Home Blog Page 7

Meta จับมือ ก.ล.ต. ปล่อยแคมเปญเตือนภัยหลอกลวงให้ลงทุน ชี้ 4 กลโกงออนไลน์ที่ต้องรู้ทัน

0

ในยุคดิจิทัลที่ทุกสิ่งเชื่อมโยงถึงกัน การทำธุรกรรมและการลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ความสะดวกสบายนี้ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากอาชญากรไซเบอร์ที่มีความเชี่ยวชาญและทรัพยากรสูง ซึ่งมุ่งโจมตีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ขาดความตระหนักรู้

Meta ผู้นำด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียได้ดำเนินความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับรัฐบาล หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย บริษัทเทคโนโลยี และธนาคารทั่วโลก เพื่อปกป้องผู้ใช้จากกลโกงการลงทุนและการชำระเงินที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยในประเทศไทย Meta ได้มีความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในแคมเปญ “ป้องกันภัยลวงหลอกให้ลงทุน” เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับกลโกงออนไลน์ที่พบได้บ่อย และยกระดับความปลอดภัยของผู้ใช้ชาวไทยบนแพลตฟอร์มของ Meta

ศาสตราจารย์ ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวว่า “การดำเนินการแคมเปญนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความรู้สร้างภูมิคุ้มกันการลงทุนให้กับประชาชนและผู้ลงทุนให้รู้เท่าทันมิจฉาชีพ ห่างไกลจากภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ที่มีรูปแบบและวิวัฒนาการที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และสามารถตรวจเช็กและตัดสินใจลงทุนด้วยความรอบคอบและปลอดภัยในโลกการเงินยุคใหม่”

ก.ล.ต. ได้ทำงานเชิงรุกมาโดยตลอดภายใต้แผนยุทธศาสตร์ของ ก.ล.ต. ที่มุ่งเน้นยกระดับเป็นศูนย์ป้องปรามการหลอกลงทุนในตลาดทุน (Anti-Investment Scam Center) ในการให้บริการประชาชน ผู้ลงทุน ผู้ประกอบธุรกิจภายใต้การกำกับดูแล และหน่วยงานในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ให้ตระหนักรู้และเท่าทันภัยคุกคามในโลกออนไลน์ รวมทั้ง บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ และเอกชนในการพัฒนากลไกป้องกันเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยบนโลกออนไลน์ 

แม้จะมีมาตรการป้องกันเหล่านี้ กลุ่มมิจฉาชีพก็ยังคงพัฒนากลยุทธ์ใหม่ ๆ และใช้เทคโนโลยีล่าสุดเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ ดังนั้นผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจึงควรระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อมีการติดต่อจากบุคคลแปลกหน้าหรือเจอโฆษณาที่ดูดีเกินจริง

กลโกงออนไลน์ 4 ประเภทที่พบบ่อย 

กลุ่มมิจฉาชีพมักปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตามกระแสและความสนใจของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต โดย 4 กลโกงที่พบบ่อย ได้แก่

1. กลโกงการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี
กลโกงรูปแบบนี้มักใช้วิธีแอบอ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนในคริปโตฯ หรือเป็นตัวแทนจากแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตชื่อดัง พวกเขาจะใช้สื่อออนไลน์หรือแม้แต่โทรศัพท์โน้มน้าวให้เหยื่อลงทุน โดยอ้างว่าจะได้รับผลตอบแทนสูง มักจะมีคำพูดอย่าง “มีสูตรลับการเทรด” หรือ “มีข้อมูลวงใน” และบางครั้งอาจใช้ภาพบัญชีที่ดูมีกำไรสูงปลอม ๆ หรือเสนอตัวช่วยกู้คืนเงินที่ขาดทุนจากการลงทุนก่อนหน้านี้ เพื่อหลอกลวงซ้ำอีกครั้ง

2. กลโกงหลอกให้รัก (Romance Scam)
กลโกงนี้เริ่มจากการสร้างโปรไฟล์ปลอมบนแอปหาคู่หรือโซเชียลมีเดีย โดยใช้ภาพของคนหน้าตาดี พร้อมแต่งเรื่องราวชีวิตที่น่าสงสารหรือน่าประทับใจ จากนั้นจะใช้เวลาสร้างความสัมพันธ์กับเหยื่อ จนเกิดความไว้วางใจ แล้วค่อยเริ่มขอเงินด้วยข้ออ้างต่าง ๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน ค่าเดินทางมาพบกัน ปัญหาทางธุรกิจ หรือการลงทุนร่วมเพื่อสร้างอนาคต

3. กลโกงการลงทุนทั่วไป
กลโกงนี้คล้ายกับกลโกงคริปโตฯ แต่จะใช้สินทรัพย์รูปแบบอื่น เช่น หุ้นปลอม อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ หรือโครงการที่ไม่มีอยู่จริง มิจฉาชีพจะเสนอ “โอกาสพิเศษ” หรือ “มีข้อมูลวงใน” ที่ให้ผลตอบแทนสูงโดยมีความเสี่ยงต่ำ บางรายอาจตั้งกลุ่มลงทุนปลอม หรือเชิญเข้าร่วมสัมมนาออนไลน์ที่ดูน่าเชื่อถือ แต่สุดท้ายเงินลงทุนจะหายไปโดยไร้ร่องรอย

4. กลโกงแอบอ้างเป็นคนดัง
กลโกงนี้ใช้ภาพหรือวิดีโอของคนดัง เช่น นักแสดง นักกีฬา ผู้เชี่ยวชาญการเงิน หรือนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างโปรไฟล์ เพจ หรือโฆษณาปลอม ให้เกิดความน่าเชื่อถือโดยอ้างว่าคนดังเหล่านั้นกำลังโปรโมตหรือแนะนำโอกาสการลงทุน ทั้งนี้เพื่อใช้ความน่าเชื่อถือของคนดังล่อลวงให้เหยื่อเข้าใจผิดว่าการลงทุนนั้นเป็นของจริง

เคล็ดลับทั่วไปในการป้องกันกลโกงออนไลน์

แม้ว่า Meta จะอัปเดตระบบตรวจจับอย่างต่อเนื่อง แต่การป้องกันที่ดีที่สุดยังคงเป็น “ความตระหนักรู้” ในการระมัดระวังการตกเป็นเหยื่อบนโลกออนไลน์ โดย Meta ยังได้แชร์คำแนะนำสำคัญแก่ผู้ใช้ในการดูแลความปลอดภัยให้ห่างไกลจากกลโกงออนไลน์ ดังนี้

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนตัดสินใจลงทุน ตรวจสอบข้อมูลของบุคคล บริษัท หรือหน่วยงานที่ติดต่อมา โดยเฉพาะที่อ้างว่าเป็นผู้ให้คำแนะนำการลงทุน หรือเป็นเลขาของผู้เชี่ยวชาญการลงทุน คุณสามารถตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. หรือไม่
  • ระวังข้อเสนอที่ดีเกินจริง หากมีผู้เสนอผลตอบแทนสูงผิดปกติ โดยไม่ต้องเสี่ยงมาก หรืออ้างว่าเป็นโอกาสพิเศษช่วงเวลาจำกัด ควรตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน
  • อย่าเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว อย่าให้รหัสผ่าน หมายเลขบัญชี หรือรหัส OTP กับใคร แม้จะอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ตำรวจ หรือหน่วยงานรัฐ
  • ระวังการโอนเงินล่วงหน้า หากมีผู้ขายหรือเพจร้านใหม่ขอให้คุณโอนเงินก่อน ต้องตรวจสอบให้รอบคอบก่อนดำเนินการ
  • ระวังกลโกงขอคืนเงินจากยอดโอนเกิน หากมีผู้ซื้ออ้างว่าโอนเงินเกินแล้วขอให้คุณโอนคืน ต้องตรวจสอบว่าเงินเข้าแล้วจริง และอย่ารีบโอนคืนก่อนแน่ใจ
  • ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับกลโกงใหม่ ๆ มิจฉาชีพพัฒนารูปแบบหรือวิธีการใหม่ตลอดเวลา การเรียนรู้กลโกงรูปแบบล่าสุดจะช่วยให้คุณระวังตัวได้ดีขึ้น
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากคุณไม่แน่ใจเกี่ยวกับการลงทุน โทรสอบถามได้ที่ ก.ล.ต. “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน” โทร. 1207 กด 22

นอกจากนี้ เครื่องมือความปลอดภัยของ Meta ยังช่วยให้ผู้ใช้ปลอดภัยมากขึ้นทุกวัน:

  • Messenger: Meta อาจแสดงคำเตือนใน Messenger เมื่อมีคำขอชำระเงินล่วงหน้า ขอให้ใช้วิธีโอนเงินทันที หรือหากบัญชีผู้ติดต่อมีพฤติกรรมต้องสงสัย
  • Messenger และ Instagram: มีระบบจดจำใบหน้า (Facial Recognition) เพื่อช่วยยืนยันตัวตนและป้องกันกลโกงที่ใช้คนดัง รวมถึงการกู้คืนบัญชี
  • Facebook, Instagram และ WhatsApp: ผู้ใช้สามารถทำการตรวจสอบความเป็นส่วนตัว และตั้งค่าการมองเห็นข้อมูลส่วนตัว เช่น สถานะออนไลน์หรือรูปโปรไฟล์ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดต่อจากบุคคลแปลกหน้า

Meta มุ่งมั่นร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย องค์กรภาคประชาสังคม และพันธมิตรทั่วโลก รวมถึง ก.ล.ต. ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพันธมิตรสำคัญในประเทศไทย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น การต่อสู้กับกลโกงเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน และด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เราจึงจะสามารถปกป้องทรัพย์สินของเรา และสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือร่วมกันได้

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวทางของ Meta ในการป้องกันภัยกลโกงหลอกให้ลงทุน https://about.fb.com/news/2025/05/avoiding-investment-payment-scams-online/


ติดตามแคมเปญความร่วมมือระหว่าง Meta และ ก.ล.ต. ให้ความรู้ป้องกันภัยกลโกงหลอกให้ลงทุนได้ที่ Facebook สำนักงาน กลต. Instagram สำนักงาน ก.ล.ต. และเว็บไซต์ ก.ล.ต. www.sec.or.th/scamalert หรือ สามารถตรวจสอบผู้ให้บริการและผู้ที่ได้รับความเห็นชอบภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ได้ที่ www.sec.or.th/seccheckfirst หรือติดตั้งแอปพลิเคชัน SEC Check First รวมทั้ง ยังสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ก.ล.ต. “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน” โทร. 1207 กด 22

น้ำใจคนไทยไม่มีหมด แนะเลือกวัตถุดิบอาหารที่มีคุณภาพดีส่งมอบอาหารปลอดภัยแก่ผู้ประสบภัย

0

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ แนะภาครัฐ-เอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในภาวะฉุกเฉินควรคำนึงถึงความปลอดภัยในอาหารเป็นสำคัญ หลีกเลี่ยงมอบอาหารบูดและเสียง่ายแก่ผู้ประสบภัย ให้เลือกอาหารที่เก็บได้นาน และควรตรวจสอบคุณภาพอาหารก่อนนำไปมอบ เพื่อป้องกันการเกิดโรคติดต่อทางอาหาร

ดร.วนะพร ทองโฉม

ดร.วนะพร ทองโฉม นักสุขศึกษา (นักกำหนดอาหารวิชาชีพ) งานสร้างเสริมสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ทางจังหวัดภาคเหนือในขณะนี้ พร้อมเหตุการณ์ปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้มีประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภค และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของอาหารการกิน ซึ่งในสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประสบภัยไม่สามารถประกอบอาหารเองได้ และไม่สะดวกออกไปซื้อ จึงจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือ ทั้งในรูปแบบอาหารที่ปรุงสำเร็จ และอาหารแห้งที่สามารถกักตุนไว้กินได้หลายวัน

แม้ในภาวะฉุกเฉิน เรื่องอาหารยังคงจำเป็นต้องใส่ใจถึงความสะอาด สุขอนามัย และความปลอดภัยเป็นหลัก ที่สำคัญวัตถุดิบอาหารต้องมีคุณภาพดี เนื่องจากอาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตและมีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค หน่วยงานที่เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัย จึงต้องระมัดระวังและตรวจสอบคุณภาพตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงผู้รับ เพื่อให้อาหารปลอดภัยต่อการบริโภคและดีต่อสุขภาพ ในขณะเดียวกัน น้ำดื่มควรเลือกจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันการเกิดโรคติดต่อทางอาหาร

ดร.วนะพร แนะนำว่า คุณสมบัติที่สำคัญของผลิตภัณฑ์อาหารในยามฉุกเฉิน (Emergency Food Products-EFPs) ต้องมี 5 คุณสมบัติ ดังนี้

  1. สะอาดปลอดภัย (Safe): ไม่มีสิ่งปนเปื้อน ไม่หมดอายุ และบรรจุภัณฑ์อยู่ในสภาพดี
  2. อร่อย เป็นรสชาติที่สามารถยอมรับได้ (Palatable)
  3. ขนส่งง่าย (Easy to deliver): บรรจุภัณฑ์ควรทนทานไม่แตกหักง่าย และอยู่ในรูปทรงที่สามารถเรียงเพื่อขนส่งได้ครั้งละมากๆ เช่น เป็นทรงสี่เหลี่ยม
  4. พร้อมบริโภค (Easy to use) : เปิดบรรจุภัณฑ์สามารถกินได้โดยไม่ต้องนำไปปรุงประกอบโดยใช้ความร้อน
  5. มีสารอาหารครบถ้วนและพลังงานที่เพียงพอสำหรับมื้อหลัก (Nutritionally complete) โดยมีพลังงาน 700 กิโลแคลอรี่/หน่วยบริโภค และมีโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน แร่ธาตุในปริมาณที่เหมาะสม

สำหรับอาหารปรุงสุกที่ควรหลีกเลี่ยงในการนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย คือ อาหารที่เสียง่ายหรือบูดง่าย ได้แก่

  1. อาหารคาวที่ปรุงด้วยกะทิ เช่น แกงเขียวหวาน แกงพะแนง หรือ อาหารหวาน ที่มีส่วนผสมของกะทิ ซึ่งกะทิมีองค์ประกอบของสารอาหารที่เอื้อต่อการเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นตัวการทำให้อาหารเสียง่าย
  2. อาหารประเภทลาบหรือยำ เนื่องจากวัตถุดิบผ่านการลวกหรือรวน ซึ่งเป็นการผ่านความร้อนเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ไม่สามารถทำลายจุลินทรีย์ก่อโรคได้
  3. อาหารที่ใส่ผักและผักลวกหรือผักต้ม เพราะการใส่ผักลวกหรือผักต้มในกับข้าวจะทำให้อาหารมีความชื้นและเสียง่าย
  4. ข้าวผัด เนื่องจากข้าวผัดจะมีความชื้น และข้าวเป็นอาหารกลุ่มที่มีความเป็นกรดต่ำ ซึ่งเอื้อต่อการเติบโตของแบคทีเรียก่อโรค

ส่วนอาหารปรุงสดที่ควรเลือกนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย คือ อาหารที่ไม่เสียง่ายหรือบูดยาก เก็บไว้ได้นาน และมีคุณค่าโภชนาการ โดยแนะนำให้แยกข้าวออกจากกับข้าว เพื่อทำให้อาหารบูดช้าลง อาทิ

  1. ข้าวสวยหรือข้าวเหนียว + เนื้อสัตว์ (หมู/ไก่/เนื้อ/ปลา) ทอด/ย่าง/อบ หรือ ไข่เจียว/ไข่ต้ม + ผัดผัก
  2. ข้าวสวย + กับข้าวประเภทผัดหรือต้มที่ใส่เนื้อสัตว์และผัก (ไม่มีส่วนผสมของแป้งและกะทิ)
  3. ผลไม้ที่ยังไม่ได้ปลอกเปลือกหรือยังไม่หั่น เช่น กล้วย ส้ม แอปเปิ้ล ฝรั่ง มะม่วง แตงโม

สำหรับอาหารที่เก็บไว้ได้นาน และเหมาะสำหรับนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย อาทิ

  1. ปลากระป๋อง เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล
  2. อาหารปรุงสำเร็จบรรจุกระป๋อง
  3. ไข่สด
  4. ผักสดที่เก็บได้นาน เช่น กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว แตงกวา มะเขือ
  5. นมพลาสเจอร์ไรซ์
  6. ขนมปังกรอบหรือเครกเกอร์

ลักษณะอาหารที่ไม่ควรบริโภค เสี่ยงเป็นอาหารที่เสีย สามารถสังเกตจาก 3 สัญญาณต่อไปนี้

  1. กลิ่นของอาหารเปลี่ยน เช่น กลิ่นเปรี้ยว กลิ่นหืน กลิ่นบูด
  2. เนื้อสัมผัสอาหารเปลี่ยนไป เช่น เป็นเมือก เป็นฟอง
  3. รสชาติเปลี่ยน เช่น เปรี้ยว ขม

ข้อสังเกตอาหารปรุงสำเร็จ หรืออาหารบรรจุกระป๋อง ที่ไม่ควรรับประทาน ได้แก่

  1. อาหารที่หมดอายุแล้ว
  2. อาหารที่บรรจุภัณฑ์อยู่ในสภาพที่ไม่ปลอดภัย เช่น กระป๋องเป็นสนิม ถุงฉีกขาดมีรอยรั่ว
  3. อาหารที่ขึ้นรา เช่น มีใยสีขาว มีจุดสีดำบนอาหาร

ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม สุขภาพยังเป็นสิ่งที่ทุกคนควรคำนึงอยู่เสมอ หากเจ็บป่วยในขณะที่อยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน จะยิ่งสร้างความลำบากในการเดินทางไปสถานพยาบาลเพื่อรับการรักษา จึงจำเป็นต้องใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของอาหารที่รับประทานเป็นลำดับแรก ควบคู่กับคุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่กินในแต่ละวัน เพื่อให้ได้รับพลังงานและสารอาหารที่จำเป็นเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เป็นการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน ดร.วนะพร กล่าว.

เมืองไทยประกันชีวิต และ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ร่วมกับ พ.ม. ส่งความช่วยเหลือเพื่อผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมจ.น่าน

0

เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้มตระหนักถึงความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วม ในจังหวัดน่าน เร่งจัดทำถุงยังชีพจำนวน 1,000 ชุด โดยร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อส่งมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ให้แก่ผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สะท้อนการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีและช่วยเหลือในยามวิกฤต

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “เมืองไทยประกันชีวิต และมูลนิธิเมืองไทยยิ้มตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบอุทกภัย ในจังหวัดน่าน จึงได้จัดทำถุงยังชีพจำนวน 1,000 ชุด พร้อมร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อดำเนินการส่งมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบภัย ผู้สูงอายุ และผู้เปราะบางในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ เวียงสา เมืองน่าน ภูเพียง และปัว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้ชุมชนฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว” ในโอกาสนี้บริษัทได้รับเกียรติจาก นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายอนุรักษ์ มลิวัลย์ ผู้อำนวยการกองตรวจราชการ และนางสาวปิติพร ปิติเสรี ผู้อำนวยการศูนย์รับบริจาค กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้เกียรติร่วม ในพิธีรับมอบถุงยังชีพ

การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนถึงนโยบายการตอบแทนสังคมของบริษัทที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการยึดมั่นในแนวทางการเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) และการบูรณาการแนวคิด ESG (Environmental, Social, and Governance) โดยเฉพาะในมิติสังคม (Social) ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาความมั่นคงของประเทศ เมืองไทยประกันชีวิตมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและช่วยเหลือสังคมไทยให้ก้าวข้ามวิกฤตไปได้ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

“ในนามของบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม เราขอแสดงความห่วงใยต่อ ผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดน่าน และยินดีที่ได้ร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้สังคมฟื้นตัวอย่างมั่นคง การช่วยเหลือครั้งนี้สะท้อนพันธกิจของเราในการพัฒนาสังคมภายใต้หลักการ ESG เพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน” นายสาระกล่าว

กรมการจัดหางาน เปิดรับสมัครชายไทย 1,000 คน ทำงานเกษตรและปศุสัตว์ที่เกาหลีใต้ สมัครออนไลน์ 2-3 ส.ค. นี้

0

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางานประกาศรับสมัครทดสอบภาษาเกาหลีและทักษะการทำงาน (Point System) ครั้งที่ 16 เพื่อไปทำงานสาธารณรัฐเกาหลีตามระบบการจ้างแรงงานต่างชาติ (Employment Permit System for Foreign Workers: EPS) ประเภทกิจการเกษตรและปศุสัตว์ (เพศชาย) จำนวน 1,000 คน ซึ่งภายหลังจากดำเนินการทดสอบเสร็จสิ้น สำนักบริการพัฒนาบุคลากรแห่งเกาหลี (HRD Korea) จะประกาศรายชื่อผู้ที่มีคะแนนรวมสูงสุดลงมาตามจำนวนที่กำหนด และผู้มีรายชื่อตามประกาศดังกล่าวจะมีสิทธิยื่นใบสมัครไปทำงานสาธารณรัฐเกาหลีตามระบบฯ พร้อมขึ้นทะเบียนไว้ 2 ปี นับแต่วันประกาศผลการทดสอบ ผู้สนใจสามารถสมัครสอบได้ที่เว็บไซต์ toea.doe.go.th ระหว่างวันที่ 2 – 3 สิงหาคม 2568 ตลอด 24 ชั่วโมง

นายสมชายฯ กล่าวต่อไปว่า ผู้ที่ประสงค์จะสมัครไปทำงานสาธารณรัฐเกาหลี สามารถสมัครสอบได้ที่เว็บไซต์toea.doe.go.th ลงทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์การบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรอกข้อมูลเพื่อลงทะเบียนคนหางาน โดยสามารถศึกษาวิธีการลงทะเบียน คุณสมบัติผู้สมัครและเอกสารที่เกี่ยวข้องที่เมนูข่าวประกาศรับสมัคร หัวข้อ ประกาศรับสมัครทดสอบภาษาเกาหลีและทักษะการทำงาน (Point System) ครั้งที่ 16 ซึ่งแรงงานที่สนใจสมัครทดสอบภาษาเกาหลีฯ ต้องยื่นคำขอการสมัคร โดยคนหางานกรอกข้อมูลการสมัครและแนบเอกสารผ่านระบบออนไลน์ เลือกศูนย์สอบ ซึ่งมีสถานที่สอบให้เลือก 2 ศูนย์ คือ ศูนย์สอบกรุงเทพมหานคร และศูนย์สอบอุดรธานี
มีค่าสมัครสอบ จำนวน 810 บาท สามารถชำระได้ 4 ช่องทาง ได้แก่

1.เคาน์เตอร์

2.ATM / ADM

3.Internet Banking ของธนาคารกรุงไทย

4.ต่างธนาคาร Cross Bank Bill Payment

“คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้สมัครต้องเป็นเพศชาย อายุระหว่าง 18 – 39 ปี (ผู้ที่เกิดระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม 2528 ถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2550) ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา สายตาไม่บอดสี ร่างกายสมบูรณ์ สุขภาพแข็งแรง และไม่เป็นโรคที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน หรือเป็นโรคติดต่อตามที่ทางการเกาหลีกำหนด มีความประพฤติดี ไม่มีประวัติกระทำผิดทางอาญาหรือเป็นภัยต่อสังคมและความมั่นคง เป็นบุคคลซึ่งไม่ถูกห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ไม่มีประวัติการถูกเนรเทศ หรือเคยถูกปฏิเสธการเข้าสาธารณรัฐเกาหลี หรือเคยกระทำผิดกฎหมายของสาธารณรัฐเกาหลี เป็นบุคคลซึ่งไม่มีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติดทุกชนิด ไม่เคยพำนักอาศัยในสาธารณรัฐเกาหลีด้วยวีซ่า E-9 หรือ E-10 หรือวีซ่า E-9 และ E-10 รวมกัน 5 ปี หรือมากกว่า 5 ปีขึ้นไป” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สมัครที่ได้รับการอนุมัติข้อมูลบัญชีรายชื่อเพื่อเสนอนายจ้าง มิได้รับรองว่าจะได้รับการคัดเลือกจากนายจ้างทุกคน กรณีมีนายจ้างคัดเลือกแต่ถูกยกเลิกสัญญาจ้างงาน จากความผิดของนายจ้างจะถูกนำรายชื่อเสนอให้นายจ้างรายใหม่คัดเลือก แต่หากความผิดเกิดจากผู้สมัครจะถูกลบรายชื่อออกจากระบบ หรือกรณีไม่มีนายจ้างคัดเลือกภายใน 1 ปี กรมการจัดหางานจะต่ออายุบัญชีรายชื่อให้ปีที่ 2 โดยไม่ต้องสมัครทดสอบภาษาเกาหลีและทักษะ
การทำงาน (Point System) ใหม่

กรมการจัดหางานจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการทดสอบ ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ทางเว็บไซต์ www.facebookcom/epstoea, www.hrdkoreathailand.com, www.doe.go.th/overseas ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด หรือที่สายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือสายด่วนกรมการจัดหางาน โทร. 1694

รู้เก็บรู้ออม : 21 วัน เทรด TFEX เป็น

0

ที่มา คอลัมน์ “รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน…สู่ความมั่งคั่ง” หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ว่ากันว่า ความท้าทายเป็นแรงขับและผลักดันที่ทรงพลังยิ่งสำหรับมนุษย์เรา ยิ่งภารกิจที่ทำอยู่มีความท้าทายสูง ก็ยิ่งทำให้เรามีพลังที่จะฝ่าฟันเพื่อให้ภารกิจนั้นสำเร็จเสร็จสิ้นให้ได้ในความเป็นจริงแล้ว คู่แข่งสำคัญที่สร้างความท้าทายได้อย่างดี คือ ตัวของเราเองนี่แหละ

แคมเปญ 21 Days Challenge ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเอง เป็นภารกิจท้าทายที่ต้องการส่งเสริมให้นักลงทุนได้เอาชนะตัวเองในการพัฒนาความรู้ความสามารถ และสร้างนิสัยการลงทุน หลายปีที่ผ่านมา ได้มีภารกิจ 21 Days Challenge ท้าทาย วัดใจนักลงทุนมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น เลือกหุ้นได้เทรดหุ้นเป็น, ลงทุนในกองทุนรวม, เปิดโลกลงทุนต่างประเทศผ่านตลาดหุ้นไทย

และในปี 2568 นี้ แคมเปญ 21 Days Challenge กลับมาอีกครั้งกับภารกิจท้าทายครั้งใหม่ “21–Day Challenge TFEX เพิ่มพลังพอร์ตด้วย Futures & Options” ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เปิดรับสมัครนักลงทุนที่ชอบความท้าทาย ต้องการเอาชนะตัวเอง ให้มาเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจครั้งนี้เพื่อให้นักลงทุนสามารถเทรด Futures และ Options ในตลาด TFEX ได้อย่างมั่นใจ

ด้วยการเรียนแบบออนไลน์ผ่าน Playbook ที่มีเนื้อหาเข้าใจง่ายตลอด 3 สัปดาห์ ประกอบด้วย สัปดาห์แรก เปิดโลก TFEX และ Futures อาวุธลับของนักลงทุนยุคใหม่, สัปดาห์ที่สอง เรื่อง ซื้อสิทธิ พิชิตโอกาสทำกำไรในทุกจังหวะด้วย Options และสัปดาห์สุดท้าย กับ TFEX Winner ก้าวสู่สนามจริง สร้างกำไรยั่งยืน

พร้อมรับชม Live สดจากกูรูตัวจริง มาตอบข้อสงสัยทุกสัปดาห์ ประเดิม Live ครั้งแรก วันที่ 7 ส.ค.2568 ด้วย “TFEX Futures ทางเลือก vs ทางรอด” ใช้ล็อกความเสี่ยงขาลง เพิ่มโอกาสทำกำไรขาขึ้น ต่อด้วย Live ครั้งที่ 2 วันที่ 14 ส.ค.2568 กับ “มือใหม่ใช้ SET50 Options” ซื้อสิทธิ พิชิตโอกาสกำไรได้ทุกจังหวะ และปิดท้ายภารกิจ ด้วย Live ครั้งที่ 3 วันที่ 21 ส.ค.2568 ว่าด้วย “TFEX Winner วิธีคิดและเทรดแบบมืออาชีพ ก้าวสู่ความสำเร็จในตลาด TFEX”

ประโยชน์ที่ผู้ทำภารกิจครบจะได้รับแน่นอน คือ การเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มีความรู้และทักษะการลงทุนที่ดี สามารถลงทุนได้อย่างมั่นใจ นอกจากนี้ ยังมีสิทธิลุ้นรับรางวัลมากมาย มูลค่ารวมกว่า 120,000 บาท ประกอบด้วย รางวัลสำหรับผู้ร่วมกิจกรรมใน Live มีสิทธิลุ้นรับ e-Voucher GrabGifts มูลค่า 300 บาท สัปดาห์ละ 5 รางวัล, ผู้สมัครแคมเปญพร้อมเช็กอิน และรับชม Live อย่างน้อย 1 ครั้ง มีสิทธิรับ GrabGifts มูลค่า 200 บาท จำนวน 600 รางวัล

เรียนจบแล้ว ถ้าอยากทบทวนตอนไหน ก็สามารถเปิด playbook ที่อัดแน่นความรู้ครบถ้วน ทั้งบทความ คลิปสั้น และหลักสูตร e-Learning ผู้สมัครสามารถเรียนซ้ำหรือย้อนหลังได้ตลอดเวลา

ผู้สนใจอยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง สามารถสมัครเข้าร่วมภารกิจท้าทายครั้งนี้ได้แล้วตั้งแต่วันนี้-30 ก.ย.2568 ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย สมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.setinvestnow.com/21day 

คุณนายพารวย

พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน จัดกิจกรรม Plearn Talk & TOUR “ธุรกิจสาย Green สร้างโลก Clean เพื่อเราทุกคน” สร้างแรงบันดาลใจเรื่อง ESG และการลงทุนอย่างยั่งยืน

0

พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม Plearn Talk & TOUR หัวข้อ “ธุรกิจสาย Green สร้างโลก Clean เพื่อเราทุกคน” เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมี ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ดวงดาว มหะนาวานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) และ ณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) ร่วมเป็นวิทยากร โดยทั้ง 2 ท่านมาร่วมเล่าเรื่องจากธุรกิจสาย Green ที่รวมพลังความใส่ใจสิ่งแวดล้อมสู่การสร้างโลกอย่างยั่งยืนผ่านกลไกของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจเรื่อง ESG และการลงทุนอย่างยั่งยืน โดยมี ขวัญชนก วุฒิกุล Co-Founder เพจเรียลลงทุน เป็นผู้ดำเนินรายการ

ภายในงานยังได้จัดกิจกรรม Save โลกกับซาบีน่า ชวนผู้เข้าร่วมงานนำชุดชั้นในเก่าเข้าสู่กระบวนการทำลายอย่างถูกวิธี เพื่อเป็นพลังงานสะอาด ไม่จำกัดยี่ห้อ ทั้งชายและหญิง ได้ทุกแบรนด์ ในโครงการ “New Life BRA CYCLE โละบราเก่า ไปเป็นพลังงานสะอาด” เพื่อร่วมขับเคลื่อนโลกอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน ซึ่งยังเปิดรับ ณ กล่องที่ตั้งอยู่บริเวณ INVESTORY ชั้นใต้ดิน อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2568

ขอเชิญผู้สนใจรับชมกิจกรรม Plearn Talk & TOUR หัวข้อ “ธุรกิจสาย Green สร้างโลก Clean เพื่อเราทุกคน” ย้อนหลังได้ที่ https://investory.setgroup.or.th/news_and_activities/activities/article_0042

AIS เดินหน้าภารกิจเคียงข้างคนไทยในสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา รวมพลังอุ่นใจอาสาส่งถุงยังชีพ–เสริมระบบสื่อสาร พร้อมมาตรการดูแลลูกค้าเต็มรูปแบบ

0

ท่ามกลางเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เอไอเอส ในฐานะผู้นำเครือข่ายอัจฉริยะของประเทศไทยที่พร้อมเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ เร่งขับเคลื่อนภารกิจสนับสนุน ดูแลลูกค้าและคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ด้วยการรวมพลังพนักงานอุ่นใจอาสา พร้อมศักยภาพโครงข่ายอัจฉริยะสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่และช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ได้อย่างทั่วถึง พร้อมส่งต่อความห่วงใยให้ผ่านพ้นสถานการณ์ครั้งนี้ไปด้วยกัน

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอสยึดมั่นในบทบาทของเครือข่ายที่พร้อมเคียงข้างคนไทยในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะในยามวิกฤตที่สังคมต้องการพลังแห่งความร่วมมือซึ่งกันและกัน เราไม่ได้เพียงแค่ส่งสัญญาณสื่อสาร แต่ยังส่งต่อกำลังใจ ความห่วงใย และการสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง ด้วยการระดมทีม ‘อุ่นใจอาสา’ พร้อมนำศักยภาพโครงข่ายอัจฉริยะเข้าไปเสริมทัพเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ สนับสนุนทั้งการปฏิบัติงานและประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน สิ่งที่เอไอเอสทำในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการตอบสนองต่อเหตุการณ์ แต่คือคำมั่นที่เรายืนยันมาตลอดว่า เอไอเอสพร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าและคนไทยในทุกช่วงเวลา”

เอไอเอส เดินหน้าดูแลลูกค้าและคนไทย ในสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา

  1. ระดมพนักงานเอไอเอส “อุ่นใจอาสา” ส่งต่อความห่วงใย โดยร่วมจัดเตรียมสิ่งของจำเป็นทั้งถุงยังชีพ น้ำดื่ม และผ้าห่ม ส่งต่อความห่วงใยผ่านความร่วมมือกับกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 เพื่อส่งมอบให้ผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ เป็นอีกหนึ่งพลังเล็ก ๆ ที่สะท้อนเจตนารมณ์ขององค์กรในการยืนหยัดเคียงข้างสังคมในยามเกิดวิกฤต
  2. สนับสนุนระบบสื่อสารอย่างเต็มกำลังแก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่แนวชายแดน ขยายสัญญาณเครือข่ายอย่างเต็มกำลัง อีกทั้งยังร่วมกับไทยคม สนับสนุนอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมพร้อมสแตนบายรถโมบายในพื้นที่โดยมีทีมวิศวกรมอนิเตอร์และดูแลเครือข่าย 24 ชั่วโมง พร้อมสนับสนุนแพ็กเกจสื่อสารให้เจ้าหน้าด้านความมั่นคงเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่
  3. ขยายสัญญาณเครือข่ายในศูนย์อพยพ ร่วมกับกองทัพบกและกองทัพภาคที่ 2 ขยายสัญญาณเครือข่ายในศูนย์อพยพ 5 แห่งใน 4 จังหวัด  ได้แก่ ม.เทคโนโลยีราชมงคล จ.สุรินทร์, ม.ราชภัฏสุรินทร์ จ.สุรินทร์, ที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ, ที่ว่าการอำเภอเดชอุดม จ.อุบลราชธานี และสนามช้างอินเตอร์เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ พร้อมแผนรองรับการขยายเพิ่มเติมในพื้นที่อื่นตามความจำเป็น
  1. ดูแลลูกค้าเอไอเอสที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัย ฝั่งกัมพูชาและไทย ดังนี้
  • ขยายเวลาชำระค่าบริการลูกค้าเอไอเอสรายเดือน และ AIS FIBRE3 และขยายเวลาการใช้งานให้ลูกค้าระบบเติมเงิน
  • โดยปิดบริการ AIS Shop และตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่เสี่ยงเป็นการชั่วคราว โดยลูกค้ายังสามารถทำธุรกรรมและรับบริการได้ด้วยตนเองผ่านแอป myAIS
  • ด้านลูกค้าเอไอเอสที่โรมมิ่งอยู่ในกัมพูชา สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน ผ่านสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ, สถานกงสุลใหญ่ ณ เมืองเสียมราฐ ฟรี รวมถึงติดต่อ
    AIS Call Center ฟรี 24 ชั่วโมง

ซีพีเอฟ เคียงข้างผู้ประสบภัยชายแดน ชวนบริจาคโลหิต พร้อมเดินหน้าส่งวัตถุดิบเต็มกำลัง

0

“มื้อนี้ได้อาหารจากซีพีเอฟ มามอบให้ ต้องขอบคุณมาก ที่ทำให้ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน ได้อิ่มท้องและมีกำลังใจขึ้นเยอะเลย” ตัวแทนประชาชนที่เข้าพักพิงในศูนย์อพยพ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี กล่าวระหว่างทานอาหารมื้อกลางวันที่แม่ครัวจิตอาสา ของโรงครัวพระราชทาน ช่วยกันปรุงจากใจ เพื่อช่วยประชาชนและเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยมีซีพีเอฟ สนับสนุนวัตถุดิบปรุงอาหาร ทั้งหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ มาตั้งแต่วันแรก และวันนี้ ก็ยังคงเคียงข้างทุกวิกฤต

ซีพีเอฟจิตอาสาเดินหน้าส่งความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ พร้อมร่วมมือกับภาคีเครือข่าย ภาครัฐ ภาคสังคม หน่วยงานจิตอาสา ฯลฯ ในจังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และตราด ต่อไป เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ ล่าสุด ผู้บริหารและพนักงานจิตอาสา โรงงานผลิตอาหารสัตว์บก พิษณุโลก ยังร่วมกันบริจาคโลหิต ที่ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 9 สภากาชาดไทย จ.พิษณุโลก พร้อมเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมกันบริจาคโลหิตเพื่อสำรองโลหิตส่งไปยังโรงพยาบาลในเขตชายแดน ทั้งสุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และบุรีรัมย์

สำหรับ ธุรกิจสุกร ภาคอีสาน ยังขับเคลื่อนภารกิจของศูนย์ช่วยเหลือผู้อพยพ ทั้ง 3 ศูนย์ ที่ศูนย์อุบลราชธานี ศูนย์ศรีสะเกษ และศูนย์สุรินทร์ โดยผู้บริหารและพนักงานต่างระดมกำลังเข้าดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง พร้อมมอบเนื้อหมูและน้ำดื่ม ให้แก่ศูนย์อพยพบริเวณพื้นที่ในการดูแล นำไปประกอบอาหารแจกจายทุกมื้อ

ขณะเดียวกัน โรงครัวจิตอาสาทั้ง 2 แห่ง ยังคงมีแม่ครัวอาสาซึ่งล้วนเป็นพนักงานของซีพีเอฟ ร่วมกันจัดทำอาหารกลางวัน ประมาณ 1,000 กล่องต่อวัน เพื่อส่งมอบแก่ศูนย์พักพิงในพื้นที่ ทั้งที่ โรงครัวซีพีจิตอาสาศูนย์สุรินทร์ ทำอาหารพร้อมทานส่งมอบแก่ ศูนย์พักพิง อ.ศีขรภูมิ ศูนย์พักพิง อ.ปราสาท และ ศูนย์พักพิง อ.ลำดวน พร้อมทั้งมอบข้าวกล่องและน้ำดื่มผ่านหน่วยงานราชการใน อ.ปราสาท เพื่อนำไปมอบแก่ทหารในพื้นที่

ส่วน โรงครัวซีพีจิตอาสาศูนย์อุบลราชธานี มอบอาหารพร้อมทาน และสนับสนุนวัตถุดิบอาหาร แก่ศูนย์พักพิงและศูนย์อพยพ รวม 5 แห่ง ใน อ.เดชอุดม อ.นาจะหลวย และอ.น้ำยืน รวมทั้งส่งมอบเนื้อหมูสดเป็นวัตถุดิบแก่ โรงครัวพระราชทาน อ.เดชอุดม ทางด้าน โรงเพาะฟักลูกกุ้ง จังหวัดตราด ยังคงดูแลสนับสนุนในจุดอพยพ 2 จุด ทั้งที่ อ.แหลมงอบ และ อ.เขาสมิง ซึ่งปัจจุบันมีผู้อพยพเข้ามาพักมากขึ้น ทำให้ขาดแคลนสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น ทีมงานซีพีเอฟจิตอาสาจึงนำชุดเครื่องนอน หมอน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว พร้อมทั้งหน้ากากอนามัย ไปมอบให้ประชาชน เพิ่มเติมจากก่อนหน้านี้ ที่ได้มอบชุดยังชีพพื้นฐานตั้งแต่วันแรกที่เกิดเหตุการณ์ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น พร้อมทั้งอาสาเข้าจัดทำกิจกรรมสร้างสุขคลายเครียดให้กลุ่มผู้อพยพด้วย

นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ยังส่งมอบไข่ไก่สด เนื้อหมู เนื้อไก่ เพื่อร่วมร้อยเรียงความดี จับมือกับเครือซีพีและบริษัทในเครือ นำสิ่งของอุปโภค ไปร่วมกันมอบให้กับศูนย์พักพิง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ รวมทั้งส่งมอบวัตถุดิบให้แก่ ศูนย์อพยพ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายซีพีเอฟ ขอร่วมส่งกำลังใจไปพร้อมกับทุกมื้ออาหาร ถึงพี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดน เราคนไทยไม่เคยทิ้งกัน.

ซีพีเอฟ ระดมพลังช่วยชายแดน เติมเต็มทุกมื้อด้วยหัวใจ

0

เข้าสู่วันที่ 4 ที่ประชาชนใน 4 จังหวัดอีสาน ต้องเผชิญกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา มีผู้อพยพจากพื้นที่เสี่ยงภัยกว่า 88,000 คน ความช่วยเหลือเร่งด่วนจากภาครัฐและเอกชนหลั่งไหลต่อเนื่อง ซีพีเอฟเดินหน้าส่งมอบอาหาร น้ำดื่ม และสิ่งจำเป็นเพื่อร่วมบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบาก“ซีพีเอฟ อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต”…ตั้งแต่วันแรกจิตอาสาซีพีเอฟ เร่งระดมสรรพกำลังเข้าพื้นที่ เพื่อมอบน้ำดื่มและอาหารแก่ประชาชน

ขณะเดียวกัน แต่ละกลุ่มธุรกิจของบริษัทต่างจัดเตรียมผลิตภัณฑ์อาหารสดเพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับส่งมอบให้แก่หน่วยงานอาสาช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง ให้เพียงพอสำหรับพี่น้องประชาชนที่กำลังประสบความเดือดร้อนธุรกิจไก่เนื้อ ภาคอีสาน โดย โรงงานชำแหละไก่ศรีสะเกษ มอบผลิตภัณฑ์ไก่และน้ำดื่ม สนับสนุนภารกิจการช่วยเหลือประชาชนของโรงครัวพระราชทาน และโรงครัวกลางของจุดอพยพ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี จุดอพยพ อ.เบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และยังจับมือกับบริษัทในเครือซีพี ทั้ง True และ CP Axtra ลงพื้นที่มอบผลิตภัณธ์ร่วมกัน ที่จุดอพยพ อ.กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ รวมสนับสนุนจุดอพยพ 7 จุด รองรับผู้อพยพจำนวนรวมกว่า 3,000 ราย

ทางด้าน ศูนย์ประสานงานช่วยเหลือของ ธุรกิจสุกร ภาคอีสาน ทั้ง 3 ศูนย์ (ศูนย์น้ำยืน ศูนย์ศรีสะเกษ ศูนย์สุรินทร์) เดินหน้าปฏิบัติการอย่างเข้มแข็ง นำโดยทีมจิตอาสาลงพื้นที่ส่งมอบวัตถุดิบทั้งเนื้อหมูและน้ำดื่ม ตามที่ได้ประสานการช่วยเหลือกับศูนย์อพยพของหน่วยงานราชการในพื้นที่ นำไปปรุงอาหาร ส่งต่อความห่วงใยถึงมือพี่น้องทุกคน ผ่านเมนูอาหารที่จิตอาสาที่โรงครัวพระราชทาน และโรงครัวศูนย์อพยพในพื้นที่ อ.เบญจลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ตั้งใจปรุงสดใหม่เพื่อแจกจ่าย โดยมี นายธนเดช พระอารักษ์ นายอำเภอเบญจลักษ์ เป็นผู้รับมอบ พร้อมกันนี้ คณะทำงานจิตอาสา ธุรกิจสุกร ภาคอีสานตอนล่าง ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนน้ำดื่มและอาหารกล่อง มอบให้กับ ศูนย์พักพิงรองรับผู้ประสบภัย อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ซึ่งรองรับผู้ประสบภัยรวม 760 คน จาก 4 หมู่บ้าน ใน ต.โคสะอาด

นอกจากนี้ ทีมงาน ธุรกิจสุกร ภาคอีสาน ได้จัดตั้งโรงครัวขึ้น 2 จุด ได้แก่ โรงครัวซีพีจิตอาสาอุบลราชธานี และโรงครัวซีพีจิตอาสาสุรินทร์ ร่วมกันประกอบอาหารเมนูข้าวเหนียวหมูทอด จำนวน 2,000 กล่อง มอบให้ประชาชนและจิตอาสาในศูนย์อพยพเป้าหมายพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสุรินทร์ ส่วนคณะทำงาน CSR โรงงานผลิตอาหารสัตว์ศรีสะเกษ ธุรกิจสุกร สนับสนุนน้ำดื่มและอาหารแห้ง ส่งถึง 3 ศูนย์พักพิง ใน อ.โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ เช่นดียวกับ โรงงานผลิตอาหารสัตว์กบินทร์บุรี ที่นำดื่ม CP มอบแก่ อบต.ลาดตะเคียน ซึ่งเป็นพื้นที่รับบริจาค เพื่อส่งต่อให้กับศูนย์พักพิง อ.บ้านกรวด และ อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์

ขณะที่ ธุรกิจไก่ไข่ นำไข่ไก่ มอบแก่ นายฉลาด ชิดชม นายอำเภอไพรบึง จ.ศรีสะเกษ เพื่อแจกจ่ายให้กับศูนย์พักพิง อ.ไพรบึง โดยที่ผ่านมาได้มอบไข่ไก่สนับสนุน 4 ศูนย์พักพิง ใน อ.ปราสาท และ อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ รวมถึง อ.พยุห์ และอ.ไพรบึง จ.ศรีสะเกษ รวมส่งมอบไขไก่ไปแล้วกว่า 11,000 ฟองนอกจากนี้ ซีพีเอฟ ยังสนับสนุนเนื้อไก่ ให้แก่โรงครัวพระราชทาน เพื่อมอบให้ประชาชนในศูนย์อพยพ อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี และเตรียมมอบในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ต่อไป

ด้านจังหวัดตราด ที่บริเวณบ้านชำราก ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เช่นเดียวกัน โรงเพาะฟักลูกกุ้งซีพีเอฟ ตราด โดยทีมงานซีพีเอฟจิตอาสา ร่วมกันปรุงเมนูอาหาร จัดน้ำดื่ม และชุดเครื่องใช้ที่จำเป็น มอบแก่ศูนย์ช่วยเหลือประชาชน กรณีเกิดเหตุความไม่สงบ อ.แหลมงอบ โดย นายมนตรี ปรีดา นายอำเภอแหลมงอบ รับมอบพร้อมเป็นตัวแทนพี่น้องชาวแหลมงอบกล่าวขอบคุณซีพีเอฟที่เป็นหนึ่งสมาชิกของชุมชน และเข้ามาช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ขณะเดียวกัน นำลงพื้นที่มอบชุดยังชีพ แก่ นายพงษ์พัฑฒ์ สินราย นายอำเภอเขาสมิง เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือให้ประชาชนในจุดอพยพ ต.เขาสมิง อ.ขาสมิง กว่า 2,000 คน ซีพีเอฟ พร้อมสนับสนุนความช่วยเหลือ และขอส่งความห่วงใย เป็นกำลังใจให้กับพี่น้องประชาชน ผ่านพ้นเหตุการณ์นี้ไปด้วยกัน.

ส่งกำลังใจให้ชาวเหนือ! ซีพี-ซีพีเอฟ ส่งวัตถุดิบช่วยน้ำท่วม หนุนโรงครัวพระราชทาน “เชียงราย-น่าน” เต็มกำลังแม้น้ำจะท่วมเส้นทาง แต่น้ำใจไม่เคยหมด

0

“ซีพีเอฟอยู่เคียงข้างทุกวิกฤต” ผนึกกำลังเครือซีพี รุดส่งมอบวัตถุดิบอาหารให้โรงครัวพระราชทานในน่านและเชียงราย ระดมทีมจิตอาสาลุยน้ำ ส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจถึงมือพี่น้องผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง

วันนี้ นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำในหลายพื้นที่ของจังหวัด พร้อมรับมอบผลิตภัณฑ์อาหารจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่ไก่ และน้ำดื่ม CP ที่จิตอาสาซีพีและซีพีเอฟระดมกำลังร่วมกันนำไปสนับสนุน โรงครัวพระราชทาน โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทานมณฑลทหารบกที่ 37 ที่จัดกำลังพล และรถครัวสนาม ประกอบอาหารปรุงสุก ร่วมกับ กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 ในพระองค์ฯ กลุ่มแม่บ้านอาสาฯ อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ณ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์และป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย สถานีขนส่งผู้โดยสารอำเภอเทิง เทศบาลตำบลเวียงเทิง เพื่อส่งต่อกำลังใจถึงมือผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ด่านหน้า

ขณะที่ สถานการณ์น้ำท่วมน่านยังวิกฤต แม้น้ำเริ่มลดแต่ยังต้องเฝ้าระวัง โดยซีพีเอฟ ยังคงสนับสนุน ผ่าน “ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จ.น่าน” ของเครือซีพี เดินหน้าภารกิจการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดส่งวัตถุดิบไข่ไก่ และน้ำดื่ม สนับสนุนหน่วยงานและจิตอาสาในพื้นที่ โดยกระจายวัตถุดิบทั้งหมดไปยังจุดปฏิบัติงานหลักในจังหวัดน่าน อาทิ โรงครัวพระราชทาน, มูลนิธิเพชรเกษม, มูลนิธิฮักเมืองน่าน, โรงพยาบาลน่าน, ฝูงบิน 466 กองทัพอากาศน่าน และเหล่ากาชาดจังหวัดน่าน เพื่อใช้ในการดูแลผู้ประสบภัยและเจ้าหน้าที่ด่านหน้าที่ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง

นอกจากนี้ ทีมจิตอาสาจะร่วมกันช่วยจัดเตรียมวัตถุดิบ ร่วมประกอบอาหาร และจัดชุดอาหารให้พร้อมสำหรับการส่งมอบแล้ว ยังเดินเท้าลุยน้ำเข้าไปมอบไข่ไก่ น้ำดื่ม ส่งถึงมือพี่น้องประชาชนในจุดที่เข้าถึงยาก เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนอย่างทั่วถึง

ซีพีและซีพีเอฟ ร่วมร้อยน้ำใจสู้ภัยน้ำท่วมภาคเหนือ ยืนหยัดอยู่เคียงข้างทุกวิกฤตด้วยความห่วงใย พร้อมส่งพลังใจและร่วมฟื้นฟูชุมชนให้กลับคืนสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด.