ บจ. ไทยที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว การอุปโภคบริโภค และการบริการ มีผลประกอบการดีขึ้น เช่น หมวดอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ค้าปลีก โรงแรม การบิน โรงพยาบาล โทรคมนาคม และพื้นที่เช่าการค้า นอกจากนี้ พบการเติบโตในกลุ่มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมจากอุปสงค์ในพื้นที่ EEC ที่เพิ่มขึ้นมาก สอดคล้องกับกระแสการย้ายฐานการผลิต (relocation) และจำนวนคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และธุรกิจการเงินซึ่งได้รับผลบวกจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันและส่วนต่างค่าการกลั่นปรับลดลงในปี 2567 กดดันความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและปิโตรเคมีภัณฑ์ และภาพรวมของ บจ. ทั้งหมด” นายอัสสเดชกล่าว

ด้านผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) งวดปี 2567 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ยังคงเติบโต โดย บจ. มียอดขายรวม 209,453 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% ขณะที่ บจ. ควบคุมต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ดี ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 14,995 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,550 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.9% และ 5.5% ตามลำดับ

ปกป้องปศุสัตว์ไทย เร่งระงับนำเข้าพ่อแม่พันธุ์สัตว์ปีก-เนื้อสัตว์ ป้องกันไข้หวัดนก

0

บทความ โดย สมิง วงศ์รามัญ ที่ปรึกษาอิสระด้านปศุสัตว์

สถานการณ์การระบาดของโรคไข้หวัดนก (Avian Influenza)ในหลายประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ตลอดจนในเอเซียที่ประเทศจีน อินเดีย และประเทศเพื่อนบ้านของไทยทั้งเวียดนาม กัมพูชาและฟิลิปปินส์ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตในทุกประเทศที่กล่าวมา กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมปศุสัตว์ทั่วโลก และยังเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื่อไวรัสดังกล่าวเข้าสู่ประเทศไทย หากไม่มีมาตรการป้องกันที่เข้มงวด หนึ่งในมาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลไทยต้องพิจารณาดำเนินการ คือ การระงับการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่เนื้อ ไก่ไข่ และเนื้อสัตว์จากต่างประเทศที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดนก

สำหรับเหตุผลสำคัญที่ต้องระงับการนำเข้า เพราะพ่อแม่พันธุ์ไก่เนื้อ ไก่ไข่ หรือแม้แต่เนื้อสัตว์ปีกที่นำเข้า หากมาจากประเทศต้นทางที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดนกก็จะเป็นพาหะนำโรคเข้ามาแพร่กระจายได้ กรณีที่เชื้อเข้าสู่ฟาร์มของเกษตรกรไทยอาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดในระดับประเทศ ซึ่งจะส่งผลกระทบร้ายแรงทั้งอุตสาหกรรมไก่เนื้อและไก่ไข่ อีกทั้งเกษตรกรต้องเผชิญกับการสูญเสียทางเศรษฐกิจ

ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตและผู้ส่งออกเนื้อไก่แนวหน้าของโลกที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล รวมถึงไข่ไก่ที่ส่งออกไปหลายประเทศในเอเซีย โดยเฉพาะการผลิตในประเทศมีศักยภาพเพียงพอในการพึ่งพาตนเองและราคาเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้บริโภค ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องประเทศไทยต้องมีมาตรการควบคุมและป้องกันโรคระบาดอย่างเคร่งครัด สร้างผลผลิตให้เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศโดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้า ก็จะสามารถรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมปศุสัตว์และลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก

นอกจากการระงับการนำเข้าแล้ว ภาครัฐจำเป็นต้องมีการตรวจสอบการเคลื่อนย้ายสัตว์และตรวจตราการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์ผ่านชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเข้มแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคระบาดจากภายนอกเข้าประเทศไทย การบริโภคเนื้อสัตว์จากแหล่งที่ไม่มีความมั่นคงด้านสุขอนามัยอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน อีกทั้ง โรคระบาดไข้หวัดนกมีการกลายพันธุ์ไปหลายสายพันธุ์ และมีการระบาดขยายวงไปยังสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั่วโลก และมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากโรคไข้หวัดนกแพร่ระบาดในประเทศใด ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดการขาดแคลนไข่ไก่และเนื้อสัตว์ปีก ประสบการณ์ที่คนอเมริกันเผชิญอยู่ขณะนี้ คือ ไข่ไก่ มีราคาสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์โหลละ 4.95 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 168.35 บาท และจำกัดปริมาณการซื้อในแต่ละครั้ง

มาตรการที่รัฐบาลควรดำเนินการ คือ ออกคำสั่งระงับการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่เนื้อ ไก่ไข่ และเนื้อสัตว์ปีกจากประเทศที่มีการระบาดของไข้หวัดนก ส่งเสริมระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ในฟาร์มเลี้ยงไก่ของไทย จัดอบรมเกี่ยวกับแนวทางป้องกันไข้หวัดนก และส่งเสริมให้เกษตรกรใช้มาตรการป้องกันที่เหมาะสมในฟาร์มของตนเอง ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานฟาร์มที่เข้มงวด เช่น การจำกัดการเข้าออกของบุคคล การใช้มาตรการฆ่าเชื้อ และการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีก

นอกจากนี้ รัฐบาลควรสนับสนุนและกระตุ้นให้เกษตรกรไทยปฏิบัติตามระบบ Compartment ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ช่วยให้ฟาร์มสามารถควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาและเพราะพ่อแม่พันธุ์ไก่ภายในประเทศให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูง เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศส่งเสริมให้เกษตรกรตรวจสอบสุขภาพสัตว์ในพื้นที่เสี่ยง เป็นต้น

การระงับการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่เนื้อ ไก่ไข่และเนื้อสัตว์จากต่างประเทศในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดนก เป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยปกป้องอุตสาหกรรมปศุสัตว์ของไทย ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน และสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรไทย รวมถึงการสนับสนุนให้ฟาร์มสัตว์ปีกของไทยดำเนินการตามระบบ Compartment จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถป้งกันโรคไข้หวัดนกได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคไทยว่าเนื้อสัตว์ปีกที่ผลิตในประเทศมีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล หากรัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจังและทันท่วงที ประเทศไทยจะสามารถรักษาความมั่นคงด้านอาหาร และยังคงเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกเนื้อไก่ที่สำคัญของโลกต่อไป.

‘CPF RUN FOR CHARITY’ ชวนสายวิ่งทั่วไทย เดิน-วิ่งเพื่อการกุศลส่งมอบเงินแก่โรงพยาบาล-โรงเรียน-หน่วยงานต่างๆ แล้วกว่า 70 แห่ง

0

การให้ไม่สิ้นสุด!! ซีพีเอฟ เดินหน้าสร้างสังคมยั่งยืน ชวนร่วมกิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อการกุศล “CPF RUN FOR CHARITY” หนุนคนไทยสุขภาพดี พร้อมทำดีเพื่อสังคม นำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายส่งมอบให้แก่หน่วยงานสาธารณประโยชน์ในจังหวัดต่างๆ ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน ชุมชน องค์กรภาครัฐ และองค์กรสาธารณประโยชน์ แล้วกว่า 70 แห่ง เป็นเงินร่วม 17 ล้านบาท จากการจัดงานอย่างต่อเนื่องมากกว่า 38 ครั้ง

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ มุ่งเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้แก่บุคลากรของบริษัทและครอบครัว รวมถึงประชาชน ผ่านกิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อการกุศล โดยจัดตั้งชมรมซีพีเอฟรันนิ่งคลับ (CPF Running Club) มาตั้งแต่ปี 2559 โดยพัฒนารูปแบบกิจกรรมพร้อมนำระบบและเทคโนโลยีในการจัดการแข่งขันวิ่งที่ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยสำหรับนักวิ่งทุกคน พร้อมจัดอบรมเทคนิคการวิ่ง ปัจจุบันได้มีการกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 เพื่อส่งเสริมให้คนไทยได้ออกกำลังกาย มีสุขภาพที่ดี สร้างความผูกพันในครอบครัว และยังเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดต่างๆที่บริษัทไปจัดงาน ที่สำคัญยังได้ร่วมกันทำความดีช่วยเหลือสังคมไปพร้อมกัน

“การจัดกิจกรรมเดิน-วิ่งการกุศล ถือเป็นประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน ในการมีสุขภาพที่ดี และบริษัทยังมุ่งจัดงานในรูปแบบคาร์บอน นิวทรัล (Carbon Neutral Event) ช่วยลดโลกร้อน ด้วยการคำนวนและจัดเก็บข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาทิ ลักษณะการเดินทางของผู้มาร่วมงาน การใช้พลังงาน และอาหารภายในงาน รวมถึงของเสียที่มีการคัดแยกและจัดการอย่างจริงจัง ลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น อย่างเช่นบรรจุภัณฑ์พลาสติก เพื่อเชิญชวนให้ผู้ร่วมงานร่วมกันใส่ใจสิ่งแวดล้อม”

นักวิ่งทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรมลดโลกร้อน โดยซีพีเอฟเลือกใช้เสื้อวิ่งที่ทำมาจากขวดน้ำพลาสติก ใช้ภาชนะที่สามารถย่อยสลายได้ เช่น ใบตอง กระดาษ และมีการแยกขยะอย่างจริงจัง เพื่อสามารถนำมาใช้ประโยชน์ต่อได้ โดยบริษัทจะยังคงเดินหน้าสานต่อกิจกรรมดีๆ เพื่ออยู่ร่วมกับคนในชุมชนรอบสถานประกอบการซีพีเอฟและคนไทย ผ่านกิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อการกุศล ที่จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง โดยกิจกรรมล่าสุดจะจัดกิจกรรม CPF ZOO RUN “RUN FOR CHARITY SEASON 4 ที่สวนสัตว์เปิดเขาเขียว อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ในวันที่ 23 มีนาคม 2568

ที่ผ่านมา มีหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุน เช่น มูลนิธิชัยพัฒนา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา โรงพยาบาลวังน้อย โรงพยาบาลเสนา โรงพยาบาลท่าเรือ โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา และโรงพยาบาลในจังหวัดที่จัดงาน ทั้งราชบุรี หาดใหญ่ พิษณุโลก ขอนแก่น สระบุรี ตลอดจน สถาบันมะเร็งแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี รวมถึงมอบเงินสนับสนุนกิจกรรมของเหล่ากาชาด จ.ลำพูน และสถานศึกษาใน จ.ลำพูน เป็นต้น.

AIS ยกระดับ Cloud PC เปลี่ยนแท็บเล็ตให้เป็นคอมพิวเตอร์พกพา ขยายการใช้งานใน 10 ประเทศแถบเอเชีย ตอบโจทย์การเรียน-ทำงาน ทุกที่ ทุกเวลา

0

AIS พร้อมเชื่อมต่อประสบการณ์การทำงานยุคดิจิทัล ด้วยบริการ AIS Cloud PC แอปพลิเคชันคอมบนคลาวด์ช่วยเปลี่ยนแท็บเล็ตระบบปฏิบัติการ iOS และ Android รวมถึง MacOS ให้เป็นคอมพิวเตอร์ ให้สามารถใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows และโปรแกรมสำคัญๆ ในการทำงานได้อย่างง่ายดาย ตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ให้สามารถทำงานหรือเรียนได้แบบ Work from Anywhere ทุกที่ ทุกเวลา

ล่าสุด AIS Cloud PC ได้ขยายพื้นที่ให้ใช้งานเพิ่มเติมได้ในอีก 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียเป็นครั้งแรกในไทย รองรับการใช้งานในประเทศสิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฮ่องกง อินเดีย มาเลเซีย เวียดนาม ไต้หวัน กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น ให้ลูกค้าสามารถพกพาแท็บเล็ตไปทำงานได้สะดวกอุ่นใจแม้จะต้องเดินทางไปต่างประเทศ สมัครใช้งานวันนี้เริ่มต้นเพียง 299 บาทต่อเดือน

นายศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าฝ่ายงานผลิตภัณฑ์โทรศัพท์เคลื่อนที่กลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวว่า “หลังจากที่ AIS เปิดตัว AIS Cloud PC ให้บริการลูกค้าในนามบุคคลเป็นเพียงรายแรกและรายเดียวในไทย ที่เข้ามาพลิกโฉมประสบการณ์การทำงานของลูกค้าและคนไทยให้สามารถใช้งานทั้งการเรียน และการทำงานผ่านระบบปฏิบัติการ Windows บนแท็บเล็ต ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย โดยวันนี้เราได้ยกระดับไปอีกขั้น ด้วยการขยายพื้นที่ให้ใช้งานเพิ่มเติมในอีก 10 ประเทศในภูมิภาคเอเชียเป็นครั้งแรกในไทย รองรับพฤติกรรมของลูกค้าที่มีไลฟ์สไตล์ชื่นชอบการท่องเที่ยว หรือมีภารกิจต้องเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าสามารถทำงานหรือเรียนไปด้วยได้โดยไม่ต้องพกพาคอมพิวเตอร์ และไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลอีกต่อไป”

แพ็กเกจ AIS Cloud PC เปลี่ยนแท็บเล็ตเป็นคอม เลือกสมัครได้ตามความต้องการ ได้แก่ แพ็กเกจ Standard Plan ราคา 299 บาทต่อเดือน เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป ให้ประสิทธิภาพที่ครบครันในระดับพื้นฐาน CPU 4 vCPU, RAM 8 GB, พื้นที่จัดเก็บข้อมูล 500 GB และแพ็กเกจ High Performance Plan ราคา 499 บาทต่อเดือน ให้พลังการประมวลผลที่เร็วขึ้น และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่มากขึ้น CPU 8 vCPU, RAM 16 GB, พื้นที่จัดเก็บข้อมูล 1 TB ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://m.ais.co.th/ais_cloudpc