Home Blog Page 68

ผู้เลี้ยงหมู บุกทำเนียบฯ ค้านนำเข้าหมู เสนอนำเข้าส่วนขาดข้าวโพด กากถั่วเหลืองแก้ปัญหาเกินดุลสหรัฐฯแทน เชื่อวินทุกฝ่าย

0

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ พร้อมตัวแทนผู้เลี้ยงรวมตัวยื่นหนังสือถึงนายกฯ และ 3 รัฐมนตรี แก้ปัญหาการกดดันทางการค้าจากสหรัฐฯ แนะหันนำเข้าข้าวโพด กากถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ ในระดับตัวเลขที่มีนัยยะสำคัญ หวังสหรัฐฯ ผ่อนคลายภาษีนำเข้าต่างตอบแทนกลับมาในอัตราระดับเดิม ช่วยทุกกลุ่มไม่เสียหาย

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า วันนี้ผู้เลี้ยงมารวมตัวเพื่อให้รัฐบาลทำงานง่ายขึ้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลของสหรัฐฯ หวังลดการขาดดุลทางการค้ากับนานาประเทศ เพียงประเทศไทยหันมาซื้อสินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น มาตรการทางภาษีศุลกากร ก็น่าจะปรับมาในอัตราปกติได้ ขณะที่กลุ่มการเลี้ยงสุกรและปศุสัตว์ไทยเติบโตเร็วจนผลิตพืชอาหารสัตว์ในประเทศตามไม่ทัน ดังนั้น ถ้าเปลี่ยนแหล่งกำเนิดพืชอาหารสัตว์มาซื้อจากสหรัฐฯ มากขึ้น ก็จะช่วยให้การเจรจาของรัฐบาลไทยง่ายยิ่งขึ้น

สิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ

สมาคมฯ ได้ศึกษาข้อกฎหมายในการประกาศดังกล่าว ที่เป็นการเร่งแก้ปัญหาการขาดดุลทางการค้าของประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งข้อเสนอในการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวสาลี กากถั่วเหลือง และ DDGS เพิ่มในลักษณะเปลี่ยนถิ่นกำเนิดของการนำเข้าเป็นสหรัฐอเมริกา จะสามารถเพิ่มมูลค่าทางการค้าให้กับสหรัฐฯ ในการส่งสินค้ามายังประเทศไทยได้สูงถึง 84,000 ล้านบาท หรือ 2,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี ตามข้อเสนอของสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำฯ ฉบับลงวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568

นายสิทธิพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมถึงการแก้ปัญหาดังกล่าว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องไม่สร้างผลกระทบให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมใด ๆ ในประเทศ โดยประเภทสินค้าที่สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้นำเสนอจะไม่เป็นการสร้างผลกระทบให้กับเกษตรกรผู้เพาะปลูกพืช เพราะเป็นการนำเข้าในจำนวนที่ผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศเท่านั้น

การยื่นข้อเสนอของสมาคมฯ มีแนวทางแก้ปัญหาการเกินดุลกับสหรัฐฯ โดยขอให้รัฐบาลละเว้นการพิจารณาที่จะนำเข้าสินค้าสุกร ทั้งเนื้อสุกรและเครื่องในเข้ามายังประเทศไทย ที่จะสร้างปัญหาให้กับผู้เลี้ยงสุกรของไทย หลังจากเผชิญปัญหาโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ในช่วงปี 2563-2565 และปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าสุกร อย่างมากในช่วงปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็น 2 วิกฤตการณ์ที่รุนแรงที่สุดสำหรับอุตสาหกรรมสุกรไทย

“สินค้าสุกรของประเทศไทย เป็นอุตสาหกรรมอาหารโปรตีนหลักของประเทศ ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล ตั้งแต่รองรับพืชผลทางการเกษตรวัตถุดิบอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เวชภัณฑ์สุกร และธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างมากมาย มีมูลค่าทางเศรษฐกิจทั้งระบบกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี” นายสิทธิพันธ์ ให้ข้อมูลที่สำคัญต่อการตัดสินใจของรัฐบาลปิดท้าย.

จะนำเข้าเนื้อหมูอเมริกา พิจารณารอบด้านก่อนดีไหม?

0

นักวิชาการแนะ ก่อนเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐอเมริกาควรพิจารณารอบด้าน ถึงผลกระทบระยาว ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหารและความปลอดภัยของสุขภาพของคนไทย ย้ำประเทศไทยมีการเลี้ยงและการผลิตสุกรที่ดีตามมาตรฐานสากล ปลอดภัย ตลอดห่วงโซ่การผลิต

ผศ.ดร.น.สพ.ดุสิต เลาหสินณรงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ออกมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า และประเทศไทยอาจมีการเจรจานำเข้าเนื้อหมู และเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ เพื่อต่อรองลดดุลการค้านั้น ขอแนะนำว่าก่อนการเจรจาอยากให้พิจารณาให้รอบด้านถึงผลกระทบในระยะยาวที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุขภาพของคนไทย เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า การเลี้ยงหมูในสหรัฐฯ อนุญาตให้มีการใช้ สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งส่งผลถึงผู้บริโภคโดยตรง อีกทั้งกระทบต่อความมั่นคงทางด้านอาหาร กระทบต่ออาชีพเกษตรกรของไทย มิเช่นนั้นในระยะยาวอาจทำให้ประเทศไทยต้องพึ่งพาการผลิตอาหารจากต่างชาติ ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีในอนาคต

ผศ.ดร.น.สพ.ดุสิต เลาหสินณรงค์

สารเร่งเนื้อแดง คือ ยารักษาโรคสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด มีคุณสมบัติช่วยขยายหลอดลมให้ผู้ป่วยสามารถหายใจคล่องขึ้น อยู่ในกลุ่มเบตาอะโกนิสท์ (Beta-Agonist) เช่น ซัลบูทามอล (Salbutamol) เคลนบูเทอรอล (Clenbuterol) มาเพนเทอรอล (Mapenterol) หรือแรคโตพามีน (Ractopamine) ซึ่งจากผลข้างเคียงของยาดังกล่าว ผู้เลี้ยงหมูจึงนำยากลุ่มนี้มาผสมในอาหารสัตว์ หรือ นำไปฉีดในหมู เพราะหมูที่ได้รับยาจะตื่นตัวและเคลื่อนไหวตลอดเวลา กล้ามเนื้อทำงานมากขึ้น ทำให้สัดส่วนไขมันของหมูบางลง สัดส่วนเนื้อแดงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ที่บริโภคเนื้อหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงจะได้รับยาที่ตกค้างอยู่ในกล้ามเนื้อหมู หลังการรับประทานยาจะออกฤทธิ์ทันที โดยมีอาการ หายใจเร็วขึ้น ใจสั่น กล้ามเนื้อสั่น สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงจะได้รับผลกระทบโดยตรง ได้แก่ กลุ่มคนที่เป็นโรคหัวใจ มีอัตราการเต้นของหัวใจผิดปกติ หากได้รับยานี้ จะทำให้อัตราการเต้นของหัวใจสูง และคนที่เป็นโรคเบาหวาน ยานี้จะไปบดบังอาการของโรคทำให้ผู้ที่เป็นเบาหวานไม่รู้ตัวและวูบได้

ผศ.ดร.น.สพ.ดุสิต ย้ำว่า “สารเร่งเนื้อแดง ไม่สลายตัวจากความร้อน ดังนั้นกระบวนการปรุงอาหารไม่สามารถช่วยกำจัดสารนี้ได้ แม้ผ่านกระบวนการปรุงอาหารแล้ว สารนี้ยังคงตกค้างอยู่”

การนำยาดังกล่าวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างกล้ามเนื้อในหมู หรือเร่งให้มีเนื้อแดงมากขึ้น ถือเป็นการปรับเปลี่ยนขั้นตอนกระบวนการการผลิต ในขณะที่ประเทศไทยมีมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงและการผลิตสุกรได้มาตรฐานสากล มีการพัฒนาคุณภาพของเนื้อหมูและประสิทธิภาพการผลิตตามมาตรฐานตลอดห่วงโซ่มาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารจัดการป้องกันโรคและการเลี้ยงสุกรที่เหมาะสม (Good Agricultural Practices; GAP) การจัดการให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ตลอดจนการปฏิบัติตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ รวมถึงการนำเทคโนโลยีทั้งปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และหุ่นยนต์ มาใช้ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์และขบวนการแปรรูป เพื่อให้เนื้อหมูมีคุณภาพดีและปลอดภัยต่อผู้บริโภค.

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกมาตรการรับมือความผันผวนจากนโยบายภาษีใหม่ของสหรัฐฯ

0

ปรับเกณฑ์ Ceiling & Floor, Dynamic Price Band และห้ามขายชอร์ต เป็นการชั่วคราว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่นายโดนัลท์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศใช้นโยบายภาษีใหม่ ทำให้ส่งผลกระทบต่อตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก จนมีการปรับตัวลดลงอย่างมาก  ดังนั้น เพื่อให้มีมาตรการรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น และเพื่อให้ผู้ลงทุนมีโอกาสในการวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารประกอบการตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้น  ที่ประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2568 ได้มีมติอนุมัติปรับปรุงเกณฑ์เกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ดังต่อไปนี้เป็นการชั่วคราว  ขณะเดียวกัน ที่ประชุมคณะกรรมการ บมจ. ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) (TFEX) ได้มีมติอนุมัติเกณฑ์ TFEX ที่เกี่ยวข้องด้วย

  1. ปรับ Ceiling & Floor สำหรับทั้ง SET, mai และ TFEX
ตลาดProductCeiling & Floor
เดิมใหม่
SET,
mai
หุ้น / หน่วยลงทุน+/- 30%+/-15%
Foreign share+/- 60%+/- 30%
TFEXIndex Futures / Options
Sector Futures
Single Stock Futures
+/- 30%+/-15%

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์เกี่ยวกับราคาเสนอซื้อขายสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling & Floor) สำหรับการซื้อขายในแต่ละวันข้างต้น จะไม่ใช้บังคับกับการซื้อขาย DR และ DRx

2.ปรับกรอบราคาซื้อขายแบบ Dynamic Price Band เป็นรายหลักทรัพย์ จากเดิม ±10% จากราคาซื้อขายล่าสุดของหลักทรัพย์นั้น เป็น ±5% จากราคาซื้อขายล่าสุดของหลักทรัพย์นั้น

3.ห้ามการขายชอร์ตทุกหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว ยกเว้น Market Maker สำหรับ SET, mai และ TFEX

ทั้งนี้ การปรับปรุงเกณฑ์ดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2568 และไม่เกินวันที่ 11 เมษายน 2568   โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะติดตามภาวะตลาดต่อเนื่องทุกวัน พร้อมปรับเปลี่ยนเกณฑ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์    ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อว่ามาตรการชั่วคราวที่ประกาศใช้ในครั้งนี้จะมีส่วนช่วยเสริมเสถียรภาพของตลาดและสร้างความมั่นใจในการลงทุนให้แก่ผู้ลงทุน

เกษตรกรเลี้ยงหมู จ่อบุกทำเนียบฯ ค้านนำเข้าหมู ก่อนอาชีพล่มสลาย

0

กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 เมษายน 2568 เวลา 09:00 น. จะเข้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีที่ ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ฝั่ง กพ. ตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ข้อมูลห่วงโซ่การผลิตหมูไทยทั้งระบบ หลังรัฐบาลไทยมีแนวคิดนำเข้าหมูจากสหรัฐเพื่อแก้ไขปัญหาดุลการค้าและลดแรงกดดันการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยในอัตรา 37% พร้อมให้กำลังใจคณะทำงานของรัฐบาลไทย ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการหามาตรการรองรับผลกระทบ และแนวทางเจรจากับสหรัฐอย่างเหมาะสม ปกป้องผลประโยชน์ชาติและสานความร่วมมือสองประเทศได้สำเร็จ

ทั้งนี้ การนำเข้าเนื้อหมูจะสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมสุกรไทยซึ่งมีเกษตรกรอยู่มากกว่า 200,000 ครอบครัวทั่วประเทศ รวมถึงจะกระทบห่วงโซ่การผลิตหมูทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ ไปจนถึงโรงแปรรูปเนื้อหมู ตลอดจนกระทบถึงสุขอนามัยของผู้บริโภคชาวไทยที่ต้องเสี่ยงกับสารเร่งเนื้อแดงจากหมูสหรัฐฯ ทั้ง ๆ ที่อุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูมีการพัฒนาการเลี้ยงเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคมาโดยตลอด หากรัฐยอมให้นำหมูที่ใช้สารเร่งเนื้อแดงซึ่งมีผลถึงระบบหัวใจและระบบประสาทของมนุษย์เข้ามา ย่อมกระทบต่อสุขภาพความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทยอย่างเลี่ยงไม่ได้ นับเป็นหายนะร้ายแรงต่อประชาชนและความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูเห็นด้วยที่รัฐบาลไทยจะเจรจาลดการขาดดุลของสหรัฐด้วยการเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯในกลุ่มที่ไทยผลิตได้ไม่เพียงพอ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ผลไม้เมืองหนาว แอปเปิ้ล เชอรี่ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งไทยและสหรัฐฯ

เกษตรกรและตัวแทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคต่างๆ กล่าวอีกว่า พร้อมเป็นกำลังใจให้รัฐบาลไทยสามารถเจรจากับสหรัฐ ภายใต้การปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ของประชาชนชาวไทย และรักษาอาชีพเกษตรกรผู้ผลิตอาหารปลอดภัย ตลอดจนรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศได้สำเร็จ .

รู้เก็บรู้ออม : โอกาสเก็บหุ้น VI ดีและถูก

0

ที่มา คอลัมน์ รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน…สู่ความมั่งคั่ง หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สัปดาห์ที่แล้ว คนไทยทั้งประเทศต้องเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว จนสร้างความตื่นตระหนกตกใจกันถ้วนหน้า ถึงแม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ก็ยังมีผลพวงเกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายของห้องชุดคอนโด, ตึกสูง, อาการเวียนหัวไม่หาย, ความวิตกกังวล, ความรู้สึกไม่มั่นใจเรื่องความปลอดภัย

ตลาดทุนเองก็ได้รับผลกระทบไม่ต่างกันด้านความเชื่อมั่นในการลงทุน แต่ภาคเศรษฐกิจและระบบทางการเงิน ทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชน ได้ออกแถลงการณ์ร่วมแบบทันต่อสถานการณ์เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ก็ได้แสดงถึงความพร้อมของระบบและการดำเนินการทุกด้านตลอดจนความปลอดภัยของตัวอาคาร เพื่อให้เกิดความมั่นใจสำหรับการเปิดการซื้อขายในทุกตลาดได้ตามปกติ

ยามที่ตลาดหุ้นผันผวน นักลงทุนอาจเกิดแพนิก เทขายหุ้น แต่มีกลยุทธ์การลงทุนหนึ่งที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สร้างผลตอบแทนที่ยั่งยืนในระยะยาว สามารถนำมาใช้ในตอนตลาดหุ้นผันผวน นั่นคือ การลงทุนแบบ VI หรือการลงทุนแบบหุ้นคุณค่า (Value Investing) โดยนักลงทุน VI จะมองว่าเป็นโอกาสดีที่ตัวเองจะได้เลือกหุ้นคุณภาพดีในราคาถูก

นักลงทุนสามารถใช้เครื่องมือคัดกรองหุ้นที่มีให้บริการฟรี คือ SETSMART ของตลาดหลักทรัพย์ฯ มาเป็นตัวช่วยในการหาหุ้นที่ “ถูก ดี และมีการเติบโต” โดยอาศัยเทคนิคการคัดกรองหุ้นสไตล์ VI ที่ดูจากเกณฑ์ 3 ข้อ คือ 1. ค่า P/E Ratio (อัตราส่วนราคาตลาดต่อกำไรสุทธิ) ต่ำกว่า 10 เท่าแสดงถึงราคาที่ต่ำเมื่อเทียบกับกำไร 2.ค่า ROE (อัตราผลตอบแทนจากส่วนของผู้ถือหุ้น) สูงกว่า 10% บอกถึงความสามารถในการสร้างผลตอบแทนที่ดี และ 3.อัตราการเติบโตของกำไรเป็นบวก แสดงถึงแนวโน้มการเติบโตที่ดี

เมื่อได้รายชื่อหุ้นมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวิเคราะห์คุณภาพธุรกิจ โดยพิจารณาทั้งรูปแบบธุรกิจและงบการเงิน โดยตัวเลขต่างๆจะแสดงถึงความสามารถของผู้บริหาร เช่น อัตรา ส่วนทางการเงินอย่าง ROE ที่สม่ำเสมอ จะบอกถึงความสามารถในการสร้างผลตอบแทนที่ดี, อัตรากำไรสุทธิที่สม่ำเสมอ แสดงถึงการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น

นอกจากการวิเคราะห์ตัวเลขพื้นฐานแล้ว เราต้องดูถึงเรื่องคุณภาพของธุรกิจ ควรให้ความสำคัญกับบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่ง, วิเคราะห์แนวโน้มระยะยาว ดูการเติบโตของรายได้และกำไร, วิเคราะห์เปรียบเทียบกับกิจการบริษัทคู่แข่ง รวมทั้งปัจจัยภายนอก เช่น สภาพเศรษฐกิจ, นโยบายรัฐบาล

ทำตามเทคนิคนี้แล้วจะช่วยทำให้นักลงทุนสามารถเก็บหุ้น VI ในราคาถูกตอนตลาดผันผวน ซึ่งจะสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกลับมาในระยะยาว

นักลงทุนหรือผู้สนใจที่อยากศึกษาลึกลงในรายละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการอ่านงบ, ดูกราฟเทคนิค เพื่อเพิ่มโอกาสกำไรตอนตลาดผันผวน สามารถเข้าไปหาเรียนในหลักสูตร SET e–Learning ได้ในเว็บ setinvestnow.

คุณนายพารวย

สมาคมผู้เลี้ยงหมู ค้านแนวคิดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐฯ เสี่ยงกระทบวงจรเลี้ยงหมูหวั่นพังทั้งประเทศ

0

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการเปิดนำเข้าสินค้าเนื้อหมูและเครื่องใน เพื่อลดการเกินดุลการค้าสหรัฐฯ ย้ำจะกระทบอุตสาหกรรมสุกรทั้งประเทศ ทำเกษตรกรไทยหมดอาชีพ และบั่นทอนความมั่นคงทางอาหาร

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวถึง กรณีที่ปรึกษารัฐมนตรี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะเจรจาของรัฐบาลไทย ที่มีแนวคิดนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และเนื้อหมูจากสหรัฐ เพื่อลดดุลการค้า หลังสหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 37%

โดยระบุว่า สมาคมเห็นด้วยกับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ข้าวสาลี และวัตถุดิบอาหารสัตว์อื่นๆ ซึ่งประเทศไทยขาดแคลน และจำเป็นต้องใช้เพิ่มมากขึ้นเมื่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์เติบโตขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง กับข้อเสนอในการนำเข้าเนื้อหมู ซึ่งเป็นการทำลายอุตสาหกรรมหมูของไทย เพราะทำให้เกษตรกรไทยไม่สามารถแข่งขันได้และจำต้องเลิกอาชีพในที่สุด เมื่อนั้นจะไม่มีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อีกต่อไป เกษตรกรพืชไร่จะหมดอาชีพ และ ในที่สุด ก็จะไม่มีการนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐฯ อีก

“การเปิดรับเนื้อหมูนำเข้าจากสหรัฐฯ ไม่เพียงกระทบอย่างรุนแรงต่ออาชีพเกษตรกรตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่ยังกระทบสุขอนามัยของผู้บริโภค ตลอดจนทำลายอุตสาหกรรมการผลิตหมูของไทยทั้งระบบ” นายสิทธิพันธ์กล่าว

ทั้งนี้ ระบบการผลิตหมูในประเทศมีห่วงโซ่การผลิตที่ยาวมาก ตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ เช่น เกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ พ่อค้าพืชไร่ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ เกษตรกรผู้เลี้ยง โรงชำแหละ เขียง ผู้ค้าในตลาดสด รวมถึง ผู้ประกอบการแปรรูปหมู การนำเข้าหมูจะกระทบทุกขั้นตอนในห่วงโซ่การผลิต ทำลายระบบการผลิตเนื้อหมูทั้งหมด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ดังเช่นกรณีฟิลิปปินส์ที่ปล่อยให้มีการนำเข้าเนื้อหมู ทำให้เกษตรกรในประเทศไม่มีแรงจูงใจในการเลี้ยง ทยอยเลิกอาชีพและ ในที่สุดนำไปสู่การขาดแคลนเนื้อหมู ต้องอาศัยพึ่งพาการนำเข้า เกิดปัญหาหมูแพงขึ้น 15-30% กระทบชาวฟิลิปปินส์ต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน มาตรฐานการผลิตเนื้อหมูของไทยมีความปลอดภัยสูงกว่าเนื้อหมูสหรัฐ เนื่องจากกฎหมายไทยไม่อนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงในการเลี้ยง เนื่องจากอาจส่งผลต่อระบบหัวใจและประสาทของมนุษย์ หากได้รับในปริมาณไม่เหมาะสม ตรงกันข้ามกับสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงได้ตามกฎหมาย แม้สารเร่งเนื้อแดง จะยังเป็นที่ถกเถียงในระดับสากลถึงข้อกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของผู้บริโภค ผลกระทบต่อสัตว์ และความปลอดภัยระยะยาว แต่ก็มีหลายประเทศที่ห้ามใช้หรือห้ามนำเข้าสินค้าจากสัตว์ที่ได้รับสารนี้ เช่น สหภาพยุโรป จีน และรัสเซีย สำหรับประเทศไทยการตระหนักในความปลอดภัยของผู้บริโภคชาวไทยที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด เป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องรักษามาตรฐานนี้ต่อไป

นอกจากนี้ ประเทศไทยกำลังมีการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเนื้อหมู สู่การเป็นสินค้าเพื่อการส่งออก มีมาตราฐานความปลอดภัยที่สูง มีการยกระดับการป้องกันโรค และป้องกันปัญหาหมูเถื่อนที่สร้างหายนะให้คนเลี้ยงหมูมาแล้วในช่วงที่ผ่านมา หากมีการดำเนินการและการสนับสนุนอย่างเหมาะสม “หมูไทย” จะมีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้ประเทศไทยอย่างมหาศาล เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมเนื้อไก่ที่ได้รับการพัฒนา จนแต่ละปีสามารถสร้างรายได้มากกว่าแสนล้านบาท โดยได้รับการยอมรับด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยจากทั่วโลก

“ขอฝากถึงคณะเจรจาของรัฐบาลไทยนำโดยท่านรองนายกฯ และ รมว.คลัง นายพิชัย ชุณหวชิร ที่กำลังจะเดินทางไปเจรจากับสหรัฐฯ โปรดยกเลิกแนวคิดนำเข้าเนื้อหมู เพราะจะสร้างปัญหาตามมาอีกมหาศาล ได้ไม่คุ้มเสียแน่นอน” นายสิทธิพันธ์กล่าว.

แบงก์ชาติ – AIS ผนึกกำลังสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ ดึงศักยภาพคนรุ่นใหม่ ทำงานเชิงรุก ก้าวสู่ปีแห่งความปลอดภัยไซเบอร์

0

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ผสานความร่วมมือกับ AIS ผู้ให้บริการเครือข่ายดิจิทัลของประเทศ ขับเคลื่อนภารกิจสร้างภูมิคุ้มกันจากภัยมิจฉาชีพออนไลน์ให้กับประชาชน ผ่านการส่งเสริมทักษะทางดิจิทัลและความรู้เท่าทันภัยทางการเงิน เพื่อยกระดับความปลอดภัยทั้งในด้านการใช้งานบนโลกออนไลน์และการทำธุรกรรมทางการเงิน
โดยการทำงานเชิงรุกในหลากหลายรูปแบบ รวมถึงทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่อย่างกลุ่มคัลเลอร์การ์ดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในการลงพื้นที่ติดอาวุธเสริมภูมิคุ้มกันภัยบนโลกออนไลน์ เพื่อสร้างสุขภาวะดิจิทัลในพื้นที่ต่าง ๆ  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน ทั้ง ตำรวจไซเบอร์ และสำนักงานคณะกรรมการการรักษา
ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) พร้อมย้ำเป้าหมายความร่วมมือที่จะร่วมสร้างสังคมดิจิทัลที่ปลอดภัยและยั่งยืนให้กับคนไทย

ภายใต้ความร่วมมือครั้งนี้ ธปท. และ AIS จะร่วมกันทำงานเชิงรุก ใช้พลังของการสื่อสารให้ประชาชน “ตระหนักรู้หรือรู้เท่าทัน” (Self-Awareness) และ “ป้องกันตนเองจากภัยไซเบอร์ได้” (Self-Protection) อาทิ

  • การจัดทำสื่อด้าน  Cybersecurity เผยแพร่ผ่าน social media platform รวมถึง Online Learning Platform เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับการใช้งานดิจิทัลและบริการทางการเงินอย่างปลอดภัย
  • การดึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่มาร่วมสร้างสังคมอุ่นใจห่างไกลภัยไซเบอร์ กับโครงการ “CU TU Cyberguard
    พลังสองสถาบันต้านภัยไซเบอร์” กิจกรรมที่จะร่วมสนับสนุนกลุ่มคัลเลอร์การ์ดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้มีทักษะดิจิทัลและรู้เท่าทันภัยทางการเงินเพื่อส่งต่อให้กับประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ โดยนำร่องจากโรงเรียนคลองใหญ่วิทยาคม อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด   

น.ส.ชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของการขยายเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชน ของ ธปท. ในการสร้างภูมิคุ้มกันจากภัยทุจริตทางการเงินให้กับประชาชนในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งเป็นการย้ำจุดยืนว่า ธปท. ตระหนัก และให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาภัยทุจริตทางการเงินอย่างครบวงจร นอกเหนือจากการออกมาตรการทั้งของ ธปท.เอง และที่ร่วมมือกับสถาบันการเงินและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง ธปท. มุ่งหวังว่าความร่วมมือของทั้ง 2 หน่วยงานครั้งนี้ จะช่วยสร้างความตระหนักรู้และเท่าทันต่อภัยทุจริตทางการเงินในรูปแบบต่าง ๆ ที่มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องให้กับประชาชน ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันสำคัญไม่ให้ตกเป็นเหยื่อได้อย่างยั่งยืน”

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวเสริมว่า “ที่ผ่านมา AIS มุ่งเป็นแกนกลางของสังคมในการสร้างเครือข่ายขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาภัยไซเบอร์ ผ่านแนวคิดการทำงานตั้งแต่การสนับสนุนการทำงานของภาครัฐ ในการติดตาม ตรวจสอบ และดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มมิจฉาชีพ  การพัฒนาเครื่องมือด้านเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ลูกค้าและประชาชนใช้ปกป้องการใช้งาน  และการสร้างทักษะการใช้งานดิจิทัลในโครงการ อุ่นใจไซเบอร์ ที่จะช่วยให้รู้เท่าทัน ภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพได้ ซึ่งการทำงานร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยในครั้งนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะทำให้ภารกิจในการยกระดับ Digital Wellness และ Financial Literacy รวมถึงการป้องกันภัยไซเบอร์ของประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น เราเชื่อว่าด้วยความตั้งใจของทั้ง 2 หน่วยงานในครั้งนี้ จะเป็นการสอดประสานการทำงานให้สามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ และจะช่วยเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยใช้งานดิจิทัลอย่างปลอดภัยไม่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ”

AIS จับมือ ปภ. รุดหน้าทดสอบระบบเตือนภัย Cell Broadcast บนมือถือแอนดรอยด์ และ iOS ในห้องปฏิบัติการ

0

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ยืนยันความพร้อมโครงข่ายและเดินหน้าทดสอบการให้บริการแจ้งเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast บนมือถือระบบแอนดรอยด์และ IOS บนเครือข่ายเอไอเอสที่อยู่ในศูนย์ปฏิบัติการฯ ได้อย่างสมบูรณ์ โดยระบบ iOS อยู่ระหว่างเตรียมการที่จะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้

โดยมี นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมเยี่ยมชมการทดสอบที่ Network Operation Center (NOC) หรือศูนย์ปฏิบัติการเครือข่ายอัจฉริยะ พบว่าผลทดสอบเป็นไปตามเป้าหมาย พร้อมที่จะขยายผลเชื่อมโยงกับระบบเตือนภัยของประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ภายใต้การทำงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทา
สาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย และ กสทช.

กุ้ง สัตว์น้ำเศรษฐกิจไทย อร่อยช่วยชาติ

0

นักวิชาการ ชี้ อุตสาหกรรมการผลิตกุ้งของไทยมีมาตรฐาน อยู่ภายใต้กฏหมายกำหนด ผู้บริโภคมั่นใจได้ในความปลอดภัย ชู “กุ้ง” สัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของไทย อร่อย มีโปรตีนดี ไขมันน้อย ได้โอเมก้า-3

ผศ.ดร.จุฑา มุกดาสนิท ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เดือนเมษายนเข้าสู่ช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ทำให้มีการบริโภคอาหารอย่างคึกคัก หนึ่งในวัตถุดิบที่ได้รับความนิยม คือ “กุ้ง” เพราะรสชาติหวานอร่อย จึงได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั่วโลก โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกกุ้งรายใหญ่ของโลก ทำให้กุ้งเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญของไทย

ผศ.ดร.จุฑา มุกดาสนิท

“กุ้ง” แหล่งโปรตีนคุณภาพดี มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ไม่มีไขมันอิ่มตัว ส่วนหัวของกุ้งอุดมไปด้วยกรดไขมันที่ดีในกลุ่มของโอเมก้า-3 ลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจ รวมถึงลดความเสี่ยงการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง

ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ของโลก อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งของไทยมีกุ้งสามชนิดเป็นหลัก ได้แก่ กุ้งกุลาดำ กุ้งขาวแวนนาไม และกุ้งก้ามกราม โดยมีผลผลิตไม่ต่ำกว่าปีละ 200,000 ตัน สำหรับการบริโภคทั้งภายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศ ถือเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศ โดยตระหนักดีถึง “การผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน” ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบย้อนกลับในห่วงโซ่การผลิตอาหาร เพื่อให้ได้วัตถุดิบคุณภาพดี มีมาตรฐาน ปลอดภัย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

ผศ.ดร.จุฑา มุกดาสนิท กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีข่าวจากต่างประเทศที่มีการใช้ฟอตเฟตในอุตสาหกรรมกุ้งแช่แข็งเกินมาตรฐานนั้น แนะผู้บริโภคอย่าเพิ่งตื่นตระหนก เพราะอุตสาหกรรมการผลิตกุ้งของไทยที่ได้มาตรฐาน มีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และปฏิบัติตามกฎหมายในข้อบังคับในการใช้สารประกอบฟอสเฟตในอาหารทะเล

ฟอตเฟต มีคุณสมบัติช่วยให้กุ้งอุ้มน้ำได้ดีขึ้น ทำให้กุ้งเกิดความชุ่มชื้น ลดการสูญเสียน้ำหนักจากการแช่แข็ง การละลาย หรือการขนส่ง ช่วยให้ปรับปรุงเนื้อสัมผัสให้ดีขึ้น เนื้อแน่น เด้ง ช่วยชะลอการเกิดสีคล้ำในเนื้อกุ้ง และยังยืดอายุการเก็บรักษาของกุ้งได้อีกด้วย ทั้งนี้ หากใช้ในปริมาณตามที่กฏหมายกำหนดจะทำให้กุ้งมีคุณสมบัติตามที่ต้องการและมีความปลอดภัยในการบริโภค

สำหรับวิธีการเลือกซื้อ กุ้งสด ให้เลือกหัวและลำตัวติดกันแน่น สีปกติตามธรรมชาติ เช่น กุ้งขาว เป็นสีขาวทั้งตัว และส่วนหัวบริเวณที่เป็นไขมันสีเหลืองไม่แตก อีกเคล็ดลับให้ดูที่ด้านหลังของกุ้ง หากยังเห็นไส้สีดำทั้งเส้น เป็นกุ้งที่มีสุขภาพดีแข็งแรง เพราะแสดงว่าก่อนจับกุ้งยังกินอาหาร เนื้อจะแน่น รสชาติหวานอร่อย ส่วนกุ้งต้มสุก หรือ กุ้งแปรรูป ต้องมีสีส้มสวยตามธรรมชาติ เส้นสีดำตรงลำไส้กุ้งอยู่ครบ จะมีรสชาติดีและเนื้อแน่น เช่น เดียวกับกุ้งสด

ที่สำคัญในช่วงฤดูร้อน ขณะที่ซื้อกุ้งจากแหล่งจำหน่าย แนะนำให้หาภาชนะเก็บรักษาความเย็น เช่น กล่องโฟม ไปด้วยเพื่อใช้สำหรับเก็บรักษาอุณหภูมิ เพื่อความสดใหม่ และก่อนนำกุ้งเข้าแช่ในตู้เย็นให้ใส่ภาชนะที่ป้องกันอากาศและนำเข้าช่องแช่แข็งที่อุณหภูมิ -18 องศาเซลเซียส ส่วนกุ้งสุกให้แกะส่วนหัวออก ใส่ในภาชนะที่ปิดสนิทไม่สัมผัสกับอากาศและหากเก็บไว้หลายวันให้เก็บในช่องแช่แข็ง.

“ศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเล” รร.วัดฉางหลาง ตรัง … โมเดลอนุรักษ์ทะเลไทยซีพีเอฟ ดึงศักยภาพนักเรียน-ชุมชนร่วมสร้างความยั่งยืน

0

วันนี้น้องๆนักเรียน รร.วัดฉางหลาง อ.สิเกา จ.ตรัง ใช้เวลาวันหยุดร่วมกันปลูกหญ้าทะเล ที่ท่าเรือหาดปากเมง อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม เพื่อให้เป็นแหล่งอาหารสำคัญของพะยูน เพาะหญ้าทะเลทั้งหมดเป็นฝีมือการเพาะของพวกเขาเอง จากศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเล รร.วัดฉางหลาง ทุกคนทั้งสนุกและได้ความรู้จากพี่ๆเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ที่ช่วยอธิบายวิธีการปลูกที่ถูกต้อง ถึงแม้ตัวจะเปื้อนไปด้วยโคลน แต่ทุกๆคนกลับมีความสุขที่ได้ร่วมกันทำกิจกรรมดีๆคืนความสมบูรณ์สู่ธรรมชาติ

“หนูชอบมากที่ได้มาปลูกหญ้าทะเลกับเพื่อนๆ หนูอยากให้หญ้าทะเลที่เราเพาะปลูกเองโตเร็วๆ จะได้เป็นที่อยู่ของสัตว์ทะเล โดยเฉพาะพะยูนจะได้มีหญ้าทะเลเป็นอาหารมากขึ้น หญ้าทะเลยังช่วยฟอกอากาศ ช่วยลดมลพิษในน้ำ ถ้าทะเลบ้านเราอุดมสมบูรณ์ สัตว์น้ำก็จะเพิ่มขึ้น ชาวประมงก็มีรายได้เพิ่ม ขอให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์ทะเลและหญ้าทะเลกันนะคะ” น้องกนกวดี ถ่อแก้ว หรือน้องกอหญ้า นักเรียนชั้นป.5 รร.วัดฉางหลาง อ.สิเกา จ.ตรัง เล่าขณะกำลังขะมักเขม้นปลูกหญ้าทะเล

อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ได้กำหนดเขตอนุรักษ์พะยูนเป็นจุดแรกของไทยบริเวณหาดปากเมง เนื้อที่ 1,300 ไร่ มาตั้งแต่ปี 2560 เนื่องจากพะยูนเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าสงวนใกล้สูญพันธุ์ ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดตรัง ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีประชากรพะยูนมากที่สุดในประเทศ

ศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเลโรงเรียนวัดฉางหลาง เกิดขึ้นเพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบายนี้ และกลายเป็นโมเดลการอนุรักษ์พยูนและทะเลไทย โดยอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษา เด็ก-เยาวชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน ผ่านกิจกรรมการเพาะเลี้ยงและปลูกหญ้าทะเล เพื่อให้เป็นถิ่นอาศัยและแหล่งอาหารชั้นดีของสัตว์ทะเล และช่วยกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ชั้นยอดของมนุษย์ ที่ทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอนฯได้ดีที่สุด โดยกักเก็บไว้ในรูปแบบชีวมวล และยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยของสัตว์น้ำ ในการวางไข่ หลบซ่อนศัตรู และอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน ที่สำคัญยังช่วยลดมลพิษในทะเล และช่วยปรับปรุงคุณภาพน้ำ

สุดใจ ตั้งคีรี ผู้อำนวยการ รร.บ้านฉางหลาง เล่าว่า การอนุรักษ์และฟื้นฟูหญ้าทะเล เป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่ทุกคนต้องหันมาให้ความสนใจ รร.บ้านฉางหลาง ซึ่งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ได้ผลักดันให้ทั้งนักเรียนและชุมชนร่วมกันดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เราทำกิจกรรมลงพื้นที่สำรวจหญ้าทะเลบริเวณเขาแบนะ อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม นักเรียนได้ร่วมกันเก็บหญ้าทะเลที่ลอยขึ้นมาที่ชายหาดเพื่อนำมาเพาะขยายพันธุ์ และได้ลงมือปลูกหญ้าทะเลที่ได้ดูแลกันเองในเขตพื้นที่ที่ได้ดูแลอยู่ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมและเกิดความรักในทรัพยากรทางธรรมชาติและเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของนักเรียนด้วย

“จากกิจกรรมที่ทำมาต่อเนื่องกว่า 6 ปีส่งผลให้ชาวประมงมีผลผลิตทางทะเล กุ้ง หอย ปู ปลา เพิ่มขึ้นและมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย โรงเรียนบ้านฉางหลางมีโครงการส่งเสริมคุณลักษณะและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ด้านสิ่งแวดล้อม สร้างความตระหนักรู้และจิตสำนึกในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ผู้เรียนทุกคน เรียนดีมีความสุข”

ฟาร์มอนุบาลลูกกุ้งภาคใต้ ซีพีเอฟ เป็นภาคส่วนสำคัญที่เข้ามาร่วมเสริมสร้างขีดความสามารถแบบมีส่วนร่วม กับสถาบันการศึกษา นักเรียน ชุมชน โดยทีมจิตอาสานำอุปกรณ์มามอบให้กับโรงเรียน ทั้งถังเพาะหญ้าทะเล การเดินระบบน้ำใหม่ ตรวจสอบระบบไฟฟ้า และปรับปรุงอาคารใหม่ เพิ่มกระเบื้องใสเพื่อเพิ่มการรับแสง อุปกรณ์ที่ได้ติดตั้งสามารถเพาะหญ้าทะเลได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 กิ่งต่อปี และโรงเรียนต่อยอดเป็นการจำหน่ายกิ่งหญ้าทะเลให้กับหน่วยงานต่างๆเพื่อนำไปปลูกต่อ เกิดรายได้หมุนเวียนในการดำเนินโครงการ

วรวัฒน์ หมั่นเรียน ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฟาร์มอนุบาลลูกกุ้งภาคใต้ บอกว่า ซีพีเอฟสนับสนุนที่นี่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องหญ้าทะเล สำหรับให้นักเรียนในโรงเรียนต่างๆและประชาชนทั่วไปได้เข้าศึกษาเรียนรู้ และเป็นแหล่งเพาะต้นหญ้าทะเลแล้วนำไปปลูกเพื่อฟื้นฟูทะเล จากนี้จะพัฒนาหลักสูตรอบรมให้ความรู้ด้านการเพาะหญ้าทะเลแก่นักเรียน เช่นการคัดเลือกกิ่งหญ้าทะเล การเตรียมน้ำและเตรียมสภาพแวดล้อมก่อนการเพาะ การติดตามวัดผลการเจริญเติบโต การทำปุ๋ยสำหรับบำรุงหญ้าทะเล และวางแผนในการสร้างอาชีพเสริมให้แก่นักเรียน อาทิ การเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นและสาหร่ายขนนก โดยใช้อุปกรณ์เดียวกันกับที่ใช้เพาะหญ้าทะเล เพื่อให้นักเรียนนำผลผลิตมาแปรรูปและจำหน่ายสร้างรายได้ต่อไป

วันนี้ ศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเล รร.วัดฉางหลาง กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ที่มีผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงานกิจกรรมปลูกหญ้าทะเล ทั้งที่โรงเพาะพันธุ์หญ้าทะเลและสถานที่ปลูกจริง ความเข้มแข็งของความร่วมมือของทุกภาคส่วนช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและท้องทะเลให้กับทุกคนได้อย่างแท้จริง./

ไปดูความน่ารักเต็มๆ ในคลิปเลย! >> https://youtube.com/shorts/iLHr96a-SGc