Home Blog Page 68

บีโอไอ ผนึกกำลัง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดึงบริษัทชั้นนำเข้าตลาด ใช้ตลาดทุนสร้างเศรษฐกิจใหม่

0

บีโอไอ และ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึกกำลังขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่ นำร่องดึงต่างชาติที่ได้รับส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง 3 สาขาหลัก คือ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า และดิจิทัล เข้าจดทะเบียนในตลาดฯ พร้อมส่งเสริมบริษัทในตลาดฯ สร้างมูลค่าและความยั่งยืน ด้วยสิทธิประโยชน์บีโอไอและการสนับสนุนจากตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 บีโอไอ ได้หารือร่วมกับ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ และคณะผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงานในการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม มีขีดความสามารถในการแข่งขัน และเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการใช้เครื่องมือของทั้งบีโอไอและตลาดหลักทรัพย์ฯในการผลักดัน 2 เรื่องสำคัญ คือ 1) การดึงบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศที่เข้ามาตั้งฐานธุรกิจในประเทศไทยและได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และ 2) การสนับสนุนให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว มีการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่า ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านการให้สิทธิประโยชน์จากทั้งสองหน่วยงาน

สำหรับการสนับสนุนให้บริษัทชั้นนำเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งสองหน่วยงานเห็นตรงกันที่จะเริ่มนำร่องในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง 3 สาขาหลัก ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า และดิจิทัล ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในไทยเป็นจำนวนมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และมีตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่ในปัจจุบัน อาทิ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)

นอกจากนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันสนับสนุนให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว มีการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่า ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะสนับสนุนบริษัทจดทะเบียนในการจัดทำแผนการเติบโต การสื่อสารกับผู้ลงทุน และการเพิ่ม Corporate Visibility ผ่านโครงการส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าของบริษัทจดทะเบียน (โครงการ JUMP+) และบีโอไอจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความยั่งยืน ผ่านมาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) โดยทั้งสองหน่วยงานจะเพิ่มช่องทางบริการพิเศษ (Fast-Track) สำหรับบริษัทที่ประสงค์จะเข้าร่วมทั้งสองมาตรการของตลาดหลักทรัพย์ฯ และบีโอไออีกด้วย

“ในสถานการณ์โลกปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง บีโอไอ และตลาดหลักทรัพย์ฯ เห็นถึงความสำคัญของการสร้างความแข็งแกร่งให้กับผู้ประกอบการและเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเดิมมีการปรับตัว ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และมุ่งสู่ความยั่งยืน ขณะเดียวกัน ก็ต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงให้สามารถสร้างฐานที่มั่นคงในประเทศไทย เพื่อให้เป็นเครื่องยนต์ใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว โดยเราต้องการเชิญชวนให้บริษัทชั้นนำเหล่านี้ มาดำเนินธุรกิจในไทยแบบครบวงจร ทั้งฐานการผลิต การวิจัยและพัฒนา สำนักงานภูมิภาค รวมทั้งการขยายธุรกิจผ่านตลาดทุน โดยอาศัยเครื่องมือสนับสนุนและการทำงานอย่างใกล้ชิดของทั้งบีโอไอและตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการผลักดันให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น” นายนฤตม์ กล่าว

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ความร่วมมือระหว่างบีโอไอและตลาดหลักทรัพย์ฯ ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการสนับสนุนให้ธุรกิจใหม่ ๆ เข้าถึงแหล่งเงินทุนและสามารถขยายการเติบโตผ่านตลาดทุนได้แล้ว ยังเป็นโอกาสในการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ลงทุนในธุรกิจและอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพอีกด้วย นอกจากนั้น การที่บีโอไอจะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความยั่งยืน ภายใต้มาตรการยกระดับอุตสาหกรรม (Smart and Sustainable Industry) ซึ่งรวมถึงบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมโครงการ “JUMP+” ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วย จะช่วยให้เกิดความสนใจและสร้างความตื่นตัวให้บริษัทจดทะเบียน พัฒนาการดำเนินงานและขับเคลื่อนความยั่งยืน ทั้งด้านธุรกิจ ด้านธรรมาภิบาล และการจัดการก๊าซเรือนกระจก เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ต้องการยกระดับและเพิ่มมูลค่าให้กับบริษัทจดทะเบียน”

รู้เก็บรู้ออม : สัมมนาธุรกิจครอบครัว 2568

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โจทย์ที่แสนหนักอึ้งของผู้ประกอบธุรกิจครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นรุ่นก่อตั้งและผู้สืบทอด คือจะทำอย่างไรให้ธุรกิจหรือกิจการของครอบครัว สามารถดำรงอยู่และดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน เพราะการบริหารธุรกิจครอบครัว จะมีแง่มุมที่ซับซ้อนและละเอียดอ่อนกว่าธุรกิจทั่วไป เช่น การตัดสินใจทางธุรกิจที่อาจกระทบกับความสัมพันธ์ในครอบครัว การทำธุรกิจครอบครัวจึงเป็นเรื่องท้าทายความสามารถในการบริหารกิจการให้ประสบความสำเร็จ รวมถึงการสืบทอดกิจการต่อจากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นหนึ่ง

เชื่อว่าคนที่รับไม้ต่อจากผู้ก่อตั้งรุ่นพ่อแม่ นอกจากจะไม่ต้องการโดนปรามาสหรือมองว่าขึ้นมารับตำแหน่งได้เพราะเป็นลูกเจ้าของ ผู้นำรุ่นใหม่เองก็ต้องการแสดงฝีมือให้คนอื่นเห็น เพื่อพิสูจน์ตัวเองว่ามีความสามารถและดีพอที่จะนำพาธุรกิจในแบบฉบับของตัวเอง ไม่ได้อาศัยเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวหรือเป็นทายาทเท่านั้น นี่ยังไม่นับเรื่องที่ผู้นำธุรกิจครอบครัวรุ่นใหม่หรือทายาท ยังต้องรับแรงกดดันจากความคาดหวังทั้งจากรุ่นพ่อแม่ คนในครอบครัว ตลอดจนพนักงาน และสังคมอีกต่างหาก

ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ธุรกิจครอบครัวจำเป็นต้องมีการปรับเพื่อรอด เปลี่ยนเพื่อไปต่อ  เพื่อจะพลิกธุรกิจครอบครัวให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่แค่การรักษามรดก แต่ต้องทรานส์ฟอร์มธุรกิจให้เท่าทันอนาคต

“ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ขอชวนเจ้าของ และทายาทธุรกิจที่ต้องการพาธุรกิจตัวเองให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน มาหา “ทางออก” และ “แผนการ” ทรานซ์ฟอร์มที่จะช่วยให้การต่อยอดธุรกิจครอบครัวทำได้จริง ในงานสัมมนาธุรกิจครอบครัวใหญ่แห่งปี และ Workshop สุดเข้มข้น นั่นคืองาน The 3rd SET Annual Conference on Family Business: Transforming Family Business

งานจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 26 ก.ย.68 นี้ ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ พบกับผู้เชี่ยวชาญระดับนานาชาติ และผู้บริหารธุรกิจครอบครัวระดับแนวหน้าของไทย โดยมีไฮไลต์ของงานตลอดทั้งวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง Global Insights เรียนรู้ตรงกับ Dr.Matt Allen ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาธุรกิจครอบครัว กูรูระดับโลกด้านการปั้น Next Gen, Real Stories ฟังประสบการณ์ทรานส์ฟอร์มธุรกิจจากทายาท พบกับคุณปริญญ์ จิราธิวัฒน์ จากเซ็นทรัลกรุ๊ป คุณวรางค์ ไชยวรรณ จากไทยประกันชีวิต คุณวิเชฐ ตันติวานิช นายกสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจครอบครัว และกิจกรรม Deep Dive Workshops เจาะลึกครบทุกเรื่องที่ธุรกิจครอบครัวต้องรู้ ตั้งแต่กฎหมาย, การปรับโครงสร้าง, การบริหารความมั่งคั่งไปจนถึงกลยุทธ์การส่งต่อความสำเร็จ

เจ้าของธุรกิจ และทายาท ห้ามพลาดโอกาสสำคัญที่ได้ฟังความรู้และประสบการณ์จริง เจาะลึกเรื่องของธุรกิจครอบครัว เพราะงานใหญ่แบบนี้จัดแค่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น ผู้สนใจร่วมงานสามารถจองบัตรได้แล้ว ราคา 5,000 (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับการเข้าร่วมงาน 1 วัน และดูย้อนหลังเป็นเวลา 1 เดือน รีบจองบัตรก่อนเต็มได้ที่ https://setfam.link/conference สอบถามข้อมูล ได้ที่ SET Contact Center โทร.0-2009-9999 หรืออีเมล [email protected]

คุณนายพารวย

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “ปิดตาหลวงหลวงปู่เอี่ยมวัดสะพานสูง ”

0

อาทิตย์ก่อนขับรถพาพระอาจารย์ไปงานเผาศพพ่อ รุ่นน้องพระอาจารย์ วัดชลประทานปากเกร็ด ตอนแรกจะพาไปสนามพระ พระอาจารย์บอก ติดพระไว้องค์อยากได้ กะว่าจะพาพระอาจารย์ไปจะได้ของแถมจากพ่อค้า ที่ไหนได้พระอาจารย์รีบไปตอนเช้า บอกเดี๋ยวเธอไปตัดหน้า อดของแถมเลยเรา
มาดูสุดยอดพระปิดตาหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูงองค์นี้ดีกว่า รักทองร่อนหลุด เป็นชิ้นใหญ่ๆ เห็นเนื้อคลุกรักออกสีน้ำตาลดำ แห้งสนิท มีเม็ดขาวเม็ดรักดำอยู่ในส่วนผสมของเนื้อ ทีขาดไม่ได้ผงชันเรือ เป็นเม็ดเล็กๆสีแดง เป็นส่วนผสมเนื้อพระปิดตาของหลวงปู่ ถ้าเจอดีเป็นจุดจ่ายตัง

พระปิดตา หลวงปู่เอี่ยม มีทั้งเนื้อผง เนื้อผงจุ่มรัก เนื้อผงคลุกรัก ปิดทอง และไม่ปิดทอง

เนื้อผงคลุกรักจุ่มรัก ธรรมชาติแห้งเก่า เป็นพระพิมพ์แบบประกบหน้าหลัง ดูรอบๆ องค์พระจะต้องมีตะเข็บด้านข้างทุกองค์ ต้องตั้งได้นะเธอจำไว้พระอาจารย์สอนมาจะมีรอยตัดเรียบที่ก้น รอยปริแตกกะเทาะ เป็นคุณสมบัติของรักที่ทาในพระปิดตาของหลวงปู่เอี่ยม

พุทธคุณ พระปิดตา หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูงเด่นด้าน เมตตามหานิยม โชคลาภ และแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี รวมถึงป้องกันภูตผีปีศาจ และคุณไสย “หลวงปู่บอกไว้ มีทุกข์ร้อนเรียกชื่อข้าแล้วข้าจะมาช่วยเจ้าให้รอดปลอดภัย”
พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบบอกต่อนะจ๊ะเธอ หวานเจี๊ยบ

AIS เปิดแคมเปญ “ดูถูก ไม่ดูเถื่อน” รวมพลังอินฟลูฯ เชียร์พรีเมียร์ลีก–ไทยลีกแบบถูกลิขสิทธิ์ผ่าน AIS PLAY พร้อมชมศึกเปิดสนามนัดแรก 15 ส.ค.นี้

0

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เดินหน้ารณรงค์ยกระดับวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลอย่างถูกลิขสิทธิ์ ภายใต้แคมเปญ “ดูถูก ไม่ดูเถื่อน” ชวนเหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายกีฬา นักพากย์ และบุคคลสำคัญในวงการลูกหนัง ร่วมสร้างกระแสบนโลกโซเชียล เพื่อเชิญชวนแฟนบอลทั่วประเทศรับชมศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ และไทยลีก ผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งคุณภาพที่แอป AIS PLAY เตรียมถ่ายทอดสดการแข่งขันทั้งบอลไทยและบอลต่างประเทศ พร้อมยิงสดนัดเปิดสนาม 15 สิงหาคมนี้

นางสาวรุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนท์ AIS กล่าวว่า  “แคมเปญนี้เกิดจากความตั้งใจของ AIS ที่อยากเห็นแฟนบอลไทยได้สนุกกับการเชียร์อย่างเต็มอรรถรส พร้อมมาตรฐานการถ่ายทอดที่คมชัด เสถียร และถูกต้องตามกฎหมาย เราเชื่อว่าการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้การรับชมคอนเทนต์กีฬา ต้องอาศัยพลังจากหลายภาคส่วน จึงได้เชิญชวนเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ นักพากย์ทั้งรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ รวมถึงบุคคลสำคัญในวงการลูกหนัง มาร่วมกันส่งต่อเสียงและเรื่องราวที่ช่วยกระตุ้นให้แฟนบอลเห็นคุณค่าของการรับชมอย่างถูกลิขสิทธิ์  

สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยให้แฟนบอลได้เพลิดเพลินกับแมตช์สำคัญจากทั่วโลกและในประเทศอย่างเต็มรูปแบบ แต่ยังเป็นการร่วมกันยกระดับวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลในบ้านเรา และสนับสนุนให้ระบบนิเวศของวงการกีฬาและอุตสาหกรรมคอนเทนต์เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

สำหรับแฟนลูกหนังทุกคนทุกเครือข่าย เตรียมเกาะขอบจอเชียร์ศึกไทยลีกได้ฟรี ทาง AIS PLAY ส่วนคอบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลูกค้า AIS สามารถ ‘ดูถูก’ ได้สุดคุ้มเพียงแพ็กเกจพิเศษ 199 บาท/เดือน หรือ 1,999 บาท/ปี มันส์เต็มแมตช์ ครบทุกจังหวะสำคัญในราคาสบายกระเป๋า จะเชียร์ที่บ้านหรือชวนชาวแก๊งไปสัมผัสบรรยากาศสดในร้านที่ถ่ายทอดอย่างถูกลิขสิทธิ์ ก็ได้อรรถรสเร้าใจไม่แพ้กัน พร้อมรวมพลัง ‘ไม่ดูเถื่อน’ เพื่อยกระดับการเชียร์ให้ถูกต้องและสนุกไปพร้อมกันทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน AIS ยังจัดแพ็กเกจสำหรับผู้ประกอบการโดยเฉพาะ ครอบคลุมตั้งแต่ร้านอาหาร โรงแรม ไปจนถึงสถานบันเทิงต่างๆ สมัครแพ็กเน็ตบ้านที่มาพร้อมกับแพ็กเกจพรีเมียร์ลีก เริ่มต้นเพียงเดือนละ 2,800 บาท พร้อมย้ำชัดว่าการนำแพ็กเกจบุคคลทั่วไปไปใช้ในเชิงพาณิชย์ ถือเป็นการละเมิดสิทธิ์และมีโทษตามกฎหมาย

AIS PLAYเชิญชวนแฟนลูกหนังทั่วประเทศ รวมพลัง “ดูถูก ไม่ดูเถื่อน” วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม 2568 เตรียมระเบิดความมันส์เปิดฉากศึก ไทยลีก 1 ฤดูกาล 2025/26 กับคู่เปิดสนาม ราชบุรี เอฟซี ดวลเดือด พลังกาญจน์ เอฟซี เวลา 19:00 น. ที่สนามบ้านราชันมังกร ก่อนลุยต่อกับแมตช์พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลิเวอร์พูล ปะทะ บอร์นมัธ เวลา 02:00 น. ชมสดทุกช็อตมันส์ กระหึ่มทุกจังหวะ ผ่าน AIS PLAY และ กล่อง AIS PLAYBOX แฟนบอลทั่วประเทศห้ามพลาด!

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ กสิกรไทย เปิดตัวแบบประกันใหม่  “ประกันชีวิต 90/9 Super Bonus” ตอบโจทย์วางแผนสร้างรายได้มั่นคงต่อเนื่องถึงวัยเกษียณ

0

เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมกับ ธนาคารกสิกรไทย  เปิดตัว “ประกันชีวิต 90/9 Super Bonus” ประกันชีวิตยุคใหม่ ชูจุดขายด้วยการสร้าง Passive Income ทุกปี ตั้งแต่สิ้นปีกรมธรรม์ที่ 1   สูงสุด 15%ของทุนประกันภัยเริ่มต้น และรับเงินก้อนโตเมื่ออายุครบ 90 ปี เหมาะสำหรับ  ผู้วางแผนเกษียณเพื่อสร้างความมั่นคงตั้งแต่วันนี้  สมัครได้ตั้งแต่อายุ 20 ปี ถึงอายุ 75 ปี โดยไม่ต้องตรวจและไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในยุคที่ประชากรไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัย” อย่างเต็มรูปแบบ หลายคนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการวางแผนทางการเงินในระยะยาวมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเกษียณ  ล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต ได้จับมือกับ ธนาคารกสิกรไทย เปิดตัว “ประกันชีวิต 90/9 Super Bonus” แบบประกันภัยรูปแบบใหม่ที่จะมาตอบโจทย์ผู้ที่กำลังวางแผนเกษียณและการสร้างความมั่งคั่งที่มั่นคงได้พร้อม ๆ กัน  ซึ่งจะเปิดขายผ่านเฉพาะช่องทางสาขา ธนาคารกสิกรไทย ทั่วประเทศ

ด้านนางณาตยา สุขุม รองผู้จัดการใหญ่ ผู้ร่วมบริหารสายงาน Wealth Management and Bancassurance Division ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ประกันชีวิต “90/9 Super Bonus” ถือเป็นแบบประกันภัยยุคใหม่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ให้ตรงกับความต้องการที่ตรงจุด เปลี่ยนเบี้ยประกันที่จ่ายในวันนี้ เป็นรายรับที่ต่อเนื่องในวันข้างหน้า เพื่อชีวิตที่มั่นคงกว่า สามารถสร้าง Passive Income ต่อเนื่องทุกปี จนถึงอายุ 89 ปี พร้อมรับเงินก้อนใหญ่เมื่ออายุครบ 90 ปี

ทั้งนี้จุดเด่นที่แตกต่างของ ประกันชีวิต 90/9 Super Bonus คือการเป็นผลิตภัณฑ์ที่เปิดรับทำประกันตั้งแต่อายุ 20 ปี สูงสุดถึงอายุ 75 ปี ซึ่งถือเป็นระดับที่ “สูงที่สุดในตลาด” สำหรับกลุ่มประกันลักษณะเดียวกัน อีกทั้งยังมาพร้อมจุดเด่นด้านผลตอบแทนที่ชัดเจน

รับเงินคืนสูง 12% ต่อปี ของทุนประกันเริ่มต้น ตั้งแต่ปีกรมธรรม์ที่ 1–20

รับเงินคืนเพิ่มเป็น 15% ต่อปี ของทุนประกันเริ่มต้น ตั้งแต่ปีกรมธรรม์ที่ 21 จนถึงอายุ 89 ปี

สุขใจตอนปลายทาง รับเงินก้อนโต 900% ของทุนประกันเริ่มต้น เมื่ออายุครบ 90 ปี

จ่ายเบี้ยสั้นเพียง 9 ปี แต่คุ้มครองยาวนานถึงอายุ 90 ปี

ไม่ต้องตรวจสุขภาพ ไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ

ลดหย่อนภาษี ได้ตามเงื่อนไขกรมสรรพากร

นอกจากนี้ ในอดีตกลุ่มลูกค้าอายุ 66 ปีขึ้นไปอาจถูกมองว่า “เลยช่วงเวลา” ที่จะวางแผนประกันชีวิตระยะยาว แต่ ประกันชีวิต 90/9 Super Bonus ได้เปลี่ยนกรอบความคิดนั้น ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้ สามารถเริ่มต้นลงทุนในแผนประกันที่ไม่เพียงคุ้มครองชีวิต แต่ยังสร้างกระแสเงินสดให้ทุกปี โดยไม่ต้องอิงกับภาวะดอกเบี้ยในตลาดการเงิน

อย่างไรก็ตาม ประกันชีวิต 90/9 Super Bonus เป็นแผนประกันชีวิตที่ไม่ใช่แค่เรื่องของการ “คุ้มครอง”  ที่เน้นเพียงเรื่องความคุ้มครองชีวิตในระยะยาวเท่านั้น แต่ยังเป็น เครื่องมือทางการเงิน สำหรับผู้ที่ต้องการ กระแสรายได้ประจำ อย่างยั่งยืน เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันหรือต่อยอดสู่เป้าหมายระยะยาว เช่น การส่งต่อความมั่นคงให้ครอบครัว อีกด้วย

เปลี่ยนเบี้ยประกันที่จ่ายในวันนี้ เป็นรายรับที่ต่อเนื่องในวันข้างหน้า เพื่อชีวิตที่มั่นคงกว่า จุดเริ่มต้นของการลงทุนเพื่อความมั่นคงของคุณและคนที่คุณรัก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ประกันชีวิต 90/9 Super Bonus กรุณาติดต่อที่ ธนาคารกสิกรไทย ทุกสาขา ทั่วประเทศ

AIS จัดกิจกรรม “AIS Family Time” ชวนลูกค้าร่วมครอบครัว AIS พร้อมสองหนุ่ม “พี่จอง-คัลแลน” เตรียมเดินสายต่อเนื่อง

0

ผู้สื่อข่าวรายงวานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 9 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา AIS ได้จัดกิจกรรมพิเศษ “AIS Family Time” ณ Emsphere ที่จัดขึ้นเพื่อมอบความสุขให้ลูกค้าที่ย้ายมาเป็นครอบครัว AIS อย่างอบอุ่น โดยมี “พี่จอง” และ “คัลแลน” สองหนุ่มเกาหลีหัวใจไทย ขวัญใจมหาชน จากผู้ใช้งานจริงที่ได้เดินทางไปพบเจอลูกค้าทั่วประเทศ และกลายเป็นอีกหนึ่ง AIS Family ที่มาร่วมตอกย้ำความเร็ว แรง และครอบคลุมของโครงข่ายอัจฉริยะ AIS 5G กับสัญญาณเน็ตที่จริงใจในทุกการใช้งาน

ภายในงาน ลูกค้าและผู้โชคดีได้ร่วมกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเกมสนุกๆ และมินิเวิร์กช็อปน่ารักๆ พร้อมรับของที่ระลึกสุดพิเศษกลับบ้านไปด้วยความสุขและความประทับใจ และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น! เพราะกิจกรรม “AIS Family Time” จะเดินสายในหลายภูมิภาค เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสความอบอุ่นจากครอบครัว AIS อย่างใกล้ชิด

เตรียมพบกับสองหนุ่ม “พี่จอง-คัลแลน” ได้อีกครั้งใน 2 จังหวัดถัดไป วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. ณ ลานกิจกรรม ชั้น 1 เซ็นทรัล ชลบุรี และ วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2568 ณ เซ็นทรัลเฟสติวัล หาดใหญ่ ใครอยู่ใกล้พื้นที่ไหน เตรียมตัวให้พร้อม แล้วมาสนุกไปด้วยกันกับสองหนุ่ม และครอบครัว AIS ได้เลย! ติดตามรายละเอียดกิจกรรมและจุดหมายถัดไปของ “AIS Family Time” ที่ www.ais.th/consumers/switch-to-ais

ผู้เลี้ยงหมูอีสานวอนรัฐ “ถอดหมู” ออกจากบัญชีสินค้านำเข้าสหรัฐฯหายนะเศรษฐกิจกว่าแสนล้านบาท เสี่ยงพังทั้งห่วงโซ่ คนไทยตายผ่อนส่ง

0

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกร้องรัฐบาลไทยขอให้ทบทวนและถอดเนื้อหมูออกจากบัญชีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ภายใต้กรอบการเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ หวั่นหากยังเดินหน้าตามข้อเสนอเดิม อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเกษตรไทยมากกว่า 120,000 ล้านบาท และส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิตทั้งระบบ โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่อาจต้องสูญเสียอาชีพอย่างถาวร
 
“การนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ แม้เพียง 1% ของการบริโภคในประเทศ หรือประมาณ 10,000 ตัน เท่ากับ 10 ล้านกิโลกรัม จะกลายเป็นตัวเร่งให้ราคาหมูในประเทศตกต่ำทันที และกระทบต่อผู้เลี้ยงรายย่อยกว่า 145,000 รายทั่วประเทศ” นายชยุต รุ่ง-พัฒนาชัยกุล นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าว
 
สหรัฐฯ มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากเป็นผู้ผลิตข้าวโพดและถั่วเหลืองรายใหญ่ของโลก และยังได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลกลางอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยู่บนพื้นฐานการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ทำให้สามารถ “ดั๊มพ์” ราคาหมูส่งออกได้ต่ำกว่าต้นทุนจริงโดยเฉพาะชิ้นส่วนที่คนอเมริกันไม่กิน หากไทยยอมให้สหรัฐฯ และสหรัฐได้สิทธิพิเศษทางภาษีที่ 0% เท่ากับเปิดทางให้หมูราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาทำลายอุตสาหกรรมภายในประเทศโดยตรง
 
นอกจากนี้ การนำเข้าหมูจากสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบแบบลูกโซ่ต่อห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด ได้แก่:
• เกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์ กว่า 5 ล้านครัวเรือน
• โรงฆ่าสัตว์และโรงแปรรูป ที่พึ่งพาหมูไทยเป็นวัตถุดิบหลัก
• แรงงานในฟาร์มและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง กว่า 800,000 คน
• ผู้ค้าปลีกและผู้บริโภค ที่อาจเผชิญกับความเสี่ยงด้านสุขภาพจากสารเร่งเนื้อแดง
 
ประเทศไทยมีจุดยืนชัดเจนในการห้ามใช้สารเร่งเนื้อแดง (Ractopamine) เพื่อปกป้องสุขภาพประชาชน ขณะที่สหรัฐฯ ยังอนุญาตให้ใช้สารดังกล่าวในอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมู การเปิดทางให้นำเข้าหมูจากสหรัฐฯ จึงเท่ากับ ย้อนแย้งกับนโยบายสาธารณสุขและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย และอาจสร้างความเสี่ยงต่อผู้บริโภคในระยะยาว
 
“รัฐบาลไทยและผู้เลี้ยงหมูร่วมกันต่อสู้เพื่อเลิกใช้สารเร่งเนื้อแดงมานานหลายสิบปี แต่วันนี้กลับกำลังจะเปิดประตูให้สารอันตรายนี้กลับเข้ามาในครัวเรือนคนไทย” นายชยุต กล่าวย้ำ
 
สมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย ยกเลิกการเจรจานำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ โดยชี้ว่าหากห่วงโซ่การผลิตสุกรล่มสลาย จะเกิดความสูญเสียต่อเศรษฐกิจประเทศในวงกว้าง จะมีคนว่างงานนับล้านคน และจะทำลายความมั่นคงทางอาหารด้านโปรตีนหลักอย่างเนื้อหมู ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมของคนไทย.

ซีพีเอฟ จับมือคู่ค้าขับเคลื่อนสู่ “ธุรกิจคาร์บอนต่ำ” เสริมศักยภาพแข่งขันด้วยสินค้ารักษ์โลก

0

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ภาคธุรกิจทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น ศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมีบทบาทต่อการรักษาและเพิ่มขีดความสามารถของสินค้าไทย ในฐานะผู้ส่งออกอาหารไปในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จึงเดินหน้าสร้างการมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่าเปลี่ยนผ่านไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero) และจับมือคู่ค้าผู้ผลิตวัตถุดิบหลักและบรรจุภัณฑ์อาหารร่วมเรียนรู้การประเมิน “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” จากผู้เชี่ยวชาญขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)

คู่ค้าจะได้รู้วิธีคำนวณและประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อกำหนดแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จากการปรับปรุงกระบวนการผลิต การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการจัดการของเสียอย่างเหมาะสม เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงาน ต่อยอดพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืน รองรับมาตรฐานการค้าโลก และขยายโอกาสเติบโตของธุรกิจ

ณัชพล ศรีโพธิ์เผือก ฝ่ายขายและการตลาด บริษัท ไดอะ เมอร์แชนไดส์ จำกัด ผู้จำหน่ายแป้งมันสำปะหลัง มองว่า โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การปรับตัวของผู้ประกอบการจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการปรับปรุงกระบวนการผลิต การจัดการของเสีย และการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเพิ่มคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ของบริษัท ทำให้สินค้าของบริษัทตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและผู้บริโภคยุคใหม่

ด้าน หิรัญญา วงศ์จิรัฐิติกาล กรรมการบริหาร บริษัท วงศ์เอกอุตสากรรม จำกัด ผู้ผลิตฉลากและบรรจุภัณฑ์อาหาร กล่าวว่า คาร์บอนฟุตพริ้นท์เป็นสิ่งที่ต้องทำไม่ใช่ทางเลือกเพราะมีผลโดยตรงต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว โดยเฉพาะลดต้นทุน ผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการของเสีย และระบบโลจิสติกส์ที่รับผิดชอบ เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อผสานแนวทางการจัดการคาร์บอนเข้ากับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นแนวโน้มสำคัญของการดำเนินธุรกิจในอนาคตแล้วนั้น นอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร เปิดโอกาสให้ธุรกิจสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ธิดารัตน์ เดชายนต์บัญชา ผู้บริหารสูงสุดสายงานจัดซื้อกลาง ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟสร้างการมีส่วนร่วมกับคู่ค้าในห่วงโซ่คุณค่าผ่านโครงการ Partner to Grow… เติบโต เคียงข้าง อย่างยั่งยืน ที่ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 3 ในการพัฒนาขีดความสามารถคู่ค้าในห่วงโซ่คุณค่าในทุกมิติ ทั้งด้านคุณภาพ การส่งมอบสินค้าและบริการ ความสามารถในการแข่งขัน นวัตกรรม และความยั่งยืน ล่าสุด ได้ร่วมมือกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างความรู้และทักษะการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรและผลิตภัณฑ์อย่างเป็นระบบ เพื่อร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปด้วยกัน

“การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกคือหัวใจสำคัญในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นทั้ง “ความรับผิดชอบ” และ “โอกาสทางธุรกิจ” หากธุรกิจไม่ปรับตัวจะไม่สามารถแข่งขันได้ ซีพีเอฟเชื่อว่าการเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้คู่ค้า จะช่วยให้ทั้งระบบห่วงโซ่อาหารไทยก้าวสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำได้จริง ตอบโจทย์ความต้องการสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต และร่วมกันสร้างระบบอาหารโลกที่มั่นคงและยั่งยืน” ธิดารัตน์กล่าว

เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้ากิจกรรมจิตอาสา ตอกย้ำแนวทางการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตและการมีส่วนร่วมของบุคลากร

0

เมืองไทยประกันชีวิต ตอกย้ำแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มุ่งสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบ ESG (Environmental, Social, and Governance) โดยเฉพาะมิติด้านสังคม “S – Social”     หรือการมีส่วนร่วมสร้างสรรค์สังคมที่ดีอย่างยั่งยืน ด้วยการจัดกิจกรรมเพื่อพนักงานและกิจกรรมจิตอาสาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากรควบคู่ไปกับการตอบแทนสังคมเพื่อประโยชน์ต่อลูกค้า ชุมชน และสังคมไทยในระยะยาว

นายสาระ ล่ำซำ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “บริษัทดำเนินกิจกรรมเพื่อพนักงานและกิจกรรมจิตอาสาหลากหลายรูปแบบ โดยมีเป้าหมายหลักในการ พัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคลากร และ ส่งเสริมความเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพต่อสังคม ผ่านแนวคิด “ส่งต่อความสุขสู่สังคม” ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ไม่เพียงสร้างรอยยิ้มให้กับผู้รับ แต่ยังเป็นพื้นที่เรียนรู้ เติบโต และสร้างคุณค่าทางจิตใจให้กับพนักงานอย่างลึกซึ้ง

นอกจากการจัดกิจกรรมแล้ว บริษัทฯ ยังสนับสนุน “วันลากิจกรรมจิตอาสา (CSR Leave)” เพื่อให้พนักงานสามารถเลือกทำความดีในแบบที่ตนเองสนใจและถนัด โดยในปี 2568 มีพนักงานใช้สิทธิดังกล่าวแล้วถึง     260 คน หรือ 10% ของจำนวนพนักงานทั้งหมด

สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2568 บริษัทดำเนินกิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคมรวม 8 กิจกรรมหลัก อาทิ

1.        กิจกรรมส่งมอบความสุขให้กับน้องผู้พิการทางสติปัญญา (มกราคม) เนื่องในโอกาสวันเด็ก  ณ สถานสงเคราะห์เด็กพิการทางสมองและปัญญา จ.ราชบุรี

2.        กิจกรรมพับผ้าขนหนูเป็นตุ๊กตาหมี 1,000 ตัวเพื่อแบ่งปัน (กุมภาพันธ์) จัดพร้อมกันทั่วประเทศ เชิญชวนพนักงานจากสำนักงานภูมิภาคและสาขา ร่วมพับผ้าขนหนูเป็นตุ๊กตาหมี 1,000 ตัว พร้อมเขียนการ์ดส่งกำลังใจ เพื่อมอบให้น้องๆ ในโรงพยาบาลเด็กและพื้นที่ห่างไกล

3.        กิจกรรมส่งมอบตุ๊กตาหมีให้กับน้องๆ ที่โรงพยาบาลเด็ก (เมษายน)  ณ โรงพยาบาลเด็ก

4.        MTL ค่ายเพาะสุข ปลูกจิตอาสา ครั้งที่ 3 (พฤษภาคม) กิจกรรมช่วงปิดเทอมสำหรับบุตร-หลานหรือสมาชิกในครอบครัวพนักงาน เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และจิตอาสาผ่านกิจกรรม eco-print พิมพ์ลายดอกไม้ลงบนกระเป๋าผ้าเพื่อส่งมอบให้โรงพยาบาลที่ขาดแคลน เรียนรู้การบริหารการเงิน และสนุกกับการทำคัพเค้ก DIY ตามจินตนาการ

5.        กิจกรรม “ฟังสร้างสุข” (มิถุนายน) จัดโดยความร่วมมือกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อเรียนรู้ทักษะการสื่อสาร การรับฟังอย่างลึกซึ้ง (Deep Listening) และการสนทนาเชิงบวก  พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันระหว่างกิจกรรม

6.        โครงการเมืองไทยอนุรักษ์ทะเลไทย ตอน “รักษ์เต่าทะเล” เดือนมิถุนายน ร่วมปล่อยเต่าและล้างทำความสะอาดบ่ออนุรักษ์เต่า  ณ ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล กองทัพเรือ จ.ชลบุรี

7.        บริจาคโลหิต (สำนักงานใหญ่) รับบริจาคโลหิตร่วมกับสภากาชาดไทย

8.    บริจาคโลหิต (สำนักงานภูมิภาคเชียงใหม่) รับบริจาคโลหิตร่วมกับสภากาชาดไทย

ทั้งนี้ บริษัทฯ เล็งเห็นว่ากิจกรรมจิตอาสาเป็นกลไกสำคัญในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเปี่ยมด้วยน้ำใจ โดยกิจกรรมในช่วงครึ่งปีแรกสะท้อน “การคืนคุณค่าสู่สังคม” ในหลากหลายมิติ ทั้งด้านสังคม การศึกษา สิ่งแวดล้อม และสุขภาพจิต ซึ่งล้วนมีส่วนในการยกระดับคุณภาพสังคมไทยในหลายระดับ

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับสุขภาวะทางปัญญา (Spiritual Health) เพื่อส่งเสริมความผูกพันและความสุขในการทำงานผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ครอบคลุมทั้งด้านศิลปะ ภาวนา ความสัมพันธ์ และกีฬา ซึ่งจะส่งผลที่ดีโดยตรงต่อ ประสิทธิภาพการทำงาน ความคิดสร้างสรรค์ และความผูกพันต่อองค์กร  อาทิ  

1.   Blind Massage การนวดผ่อนคลายโดยหมอนวดผู้พิการทางสายตาจากสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยคนตาบอดในประเทศไทย

2.      Mandala Art ศิลปะสมาธิเพื่อความสงบและการเยียวยา เพื่อการฝึกสมาธิ โดยใช้ศิลปะภาวนาด้วยการระบายสี Mandala Art ซึ่งจะช่วยให้ได้ผ่อนคลาย พร้อมฝึกรับรู้ สังเกตและเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างทำผลงานศิลปะ

3.    Kohrinka “ดอกไม้แห่งแสงสว่าง”  กิจกรรมจัดดอกไม้เพื่อฝึกจิตใจ ซึ่งการจัดดอกไม้แบบ โครงการ ที่เน้นความเรียบง่าย และเรียนรู้ที่จะมองธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง เพื่อฝึกฝนจิตใจ เปิดรับความงามรอบตัวเข้าสู่ชีวิตประจำวันช่วยให้มองเห็นถึงพลังของธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่

4.      Clay@Heart – ปั้นดิน โอบใจ เพื่อค้นพบช่วงเวลาตระหนักรู้ในตนเอง ทบทวนคุณค่าที่ซ่อนอยู่ สัมผัสความรู้สึกมั่นคงภายใน สร้างพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถแสดงตัวตนและโอบรับความแตกต่าง

5.      MTL Badminton Open 2025 – กระชับมิตรด้วยกีฬา สร้างสุขภาพที่ดี

6.      การแข่งขันฟุตบอล 7 คน – เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานในแวดวงประกัน

7.      กิจกรรม Blind Massage (สำนักงานเชียงใหม่) – ขยายโอกาสดูแลสุขภาพจิตไปยังภูมิภาค

“เมืองไทยประกันชีวิตเชื่อว่า “พนักงานคือหัวใจขององค์กร” การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปี่ยมด้วยคุณค่าจะนำไปสู่ความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งในด้านธุรกิจ ชุมชน และสังคม บริษัทยังคงเดินหน้าจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตของพนักงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกก้าวของเมืองไทยประกันชีวิต เป็นก้าวแห่งการแบ่งปันและการเติบโตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง” นายสาระกล่าวสรุป   

ออมสิน ประกาศลดดอกเบี้ยเงินกู้ทุกตัว 0.25% ทั้ง MRR MLR และ MOR มีผล 15 สิงหาคม 68 หวังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระบบ

0

นายวีระชัย อมรถกลสุเวช รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ธนาคารออมสินพร้อมเดินหน้าเคียงข้างประชาชนและภาคธุรกิจไทย สอดคล้องกับมติคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เพื่อช่วยลดภาระทางการเงิน เพิ่มสภาพคล่อง และสนับสนุนการปรับตัวของผู้ประกอบการและประชาชน

ธนาคารออมสิน จึงประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท ดังนี้
✅ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำสำหรับลูกค้ารายย่อย (MRR) ลดเหลือ 6.295% ต่อปี
✅ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำสำหรับลูกค้าสินเชื่อรายใหญ่ (MLR) ลดเหลือ 6.325% ต่อปี
✅ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำสำหรับลูกค้าใช้วงเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) ลดเหลือ 6.095% ต่อปี
📌 มีผลตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป
📌 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้ง 3 ประเภทของธนาคาร (MRR / MLR / MOR) ยังคงต่ำที่สุดในระบบ เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่

การปรับลดครั้งนี้ เป็นการสานต่อมาตรการช่วยเหลือที่ธนาคารได้ริเริ่มมาก่อนหน้านี้ ซึ่งได้เคยนำร่องลดดอกเบี้ยเงินกู้มาแล้ว 2 ครั้ง ในปี 2568 เพื่อบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนทางการเงินและกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในวงกว้าง ทั้งยังสะท้อนการยึดมั่นในแนวทาง “ธนาคารเพื่อสังคม” ที่พร้อมปรับลดกำไรให้อยู่ในระดับเหมาะสม เพื่อขยายความสามารถในการช่วยเหลือภารกิจทางสังคมได้มากขึ้น