Home Blog Page 66

เมืองไทยประกันชีวิต ผนึกกำลัง AIS ส่ง “กรมธรรม์ประกันภัยสุขใจสงกรานต์ (ไมโครอินชัวรันส์)” ร่วมเติมเต็มความสุขและรอยยิ้ม

0

เมืองไทยประกันชีวิต ผนึกกำลัง AIS มอบความอุ่นใจให้กับลูกค้า AIS ทั้งมือถือและเน็ตบ้าน ได้สนุก มีความสุขอย่างเต็มที่ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2568 ผ่าน “กรมธรรม์ประกันภัยสุขใจสงกรานต์ (ไมโครอินชัวรันส์)” ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งด้านชีวิตและค่ารักษาพยาบาล อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุ เพียงลูกค้าใช้  AIS Points 10 คะแนน แลกรับสิทธิ์ผ่านทางแอปพลิเคชัน myAIS หรือ กด *550*3374#  ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2568 – 31 พฤษภาคม 2568 นี้  (จำนวนจำกัด 20,000 สิทธิ์)

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เนื่องในเทศกาลแห่งความสุขวันสงกรานต์ปี 2568 นี้ เมืองไทยประกันชีวิตได้ผนึกกำลังกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ส่งมอบความอุ่นใจผ่าน กรมธรรม์ประกันภัยสุขใจสงกรานต์ (ไมโครอินชัวรันส์) ประกันภัยอุบัติเหตุกลุ่มที่ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทั้งด้านชีวิตและค่ารักษาพยาบาล อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุ  ด้วยความมุ่งมั่นในการส่งมอบความสุขและรอยยิ้ม พร้อมเดินหน้าสร้างการเข้าถึงได้ของประกันชีวิตให้กับทุกคนในสังคม (Democratizing Insurance)  เพื่อเป็นส่วนช่วยให้ทุกคนได้มีหลักประกันที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน  

โดยความร่วมมือกับ AIS ครั้งนี้ ยังถือเป็นการขานรับกับนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในการส่งเสริมให้ประชาชนมีหลักประกันความคุ้มครองอุบัติเหตุให้กับตนเองและครอบครัว สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากระบบการประกันภัย เพื่อบริหารความเสี่ยงจากอุบัติเหตุได้สะดวก เข้าถึงได้ง่าย และรวดเร็วยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยสร้างความอุ่นใจจากการเดินทางให้กับลูกค้าของ AIS ทั้งมือถือและเน็ตบ้าน ได้ทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวในช่วงเทศกาลแห่งความสุขนี้ได้เป็นอย่างดี

ด้านนางนวมินท์ เหล่าธรรมทัศน์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจข้อมูล เอไอเอส  กล่าวว่า “AIS พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าในทุกเทศกาลสำคัญ เราจึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับทางสำนักงานคปภ. และเมืองไทยประกันชีวิต เพื่อมอบของขวัญแทนความห่วงใยให้กับลูกค้า ด้วยการมอบกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุ ให้ลูกค้าอุ่นใจทุกการเดินทางในช่วงวันหยุดยาวนี้ เพียงลูกค้าใช้  AIS Points 10 คะแนน ก็สามารถแลกรับสิทธิ์ “กรมธรรม์ประกันภัยสุขใจสงกรานต์ (ไมโครอินชัวรันส์)” ผ่านทางแอปพลิเคชัน myAIS หรือ กด *550*3374# ก็รับวงเงินคุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท ได้ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2568 – 31 พฤษภาคม 2568 นี้  (จำนวนจำกัด 20,000 สิทธิ์)

โดยลูกค้าสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แอปพลิเคชัน myAIS  ซึ่งผู้ที่จะได้รับสิทธิ์จะต้องถือสัญชาติไทยเท่านั้น และมีอายุตั้งแต่  15 ปีบริบูรณ์ ถึง 70 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ทำประกันภัย สำหรับข้อตกลงความคุ้มครองที่ลูกค้าและประชาชนทั่วไปจะได้รับ ประกอบด้วย

– ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เนื่องจากอุบัติเหตุ ไม่รวมการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกาย และ/หรือ อุบัติเหตุขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท 

– ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จากการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกาย และ/หรือ อุบัติเหตุขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ จำนวนเงินเอาประกันภัย 50,000 บาท

– ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เนื่องจากอุบัติเหตุสาธารณะ จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท 

– ผลประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุ ไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจ้างพยาบาลพิเศษ อุปกรณ์ค้ำยันต่าง ๆ (ยกเว้นไม้ค้ำยัน) รถเข็นผู้ป่วย อวัยวะเทียมภายนอกร่างกาย ค่ารักษาพยาบาลโดยแพทย์ทางเลือก (Alternative medicine) การฝังเข็ม จำนวนเงินเอาประกันภัยตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 5,000 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เมืองไทยประกันชีวิต โทร. 1766 สำหรับภาษาไทย ตลอด 24 ชั่วโมง

AIS ผนึก TGI และภาคีเครือข่าย เดินหน้าขยายศูนย์ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล5G ในEEC

0

AIS Business ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านบริการเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับองค์กรภาคธุรกิจในประเทศไทย ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และสถาบันไทย-เยอรมัน (TGI) เปิดตัว 5G Solution Development Center หรือ ศูนย์ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล 5G เป็นแห่งที่ 3 ใน EEC ซึ่งเป็นการขยายความร่วมมือเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทยในการพัฒนาโซลูชันและเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับขีดความสามารถสู่อุตสาหกรรม 4.0 อย่างยั่งยืน

นายภูผา เอกะวิภาต  รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่า “ในวันนี้ที่โรงงานอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการแข่งขันในระดับโลก โดยเฉพาะการปรับตัวนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ AIS มุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง เช่น 5G, Edge Computing และ Cloud มาเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการไทยได้เข้าถึงเทคโนโลยีระดับโลก และสร้างโอกาสใหม่ในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานและอุตสาหกรรมการผลิตที่ถือเป็นแกนหลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

และเราเชื่อมั่นว่าการทำงานร่วมกับ TGI ซึ่งเป็นองค์กรอิสระภายใต้การกำกับของกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีอัตโนมัติและหุ่นยนต์ ภายใต้การสนับสนุนของ depa และนโยบายการพัฒนาบุคลากรเพื่ออุตสาหกรรมใหม่จากสำนักงาน EEC จะสามารถเสริมสร้างอีโคซิสเต็มที่แข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศได้อย่างแท้จริง”

ศูนย์ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล 5G แห่งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC มีเป้าหมายสำคัญใน 3 ด้าน คือ

  • การฝึกอบรมและสัมมนา (Training & Seminar) ถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยี 5G, Edge Computing และระบบ Cloud เพื่อพัฒนาบุคลากรไทยให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีระดับโลก
  • การทดสอบและทดลองโซลูชันบนโครงข่าย 5G (5G Testbed) โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน OT (Operational Technology) จาก TGI ร่วมดำเนินการ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถทดลองการใช้งานจริงของโซลูชันก่อนนำไปใช้ในโรงงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันระดับสากล
  • การให้คำปรึกษาด้าน Digital AI & 5G Solution (Consultancy) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้งานได้จริง รวมถึงเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และพันธมิตรเพื่อร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ในการยกระดับอุตสาหกรรมไทย

ทั้งนี้ ศูนย์ฯ ดังกล่าวถือเป็นศูนย์ทดสอบแห่งที่ 3 ในพื้นที่ EEC ต่อจากศูนย์ 5G Testbed ที่ EECi วังจันทร์วัลเล่ จ.ระยอง และ AIS EEC ในโครงการ Thailand Digital Valley จ.ชลบุรี สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและบทบาทของ AIS ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป

เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมรณรงค์ความปลอดภัยการเดินทาง ส่งเสริมการประกันภัยช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำโดย นางสาวนิรัตน์ บูชาสุข  รองกรรมการผู้จัดการ เป็นผู้แทนบริษัทฯ ร่วมกิจกรรมรณรงค์ความปลอดภัยการเดินทางและการส่งเสริมการประกันภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2568 ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมกับภาคอุตสาหกรรมประกันภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ภายใต้แนวคิด “สงกรานต์ สร้างสุข ส่งต่อความห่วงใย ส่งเสริมวัฒนธรรมประกันภัย” ซึ่งคำว่า “สร้างสุข” ในที่นี้ คือ การเสริมสร้างสุขภาวะ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการเชิงที่สำคัญ  เพื่อช่วยลดความเสี่ยงและความสูญเสียต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น   โดยในงานได้รับเกียรติจากนายชูฉัตร ประมูลผล  เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ร่วมเยี่ยมชมบูธกิจกรรมของเมืองไทยประกันชีวิต  งานจัดขึ้น ณ ตลาดยอดพิมาน ปากคลองตลาด กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้เมืองไทยประกันชีวิต ยังได้ร่วมพัฒนารูปแบบและความคุ้มครองกรมธรรม์ประกันภัยให้ตอบโจทย์ประชาชน พร้อมผนึกกำลังกับพันธมิตร ประกอบด้วย บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด  บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)  และบริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด บริษัทในเครือพีทีจี        ส่งมอบ  กรมธรรม์ประกันภัยสุขใจสงกรานต์ (ไมโครอินชัวรันส์)”   เพื่อมุ่งเน้นให้การประกันภัยสามารถเข้าถึงประชาชนกลุ่มเป้าหมายได้ครอบคลุมและหลากหลายช่องทางมากยิ่งขึ้น โดยความคุ้มครอง ที่จะได้รับประกอบด้วย  

1. ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เนื่องจากอุบัติเหตุ ไม่รวมการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกาย และ/หรือ อุบัติเหตุขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท 

2. ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง จากการถูกฆาตกรรมลอบทำร้ายร่างกาย และ/หรือ อุบัติเหตุขณะขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์ จำนวนเงินเอาประกันภัย 50,000 บาท

3. ความคุ้มครองการเสียชีวิต การสูญเสียมือ เท้า การสูญเสียสายตา หรือทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง เนื่องจากอุบัติเหตุสาธารณะ จำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท 

4. ผลประโยชน์ค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุ ไม่รวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการจ้างพยาบาลพิเศษ อุปกรณ์ค้ำยันต่าง ๆ (ยกเว้นไม้ค้ำยัน) รถเข็นผู้ป่วย อวัยวะเทียมภายนอกร่างกาย ค่ารักษาพยาบาลโดยแพทย์ทางเลือก (Alternative medicine) การฝังเข็ม จำนวนเงินเอาประกันภัยตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 5,000 บาท

โดย กรมธรรม์ประกันภัยสุขใจสงกรานต์ (ไมโครอินชัวรันส์)”  มีระยะเวลาคุ้มครอง 30 วัน   นับจากวันเริ่มต้นระยะเวลา เอาประกันภัย ซึ่งผู้ที่จะได้รับสิทธิ์จะต้องถือสัญชาติไทยเท่านั้น และมีอายุตั้งแต่  15 ปีบริบูรณ์ ถึง 70 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ทำประกันภัย 

ฟื้นฟูสมดุลราคาสุกร หลังผู้เลี้ยงแบกขาดทุนนาน 2 ปี

0

บทความ โดย อัปสร พรสวรรค์ นักวิชาการอิสระ

เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูล้มลุกคลุกคลานมาหลายต่อหลายครั้ง วันนี้ยังสุ่มเสี่ยงกับการล้มหายตายจากจากอาชีพอีก หลังมีข่าวรัฐบาลจะยอมเปิดนำเข้าเครื่องในหมูในการเจรจาต่อรองภาษีกับโดนัลด์ ทรัมป์ กรณีตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าไทยสูงถึง 37% เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูไทยเผชิญอะไรมาบ้างมาดูกัน

นับตั้งแต่ปี 2565 หลังกรมปศุสัตว์ประกาศพบการแพร่ระบาดของโรค ASF (African Swine Fever) ในประเทศไทย ที่ส่งผลให้ผลผลิตสุกรในประเทศหายไป 50% ดันราคาเนื้อสุกรในประเทศสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เกินเฉลี่ย 180-200 บาทต่อกิโลกรัม เกิดผลกระทบต่อเนื่องแบบโดมิโน (Domino Effects) มีการฉวยโอกาสลักลอบนำเข้า “หมูเถื่อน” จากประเทศที่มีต้นทุนผลิตต่ำกว่าประเทศไทยเพื่อหาประโยชน์จากส่วนต่างราคา ซึ่งเป็นภัยร้ายให้ผู้เลี้ยงหมูไทยต้องเลิกอาชีพไปจำนวนมาก และต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี ในการฟื้นฟูผลผลิตให้กลับมาเท่าเดิม แต่ก็ยังไม่วายต้องขาดทุนจากหมูเถื่อนราคาถูกที่ยังวนเวียนอยู่ในประเทศตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ขณะที่เกษตรกรมีภาระต้นทุนการป้องกันโรคระบาดเพิ่มขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงการสูญเสีย

ช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา นอกจากเป็นช่วงของการฟื้นฟูการผลิตสุกรของไทยแล้ว ผู้เลี้ยงสุกรยังต้องเผชิญกับต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จากสงครามที่ยื้ดเยื้อระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความมั่นคงของอุตสาหกรรมสุกรและความเป็นอยู่ของเกษตรกรทั่วประเทศ แม้ว่าปัจจุบันราคาสุกรจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงเรื่องต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ โรคระบาดและค่าบริหารจัดการฟาร์มที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาเพิ่งขยับเพิ่มขึ้นช่วงเดือนที่ผ่านมาตามปริมาณผลผลิตสุกรที่ออกสู่ตลาดน้อยลง โดยล่าสุดสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 86-88 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรมีอัตรากำไรเฉลี่ยเพียง 13% เท่านั้น เมื่อเทียบกับต้นทุนของเกษตรกรขณะนี้ที่ 76 บาทต่อกิโลกรัม

นอกจากนี้ ราคาสุกรมีชีวิตหน้าฟาร์มต่อกิโลกรัมของไทยถือว่าต่ำที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ เวียดนาม (98 บาท) กัมพูชา (92 บาท) เมียนมา (97 บาท) ลาว (84 บาท) ที่ยังคงเผชิญกับการแพร่ระบาดของโรค ASF (African Swine Fever) อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเทศผู้ผลิตสุกรรายใหญ่ของโลกราคายังต่ำกว่าประเทศไทยมาก เช่น รัสเซีย 50 บาท บราซิล 47 บาท และจีน 68 บาท ซึ่งประเทศที่มีต้นทุนต่ำเหล่านี้คือโอกาสของมิจฉาชีพในการลักลอบนำเข้ามาขายในประเทศไทยซ้ำรอยเดิมได้ทั้งสิ้น

ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการบริหารจัดการฟาร์มและมาตรการป้องกันโรคที่เข้มงวดและยั่งยืน สามารถควบคุมสถานการณ์ ASF ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ก็เป็นการลงทุนที่จำเป็นเพื่อรักษาความปลอดภัยทางชีวภาพ และความมั่นคงด้านอาหารให้กับคนไทยทั้งประเทศ

ความพยายามของผู้เลี้ยงสุกรไทยไม่ได้หยุดแค่เพียงแค่การป้องกันโรค แต่ยังให้ความสำคัญกับการรักษาสมดุลอุปสงค์-อุปทาน (Demand-Supply) สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติได้ใช้มาตรการ “ตัดตอนลูกสุกร” 450,000 ตัว เพื่อปรับสมดุลอุปทานในตลาด เป็นการเสียสละของผู้เลี้ยงเพื่อประโยชน์ระยะยาวของทั้งระบบ ในขณะที่ต้นทุนด้านการป้องกันโรค และปัจจัยการผลิตอื่น ๆ โดยเฉพาะ วัตถุดิบอาหารสัตว์ ยังคงมีความผันผวน ไม่มีความแน่นอน

ยิ่งไปกว่านั้น การเข้าสู่ฤดูร้อน อุณหภูมิสูงทำให้สุกรกินอาหารน้อยลงเติบโตช้า ส่งผลให้อุปทานในตลาดมีแนวโน้มลดลงตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ราคาขยับขึ้นบ้างในช่วงนี้

เมื่อพิจารณาจากปัจจัยทั้งหมด ราคาสุกรในปัจจุบันเป็นการปรับตามกลไกตลาดที่ตอบสนองต่อภาวะต้นทุน ความเสี่ยง และความพยายามของเกษตรกร ในการรักษาเสถียรภาพการผลิตและความปลอดภัยทางอาหาร ภาครัฐจึงควรพิจารณาสถานการณ์นี้อย่างรอบด้าน และปล่อยให้กลไกตลาดทำหน้าที่ปรับสมดุลด้วยตัวเอง แทนการเร่งแทรกแซงราคาในลักษณะที่อาจกระทบต่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรม

ผู้เลี้ยงสุกรไทยยังคงยืนหยัดในการผลิตเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัย มีคุณภาพ ในราคาที่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว เพื่อให้ห่วงโซ่อาหารของประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง.

เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรวมตัว ร้องรัฐอย่ายัดเยียดคนไทยกินหมูมะกันปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง วอนป้องอาชีพก่อนล่มสลาย

0

รายงานข่าวเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2568 กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูกว่า 1,000 คน ยกทัพบุกกระทรวงการคลัง-หอการค้าไทยฯ ยื่นหนังสือขอความเห็นใจ พร้อมนำหัวหมู 37 หัว บนบานกู้วิกฤต หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่เรียกเก็บภาษีนำเข้าจากไทย 37% เพื่อลดการขาดดุลการค้า และรัฐบาลไทยเตรียมเจรจาเปิดทางนำเข้าเครื่องในหมูสหรัฐฯ ซึ่งจะกระทบอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู และห่วงโซ่การผลิตทั้งหมดที่มีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาทให้ล่มสลาย รวมถึงกระทบสุขภาพคนไทย เสี่ยงต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ พร้อมกันนี้ได้เข้าพบ รมว.กษตรฯ ขอบคุณที่เคียงข้างเกษตรกรไทย

นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ระบุว่า จากมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 ที่ระบุว่าอนุมัติให้มีการนำเข้าเครื่องในสุกรจากสหรัฐฯนั้น สร้างความกังวลใจแก่เกษตรกรเป็นอย่างมาก เนื่องจากเครื่องในหมูเป็นแหล่งสะลมสารเร่งเนื้อแดงที่สหรัฐฯใช้กันอย่างแพร่หลาย หากนำเข้าเครื่องในมาไม่ว่าจะใช้เป็นอาหารสัตว์เลี้ยงหรืออาหารมนุษย์ ก็ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพของสัตว์เลี้ยงและต่อประชาชนคนไทยทั้งสิ้น เนื่องจากมีผลต่อระบบประสาทและหัวใจ ขณะที่คนไทยกินเครื่องในหมูในปริมาณมากเทียบเท่าเนื้อหมู จึงไม่เป็นผลดีอย่างยิ่งต่อสุขภาพคนไทย

การนำเข้าเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ ยังส่งผลกระทบมหาศาลต่อเกษตรกรและอีกหลายภาคส่วน เป็นเหตุผลที่กลุ่มเกษตรกรรวมตัวมาเพื่อขอความเห็นใจจาก นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาแก้ปัญหาดุลการค้าสหรัฐฯ ให้ช่วยปกป้องอาชีพเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูของไทย ให้สามารถยืนหยัดผลิตเนื้อหมูให้คนไทยบริโภคได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน รักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศต่อไป ทั้งนี้ อาชีพผู้เลี้ยงหมูเป็นอาชีพดั้งเดิมอยู่คู่ประวัติศาสตร์ไทยมายาวนาน แม้จะล้มลุกคลุกคลานเผชิญปัญหามากมายมาโดยตลอด แต่กลุ่มเกษตรกรและภาครัฐที่เกี่ยวข้องก็มุ่งมั่นตั้งใจยกระดับ พัฒนา ปรับปรุง เพื่อผลิตเนื้อหมูให้คนไทยบริโภคด้วยคุณภาพหมูที่สะอาด ปลอดภัย เป็นความภูมิใจของคนเลี้ยงหมูทุกคน

การยื่นหนังสือในวันนี้มีข้อมูลให้ คณะเจรจาได้นำไปพิจารณา ดังนี้
กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์สนับสนุนการนำเข้าพืชวัตถุดิบอาหารสัตว์ ที่ขาดแคลน หรือผลิตได้ไม่เพียงพอในบ้านเรา เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และกากถั่วเหลือง ซึ่งจะสามารถเพิ่มดุลการค้าให้สหรัฐฯได้ถึงปีละ 84,000 ล้านบาท น่าจะเป็นส่วนสำคัญในการเจรจาครั้งนี้ได้ไม่น้อย ทั้งนี้ จะเป็นการนำเข้าในส่วนที่ประเทศไทยมีไม่เพียงพอ ซึ่งจะไม่กระทบเกษตรกรผู้ปลูกพืชไร่ในประเทศไทย นับว่าคุ้มค่ากว่าการนำอุตสาหกรรมสุกรและห่วงโซ่การผลิตทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ไปแลกอย่างชัดเจน
ปัจจุบันปริมาณผลผลิตเนื้อหมูของไทย อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับความต้องการบริโภคของประชาชน หากปล่อยให้มีเนื้อหมูสหรัฐฯ เข้ามาปริมาณซัพพลายจะเกินกว่าดีมานด์ ส่งผลกระทบไปตลอดห่วงโซ่การผลิต ดังเช่นสถานการณ์หมูเถื่อนที่เกิดขึ้นอย่างหนักในช่วงปี 2564 ที่ทำให้ผู้เลี้ยงต้องสูญเสียอาชีพไปมากมาย
สินค้าทั้งชิ้นส่วนและเครื่องในสุกรของสหรัฐ ผลิตจากประเทศที่มีกฎหมายไม่ห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดง ในขณะที่ประเทศไทยมีกฎหมายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ห้ามใช้ในการเลี้ยงและกฎหมายของกระทรวงสาธารณสุข ห้ามปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์สุกรทุกชนิดแม้จะมีการอ้างว่ามีการเลี้ยงโดยไม่ใช้สารเร่งเนื้อแดงในสหรัฐ ในขณะที่กฎหมายของสหรัฐไม่ห้ามการใช้ จะเป็นปัญหาเช่นเดียวกับกลุ่มประเทศยุโรปไม่รับสินค้าไก่เนื้อจากประเทศที่ใช้ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ในขณะที่ประเทศไทยมีการส่งไก่เนื้อไปยังยุโรปและออกกฎหมายในลักษณะที่ห้ามใช้สารต้องห้ามในลักษณะเดียวกับกลุ่มยุโรปเช่นกัน ซึ่งถือว่าเป็นมาตรฐานเดียวกัน หากผู้บริโภครับประทานเนื้อสัตว์หรือเครื่องในที่มีสารตกค้างดังกล่าว จะมีผล เป็นความเสี่ยงต่อระบบสาธารณสุขของประเทศ และแม้จะนำเข้ามาเพื่อผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงกลุ่มสุนัขและแมว ก็ไม่เป็นผลดีกับสุขภาพสัตว์เลี้ยง และเกิดข้อจำกัดในการส่งออกไปยังสหภาพยุโรปตามมา

ในวันเดียวกัน กลุ่มเกษตรกรยังเดินทางเข้ายื่นหนังสือที่ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้ปกป้องเกษตรกรเช่นกัน หลังประธานสภาหอการค้าฯ เคยเสนอแนวคิดให้นำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ

ปิดท้ายด้วยการเดินทางเข้าพบ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอบคุณที่แสดงจุดยืนเคียงข้างเกษตรกร และประกาศจะไม่ยอมเอาผลประโยชน์ของภาคเกษตรไปแลกกับข้อตกลงทางการค้า ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจแก่กลุ่มเกษตรกรเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่เพียงช่วยปกป้องอาชีพเกษตรกร แต่รัฐมนตรีเกษตรฯ ยังช่วยปกป้องสุขอนามัยที่ดีของประชาชนชาวไทยด้วย


สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนมีนาคม 2568

0

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงต่อเนื่อง และปริมาณการซื้อขายในช่วงปลายเดือนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นผลจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐประกาศมาตรการเก็บภาษีอย่างต่อเนื่อง และยังคงมีการปรับเปลี่ยนนโยบายไปมาหลายครั้ง ทำให้ผู้ลงทุนกังวลเกี่ยวกับการส่งออกของไทย รวมถึงผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งรุนแรง ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอแจ้งปิดการซื้อขายทุกตลาด ทั้ง SET mai TFEX ในภาคบ่ายของวันที่ 28 มีนาคม 2568 แต่หากพิจารณาเปรียบเทียบกับภัยธรรมชาติในอดีตทั้งสึนามิ ปี 2547 และน้ำท่วม ปี 2554 แม้ว่ามีผลกระทบต่อจิตวิทยาผู้ลงทุนและเศรษฐกิจโดยรวม แต่ผลกระทบเหล่านี้มักเป็นระยะสั้นและมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2568 ผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวซึ่งกระทบกับกลุ่มขนส่ง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มประกันภัย และกลุ่มรับเหมา ทำให้ผู้ลงทุนมีความกังวลว่าอาจมี บจ. ในกลุ่มดังกล่าว อาจได้รับผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ แต่หากพิจารณาจากอัตราส่วนทางการเงินต่างๆ พบว่า บจ. ยังมีความเข้มแข็งและน่าจะสามารถผ่านสถานการณ์ครั้งนี้ไปได้ อีกทั้ง SET Index ช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลงมาค่อนข้างมาก ทำให้ Valuation ของหลักทรัพย์อยู่ในระดับที่น่าสนใจ ดังนั้น เริ่มเห็นสัญญาณ บจ. ไทยเข้ามาช่วยหนุนมูลค่าบริษัทของตัวเองโดยการเข้ามาซื้อหุ้นคืน เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุน ขณะที่ Value Stock เริ่มมี downside ที่จำกัด

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนมีนาคม 2568

  • เดือนมีนาคม 2568 SET Index ปิดที่ 1,158.09 จุด ปรับลดลง 3.8% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นการปรับลดลงมากกว่าตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในภูมิภาค ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2568 SET Index ปรับลดลง 17.3%
  • กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มการเงิน กลุ่มทรัพยากร กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มเกษตรและอาหาร และ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์
  • มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 38,491 ล้านบาท หรือลดลง  10.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และในช่วงไตรมาส 1/2568 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมฯ อยู่ที่ 42,826 ล้านบาท ลดลง  6.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 21,852 ล้านบาท ส่งผลให้ในไตรมาส 1/2568 ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 39,978 ล้านบาท
  • วันที่ 8 เมษายน 2568 SET Index ปิดที่ 1,074.59 จุด ลดลง 4.50% มูลค่าการซื้อขายรวม 66,714 ล้านบาท สะท้อนแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากความวิตกต่อมาตรการภาษีศุลกากรแบบตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ซึ่งมีผลบังคับใช้ 9 เมษายน 2568 โดยนับตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศนโยบาย “Liberation Day” SET Index ปรับลดลง 8.4% สอดคล้องกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค    
  • Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 12.2 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 11.4 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 15.2 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.9 เท่า
  • อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 4.24% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.34%

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนมีนาคม 2568

  • มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 519,619 สัญญา เพิ่มขึ้น 7.1% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ Single Stock Futures และ SET50 Index Futures ทำให้ในปี 2568 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 463,656 สัญญา ลดลง 4.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ Gold Online Futures

นักวิชาการ ย้ำอันตรายสารเร่งเนื้อแดง เสี่ยงต่อสุขภาพคนไทย

0

นักวิชาการชีวเคมี ย้ำประเทศไทยและสหภาพยุโรป มีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชนเป็นหลักไม่อนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงในการผลิตเนื้อหมู เพราะอาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพผู้บริโภคสะสม

ดร.ศยามล สิทธิสาร อาจารย์ประจำ คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยปทุมธานี กล่าวว่า ประเทศสหรัฐอเมริกานับเป็นผู้ผลิตเนื้อหมูรายใหญ่ของโลก และอนุญาตให้ใช้ สารเร่งเนื้อแดง ได้ในปริมาณที่ควบคุมไว้ ในขณะที่ยังมีอีกหลายประเทศห้ามการใช้สารเร่งเนื้อแดงโดยเด็ดขาด รวมถึงประเทศไทยด้วย

ดร.ศยามล สิทธิสาร

ข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ หรือ พ.ร.บ.คุ้มครองอาหารสัตว์ สารเหล่านี้ห้ามใช้ในอาหารสัตว์เด็ดขาด รวมถึง อย.กระทรวงสาธารณสุข มี พ.ร.บ. คุ้มครอง หากตรวจพบในอาหาร คือ ผิดกฎหมาย โดยสารเร่งเนื้อแดง จะส่งผลในผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังอยู่แล้ว เช่น โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไฮเปอร์ไทรอยด์ ลมชัก ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการของโรคมากขึ้น ได้แก่ หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ กระวนกระวาย วิงเวียนศีรษะ บางรายส่งผลให้เกิดกล้ามเนื้อกระตุก มือสั่น

สารเร่งเนื้อแดง เป็นสารสังเคราะห์ ในกลุ่มเบตาอะโกนิสท์ (Beta-Agonist) ในทางการแพทย์ยานี้ถูกใช้ในเรื่องช่วยขยายหลอดลมผู้ป่วย หอบหืด หลอดลมอักเสบ จุดเด่นของตัวยานี้ คือขยายหลอดลม สารกลุ่มนี้มีหลากหลายชนิด แต่ที่เกษตรกรมักจะนำมาใช้มากที่สุดคือ ซัลบูทามอล (Salbutamol) และ แรคโตพามีน (Ractopamine) ด้วยจุดประสงค์ให้หมูมีอาการตื่นตัว ออกวิ่งอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะช่วยลดชั้นไขมันและเพิ่มปริมาณกล้ามเนื้อให้หมูมีเนื้อแดงมากขึ้น ส่งผลให้เกษตรกรขายได้ในราคาดีขึ้นด้วย โดยวิธีการคือจะผสมในอาหารและน้ำดื่ม ในอาหารจะให้อยู่ประมาณไม่เกิน 10 กรัมต่อกิโลกรัมอาหารสัตว์ และเนื่องจากผสมในน้ำดื่มด้วยทำให้สัตว์ได้รับยาทั้งวัน หากผู้บริโภคเนื้อสัตว์ได้รับสารนี้สะสมไปเรื่อยๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ป่วยที่เป็นโรคลมชัก โรคหัวใจ เพราะยามีฤทธิ์กระตุ้นการเต้นของหัวใจ

ดร.ศยามล กล่าวเพิ่มเติมว่า มีรายงานจากทางฝั่งยุโรปว่าหญิงมีครรภ์จะถูกกระตุ้นให้เกิดเนื้องอกบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง จากรายงานแม้พบสารเร่งเนื้อแดงในปริมาณเพียงเล็กน้อยหน่วยมิลลิกรัม แต่หากได้รับต่อเนื่องเรื่อยๆ เป็นเดือนหรือเป็นหลายสัปดาห์ขึ้นไป เพียงเดือนสองเดือนไม่ต้องถึงปี กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัวอยู่จะแสดงอาการผลข้างเคียงเร็วมาก

ตอนนี้ทางฝั่งสหรัฐอเมริกายินยอมให้ใช้สารนี้ โดยการใช้สารเหล่านี้ถือเป็นสิ่งที่ทำได้ในการปศุสัตว์ หากอยู่ในความดูและควบคุมที่เหมาะสม โดยกำหนดให้ใช้ในเกณฑ์ปริมาณที่ไม่ส่งผลอันตรายก็ยอมรับได้ แต่สำหรับประเทศไทยและสหภาพยุโรป มีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชนเป็นหลัก จึงไม่อนุญาตให้ใช้สารนี้เลย โดยให้ตรวจพบเป็นศูนย์ได้เท่านั้น

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (Codex Alimentarius Commission : Codex) ได้กำหนดปริมาณมาตรฐานสากล ในการตกค้างสูงสุด ( Maximum Residue Limits (MRLs)) ในเนื้อและไขมันไว้ว่าต้องค้างไม่เกิน 10 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ในตับไม่เกิน 40 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม และในไตไม่เกิน 90 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งถือเป็นระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายมนุษย์ แต่ในขณะที่หลายประเทศไม่ยอมรับค่า MRLs ที่ Codex กำหนด โดยอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพในระดับที่ยอมรับไม่ได้

สำหรับประเทศไทย จากการศึกษาข้อมูลผู้บริโภค พบว่านิยมบริโภคทั้งเนื้อหมู เครื่องในหมู และเลือดหมู จึงอาจมีความเสี่ยงที่จะได้รับสารตกค้างเกินกว่าค่าที่ Codex กำหนด ดังนั้น การคำนึงถึงสุขภาพของคนไทยในระดับสูงสุดจึงเป็นเรื่องที่สำคัญกว่าการเปิดตลาดรับหมูปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดงเข้ามา.

ตำรวจทางหลวง จับมือ ซีพีเอฟ รณรงค์ขับขี่ปลอดภัยช่วงสงกรานต์ กับแคมเปญ ‘หิวไม่ขับ พักเติมพลังกับไส้กรอกซีพี’ พร้อมเสิร์ฟ ฟรี 2 จุดหลัก วังน้อย-วังมะนาว

0

กองบังคับการตำรวจทางหลวง และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมรณรงค์ขับขี่ปลอดภัยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ปี 2568 กับแคมเปญ ‘หิวไม่ขับ พักเติมพลังกับไส้กรอกซีพี’ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยสนับสนุนไส้กรอก ค็อกเทล ดับเบิ้ลชีส ใหม่! จำนวน 15,000 แพ็ก แก่ผู้ที่ใช้รถใช้ถนน เพื่อแทนความห่วงใยตลอดการเดินทาง พร้อมลดความเสี่ยงอุบัติเหตุจากความหิวและเหนื่อยล้าของผู้ขับขี่ ณ หน่วยบริการตำรวจทางหลวง 2 จุด ได้แก่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เส้นขาออกไปยังภาคเหนือและอีสาน และสี่แยกวังมะนาว อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี มุ่งไปยังภาคใต้ ซึ่งจะมีมาสคอตสุดน่ารักอย่าง ‘น้องมินิ’ ยืนต้อนรับทุกท่านอย่างเป็นกันเอง โดยมี พล.ต.ต.คงกฤช เลิศสิทธิกุล ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง รับมอบจาก นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง ซีพีเอฟ

พ.ต.อ.สุขสวัสดิ์ คูสิทธิผล รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง กล่าวว่า สงกรานต์ปีนี้ ตำรวจทางหลวงเตรียมพร้อมอำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ประชาชนทุกท่าน คาดว่าจะมีการสัญจรประมาณ 10 ล้านคัน โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน เป็นต้นไป ซึ่งปีนี้เราร่วมมือกับซีพีเอฟเป็นครั้งที่ 2 ในการมอบผลิตภัณฑ์ไส้กรอกซีพีแก่เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจ ตลอดจนผู้ใช้รถใช้ถนนบริเวณหลัก 2 แห่ง เพื่อลดอาการเหนื่อยล้า เพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่อย่างปลอดภัย ใช้วันหยุดยาวช่วงเทศกาลสงกรานต์อย่างมีความสุข

นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง ซีพีเอฟ กล่าวว่า สงกรานต์เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองของคนไทย ทางซีพีเอฟจึงอยากสนับสนุนผู้ใช้รถใช้ถนนให้ขับขี่ปลอดภัย ภายใต้แคมเปญ ‘หิวไม่ขับ พักเติมพลังกับไส้กรอกซีพี’ ด้วยการมอบผลิตภัณฑ์ไส้กรอกซีพี ค็อกเทล ดับเบิ้ลชีส โดยสังเกตป้ายจุดตรวจและบรรเทาความหิว ที่จะบริการประชาชน เพื่อแวะรับผลิตภัณฑ์ซีพี เพิ่มความอิ่มท้องระหว่างการเดินทาง อีกทั้งยังมีน้องมินิ มาสคอตสุดน่ารักที่พร้อมสร้างสีสันและช่วยผ่อนคลาย จากความเหนื่อยล้า หวังว่า เราจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เทศกาลสงกรานต์ของทุกคนสนุกสนานและมีความสุข

สำหรับ แคมเปญ ‘หิวไม่ขับ พักเติมพลังกับไส้กรอกซีพี’ จะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2568 เป็นจุดแรก ณ จุดบริการประชาชนกรมทางหลวง วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา และจุดที่ 2 ในวันที่ 11 เมษายน 2568 ณ จุดบริการประชาชนกรมทางหลวง สี่แยกวังมะนาว จ.ราชบุรี …อย่าลืมแวะมาทักทายกันนะคะ .

เมืองไทยประกันชีวิต ทำบุญครบรอบ 74 ปีก่อตั้งบริษัท

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดพิธีทำบุญครบรอบ 74 ปีการก่อตั้งบริษัทฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล ในการนี้ได้นิมนต์คณะสงฆ์รวม 9 รูป จากวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร  ทำพิธีเจริญพระพุทธมนต์  พร้อมจัดพิธีสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบริษัทฯ  โดยมีนายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ นายภูมิชาย  ล่ำซำ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และพนักงาน ร่วมในพิธี

งานจัดขึ้น ณ เมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่ โดยเมืองไทยประกันชีวิต ยังคงตอกย้ำตัวตนในการเป็นแบรนด์แห่งการสร้างความสุขและรอยยิ้มที่ยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง พร้อมการเติบโตที่แข็งแกร่งและคอยอยู่เคียงข้างลูกค้าคนสำคัญ ซึ่งในปีนี้บริษัทฯ ได้เดินหน้ายกระดับการส่งมอบความสุขผ่านกลยุทธ์ “Boost Your Happiness by Our People” บูสท์ความสุขของคุณด้วยคนของเมืองไทยประกันชีวิต  ด้วยการเดินหน้าพัฒนาองค์กรในทุกภาคส่วน  โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าทุกท่านด้วยความเป็นมืออาชีพ ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ในทุกช่วงชีวิต ควบคู่ไปกับความตั้งใจในการสร้างการเข้าถึงได้ของประกันชีวิตให้กับทุกคนในสังคม  และการสร้างประสบการณ์การบริการแบบไร้รอยต่อที่ผสานกันอย่างลงตัวเพื่อตอบโจทย์ทุกความต้องการที่หลากหลายและส่งมอบความสุขให้กับลูกค้าคนสำคัญ

ซีพี – ซีพีเอฟ หนุนโครงการ ‘สานใจไทย สู่ใจใต้’ รุ่นที่ 44 ต่อเนื่อง สร้างโอกาสการศึกษา-อาชีพให้เยาวชนไทยรุ่นใหม่

0

เครือเจริญโภคภัณฑ์ ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สนับสนุนโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 44 มอบผลิตภัณฑ์อาหารคุณภาพ เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะชีวิตแก่เยาวชนจาก 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มุ่งเน้นการเสริมสร้างทัศนคติที่ดี พัฒนาตนเองและครอบครัว และเป็นพลเมืองดีของสังคม ณ สโมสรทหารบก (ส่วนกลาง) วิภาวดีกรุงเทพมหานคร

โครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” รุ่นที่ 44 ได้รับเกียรติจาก พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกมูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้” เป็น ประธานในพิธีเปิดโครงการฯ พร้อมด้วย นายอารีย์ วงศ์อารยะ ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ โดยมี นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร ผู้บริหารสูงสุดด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นผู้แทนบริษัท ร่วมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำศาสนา ครอบครัวอุปถัมภ์ เยาวชนผู้ร่วมโครงการฯ และครูพี่เลี้ยง เข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 350 คน

พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ กล่าวว่า โครงการฯ เกิดขึ้นจากดำริของ ฯพณฯ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่มุ่งสร้างความเข้าใจระหว่างกันในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยดำเนินต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 20 มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนจากพื้นที่ชายแดนใต้ได้เรียนรู้ทักษะชีวิต พัฒนาทัศนคติ และเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศ

“ขอชื่นชมทุกฝ่ายที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการฯ และขยายพื้นที่กิจกรรมให้เยาวชนได้เปิดโลกทัศน์ในหลากหลายภูมิภาค ถือเป็น ความก้าวหน้าที่ตอบรับกับสภาพสังคมปัจจุบัน และสะท้อนเจตนารมณ์ของ พลเอก เปรม ที่ว่า ‘เกิดมาต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน’ ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการปลูกฝังเยาวชนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ”

ด้าน นายจอมกิตติ ศิริกุล เปิดเผยว่า ซีพีและซีพีเอฟสนับสนุนโครงการ “สานใจไทย สู่ใจใต้” อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 22 โดยในรุ่นที่ 44 นี้ บริษัทมอบผลิตภัณฑ์อาหาร ได้แก่ ไข่ไก่สดซีพี และข้าวตราฉัตร ให้แก่เยาวชนและพี่เลี้ยง เพื่อใช้ในการประกอบอาหารตลอดช่วงที่อาศัยอยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ในระหว่างวันที่ 2 เมษายน – 2 พฤษภาคม การสนับสนุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการร่วม “ตอบแทนคุณแผ่นดิน” และเสริมสร้างโอกาสให้เยาวชนในประเทศได้พัฒนาตนเอง ทั้งในด้านความรู้ ทักษะอาชีพ และประสบการณ์ชีวิต ผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่มูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้” จัดขึ้น นอกจากนี้ ยังหวังว่าการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้จะช่วยให้เยาวชนได้พัฒนาทัศนคติและแนวคิดที่ดีในการพัฒนาตนเองและครอบครัว พร้อมทั้งสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดสร้างโอกาสทางการศึกษาในอนาคต ทำให้พวกเขากลายเป็นบุคลากรที่มีคุณค่าและเป็นพลเมืองดีของสังคมต่อไป

ทางด้าน นางสาวฮาซานี เจะหลง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้เข้าร่วมโครงการฯ เพราะกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้ได้เรียนรู้และเข้าใจการใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนจากหลากหลายวัฒนธรรมมากขึ้น โดยเฉพาะการเรียนรู้เรื่องการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ผ่านหลักสำคัญ 3 ประการ คือ การยอมรับ การเคารพ และการชื่นชมซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้ผู้คนที่มีความแตกต่าง ทั้งด้านความคิด ศาสนา และความเชื่อ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข

มูลนิธิ “สานใจไทย สู่ใจใต้” จัดกิจกรรมในครั้งนี้ขึ้น โดยมีเป้าหมาย สนับสนุนให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมเดียวกัน มีความเป็นธรรม ความเป็นไทยเท่าเทียมกัน.