Home Blog Page 68

AIS ส่งพลังความสุขฉลองเทศกาล Pride เนรมิตจุดเช็กอิน “อุ่นใจ Pride Month” ทั่วบรรทัดทอง 

0

ชวนคนไทยและนักท่องเที่ยวเช็กอินฟินรับพอยท์ แลกส่วนลดร้านเด็ด

AIS ร่วมฉลองเดือนแห่งความภาคภูมิใจ “Pride Month” ตอกย้ำจุดยืนในฐานะของแบรนด์ที่เข้าใจทุกความแตกต่าง และพร้อมสนับสนุนทุกความหลากหลาย ภายใต้แนวคิด “Digital Inclusion” สานต่อความร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภายใต้โครงการ “สุขใจ เที่ยวไทย อุ่นใจทุกที่” ยกระดับบรรทัดทองให้เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก เปิดตัวกิจกรรม “อุ่นใจเช็กอิน ฟินรับพอยท์ @ บรรทัดทอง” เนรมิตจุดเช็กอิน “อุ่นใจ Pride Month บรรทัดทอง” ให้เต็มไปด้วยสีสันและบรรยากาศแห่งความสุขทั่วย่านบรรทัดทอง พร้อมชวนลูกค้าและนักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์ความพิเศษจากสิทธิพิเศษ 2 ต่อ

· ฟินต่อที่ 1 กิจกรรมอุ่นใจเช็กอิน ฟินรับพอยท์ กับจุดเช็กอินอุ่นใจ 10 จุดทั่วถนนบรรทัดทอง เพียงสแกน QR Code ผ่านแอป myAIS รับ เอไอเอส พอยท์ สูงสุด 50 คะแนน พิเศษ! เมื่อเช็กอินครบทั้ง 10 จุด รับฟรีอาหารจานพิเศษจากร้านค้าที่ร่วมรายการ ตลอดเดือนมิถุนายน 2568 นี้

· ฟินต่อที่ 2 แลกรับส่วนลดร้านค้า 40 บาท เพียงใช้ เอไอเอส พอยท์ 40 คะแนน แลกรับส่วนลด 40 บาท สำหรับร้านอาหาร ขนม เครื่องดื่ม ที่ร่วมรายการกว่า 100 ร้าน ตลอดทั้งถนนบรรทัดทอง ตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นปี

มาร่วมเฉลิมฉลอง Pride Month ในบรรยากาศแห่งความหลากหลายไปกับ AIS ที่ถนนบรรทัดทอง พร้อมเช็กอินรับพอยท์สุดฟิน จัดเต็มสิทธิพิเศษมากมายตลอดเดือนมิถุนายนนี้ ติดตามรายละเอียดกิจกรรม อุ่นใจ เช็กอิน ฟินรับพอยท์ @ บรรทัดทอง และโครงการ ‘สุขใจ เที่ยวไทย อุ่นใจทุกที่’ ได้ที่ http://ais.th/consumers/campaign/aisxtat

บจ. mai รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568 ยอดขายรวม 50,432 ล้านบาท

0

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนใน mai จำนวน 216 บริษัท คิดเป็น 96% จากทั้งหมด 224 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC บริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด และบริษัทที่ไม่ส่งงบ) นำส่งผลการดำเนินงาน โดยผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2568 ของ บจ. mai เปรียบเทียบกับปีก่อน มียอดขายรวม 50,432 ล้านบาท ลดลง 4.6% ต้นทุนขาย 37,366 ล้านบาท ลดลง 3.3% กำไรขั้นต้น 13,066 ล้านบาท ลดลง 8.3% ขณะที่ บจ. มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 3.3% ส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,381 ล้านบาท ลดลง 30.6% และมีกำไรสุทธิรวม 1,756 ล้านบาท ลดลง 59.0% ดังนั้นในงวดไตรมาส 1/2568 บจ. mai จึงมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (OPM) และ อัตรากำไรสุทธิ (NPM) ลดลง เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน

ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ

“ผลการดำเนินงาน บจ. ใน mai ไตรมาส 1/2568 แม้ว่ายอดขายรวมจะลดลง แต่พบว่ามี บจ. ที่มียอดขายเติบโตขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนจำนวน 114 คิดเป็น 53% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงิน และ บจ. รายงานกำไรสุทธิจำนวน 151 บริษัท คิดเป็น 70% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงิน นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานของ บจ. บางแห่งมีการปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และมีผลกระทบในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับผลประกอบการรวมของ บจ. ทั้งหมด โดยพบว่า บจ. บางแห่งมีการส่งมอบโครงการตามสัญญาเกือบจะครบแล้ว ทำให้ผลประกอบการงวดนี้ลดน้อยลง และบาง บจ. มีรายการขาดทุนจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ทางการเงินและสินทรัพย์ดิจิทัล จากปีก่อนที่เคยเป็นรายการกำไร อย่างไรก็ตาม งวดไตรมาสนี้ มี 4 กลุ่มอุตสาหกรรมยังสามารถรักษาการเติบโตของยอดขาย ได้แก่ กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหารก ลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มบริการ และกลุ่มเทคโนโลยี” นายประพันธ์กล่าว

ในส่วนของฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 334,631 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.7% จากสิ้นปี 2567 และโครงสร้างเงินทุนรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่แข็งแรง โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า เท่ากับสิ้นปี 2567

ปัจจุบันมี บจ. ใน mai 224 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2568) ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 241.75 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) อยู่ที่ 237,703 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 548 ล้านบาทต่อวัน  

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยผลดำเนินงาน บจ. ในธุรกิจบริการและอุปโภคบริโภค กำไรสุทธิเติบโต

0


นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บจ. จำนวน 812 บริษัท คิดเป็น 97.9% จากทั้งหมด 829 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 31 มีนาคม 2568 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน และงบการเงินไม่ตรงรอบปีปฎิทิน) นำส่งผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1 ปี 2568 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 605 บริษัท คิดเป็น 74.5% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

ผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน บจ. ใน SET มียอดขาย 4,175,056 ล้านบาท ลดลง 3.6% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารลดลง 3.0% และ 1.0% ตามลำดับ ทำให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 406,837 ล้านบาท ลดลง 11.1% อย่างไรก็ตาม บจ. มีกำไรสุทธิ 261,536 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% เนื่องจาก บจ. ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากตราสารทางการเงินและการลงทุน อีกทั้งกลุ่มธุรกิจทั่วไป (ไม่รวมหมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์) มีผลประกอบการดีขึ้น ขณะที่ในด้านฐานะการเงินของกิจการ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 บจ. ไทยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.51 เท่า เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ที่ 1.50 เท่า

“ภาพรวมผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2568 กลุ่มธุรกิจทั่วไปยังคงเติบโตได้ดี โดยได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวที่ค่อยๆ ฟื้นตัว ทั้งหมวดอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ค้าปลีก พื้นที่เช่า การบิน และโทรคมนาคม แต่มีความท้าทายจากการแข่งขันที่สูงขึ้นและแรงกดดันต่อความสามารถในการทำกำไร นอกจากนี้ บจ. ขนาดใหญ่หลายแห่งมีกำไรจากการบริหารตราสารทางการเงินและการลงทุน จึงทำให้ในภาพรวมกำไรสุทธิของ บจ. ใน SET ยังคงเติบโตจากปีก่อน อย่างไรก็ดี กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและปิโตรเคมี ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันและส่วนต่างค่าการกลั่นปรับลดลง อีกทั้งมีความต้องการใช้ไฟฟ้าชะลอตัว ทำให้ภาพรวม บจ. ไทยมียอดขายและกำไรจากการดำเนินงานชะลอลงจากปีก่อน” นายอัสสเดชกล่าว

ด้านผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ไตรมาส 1 ปี 2568 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน บจ. มียอดขายรวม 50,432 ล้านบาท ลดลง 4.6% ต้นทุนขาย 37,366 ล้านบาท ลดลง 3.3%  มีกำไรขั้นต้น 13,066 ล้านบาท ลดลง 8.3% ขณะที่ บจ. มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 3.3% ส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน 3,381 ล้านบาท ลดลง 30.6%

เจาะเบื้องหลัง AIS กับภารกิจ 49 วัน เครือข่ายที่เคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ผสานนวัตกรรมอัจฉริยะสนับสนุนหน่วยกู้ภัยในเหตุอาคารถล่ม

0

AIS แสดงถึงความพร้อมและบทบาทสำคัญในการนำศักยภาพด้านนวัตกรรมโครงข่ายอัจฉริยะเข้ามาสนับสนุนหน่วยงานช่วยเหลือฉุกเฉิน เพื่อผู้ประสบภัยอาคารถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง โดย AIS ได้นำเทคโนโลยีเครือข่ายขั้นสูงเข้าไปช่วยค้นหาและให้ความช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานอย่างรวดเร็วและทันเหตุการณ์ ตลอดระยะเวลา 49 วัน ตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม – 15 พฤษภาคม 2568 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ AIS ที่พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าและคนไทยในทุกสถานการณ์แม้ในยามวิกฤต รวมทั้งการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานเพื่อช่วยเหลือประชาชน ในฐานะผู้ให้บริการเครือข่ายของประเทศ เพื่อร่วมขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคม

ทันทีหลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว AIS ได้ดำเนินการตามแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) โดยเร่งตรวจสอบและประเมินความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลที่สำคัญ ขณะเดียวกัน เมื่อมีรายงานเหตุอาคารถล่มและมีผู้ติดค้างภายใน AIS จึงได้ขยายภารกิจเพิ่มเติม ด้วยการจัดส่งทีมวิศวกรและอุปกรณ์เทคโนโลยีสื่อสารขั้นสูงลงพื้นที่ทันที เพื่อสนับสนุนการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS เล่าถึงการทำงานในช่วงภาวะฉุกเฉินว่า “เครือข่ายดิจิทัลของเราไม่ได้เป็นเพียงแค่เทคโนโลยี แต่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่เชื่อมโยงชีวิต ธุรกิจ และสังคม โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตที่การสื่อสารคือหัวใจของการช่วยเหลือ AIS พร้อมนำโครงข่ายดิจิทัลเข้าช่วยเหลือทุกภาคส่วนทันทีที่เกิดเหตุการณ์ โดยเริ่มต้นจากการนำรถโมบายและอุปกรณ์สถานีฐานเคลื่อนที่พิเศษ (Base Station) เข้าไปในพื้นที่ให้เร็วที่สุด เพื่อสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานช่วยเหลือฉุกเฉิน โดยใช้ Network Data Analytics และเทคนิค Small Cellular Pinpointing ในการกำหนดพื้นที่อย่างเจาะจง เพื่อช่วยจับสัญญาณมือถือและระบุตำแหน่งผู้ติดค้างภายในอาคารอย่างแม่นยำ โดยให้ความสำคัญกับการควบคุมการยิงสัญญาณในช่วง 3 วันแรก เพื่อประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ของผู้ประสบภัยให้มากที่สุด   

นอกจากนี้ ยังได้ใช้เครือข่ายสนับสนุนการทำงานของเทคโนโลยีโดรน และหุ่นยนต์ติดกล้องในการสำรวจพื้นที่อันตราย เพื่อประเมินสภาพอาคารและค้นหาผู้รอดชีวิตโดยไม่เสี่ยงต่อทีมปฏิบัติงาน พร้อมเดินหน้าเสริมความแรงของสัญญาณ High-Speed Fiber และเทคโนโลยี 5G อย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาปฏิบัติการ เพื่อให้การทำงานของหน่วยกู้ภัยและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ราบรื่น และปลอดภัยสูงสุด”

พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า “หลังจากรับทราบเหตุอาคารถล่ม เราได้ประสานงานร่วมกับ AIS ทันทีด้วยการสแกนและคัดกรองสัญญาณโทรศัพท์ในพื้นที่ ทำให้สามารถระบุหมายเลขที่เกี่ยวข้องได้ถึง 249 หมายเลข พร้อมประสานกับญาติผู้สูญหายเพื่อตรวจสอบข้อมูลจนพบ 46 หมายเลขที่ยังมีสัญญาณโทรเข้าได้แต่ไม่มีผู้รับสาย ข้อมูลนี้ช่วยให้เราจัดลำดับจุดค้นหาที่สำคัญและเร่งด่วนอย่างแม่นยำ เพิ่มโอกาสในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นายวัชระ อมศิริ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้วางแผนและดำเนินการกรณีเกิดภัยพิบัติของประเทศ กล่าวว่า “เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะในช่วง 72 ชั่วโมงแรก ที่เราต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นว่าในพื้นที่จะมีระบบการสื่อสารที่เพียงพอต่อการใช้งาน ทั้งระบบการสื่อสารเพื่อการปฏิบัติงาน การสื่อสารทั่วไป รวมถึงระบบสื่อสารสำรอง การสนับสนุนสัญญาณเครือข่ายและอินเทอร์เน็ตของ AIS นับเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การค้นหาและช่วยเหลือเกิดขึ้นอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ และจะมีส่วนสำคัญต่อการร่วมกันพัฒนาแผนเพื่อรับมือต่อภัยพิบัติในอนาคตของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาวิกฤตที่ทุกสัญญาณสื่อสารอาจหมายถึงโอกาสในการช่วยชีวิต “

นายสิทธิพล คงยิ่งหาร หัวหน้าทีมปฏิบัติการสมาคม ตอบโต้ภัยพิบัติ (ประเทศไทย) กล่าวเสริมว่า “เราใช้โดรนเพื่อมอนิเตอร์และประเมินสถานการณ์จากการสำรวจพื้นที่อันตรายหรือเข้าถึงยาก จึงจำเป็นต้องใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อให้การถ่ายทอดภาพเป็นไปอย่างรวดเร็วและคมชัด ในช่วงที่อินเทอร์เน็ตมีปัญหา โชคดีที่ AIS เข้ามาช่วยกระจายสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ทำให้การควบคุมโดรนมีความแม่นยำมากขึ้น และสามารถนำข้อมูลต่างๆ มาผสานเทคโนโลยีการสร้างแผนที่ภาพ 3 มิติ เพื่อสแกนโครงสร้างตึกได้อย่างละเอียด รวมเร็ว เพื่อประเมินความปลอดภัยของการปฏิบัติภารกิจและความแม่นยำในการค้นหาผู้รอดชีวิต”

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของ AIS ในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารที่พร้อมใช้งานทันทีในยามเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยยึดแนวคิด ‘AI for Sustainable Nation’ ที่เชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีควรเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อร่วมกันสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศในระยะยาว

AIS มุ่งมั่นนำความเชี่ยวชาญและทรัพยากรที่มี มาสร้างคุณค่าสูงสุดให้กับประเทศ พร้อมยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะยามปกติหรือในห้วงเวลาแห่งวิกฤต

ซีพีเอฟ ขานรับนโยบายผู้ว่าฯลำพูน เดินหน้าความร่วมมือป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM2.5

0

ทุกลมหายใจมีค่า “อากาศดี” จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์จากความตั้งใจร่วมกันของทั้งชุมชน ภาครัฐ และภาคเอกชน ที่ลำพูน…เราไม่ได้แค่หวังให้อากาศกลับมาสดชื่น แต่ทุกภาคส่วนกำลัง “ลงมือทำ” อย่างจริงจัง และหนึ่งในพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ก็คือ “ความร่วมมือ” ที่กำลังงอกงามขึ้นเรื่อยๆ

ล่าสุด นายวิวัฒน์ อินทร์ไทยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธานในการประชุมหารือแนวทางความร่วมมือการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ร่วมกับ นายฤทธิชัย ภูมิอมร ผู้อำนวยการอาวุโส ธุรกิจผลิตและขายอาหารสัตว์ภาคเหนือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารซีพีเอฟ โดยมี นายประกอบ ยอดยา นายอำเภอแม่ทา และข้าราชการทุกภาคส่วน ร่วมประชุม เพื่อเดินหน้านโยบายของท่านผู้ว่าฯลำพูน ในการมุ่งแก้ปัญหาดังกล่าว โดยตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนและวางแผนบูรณาการทุกด้าน ทั้งการสื่อสารสร้างความเข้าใจ การควบคุมพื้นที่เสี่ยง ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง สอดคล้องกับการที่รัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก เป็นวาระแห่งชาติ ตั้งเป้าหมายลดการเผาในพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตร ภายในปี 2568 การประชุมครั้งนี้ ผู้ว่าฯลำพูนได้ให้คำแนะนำและให้แนวทางในการรักษาป่า เพิ่มพื้นที่ป่า ลดเผาพื้นที่เกษตร เผาพื้นที่ชุมชน เผาพื้นที่ป่า เพื่อร่วมกันลดฝุ่น PM2.5

ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญและมุ่งมั่นสนับสนุนนโยบายในการแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยขานรับนโยบายของจังหวัดและร่วมขับเคลื่อนอย่างเต็มที่ ผ่าน “โครงการซีพีเอฟรักษ์นิเวศ ป้องกันไฟป่าและแก้ปัญหา PM2.5” นำร่องในพื้นที่จังหวัดลำพูน ซึ่งบริษัทฯมีฐานการผลิตในพื้นที่ ตั้งเป้าดำเนินงาน 3 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2568 ถึง พ.ศ. 2570

ที่ผ่านมาบริษัทฯลงพื้นที่สำรวจพื้นที่เป้าหมายและคัดเลือกพื้นที่ดำเนินการ ล่าสุดผู้บริหารซีพีเอฟในพื้นที่จังหวัดลำพูน ร่วมกับผู้บริหารด้าน CSR จากส่วนกลาง เปิดเวทีสานเสวนาให้กับประชาชน 5 ชุมชนในตำบลทาปลาดุก เพื่อหารือถึงความต้องการของชุมชนในการแก้ปัญหาสู่ความยั่งยืน ด้วยการหาแนวทางในการร่วมมือกันเดินหน้าโครงการป้องกันไฟป่า ทั้งการวิเคราะห์สถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่ ระดมความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จัดทำแผนที่ความเสี่ยงไฟป่า วางแผนดำเนินงาน และดึงภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดูแลรักษาและป้องกันไฟป่า พร้อมจัดทำปฏิทินชุมชน ผลจากการหารือได้แนวทางที่เหมาะสมและคาดว่าการดำเนินการอย่างต่อเนื่องจะช่วยลดปัญหาหมอกควันและ PM2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งทำแผนรายหมู่บ้านร่วมกับ 7 ชุมชน ในตำบลทาสบเส้า อำเภอแม่ทา.

เกษตรกรพูดเอง ปลากะพงได้ผลดี เพชรบุรีเดินหน้ากองทุนปลากะพงปราบปลาหมอคางดำ

0

กรมประมง โดยสำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับกรมราชทัณฑ์ และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สานต่อกิจกรรม “ลงแขก ลงคลอง” ครั้งที่ 40 ณ คลอง D26 ต.บางขุนไทร อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของ ปลาหมอคางดำ ล่าสุดพบปลาหมอคางดำในพื้นที่ลดลง พร้อมขยายผล “กองทุนปลากะพง” หลังเกษตรกรร่วมโครงการรุ่นแรกเห็นผลชัดปลาหมอคางดำลดลงจริงหลังปล่อยปลากะพงในบ่อไป 2 เดือน

นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี เปิดเผยว่า ปัจจุบัน ปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติทั่ว 7 อำเภอของจังหวัดเพชรบุรี มีจำนวนลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดสำรวจพบมีการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำเพียง 15 ตัวต่อ 100 ตารางเมตร และปลาที่จับขึ้นมาได้จากกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ในช่วงหลังๆ ขนาดของปลาก็เล็กลง ซึ่งสะท้อนถึงความสำเร็จของการบูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน อย่างมีประสิทธิภาพในการควบคุมและลดจำนวนปลาหมอคางดำในระบบนิเวศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การมีส่วนร่วมของชุมชนและการใช้แนวทางเชิงนิเวศควบคู่กับวิธีการจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับปลาหมอคางดำที่จับได้จากกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ครั้งนี้ได้ 31 กิโลกรัม จะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยส่งต่อให้เรือนจำกลางเพชรบุรี เพื่อแปรรูปเป็นน้ำปลา ภายใต้โครงการความร่วมมือระหว่างกรมประมง กรมราชทัณฑ์ และซีพีเอฟ กำจัดปลาหมอคางดำในรูปแบบกิจกรรมซีเอสอาร์ โดยการผลิตน้ำปลาแท้จากปลาหมอคางดำ ตรา “หับเผยเขากลิ้ง” และส่วนหนึ่งใช้ประกอบอาหารเป็นสวัสดิการของเรือนจำกลางเพชรบุรี เป็นการลดของเสียและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในชุมชน

นอกจากนี้ โครงการ “กองทุนปลากะพง” ที่ดำเนินโดยสำนักงานประมงเพชรบุรี ร่วมกับซีพีเอฟ ได้รับการตอบรับที่ดีจากเกษตรกรในอำเภอเขาย้อยที่เข้าร่วมโครงการรุ่นแรกจำนวน 24 ราย ได้รับการสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพง 5,000 ตัว ซึ่งพบว่าการปล่อย ปลากะพงขาว ลงในบ่อสามารถควบคุมลูกปลาหมอคางดำได้ผลจริง และยังช่วยสร้างรายได้จากการจำหน่ายปลากะพงอีกด้วย

“ประมงเพชรบุรีมีแผนจะขยายผลให้ครอบคลุมกับจำนวนเกษตรกรที่ต้องการ เพราะเสียงตอบรับจากเกษตรกรรุ่นแรกดีมาก พร้อมกันนี้ ประมงเพชรบุรียังพร้อมให้การสนับสนุน “กากชา” และเครื่องมือประมงเพิ่มเติม ช่วยให้เกษตรกรสามารถลดค่าใช้จ่ายและสามารถควบคุมปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายประจวบกล่าวเสริม

ความสำเร็จในการควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในจังหวัดเพชรบุรี เป็นผลจากการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรม “ลงแขก ลงคลอง” ที่ดำเนินต่อเนื่อง การสนับสนุนเครื่องมือประมงและกากชาให้แก่เกษตรกร ไปจนถึงโครงการ “กองทุนปลากะพง” ที่ช่วยลดจำนวนลูกปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงของเกษตรกร พร้อมสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร ล้วนสะท้อนถึงแนวทางการจัดการเชิงนิเวศ ที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหัวใจ.

คณะแพทยฯ รพ.รามาธิบดี จัดงานวันงดสูบบุหรี่โลก 2568 เตือนภัยบุหรี่ไฟฟ้ารุ่นปัจจุบันมีสารนิโคตินสูงกว่าบุหรี่มวนหลายเท่า ติดง่าย เลิกยาก และทำลายสมองมากกว่า

0

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จัดงานวันงดสูบบุหรี่โลก 2568 เตือนภัย บุหรี่ไฟฟ้ารุ่นปัจจุบันมีสารนิโคตินสูงกว่าบุหรี่มวนหลายเท่า เสพติดง่ายกว่า เลิกยากกว่า และทำลายสมองมากกว่า ย้ำชัดทุกภาคส่วนร่วมปกป้องเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง

คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จัดงานวันงดสูบบุหรี่โลกภายใต้หัวข้อ ““กระชากหน้ากากธุรกิจบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า: นิโคติน เสพติด จน ตาย” พร้อมทั้งประกาศเจตนารมณ์คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีไม่สนับสนุนการใช้บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ ย้ำชัดเด็กและเยาวชนไม่ควรเป็นเหยื่อธุรกิจบุหรี่ไฟฟ้า

พ.ต.ท. ปริญญา ปาละ รองผู้กำกับกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) กล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฏหมาย มีบทลงโทษทางกฏหมายในทุกกรณี ทั้งผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้นำเข้า ผู้ครอบครอง และผู้สูบ มีโทษทั้งจำคุกและปรับ ไม่มีพื้นที่ใดที่สามารถขายและสูบบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างถูกกฏหมาย ทุกคนต้องช่วยกันปกป้องเด็กและเยาวชนที่เป้าหมายสำคัญของธุรกิจบริษัทบุหรี่ไฟฟ้า หากพบเห็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฏหมายสามารถแจ้งไปที่กองบัญชาการสอบสวนกลาง โทร. 1599

ด้าน รศ.ดร.พญ. เริงฤดี ปธานวนิช อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน และรองประธานคณะทำงานนักศึกษารามาธิบดีปลอดบุหรี่ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดลกล่าวว่า บุหรี่ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ๆ บริษัทบุหรี่ไฟฟ้ามุ่งเป้าไปที่กลุ่มเด็กและเยาชน โดยแปลงร่างบุหรี่ไฟฟ้าให้ดูเหมือนของใช้ในชีวิตประจำวัน ปรับเป็นรูปแบบ “พอดจมูก” หรือบุหรี่ไฟฟ้าที่สูบทางจมูก แทนการสูดควันทางปาก และมีปริมาณนิโคตินบุหรี่ไฟฟ้าสูงมาก ในปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้า 1 แท่งมีนิโคตินเทียบเท่ากับบุหรี่มวนถึง 1,000 มวน นอกจากนี้บุหรี่ไฟฟ้าเสพติดง่ายกว่า เลิกยากกว่า และทำลายสมองมากกว่าบุหรี่มวน ยิ่งเป็นเด็กและเยาวชนแล้ว ถ้าได้รับนิโคติน ในขณะที่สมองกำลังเจริญเติบโต สมองจะถูกทำลาย เกิดปัญหาด้านสมอง เช่น ความจำไม่ดี เรียนไม่รู้เรื่อง และมีปัญหาทางด้านอารมณ์ตามมา เช่น ซึมเศร้า หงุดหงิด ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ โดยพบว่าร้อยละ 53 ของวัยรุ่นไทยที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีภาวะซึมเศร้า และมีอีกหลายกรณีที่เยาวชนของเราได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าแม้จะเริ่มใช้ไม่นาน เช่นกรณีล่าสุดเยาวชนไทยที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่เกิน 1 ปี พบป่วยปอดอักเสบรุนแรงจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า (EVALI) ทั้งปอดและหลอดลมพัง จนต้องใส่ท่อหายใจ จึงอยากจะขอให้เยาวชนด้วยกันเองเป็นกระบอกเสียงพิษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า และไม่ชักชวนกันให้ริเริ่มบุหรี่ไฟฟ้า อย่าตกเป็นเหยื่อสิ่งเสพติดที่อันตรายนี้

เช่นเดียวกับ คุณดาลัด รยะสวัสดิ์ ผู้อำนวยการเผยแพร่วิชาการและพัฒนาเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้า เสี่ยงต่อการใช้สิ่งเสพติดอื่นๆตามมา ซึ่งจากข้อมูลการสำรวจการใช้บุหรี่ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ยาสูบในเยาวชนระดับมัธยมและเทียบเท่าในพื้นที่ภาคใต้ ปี 2567 พบว่าว่าเยาวชนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้ามีการใช้สารเสพติดอื่นๆ เช่น กัญชา ยาบ้า สุรา สี่คูณร้อย (สารเสพติดที่เริ่มแพร่หลายในกลุ่มวัยรุ่น เป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมหลัก 4 อย่าง คือ น้ำต้มใบกระท่อม น้ำอัดลมประเภทโคล่า ยาแก้ไอที่มีส่วนผสมของโคเดอีน และยากันยุง) ในอัตราที่สูงกว่ากลุ่มเยาวชนที่ไม่เคยสูบหรือไม่สูบบุหรี่ไฟฟ้า ดังนั้นการร่วมปกป้องเด็กเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า ถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพราะจะช่วยป้องกันปัญหาสิ่งเสพติดอื่นๆที่จะตามมาในกลุ่มเยาวชน พร้อมทั้งอยากให้ช่วยกันเผยแพร่ไปในวงกว้างให้เข้าใจว่า บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสิ่งผิดกฏหมายในทุกกรณี หากฝ่าฝืนจะได้รับโทษหนักมีทั้งโทษจำคุกและปรับในอัตราที่สูง

ด้าน ครูผุสชา พวงจันทร์ หัวหน้างานป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งเสพติด เอดส์และอบายมุข ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา 2 กล่าวว่า โรงเรียนถือว่าเป็นสถานศึกษาของกลุ่มเด็กและเยาวชน หากโรงเรียนมีมาตรการและนโยบายที่ชัดเจนในการป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า จะช่วยลดความชุกนักสูบหน้าเก่าและนักสูบหน้าใหม่ได้ การดำเนินงานจะเกิดประสิทธิภาพจะต้องร่วมมือกันทั้งโรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน โดยโรงเรียนมีแนวทางในการดำเนินงานตาม 7 มาตรการป้องกัน ควบคุมและแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ดังนี้ 1. กำหนดนโยบายโรงเรียนปลอดบุหรี่ 2. บริหารจัดการเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ 3. จัดสภาพแวดล้อมตามกฎหมายโรงเรียนปลอดบุหรี่ 4. สอดแทรกเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าในการจัดการเรียนรู้ 5. นักเรียนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนโรงเรียนปลอดบุหรี่ 6. ดูแลช่วยเหลือนักเรียนไม่ให้สูบบุหรี่ และ 7. มีกิจกรรมร่วมระหว่างนักเรียนกับชุมชน ซึ่งการจะดำเนินงานตาม 7 มาตรการนี้จะต้องมีนโยบายที่สอดคล้องกันไป ซึ่งโรงเรียนมีนโยบายโรงเรียนปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชาและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 10 ข้อ ดังนี้ 1. ห้ามมิให้ผู้ใดสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ภายในบริเวณโรงเรียนและประตูหน้า-หลัง ทางเข้าออกรัศมี 5 เมตร รวมทั้งห้ามดื่มแอลกอฮอล์ภายในโรงเรียนเด็ดขาด ทั้งในและนอกเวลาราชการ รวมถึงการเข้ามาใช้สถานที่ของบุคคลภายนอกในการจัดกิจกรรมหรือจัดงานตามประเพณี 2. โรงเรียนสนับสนุนการดำเนินการตาม 7 มาตรการข้างต้น และสนับสนุนกิจกรรมเครือข่ายเพื่อโรงเรียนปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชาและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 3. โรงเรียนสนับสนุนให้บุคลากรเป็นแบบอย่างที่ดีไม่สูบบุหรี่ทุกรูปแบบ 4. โรงเรียนสนับสนุนการพิจารณารับพนักงาน หรือลูกจ้าง หรือผู้ประกอบการร้านค้า ที่ไม่สูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชาและดื่มแอลกอฮอล์เข้ามาทำงานในโรงเรียนเป็นอันดับแรก 5. โรงเรียนสนับสนุนให้มีมาตรการป้องกันไม่ให้มีผู้สูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมีการอบรมให้ความรู้นักเรียนใหม่ทุกราย 6. โรงเรียนสนับสนุนให้มีกระบวนการช่วยเหลือนักเรียนที่ยังเลิกบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ โดยการแสดงตัวว่าเป็นสูบเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือ ลด ละ เลิก โดยเจ้าหน้าที่จากศูนย์สาธารณสุข 7. โรงเรียนสนับสนุนการสร้างความร่วมมือกับผู้ปกครองนักเรียน ชุมชนรอบโรงเรียน ในการสร้างค่านิยมการไม่สูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชาและดื่มแอลกอฮอล์ในที่ห้ามสูบ สนับสนุนบ้านปลอดบุหรี่และที่สาธารณะในชุมชน 8. โรงเรียนสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายชุมชน และนักเรียนแกนนำให้ร่วมมือแก้ปัญหาบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชาและดื่มแอลกอฮอล์ 9. โรงเรียนสนับสนุนการดำเนินงานและจัดตั้งชมรม Gen Z Strong เลือกไม่สูบ ในโรงเรียนเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานโรงเรียนปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชา และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเป็นแกนนำในการเผยแพร่ความรู้ด้านโทษภัยของบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชาและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ให้ชุมชน เครือข่ายฯ และโรงเรียนต่างๆ และ10. โรงเรียนสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานโรงเรียนต้นแบบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า กัญชาและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

พว.ปริศนา ภู่สุวรรณ์ พยาบาลประจำคลินิกเลิกบุหรี่ งานการพยาบาลสนับสนุนการรักษา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้แนวทางการเลิกบุหรี่/บุหรี่ไฟฟ้า โดยใช้หลัก STAR และแนวทางจัดการเพื่อลดความอยากสูบและป้องกันการสูบซ้ำ ด้วยหลัก 5D โดยกล่าวว่า หลัก STAR S = Set a quit date กำหนดวันเลิกสูบบุหรี่ (ควรภายใน 2 สัปดาห์) เพื่อวางแผน หาวิธีที่จะเอาชนะอุปสรรค ความเคยชิน เพื่อกำหนดวันได้ ควรบันทึกไว้ และลงมือทำการเลิกบุหรี่เมื่อถึงวันที่กำหนด T = Tell family/friend บอกคนในครอบครัว คนใกล้ชิด เพื่อให้กำลังใจ สนับสนุนในการเลิกบุหรี่ อดทน ไม่โกรธ ถ้าช่วงเลิกตนมีอาการหงุดหงิดโมโหง่าย ไม่ล้อเลียน หรือยั่วยุให้สูบบุหรี่ A = Anticipate potential problem คาดเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ปัญหาล่วงหน้าที่จะกระตุ้นทำให้กลับไปสูบบุหรี่ โดยหาแนวทางจัดการหรือป้องกัน โดยใช้ หลัก 5D R = Remove equipment จำกัดอุปกรณ์การสูบบุหรี่ออกให้หมดทั้งที่บ้านและที่ทำงาน สำหรับหลัก 5D เพื่อลดความอยากสูบและป้องกันการสูบซ้ำ : Delay ชะลอความอยากสูบ ไม่สูบบุหรี่ทันที เลื่อนหรือยืดเวลาออกไปให้นานที่สุด (ในช่วงที่ทยอยลดปริมาณการสูบ) Deep breathing สูดลมหายใจเข้า-ออก ลึกๆยาวๆ 5-10 ครั้ง (โดยเฉพาะเวลาเครียด/หงุดหงิด) Deep water จิบ/ดื่มน้ำเปล่าเป็นระยะตลอดวัน Do something else หากิจกรรมอื่นแทนการสูบบุหรี่ เพื่อเปลี่ยนความเคยชินแบบเดิมๆ เช่น หลังตื่นนอน ลุกจากที่นอนทันที รีบล้างหน้า แปรงฟัน ตื่นเช้ากว่าปกติ ดื่มน้ำช้าๆ และDestination คิดถึงเป้าหมายว่าเราตั้งใจเลิกบุหรี่แล้ว เพื่ออะไร หากยังลังเลและไม่แน่ใจว่าจะเลิกบุหรี่ได้สำเร็จหรือไม่ สามารถมารับคำปรึกษาที่คลินิกเลิกบุหรี่ โรงพยาบาลรามาธิบดี โทร 02-2004048

เมืองไทยประกันชีวิต จัดกิจกรรม “ค่ายเพาะสุขปลูกจิตอาสา” ปลูกต้นกล้าแห่งความดี เพื่อส่งมอบความสุขสู่สังคม

0

เมืองไทยประกันชีวิต จัดกิจกรรม “ค่ายเพาะสุขปลูกจิตอาสา” เพื่อเสริมสร้างทัศนคติที่ดีและปลูกฝังจิตสำนึกด้านจิตอาสาให้กับสมาชิกในครอบครัวของพนักงานที่มีอายุระหว่าง 4–17 ปี รวมจำนวนทั้งสิ้น 60 คน โดยมุ่งหวังให้เยาวชนได้เรียนรู้ประสบการณ์ตรง พร้อมส่งต่อความสุขให้แก่สังคม ผ่านกิจกรรมที่สร้างสรรค์และสนุกสนานตลอดทั้งวัน

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “บริษัทฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของบุคลากรในองค์กรซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจ จึงจัดกิจกรรมนี้ขึ้นเพื่อส่งเสริมความผูกพันระหว่างองค์กรกับพนักงานในรูปแบบที่สร้างคุณค่าอย่างรอบด้าน โดยไม่เพียงมุ่งเน้นที่การดูแลพนักงานในมิติของการทำงานเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลในชีวิตและครอบครัว (work-life balance) อีกด้วย

กิจกรรม “ค่ายเพาะสุขปลูกจิตอาสา” จึงถือเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่เปิดโอกาสให้พนักงานได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการเรียนรู้ พัฒนาทักษะ และปลูกฝังคุณค่าที่ดีให้กับบุตรหลาน ผ่านกิจกรรมที่อบอุ่น เป็นกันเอง และเปี่ยมไปด้วยความหมาย ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของบริษัทในการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน

สำหรับวัตถุประสงค์การจัดงาน เพื่อส่งเสริมจิตสำนึกในการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมในกลุ่มเยาวชน ตลอดจนการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย   และยังเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกในครอบครัวของพนักงาน  เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการดูแลและสร้างความผูกพันกับพนักงาน (employee engagement) ภายในงาน เด็กๆ ได้ร่วมกิจกรรมที่สนุกสนานและผสมผสานด้วยสาระ อาทิ

·         กิจกรรมทำกระเป๋าผ้าใส่ยา eco-print เพื่อส่งมอบให้โรงพยาบาลในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกในการแบ่งปันและการใส่ใจสิ่งแวดล้อม

·         เกมเตรียมความพร้อมบริหารจัดการด้านการเงิน เพื่อให้เยาวชนเรียนรู้เรื่องการวางแผนการเงินเบื้องต้น

·         กิจกรรม DIY คัปเค้ก ที่เปิดโอกาสให้น้องๆ ได้ใช้จินตนาการตกแต่งหน้าขนมด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ยังมีพนักงานจิตอาสาของบริษัทมาร่วมทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง คอยดูแลและอำนวยความสะดวกให้กับน้องๆ ตลอดกิจกรรม พร้อมกันนี้ เด็กทุกคนยังได้รับ “แก้วน้ำ น้องรักษ์ยิ้มให้” เพื่อนำมาใช้ดื่มน้ำตลอดวัน ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งเป็นการส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่ง

กิจกรรม “ค่ายเพาะสุขปลูกจิตอาสา” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และความสุขสำหรับเยาวชนและครอบครัวพนักงาน  แต่ยังเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของบริษัทในการ “ปลูกต้นกล้าแห่งความดี” ส่งต่อแรงบันดาลใจและความสุขที่เชื่อมโยงครอบครัวพนักงานเข้ากับองค์กรอย่างแน่นแฟ้น ตลอดจนมอบสิ่งที่ดีคืนให้แก่สังคมในวงกว้างอย่างยั่งยืน

“บริษัทฯ เชื่อมั่นว่าเมล็ดพันธุ์แห่งความดีที่เราร่วมกันหว่านลงไปในวันนี้ จะเติบโตเป็นต้นกล้าที่แข็งแรงในวันข้างหน้า และขอขอบคุณทุกแรงใจที่ร่วมกันสร้างสรรค์กิจกรรมครั้งนี้ให้เปี่ยมไปด้วยความหมาย เพราะทุกรอยยิ้ม ทุกความสุข และทุกบทเรียนที่เกิดขึ้น คือพลังสำคัญในการร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรและสังคมให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน” นายสาระกล่าวสรุป    

ปลาหมอคางดำ … อรรถประโยชน์ในยุคเศรษฐกิจฝืด

0

บทความ โดย  โชติกา ธาตุธรรม 

ท่ามกลางกระแสเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง เงินในกระเป๋าชาวบ้านบางเบา บรรดาค่าครองชีพที่พุ่งไม่หยุดหย่อน ทำให้คำว่า “อยู่รอด” กลายเป็นคำสำคัญยิ่งกว่าความมั่งมี เมื่ออาหารแพง น้ำมันขึ้น ค่าใช้จ่ายขยับขึ้นทุกวัน หนึ่งในทางรอด คือการมองหา “ทรัพยากรทางเลือก” ที่เราอาจเคยมองข้าม  น่าแปลกใจไหม… ที่หนึ่งในนั้นคือ “ปลาหมอคางดำ”

จากปลาไร้ค่า สู่ทรัพยากรทรงคุณค่า

ปลาหมอคางดำ หรือที่รู้จักกันว่าเป็น “ปลาต่างถิ่นรุกราน” เคยถูกประณามว่าเป็นตัวการทำลายความหลากหลายของระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติ มีความสามารถปรับตัวสูง วางไข่เก่ง และล่าอย่างไม่ปรานีจนปลาท้องถิ่นหลายสายพันธุ์ต้องลดจำนวนลง …  แต่นั่นอาจเป็นเพียง “ด้านเดียวของเหรียญ”

ความจริงคือปลาชนิดนี้มีเนื้อแน่น โปรตีนสูง ไขมันน้อย  โดยการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของปลาหมอคางดำ น้ำหนัก100 กรัม พบว่าให้พลังงาน 97 กิโลแคลอรี น้ำ 78.0 กรัม โปรตีน 21.6 กรัม และไขมัน 1.2 กรัม ประกอบด้วยแร่ ธาตุโปแตสเซียม 404 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 215 มิลลิกรัม โซเดียม 65 มิลลิกรัม แคลเซียม 35 มิลลิกรัม แมกนีเซียม 32 มิลลิกรัม สังกะสี 1.6 มิลลิกรัม และเหล็ก 0.5 มิลลิกรัม ที่สำคัญคือ ราคาถูกกว่าปลาเลี้ยงทั่วไปหลายเท่าตัว  

CREATOR: gd-jpeg v1.0 (using IJG JPEG v80), quality = 80

หากจัดการอย่างถูกวิธี มันสามารถเป็นวัตถุดิบอาหารที่ดีเยี่ยม ทั้งในรูปปลาสด ปลาย่างแห้ง หมัก ตาก หรือแม้แต่แปรรูปเป็นอาหารสัตว์ หรืออาหารแปรรูปต้นทุนต่ำสำหรับผู้มีรายได้น้อย การนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารก็สามารถทำได้หลากหลาย เช่น ปลาร้า ปลาเค็มแดดเดียว น้ำปลา น้ำปลาร้า และลูกชิ้นปลา ซึ่งไม่เพียงเพิ่มมูลค่าให้กับปลาที่มีราคาต่ำ แต่ยังช่วยลดปริมาณปลาที่แพร่กระจายในธรรมชาติซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และสามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่มีมูลค่าสูงขึ้นในอนาคต

จากขยะในสายตา…สู่ทุนในแปลงเกษตร

อรรถประโยชน์ของปลาหมอคางดำไม่ได้หยุดแค่จานข้าว หากแต่ขยายไปถึงผืนดิน ในโครงการของ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้มีการนำปลาหมอคางดำมาผลิตเป็น “น้ำหมักชีวภาพ” ตามสูตรของกรมพัฒนาที่ดิน โครงการนี้ไม่เพียงช่วยกำจัดปลารุกราน แต่ยังใช้เพิ่มผลผลิตให้เกษตรกรสวนยางได้อย่างคุ้มค่า

ในระยะแรก กยท. รับซื้อปลาจำนวนกว่า 580,000 กิโลกรัม นำไปผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพได้ราว 930,000 ลิตร แจกจ่ายให้เกษตรกรสวนยางรายละ 40 ลิตร ครอบคลุมกว่า 14,000 ราย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันยังช่วยลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพง ผลลัพธ์ที่ได้คือ เปลือกยางนิ่มขึ้น กรีดยางง่ายขึ้น น้ำยางเพิ่มขึ้น ต้นทุนลดลง รายได้เพิ่มขึ้น วัฏจักรที่ดีนี้เกิดจาก… ปลาหมอคางดำตัวเดียว!!

คงถึงเวลาทบทวนความคิดที่ว่า ไม่ใช่ทุกสิ่งที่ราคาถูกจะไร้ค่า  ในวันที่สังคมหลายกลุ่มมุ่งแต่สร้างภาพลบให้ปลาชนิดนี้ บทเรียนที่ควรถอดให้ได้คือแทนที่จะกำจัดอย่างไร้ทิศทาง ควรเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ โดยหาทาง ใช้ประโยชน์ อย่างเป็นระบบ

ปลาหมอคางดำอาจไม่หรูหราเหมือนแซลมอน ไม่หวานละมุนแบบปลากะพง แต่ในวันที่เงินเฟ้อเบียดชีวิตจนมุม เราอาจต้องหันมามองสิ่งที่เคยเมิน และใช้สติปัญญาแปรรูปมันให้กลายเป็น “ทุน” ที่มีค่าทั้งต่อชีวิต ต่อเกษตรกรรม และต่อระบบนิเวศ

หมายเหตุ : นี่เป็นแนวคิดในกำจัดปลาด้วยการนำไปใช้ประโยชน์ มิได้ต้องการสนับสนุนให้ขยายการเลี้ยงหรือแอบเพาะเลี้ยงในบ่อส่วนบุคคล ซึ่งเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

AIS – กสิกรไทย หนุนพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ค้าขายคล่อง มอบสิทธิ์ใช้งานแพ็กเกจ “K SHOP Pro” ในแอปฯ K SHOP ฟรี 30 วัน

0

AIS ร่วมกับธนาคารกสิกรไทย เดินหน้าสนับสนุนธุรกิจรายย่อยและผู้ประกอบการไทยในยุคดิจิทัล เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารร้านค้าออนไลน์ มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า AIS ที่สมัครแพ็กเกจค้าขายออนไลน์ที่ร่วมรายการ รับสิทธิใช้งาน แพ็กเกจ “K SHOP Pro” ในแอปพลิเคชัน K SHOP ฟรี 30 วัน ซึ่งเป็นแพ็กเกจเสริมเพื่อร้านออนไลน์ ช่วยยกระดับธุรกิจร้านค้าออนไลน์ด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในของผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นายคณาธิป ธีรทีป หัวหน้าแผนกงานการตลาดด้านผลิตภัณฑ์และลูกค้าโพสต์เพด AIS กล่าวว่า “เอสเอ็มอีและพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นฐานรากของระบบเศรษฐกิจโดยรวม AIS ในฐานะผู้นำด้านดิจิทัลไลฟ์ เราเชื่อว่าการมีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่แข็งแกร่งและเทคโนโลยีทันสมัยคือหัวใจของความสำเร็จในการค้าขายยุคใหม่ จึงมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการร้านค้าออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยครั้งนี้ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งในยุคดิจิทัล”

นายบุญเติบ จีรภัทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า “ธนาคารเล็งเห็นความสำคัญและเข้าใจปัญหาของการขายออนไลน์ จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ เพื่อให้ค้าขายคล่องขึ้น โดยได้พัฒนาแพ็กเกจ K SHOP Pro ในแอป K SHOP ซึ่งเป็นบริการเสริมเพื่อร้านค้าออนไลน์ที่ขายบนแพลตฟอร์ม Facebook, Instagram และ Line OA โดยมีจุดเด่นคือระบบรวมแชท จัดการสต็อก และดูด CF ไลฟ์สด สามารถใช้งานทุกฟีเจอร์ได้ไม่จำกัดจำนวนการใช้งาน นอกจากนี้ K SHOP ยังมีบริการลิงก์รับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตผ่านโซเชียล (Payment Link) ให้สามารถรับชำระเงิน ได้ทั้งแบบเต็มจำนวนหรือแบบผ่อน ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การทำธุรกิจสามารถเติบโตต่อไปได้”

และเพื่อตอกย้ำความตั้งใจในการสนับสนุนผู้ค้าออนไลน์ AIS มอบสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าที่สมัครแพ็กเกจค้าขายออนไลน์ รับสิทธิ์ทดลองใช้งานแพ็กเกจ K SHOP Pro ใน K SHOP ฟรี 30 วัน (มูลค่า 299 บาท) และบัตรของขวัญ Lotus’s Gift Card มูลค่า 100 บาท โดยต้องเชื่อมต่อ K SHOP Pro กับ Facebook, Line OA ของร้าน หรือสมัครใช้งานเครื่องรับบัตรพกพา (mPOS) ตั้งแต่วันนี้ – 31 กรกฎาคม 2568 โดยแพ็กเกจที่เข้าร่วมรายการ ได้แก่

  • แพ็กเกจ 5G Social Commerce ราคา 499 บาท/เดือน เน็ตเต็มสปีด 30GB ตัวช่วยขายดี เน็ตพร้อม ตอบแชททันใจ สำหรับพ่อค้าแม่ค้าที่ใช้เน็ตโพสขายของผ่าน Facebook, Instagram หรือตอบแชทลูกค้า LINE, Facebook Messenger เพิ่มยอดขายให้ปัง พร้อมโปรแกรมบัญชีออนไลน์ จาก Flow Account
  • แพ็กเกจ AIS 5G Seller ราคาเริ่มต้น 699/เดือน อินเทอร์เน็ตไม่จำกัด ทำบัญชีออนไลน์ จัดการสต๊อกง่าย ส่งของด่วนทันใจ ออเดอร์ครบ จบที่เดียว รับสิทธิ์โทรฟรี 79 เบอร์โทรธุรกิจ อาทิ เบอร์ธนาคาร ขนส่ง พร้อม โปรแกรมจัดการสต๊อกจาก My Order, ส่วนลดค่าขนส่งจาก Line Man Messenger, โปรแกรมบัญชีออนไลน์ จาก Flow Account
  • แพ็กเกจ AIS 5G TikTok Shop ราคาเริ่มต้น 749 บาท/เดือน อินเทอร์เน็ตไม่จำกัด สัมผัสประสบการณ์ LIVE ลื่นไม่สะดุด ทำคอนเทนต์ขายของคมชัด และ Live ขายของออนไลน์ผ่าน TikTok, IG FB, LINE, X พร้อมรับสิทธิ์โทรฟรี 79 เบอร์ธุรกิจ, คูปองจาก TikTok, โปรแกรมบัญชีออนไลน์ จาก Flow Account 

K SHOP Pro มาพร้อมฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์สามารถบริหารจัดการร้านค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้ง ระบบดูดคอมเมนต์ผ่านไลฟ์สด, ระบบรวมแชตจากหลายแพลตฟอร์ม, ระบบจัดการสต็อกสินค้า พร้อมให้ความคุ้มครองประกันอุบัติเหตุและ SMS รู้เงินเข้าออก ตลอด 24 ชม. ลูกค้าที่สนใจสามารถสมัครแพ็กเกจได้ที่ AIS Shop ทุกสาขาทั่วประเทศ ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.ais.th/rsme/kshop-pro