Home Blog Page 74

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ asava ปรับโฉม “ชุดพนักงานบริการสาขา” ทำจากขวดพลาสติก Upcycling พร้อมเปิดตัว “ชุดสูทเชิดชูเกียรติยศสุดยอดตัวแทนประกันชีวิต”

0

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ asava แบรนด์แฟชั่นชื่อดังของประเทศไทย ร่วมยกระดับภาพลักษณ์ “แบรนด์แห่งความสุขและรอยยิ้ม” ปรับโฉมชุดพนักงานบริการสาขา (CSC) ทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิด  Sharp  Modern และ Sustainable พร้อมใส่ใจความยั่งยืนด้วยการเลือกใช้ใยผ้ารีไซเคิลจากขวดพลาสติกที่ผ่านกระบวนการ Upcycling  และได้เปิดตัว “ชุดสูทเชิดชูเกียรติยศสุดยอดตัวแทนประกันชีวิต” เสริมภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ ความน่าเชื่อถือ พร้อมดูแลและเข้าใจความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำตัวตนในการเป็นแบรนด์แห่งการสร้างความสุขและรอยยิ้มที่ยั่งยืน ภายใต้กลยุทธ์ “Boost Your Happiness by Our People” บูสท์ความสุขของคุณด้วยคนของเมืองไทยประกันชีวิต ด้วยการเดินหน้าพัฒนาองค์กรในทุกภาคส่วน  เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันคือ “การส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าคนสำคัญ”

ล่าสุดบริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ  asava  แบรนด์แฟชั่นดีไซเนอร์ชั้นนำของประเทศไทย โดย คุณหมู พลพัฒน์     อัศวะประภา ปรับโฉมภาพลักษณ์ “พนักงานบริการสาขา (Customer Service Center หรือ CSC)” ของเมืองไทยประกันชีวิตทั่วประเทศ ด้วยยูนิฟอร์มใหม่ที่ออกแบบภายใต้แนวคิด “Sharp  Modern และ Sustainable” สะท้อนถึงความน่าเชื่อถือ ความมั่นคง ร่วมสมัย ใส่ใจต่อการสร้างความยั่งยืน และดูสดใส เข้าถึงได้มากยิ่งขึ้น  โดดเด่นด้วยการเลือกวัสดุจากใยผ้ารีไซเคิล ซึ่งนำมาจากขวดพลาสติก PET ที่ผ่านกระบวนการ Upcycling มาเป็นองค์ประกอบสำคัญ  เส้นใยผ้ารีไซเคิลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมช่วยลดปริมาณขยะขวดพลาสติกที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ ตอกย้ำนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งมั่นที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานของบริษัท    พร้อมให้ความใส่ใจต่อพนักงาน ด้วยการให้อิสระในการเลือกสวมใส่ชุดยูนิฟอร์มใหม่ โดยสามารถมิกซ์ แอนด์ แมทซ์ ชุดได้ในสไตล์ตัวเอง ให้มีความสุขและพร้อมให้บริการลูกค้าได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิต ยังได้เดินหน้ายกระดับและพัฒนาตัวแทนประกันชีวิตทั่วประเทศสู่การเป็นที่ปรึกษาประกันชีวิตที่ลูกค้าไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง  โดย asava ได้รังสรรค์ “ชุดสูทเชิดชูเกียรติยศแห่งความสำเร็จ”  ภายใต้แนวคิด Reflection of Success”  ซึ่งจะมอบให้กับตัวแทนประกันชีวิตที่สามารถพิชิตเป้าหมายที่กำหนด  เพื่อเชิดชูความสำเร็จ และเสริมภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ ความน่าเชื่อถือ ความน่าไว้วางใจ และยังช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับตัวแทนประกันชีวิตและลูกค้าได้เป็นอย่างดี  ซึ่งชุดนี้ถูกออกแบบด้วยเทคนิคชั้นสูงของการตัดสูท เพื่อสร้างความพรีเมี่ยม และความภาคภูมิใจแก่ผู้สวมใส่

บริษัทฯ ในฐานะผู้นำ “แบรนด์แห่งความสุขและรอยยิ้ม” ที่มีความแข็งแกร่งทั้งด้านธุรกิจและภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่อง ยังคงเดินหน้าพัฒนาองค์กรให้ทันสมัยสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงตลอด โดยเชื่อมั่นว่า “ภาพลักษณ์” คือกุญแจสำคัญที่จะสร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกองค์กร การเปิดตัวยูนิฟอร์มใหม่นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนรูปลักษณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงถึงตัวตนของบริษัทที่ก้าวสู่ยุคใหม่ทั้งพนักงานและตัวแทนประกันชีวิตที่ไม่ใช่เพียงผู้ขายประกัน แต่คือ “ที่ปรึกษาการประกันชีวิต” ที่เปี่ยมด้วยพลัง ความรู้ ความมั่นใจ และเข้าใจความต้องการของผู้คนในทุกช่วงของชีวิต

“ความร่วมมือในครั้งนี้ระหว่างเมืองไทยประกันชีวิตและ asava คือการก้าวข้ามกรอบเดิมของคำว่า    “ยูนิฟอร์ม” ไปสู่การสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ทรงพลังจากภายในสู่ภายนอก ไม่เพียงเพื่อปรับรูปลักษณ์ของตัวแทนและพนักงานให้ทันสมัย สะท้อนความเป็นมืออาชีพ และใกล้ชิดกับผู้คนมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความภาคภูมิใจในบทบาทของตนเอง และปลุกพลังแห่งความมั่นใจให้พร้อมรับบทบาทสำคัญในการดูแลชีวิตและความมั่นคงของลูกค้าอย่างแท้จริง” นายสาระ กล่าวสรุป 

แม่ไก่สู้ไม่ไหว อากาศร้อนสุดไข่ไม่ออก ยันเพียงพอ ราคาไม่แพงเกินจริง

0

บทความโดย ศิระ มุ่งมะโน นักวิชาการอิสระ

ไข่ไก่เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดีที่มีราคาย่อมเยาและเข้าถึงได้ง่ายที่สุดของคนไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของราคาจึงเป็นสิ่งที่สังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ที่มีการปรับราคาขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เกิดความกังวลในหมู่ผู้บริโภคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าเข้าใจวัฏจักรปกติของการผลิตและราคาของไข่ไก่ รวมถึงการยืนยันว่าการปรับราคาครั้งนี้มีเหตุผลรองรับอย่างสมบูรณ์ เป็นสถานการณ์ชั่วคราว และไข่ไก่ยังมีเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ ก็จะช่วยให้การบริโภคเป็นไปตามปกติและลดคำถามเรื่องราคา “ไข่ไก่ราคาแพง” ลงไปได้

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกับวัฏจักรการผลิตและราคาไข่ไก่ ว่า มีสาเหตุมาจาก 3 ปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ คือ

  1. ผลกระทบจากสภาพอากาศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนที่มีสภาพอากาศร้อนอบอ้าว ที่อุณหภูมิโลกสูงขึ้นต่อเนื่องตาม
    “ภาวะโลกร้อน ส่งผลโดยตรงต่อสมรรถนะการให้ไข่ของแม่ไก่ ทำให้แม่ไก่ออกไข่น้อยลง อีกทั้งขนาดของไข่ที่ผลิตได้มีแนวโน้มเล็กลง และสัดส่วนไข่ขนาดเล็กที่ออกสู่ตลาดมีสูงถึงกว่า 60% ซึ่งไข่เบอร์เล็กนี้มีราคาขายต่ำกว่าเบอร์กลางและใหญ่ค่อนข้างมาก ทั้งนี้ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ระบุว่า ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อการผลักดันราคาไข่ไก่ในตลาด
  2. การปลดไก่ยืนกรง (culling) ซึ่งเป็นนโยบายที่ภาครัฐนำมาใช้โดยขอความร่วมมือจากผู้เลี้ยงไก่ไข่ เพื่อรักษาสมดุลการผลิต
    และเสถียรภาพราคาให้เป็นไปตามกลไกตลาด ด้วยการลดไก่อายุสูงและรักษาประสิทธิภาพการผลิต ส่งผลให้ไข่ไก่ที่ออกสู่ตลาดไม่ล้นเกิน ปริมาณไข่จึงยังคงสมดุลกับความต้องการในประเทศ
  3. ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น ข้อมูลปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าต้นทุนการเลี้ยงเพื่อจัดการกับภาวะอากาศร้อน (ค่าไฟฟ้า) เฉลี่ยที่ 3.40
    บาทต่อฟอง ตลอดจนต้นทุนวัตถุดิบอาหารแม้ที่ยังผันผวน ส่งผลให้เกษตรกรจำเป็นต้องปรับราคาขายไข่ไก่ เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สถานการณ์ผลผลิตและความต้องการในตลาด ข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า ในเดือนเมษายนผลผลิตไข่ไก่ออกสู่ตลาดประมาณ 44.5 ล้านฟองต่อวัน ขณะที่ความต้องการบริโภคอยู่ที่ 43.3 ล้านฟองต่อวัน เห็นได้ว่าผลผลิตยังมีเพียงพอรองรับความต้องการโดยรวมได้ อย่างไรก็ตาม ช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงเปิดเทอม ซึ่งความต้องการไข่ไก่จะสูงขึ้นตามธรรมชาติของตลาด จึงเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้ราคามีการขยับตัวสูงขึ้นชั่วคราวตามกลไกตลาด

เปรียบเทียบช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา ราคาไข่ไก่คละอยู่ที่ประมาณ 3.80 บาทต่อฟอง จึงเห็นได้ว่าการปรับราคาในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของตลาด แต่เป็นการสะท้อนต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมีเหตุผล เกษตรกรจำเป็นต้องดำเนินกิจการได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้มีไข่ไก่จำหน่ายอย่างต่อเนื่องในอนาคต

จากข้อมูลดังกล่าว เห็นได้ว่าการปรับราคาไข่ไก่ในช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมนี้เป็นผลจากวัฏจักรปกติของการผลิตและตลาด โดยมีปัจจัยธรรมชาติ ต้นทุนการผลิต และกลไกตลาดเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก สถานการณ์นี้เป็นเพียง “ภาวะชั่วคราว” ผู้บริโภคจึงไม่ควรวิตกกังวล เพราะไข่ไก่ยังคงมีเพียงพอสำหรับการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งช่วงนี้หน่วยงานภาครัฐทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ต้นทุนการผลิตและราคาขายเกินกว่าที่กำหนดไว้ และเพื่อให้ไข่ไก่เป็นอาหารโปรตีนคุณภาพสูงที่คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างต่อเนื่อง.

“CPF เคียงข้างยามวิกฤต“ ชวนคนไทยส่งต่อพลังแห่งการให้ รพ.รามาธิบดี

0

เพราะทุกนาทีมีค่าต่อชีวิตผู้ป่วย พื้นที่การรักษาที่สมบูรณ์พร้อม คือ หัวใจสำคัญของโรงพยาบาลที่ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างเร่งด่วน

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และบริษัทในกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมร้อยเรียงความดี จัดกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือ พลังแห่งการให้” ครั้งที่ 3 เพื่อนำเงินรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายสมทบทุนในการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารหลักของโรงพยาบาลรามาธิบดี ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้

กิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-29 เมษายน 2568 เวลา 08.00-18.00 น. ณ บริเวณโถงชั้น 1 อาคารสมเด็จพระเทพรัตน์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เชิญชวนประชาชนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพมาตรฐานสากล พร้อมส่งต่อพลังแห่งการให้ สนับสนุนภารกิจของโรงพยาบาลในการดูแลชีวิตและสุขภาพของคนไทยอย่างเต็มกำลัง ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.แพทย์หญิงอติพร อิงค์สาธิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และ นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง ซีพีเอฟ ร่วมกิจกรรม

ศ.ดร.แพทย์หญิงอติพร อิงค์สาธิต กล่าวว่า “โรงพยาบาลรามาธิบดี ขอขอบคุณซีพีเอฟและประชาชนทุกท่านที่ร่วมส่งกำลังใจและสนับสนุนการฟื้นฟูอาคารหลักของโรงพยาบาล ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้โรงพยาบาลสามารถกลับมาให้บริการประชาชนได้อย่างเต็มที่”

เครือซีพีและซีพีเอฟ ยืนหยัดเคียงข้างโรงพยาบาลรามาธิบดีเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่การรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการระดมทุนทรัพย์ โดยมอบเงินบริจาค จำนวน 10 ล้านบาท ผ่านมูลนิธิรามาธิบดีฯ และดำเนินกิจกรรม “ทุกการซื้อ คือพลังแห่งการให้” ณ อาคาร ซี.พี. ทาวเวอร์ สีลม

ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งต่อ “พลังแห่งการให้” เคียงข้างโรงพยาบาลรามาธิบดีไปด้วยกัน .

ประมงเพชรบุรี จับมือวิสาหกิจชุมชน แปรรูปปลาหมอคางดำ “ตราใบโพธิ์” ของดีจากโพพระ

0

ประมงจังหวัดเพชรบุรี เดินหน้าแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่ต่อเนื่อง พร้อมหนุนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ แปรรูปผลิตภัณฑ์อาหาร “ตราใบโพธิ์” สร้างรายได้ให้ชุมชน ย้ำผู้บริโภคมั่นใจผลิตภัณฑ์ปลาหมอคางดำของวิรสชาติอร่อย คุณภาพได้มาตรฐาน กระบวนการผลิตสะอาดและปลอดภัย

นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า ปีนี้ประมงเพชรบุรียังคงเฝ้าระวังและดำเนินมาตรการควบคุมปัญหาปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนทั้งเรื่องการเฝ้าระวังการระบาด และการใช้ประโยชน์ ผ่านการสนับสนุนให้วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี นำปลาหมอคางดำที่จับได้มาหมักเป็นปลาร้า และต่อยอดแปรรูปผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เพื่อนำไปจำหน่ายในตลาดชุมชน

“ปลาหมอคางดำมีคุณค่าสามารถแปรรูปเป็นอาหารได้หลายอย่าง การร่วมสนับสนุนและช่วยอุดหนุน ผลิตภัณฑ์ปลาหมอคางดำตรา “ตราใบโพธิ์” ไม่เพียงเสริมสร้างรายได้ให้คนในชุมชน แต่ยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศให้ยั่งยืนอีกด้วย” นายประจวบกล่าว

นายอดิเรก แก้วเจริญ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ กล่าวว่า กลุ่มได้รับการสนับสนุนความรู้และอุปกรณ์ รวมถึงปลาหมอคางดำจากประมงเพชรบุรี นำส่วนต่างๆ มาหมักเป็นปลาร้า ระหว่างที่รอให้ปลาร้าชุมชนยังนำมาต่อยอดแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น ปลาหมอแดดเดียว น้ำพริกแจ่วบอง ปลาร้าปรุงรส เป็นต้น ส่วนหัวปลายังนำมาทำเป็นน้ำหมักชีวภาพสำหรับใช้ใส่แปลงผักอีกด้วย ซึ่งชุมชนนำผลิตภัณฑ์วางจำหน่าย ที่ตลาดเกษตรกรบ้านลาด และตลาดชุมชนหลังเทศบาล

“ชุมชนได้นำภูมิปัญญาท้องถิ่นทำผลิตภัณฑ์ปลาหมอคางดำ “ตราใบโพธิ์” และได้รับคำแนะนำจากกรมประมง ผู้บริโภคมั่นใจ ของดีจากโพพระ ดีทั้งรสชาติ การผลิตที่สะอาด ถูกสุขอนามัย ได้มาตรฐาน” นายอดิเรกกล่าว

ทั้งนี้ ประมงจังหวัดเพชรบุรี ยังดำเนินมาตรการกำจัดปลาหมอคางดำในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรีที่เป็นระบบ เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุด ประมงเพชรบุรี จัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” คลองอีแอด หมู่ 1 ตำบลแหลมผักเบี้ย อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี โดยร่วมกับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เรือนจำกลางเพชรบุรี คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ประมงอำเภอ เจ้าหน้าที่กรมประมง ผู้นำชุมชน ชาวประมง ผู้แทนบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) และประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันจับปลาหมอคางดำได้ 130 กิโลกรัม สำหรับปลาที่จับได้ถูกส่งมอบให้เรือนจำกลางเพชรบุรี เพื่อนำไปใช้ประโยชน์แปรรูปเป็น “น้ำปลาแท้ชาววัง” เป็นผลิตภัณฑ์ราชทัณฑ์ต่อไป.

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขยายเวลาซื้อขาย DR ได้ทั้งกลางวัน-กลางคืน เริ่ม 6 พ.ค. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เตรียมขยายเวลาการซื้อขายสำหรับตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (Depositary Receipt หรือ DR) ที่อ้างอิงหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในทวีปอเมริกาและยุโรป ให้สามารถซื้อขายได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ตั้งแต่เวลา 10.00-16.30 น. และ 19.00-03.00 น. (ของวันถัดไป) เริ่ม 6 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป ขณะที่ DR เอเชีย ยังคงซื้อขายในเวลากลางวันเช่นเดิมซึ่งสอดคล้องตามเวลาประเทศไทย

สำหรับ DRx (Fractional DR) ซึ่งปัจจุบันมี 20 หลักทรัพย์ เป็น DR ที่อ้างอิงกับหลักทรัพย์ในตลาดอเมริกาทั้งสิ้นนั้น จะถูกย้ายไปซื้อขายรวมกับ DR โดยอัตโนมัติในวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 และเริ่มซื้อขายตามเวลาใหม่ของ DR ตั้งแต่ 10.00 น. ของวันเดียวกัน ซึ่งการปรับปรุงบริการในครั้งนี้ จะทำให้ผู้ลงทุนสามารถติดตามราคาและส่งคำสั่งซื้อขาย DR ทั้งหมดได้ในทุกแพลตฟอร์มซื้อขายของบริษัทหลักทรัพย์โดยใช้บัญชีซื้อขายหุ้นที่มีในปัจจุบัน

ผลิตภัณฑ์ DR และ DRx ได้รับความนิยมจากผู้ลงทุนไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดย ณ วันที่ 23 เมษายน 2568 มีจำนวน DR และ DRx 89 หลักทรัพย์ ครอบคลุมหลักทรัพย์ชั้นนำทั่วโลก ทั้งทวีปอเมริกา ยุโรป และเอเชีย และมีผู้ออก DR จำนวน 5 ราย มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) อยู่ที่ประมาณ 31,000 ล้านบาท และมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันประมาณ 580 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 140% จากปีก่อนหน้า

การขยายเวลาซื้อขาย DR ครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยให้ผู้ลงทุนไทยเข้าถึงและกระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศผ่านตลาดหลักทรัพย์ไทยได้สะดวกมากขึ้น ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ลงทุน และรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในระยะยาว

ผู้ลงทุนสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่บริษัทหลักทรัพย์ที่ท่านใช้บริการ หรือศึกษาผลิตภัณฑ์ DR เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/dr

เตรียมเปิดบริการเช็คข้อมูล LTF ทุกกองทุนผ่านเว็บตลาดหลักทรัพย์ฯ เริ่ม 2 พ.ค. รองรับการลงทุนในกองทุน Thai ESGX

0

กระทรวงการคลัง ก.ล.ต. สมาคมบริษัทจัดการลงทุน และตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมแถลงข่าวความร่วมมือการเตรียมความพร้อมเพื่อสนับสนุนการลงทุนในกองทุน Thai ESGX และรองรับการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจาก LTF ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 และเปิดบริการใหม่ให้ผู้ลงทุนตรวจสอบข้อมูลการถือครองหน่วยลงทุน LTF ทุกกองทุน จากทุก บลจ. แบบรวมศูนย์ผ่านเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ตามเงื่อนไขสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามมาตรการที่ภาครัฐให้การสนับสนุนโดยอุตสาหกรรมจัดการลงทุนตั้งเป้าระดมเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท

ตามที่ภาครัฐมีมาตรการการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนในหุ้นกลุ่มความยั่งยืน (ESG) และเพิ่มเสถียรภาพตลาดทุนไทย โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเงินลงทุนใหม่ในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thai ESGX) และการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) ไป Thai ESGX ในช่วงเวลา 2 เดือน คือ พฤษภาคม – มิถุนายน 2568 ตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกหลักเกณฑ์รองรับจัดตั้งและจัดการ Thai ESGX ในขณะนี้มี Thai ESGX รวม 37 กองทุน จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) 19 แห่ง อยู่ระหว่างพิจารณาคำขออนุมัติจัดตั้ง

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมจัดการลงทุนได้เตรียมความพร้อมในการเสนอขาย Thai ESGX พร้อมกันตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 และรองรับการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจาก LTF ได้ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2568 โดยสามารถดูข้อมูลการถือครองกองทุน LTF ทั้งหมดของตนเองได้ในที่เดียว เพื่อตรวจสอบและพิจารณาตัดสินใจสับเปลี่ยนจากกองทุน LTF เป็น Thai ESGX เพื่อสิทธิลดหย่อนทางภาษี ได้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป ทางเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ www.set.or.th/ltf

นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กระทรวงการคลัง กล่าวว่า “ภายหลังการทยอยขายหน่วยลงทุนของกองทุน LTF ในช่วงต้นปี 2568 ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย จึงมีการเสนอมาตรการภาษีเพื่อรักษาเสถียรภาพ ยกระดับการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสนับสนุนการลงทุนในหุ้นกลุ่มความยั่งยืน (ESG) โดยแบ่งเป็น 2 แนวทางสำหรับเงินลงทุนใหม่และเงินลงทุนเดิม คือ 1) การลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุน Thai ESGX และ 2) การลดหย่อนภาษีสำหรับการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนจากกองทุน LTF เป็นกองทุน Thai ESGX ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้ จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการลงทุน เพิ่มจำนวนนักลงทุนที่ตระหนักถึงความยั่งยืน รวมถึงเพิ่มสัดส่วนของนักลงทุนสถาบันที่เน้นการลงทุนในธุรกิจที่มีเป้าหมายด้านความยั่งยืน ตลอดจนผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปรับธุรกิจสู่ความยั่งยืนในระยะยาว”

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า “ก.ล.ต. เชื่อมั่นว่า Thai ESGX จะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และส่งเสริมเป้าหมายด้านความยั่งยืนของประเทศ พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนลงทุนระยะยาวผ่านตลาดทุน ซึ่งที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้เร่งดำเนินการปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ บลจ. สามารถยื่นขอจัดตั้งและอนุมัติได้ตามช่วงเวลาที่วางไว้ พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุน และ บลจ. รวมทั้งกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ถือหน่วยลงทุน LTF สามารถตรวจสอบหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดที่ตนเองถือครองอยู่ได้ เนื่องจากตามเงื่อนไขในการรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจะต้องสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ไป Thai ESGX ให้ครบทุกกองทุน ทุก บลจ.”

นายธีรนาถ รุจิเมธาภาส กรรมการสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) ในฐานะตัวแทนบริษัทจัดการลงทุนในประเทศไทย กล่าวว่า “ในฐานะผู้บริหารและจัดการลงทุน เรามุ่งมั่นทำงานเพื่อให้ผู้ลงทุนมั่นใจได้ว่าการลงทุนของตนจะมีประสิทธิภาพในระยะยาว มีส่วนช่วยรักษาเสถียรภาพตลาดทุนไทย และมีส่วนช่วยผลักดันบริษัทจดทะเบียนไทยให้มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero มีการใส่ใจสังคมและการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล เพื่อร่วมผลักดันให้ประเทศไทยมีความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง โดยตั้งแต่กองทุน Thai ESG เริ่มจัดตั้งขึ้นในเดือนธันวาคม 2566 นั้น ได้เห็นพัฒนาการที่ดียิ่ง ทั้งในมิติการมีส่วนร่วมลงทุนของคนไทย (252,403 ราย ณ สิ้นปี 2567) มิติของการเติบโตของขนาดกองทุน (AUM 33,066 ล้านบาท ณ 31 มีนาคม 2568) มิติความครอบคลุมของบริษัทจดทะเบียนไทย ซึ่งปัจจุบันได้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 440 บริษัท เติบโตจาก 200 กว่าบริษัทในตอนเริ่มจัดตั้งกองทุน

สำหรับ Thai ESGX นั้น บลจ. 19 แห่ง ได้เตรียมพร้อมนำเสนอ 37 กองทุน ซึ่งผู้สนใจสามารถลงทุนได้ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 หรือแจ้งความประสงค์สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน LTF ที่มีอยู่ทั้งหมด ทุกกองทุน ได้ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2568 โดยสามารถลงทุนและสับเปลี่ยนได้ภายในเดือนมิถุนายน 2568 เท่านั้น ทั้ง บลจ. และผู้สนับสนุนการขายที่ได้รับการแต่งตั้งพร้อมแล้วที่จะร่วมมือกันเพื่อสื่อสารประชาสัมพันธ์และให้คำแนะนำผู้ลงทุน โดยอุตสาหกรรมจัดการลงทุนได้ตั้งเป้าหมายในการระดมเงินลงทุนในกองทุน Thai ESGX ไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท”

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความพร้อมในการให้บริการข้อมูล LTF แก่ผู้ลงทุนผ่านเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยจะสามารถดูภาพรวมการถือครองหน่วยลงทุน LTF ทั้งหมดของตนเองจากทุก บลจ. ได้ในที่เดียว ทำให้สามารถตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาตัดสินใจสับเปลี่ยนจากกองทุน LTF เป็น Thai ESGX เพื่อสิทธิลดหย่อนทางภาษีได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีแผนต่อยอดความร่วมมือกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุน ขยายบริการเรียกดูข้อมูลให้ครอบคลุมกองทุนลดหย่อนภาษีประเภทอื่น ๆ อาทิ RMF, SSF และ Thai ESG เพื่อความสะดวกแก่ผู้ลงทุนในการตรวจสอบและบริหารจัดการลงทุนมากยิ่งขึ้น”

รู้เก็บรู้ออม : สแกนหุ้นปันผลด้วย Stock Screening

0

ที่มา คอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน…สู่ความมั่งคั่ง” หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

“หุ้นปันผล” ยังคงรักษาตำแหน่งเป็นหุ้นปลอดภัยของนักลงทุนทั้งหน้าใหม่ และหน้าเก่า สำหรับมือใหม่ที่คันไม้คันมืออยากลงสนามลงทุน การเลือกซื้อหุ้นปันผล ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี เพราะเป็นหุ้นที่มีกำไรและให้ผลตอบแทนในรูปของเงินปันผลอย่างสม่ำเสมอ

ขณะเดียวกัน ในสภาวะที่ตลาดหุ้นมีความผันผวน หุ้นปันผลก็ยังทำหน้าที่เป็นหลุมหลบภัย เพราะเป็นหุ้นที่มีคุณสมบัติ ทั้งอึด ถึก และทนต่อทุกสถานการณ์ และมีความเสี่ยงน้อย

หุ้นปันผล จึงเป็นทางเลือกที่สร้าง passive income ระหว่างที่ถือหุ้นอยู่ และยังอาจมีโอกาสได้โชคเด้งที่สองจากส่วนต่างของราคาหุ้นอีกด้วย ถือว่าเหมาะกับนักลงทุนที่พร้อมลงทุนระยะยาวในหุ้นพื้นฐานดี ทีนี้เราจะมีวิธีส่องหุ้นยังไงว่าตัวไหนเป็นหุ้นปันผล เทคนิคพื้นฐานในการเลือกหุ้นปันผล คือให้พิจารณาจากผลประกอบการและผลกำไรของบริษัท โดยผลประกอบการ หรือยอดขายดี จะสะท้อนให้การเติบโตของรายได้และส่งผลต่อกำไรของบริษัท ส่วนผลกำไรที่ต่อเนื่อง ย้อนหลัง 3-5 ปี ก็ยิ่งทำให้หุ้นตัวนั้นน่าสนใจ

เว็บไซต์ Settrade มีเครื่องมือที่ช่วยตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนได้ดี นั่นคือ ฟังก์ชัน Stock Screening ที่เป็นตัวช่วยเลือกและคัดกรองหุ้นปันผล และนักลงทุนยังสามารถปรับแต่งเงื่อนไขได้แบบตามใจ ตามสไตล์ลงทุนของแต่ละคนได้

นักลงทุนสามารถใช้งาน โดยเข้าเว็บ settrade.com แล้วเลือกเมนู “คัดกรองหุ้น (Stock Screening)” แล้วคลิกที่ “ปันผลเด่น” ซึ่งจะเป็นการค้นหาหุ้นที่จ่ายปันผลอย่างต่อเนื่อง

โดยบนหน้านี้จะแสดงวิธีค้นหา 2 แบบให้นักลงทุนเลือกใช้ แบบแรก คือ “Guideline by IAA” โดยใช้เกณฑ์คัดกรองตามแนวทางของสมาคมนักวิเคราะห์ (IAA) โดยดูจากอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลัง 3 ปี ต้องไม่ต่ำกว่า 5% และเงินปันผลต่อหุ้นเพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน

กับ แบบที่สอง “กำหนดค่าด้วยตัวเอง” นักลงทุนสามารถกำหนดเกณฑ์คัดกรองตามแนวทางที่ตัวเองต้องการผ่านเครื่องมือนี้ โดยสามารถปรับเปลี่ยนค่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลย้อนหลัง 3 ปี ให้มากกว่า น้อยกว่า หรือเท่ากับ 5% ได้ตามความต้องการ

เมื่อเลือกวิธีค้นหาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ กดปุ่มคัดกรองหุ้น จากนั้นรายชื่อหุ้นตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็จะแสดงเป็นรายการออกมา ซึ่งนักลงทุนสามารถกดที่ชื่อหุ้นแต่ละตัว เพื่อเข้าไปดูข้อมูลหุ้นแต่ละตัว ไม่ว่าจะเป็นราคาปัจจุบัน ราคาเป้าหมาย กราฟเทคนิค มุมมองนักวิเคราะห์ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน

จะเห็นได้ว่าการใช้งานทำได้สะดวกและง่าย กดแค่ไม่กี่คลิกก็จะช่วยให้นักลงทุนเจอหุ้นปันผลที่ชอบและใช่ นักลงทุนหรือผู้สนใจสามารถเข้าไปลองใช้งานที่ https://www.settrade.com/th/equities/stock-screening เพื่อช่วยจุดประกายไอเดียลงทุนที่ใช่ และสร้างการลงทุนในแบบของตัวเอง.

คุณนายพารวย

AIS ผนึก ปภ. ยืนยันความพร้อมระบบเตือนภัยฉุกเฉิน เตรียมส่งข้อความทดสอบผ่านระบบ Cell Broadcast ถึงประชาชนทั่วประเทศ

0

AIS สนับสนุนภารกิจเตือนภัยฉุกเฉินของประเทศ เดินหน้าผนึกกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในการยกระดับการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast (CBS) โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ อาทิ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงาน กสทช. และกรมประชาสัมพันธ์ เตรียมส่งข้อความทดสอบผ่านระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ Cell Broadcast ที่จะสามารถส่งข้อมูลสำคัญไปยังโทรศัพท์มือถือของประชาชนได้โดยตรง รวดเร็ว และครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ

การทดสอบระบบ Cell Broadcast จะมีขึ้นทั้งหมด 3 รอบ 3 วัน ใน 15 พื้นที่ทั่วประเทศ ได้แก่ วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 น. ทดสอบระดับเล็ก (ภายในอาคารราชการ 5 พื้นที่), วันที่ 7 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 น. ทดสอบระดับกลาง (ระดับอำเภอ/เขต 5 พื้นที่) และวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 เวลา 13.00 น. ทดสอบระดับใหญ่ (ระดับจังหวัด 5 พื้นที่) โดยข้อความที่ใช้ในการทดสอบจะระบุว่า “ทดสอบการแจ้งเตือน Cell Broadcast จากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) โปรดอย่าตื่นตระหนก” “This is a test message from Department of Disaster Prevention and Mitigation (DDPM). No action required” ซึ่งภายหลังจากการทดสอบ ในแต่ละระดับ จะมีประเมินประสิทธิภาพการแจ้งเตือนภัยเพื่อนำมาพัฒนาปรับปรุงการทำงานต่อไป

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS กล่าวว่า “AIS ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายอัจฉริยะ เราขอยืนยันความมุ่งมั่นในการสนับสนุนภารกิจของ ปภ. ในการยกระดับระบบการแจ้งเตือนภัยของประเทศ โดยได้นำเทคโนโลยี Cell Broadcast (CBS) ซึ่งสามารถส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังคนไทย และลูกค้า AIS กว่า 45 ล้านรายที่อยู่ทั่วทุกภูมิภาค โดยระบบ CBS พร้อมรองรับการใช้งานบนสมาร์ทโฟน Android ตั้งแต่เวอร์ชัน 12 ขึ้นไป และ iPhone ที่อัปเดตเป็น iOS 18 แล้ว ซึ่งสามารถแจ้งเตือนแบบเฉพาะเจาะจงพื้นที่หรือทั่วประเทศได้ เพื่อให้ประชาชนสามารถรับข้อมูลที่ถูกต้อง ทันเวลา และปฏิบัติตัวได้อย่างปลอดภัย

AIS ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายดิจิทัลให้ครอบคลุมพื้นที่ประชากรทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เพื่อให้ระบบการแจ้งเตือนภัยสามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างเท่าเทียม พร้อมร่วมเป็นกลไกสำคัญของประเทศในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านความปลอดภัยผ่านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย”

ด้าน นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวเสริมว่า “นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีความห่วงใยประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยที่เกิดขึ้นในอนาคต จึงได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Cell Broadcast) เพื่อใช้เป็นช่องทางในการแจ้งเตือนภัยไปยังประชาชนอย่างรวดเร็ว โดย ปภ. ได้ร่วมกับกระทรวงดิจิทัล DE, กสทช. และกรมประชาสัมพันธ์ รวมถึงโอเปอเรเตอร์ เตรียมความพร้อมในการใช้งานระบบการแจ้งเตือนภัยด้วย Cell Broadcast ซึ่งได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติงาน (SOP) และข้อความในการแจ้งเตือนภัยที่กระชับ ชัดเจน เข้าใจง่าย ประชาชนอ่านแล้วเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นและจะต้องปฏิบัติตนอย่างไรให้ปลอดภัยจากสถานการณ์ ซึ่งขณะนี้ มีความพร้อมในการให้บริการแล้ว โดยจะทำการทดสอบการแจ้งเตือนภัยในพื้นที่จริงนอกห้องปฏิบัติการ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของระบบการแจ้งเตือนภัยให้สามารถแจ้งเตือนภัยไปยังประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยได้อย่างทั่วถึง ครอบคลุม และแม่นยำ”

ทั้งนี้ ระหว่างที่ทาง ปภ. กำลังพัฒนาระบบ Cell Broadcast Entity (CBE) หรือศูนย์สั่งการของภาครัฐ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2568 นั้น ทาง ปภ. จึงได้ร่วมมือกับโอเปอเรเตอร์ ให้ดำเนินการส่งข้อความทดสอบการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ CBS (Cell Broadcast Service) โดยโอเปอเรเตอร์ หรือที่เรียกว่า Virtual CBE ซึ่งสามารถรองรับการใช้งานได้ทั้งบนสมาร์ทโฟนระบบ Android และ iOS โดยผู้ใช้งานต้องอัปเดตเวอร์ชันระบบปฏิบัติการให้เป็นปัจจุบัน ในการนี้ ปภ. และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประชาสัมพันธ์แจ้งข้อมูลให้ประชาชนทราบล่วงหน้าถึงการทดสอบที่จะเกิดขึ้น รวมถึงแนวทางการรับมือภัยพิบัติอย่างต่อเนื่อง

JAS จับมือ AIS เซ็น MOU ดึงคอนเทนต์ลีกฟุตบอลระดับโลก เสิร์ฟตรงแฟนบอลไทยผ่านแพลตฟอร์ม AIS PLAY และ Monomax

0

บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ผู้คว้าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกและเอฟเอคัพ อังกฤษ สำหรับฤดูกาล 2025/26 เป็นต้นไป ซึ่งได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียว (Exclusivity right) จาก The Football Association Premier League Limited หรือ FAPL ในประเทศไทย ประเทศลาว และประเทศกัมพูชา โดยได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ในการเป็น Strategic Partnership นำคอนเทนต์กีฬาฟุตบอลลีกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลกมาให้แฟนบอลชาวไทย และลูกค้า AIS ได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดเร็วๆ นี้

โดยการผนึกกำลังในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการพลิกโฉมวงการสตรีมมิ่งกีฬาของไทย ผ่านสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง AIS PLAY และ Monomax ที่รวบรวมคอนเทนต์กีฬา และความบันเทิงระดับโลกไว้มากที่สุด เพื่อตอบโจทย์ครบทุกไลฟ์สไตล์ความบันเทิงให้ผู้ชมและคอบอลชาวไทยในยุคดิจิทัล โดยมี ดร.โสรัชย์ อัศวะประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (รักษาการ) JAS, นางสาวหทัยทิพย์ หมัดจุ้ย ผู้อำนวยการธุรกิจดูหนังออนไลน์ บริษัท โมโน สตรีมมิ่ง จำกัด หรือ Monomax และ นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้

สำหรับความร่วมมือนี้จะช่วยเพิ่มฐานผู้ใช้บริการผ่านลูกค้า AIS มือถือและเน็ตบ้าน AIS 3BB Fibre3 รวมถึงเป็นการยกระดับประสบการณ์การรับชมการถ่ายทอดสดกีฬาฟุตบอลลีกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโลก โดยจะเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้ พร้อมรูปแบบการให้บริการและแพ็กเกจราคาที่หลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ชมชาวไทยทุกกลุ่ม

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เริ่มใช้ Auto Pause รายหลักทรัพย์ 6 พ.ค. นี้ ยกระดับการกำกับดูแลการซื้อขายหุ้น

0

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเริ่มใช้มาตรการหยุดการซื้อขายโดยอัตโนมัติ (Auto Pause) รายหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการตามแผนที่กำหนดและได้ทยอยดำเนินการไปแล้วในปี 2567 ทั้งนี้ มาตรการ Auto Pause รายหลักทรัพย์ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์และผู้ลงทุนมีเวลาในการตรวจสอบและจัดการคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขาย ด้วยการขึ้นเครื่องหมาย Pause (P) กับหลักทรัพย์ที่มีคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายที่สูงกว่าปกติ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการจับคู่การซื้อขายที่ผิดปกติและลดความเสี่ยงให้แก่ผู้ลงทุน
สรุปแนวทางการใช้มาตรการ Auto Pause ดังนี้

• ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะใช้มาตรการ Auto Pause รายหลักทรัพย์ โดยหยุดการซื้อขายโดยอัตโนมัติเป็นเวลา 60 นาที เมื่อพบว่าหลักทรัพย์ใดมีจำนวนรวมของปริมาณคำสั่งซื้อหรือคำสั่งขายของหลักทรัพย์ในทุกระดับราคามากกว่า 15% ของจำนวนหลักทรัพย์จดทะเบียนนั้น ด้วยการขึ้นเครื่องหมาย Pause (P) เป็นเวลา 40 นาที และ Pre-Open เป็นเวลา 20 นาที ก่อนกลับเข้าสู่การจับคู่ซื้อขายตามปกติ

• การใช้มาตรการ Auto Pause จะใช้ไม่เกิน 1 ครั้ง/วัน/หลักทรัพย์ โดยจะใช้กับหุ้นสามัญ, REIT, Property Fund และ Infrastructure Fund ซึ่งเมื่อหลักทรัพย์ใดถูก Auto Pause แล้ว จะมีผลให้หลักทรัพย์อื่นที่ใช้หลักทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินทรัพย์อ้างอิง เช่น Warrant, DW, Single Stock Futures เป็นต้น ถูกหยุดการซื้อขายด้วย ทั้งนี้ ยกเว้นไม่ใช้มาตรการ Auto Pause กับหลักทรัพย์ที่มีเหตุที่อาจทำให้มีปริมาณการซื้อขายสูงกว่าปกติ เช่น หลักทรัพย์ที่เริ่มซื้อขายในวันแรก (New Listing) หลักทรัพย์ที่เปิดให้ซื้อขายชั่วคราวก่อนถูก SP เป็นเวลานานหรือก่อนถูกเพิกถอน เป็นต้น

• ในระหว่างการขึ้นเครื่องหมาย P ผู้ลงทุนยังคงสามารถแก้ไขหรือยกเลิกคำสั่งซื้อขายได้

ทั้งนี้ มาตรการ Auto Pause รายหลักทรัพย์จะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 เป็นต้นไป ผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเกณฑ์ที่ปรับปรุงดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ www.set.or.th ภายใต้หัวข้อ “กฎเกณฑ์/การกำกับ” และ “กฎเกณฑ์ – หนังสือเวียนส่วนที่เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์”