Home Blog Page 500

บุญรอดฯ เปิดหลักสูตรอาหารสร้างอาชีพ ดึง 4 เชฟดัง สอนฟรี ช่วยสร้างรายได้ ฝ่าวิกฤติโควิด-19

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 ที่ศูนย์นวัตกรรมด้านอาหาร Food Innovations Center จ.ปทุมธานี คุณ ปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟู้ด แฟคเตอร์ จำกัด เป็นประธานเปิดการอบรมกลุ่มทักษะวิชาชีพทางด้านอาหาร ต่อยอดสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก กับ 3 หลักสูตร คือ 10 เมนูยอดนิยมอร่อยง่ายๆ, หลักสูตรสร้างตัวกับเมนูเดลิเวอรี่ และ หลักสูตรเครื่องดื่มร้อน-เย็นเต็มสูตร ทั้งนี้ทางโครงการได้ดึง 4 เชฟดัง ร่วมวางโครงการทั้งสามหลักสูตร ได้แก่ “เชฟชุมพล” แจ้งไพร, “เชฟป้อม” ธนรักษ์ ชูโต, “เชฟบุ๊ค” บุญสมิทธิ์ พุกกะณะสุต และ “เชฟปิ๊ก” สรมย์เวท ธีระพจน์ ร่วมถ่ายทอดเคล็ดลับความอร่อย

คุณปิติ เปิดเผยว่า หลังจากที่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้มีนโยบายโครงการสิงห์อาสา-เร่งจ้างงานสร้างอาชีพ โดยได้ดำเนินการ 3 โครงการเร่งด่วน คือ โครงการสิงห์อาสาสู้ไฟป่า สิงห์อาสาสู้ภัยแล้ง และสิงห์อาสาสู้น้ำท่วม ในจังหวัดพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และ ภาคกลาง ซึ่งช่วยสร้างรายได้บรรเทาความเดือดร้อนไปแล้วกว่า 3,000 ครัวเรือน และวันนี้เริ่มเฟสที่สอง ในโครงการสิงห์อาสาอบรมสร้างอาชีพ โดยเริ่มจากการอบรมกลุ่มทักษะวิชาชีพด้านอาหาร โดยได้ใช้ศักภาพภายในหน่วยงานทั้งหมดของบุญรอดฯ พร้อมดึง 4 เชฟดังของไทย ร่วมสร้าง 3 หลักสูตร ทำกินทำขายได้ เปิดโอกาสให้คนทั่วไปที่สนใจสามารถมาอบรมได้ฟรี ซึ่งเป็นสามหลักสูตรที่เชื่อว่าผู้อบรมสามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้ และหลังจากนี้อสิงห์อาสาจะเดินหน้าสร้างงานสร้างอาชีพในกลุ่มทักษะวิชาชีพทางด้านงานช่าง และทางด้านการเกษตร ต่อไป

ทั้งนี้ โครงการสิงห์อาสาอบรมสร้างอาชีพ เป็นหนึ่งในโครงการที่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้ใช้ศักยภาพของบริษัทในเครือทั้งหมด ร่วมกับ เครือข่ายของสิงห์อาสาทุกภูมิภาคทั่วประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัย, สถาบันอาชีวศึกษา, ศูนย์ภูมิปัญญาชาวบ้าน นำองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในการสร้างอาชีพ เปิดคอร์สอบรมฟรีให้กับผู้ที่สนใจ เพื่อนำทักษะความรู้ที่ได้ไปต่อยอดสร้างอาชีพเลี้ยงดูครอบครัวโดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มทักษะอาชีพ ได้แก่ การอบรมทักษะวิชาชีพทางด้านอาหาร สู่การเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก การอบรมทักษะวิชาชีพทางด้านงานช่าง การอบรมทักษะวิชาชีพทางด้านการเกษตร

ก่อนหน้านี้บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้ดำเนินโครงการจ้างงานเร่งด่วนผ่านโครงการสิงห์อาสาใน 3 ภูมิภาค คือ โครงการสิงห์อาสาสู้ไฟป่า ในเขตจังหวัดภาคเหนือ, โครงการสิงห์อาสาสู้ภัยแล้ง ในเขตจังหวัดภาคอีสาน และ โครงการสิงห์อาสาสู้น้ำท่วม ในเขตจังหวัดภาคกลาง ซึ่งได้มีการจ้างงานชาวบ้านในท้องถิ่นร่วมทำหน้าที่อาสาสมัครดูแลท้องถิ่นตน ซึ่งในขณะนี้ยังคงดำเนินการอยู่ในหลายจังหวัด

ช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา บริษัทได้ยืนยันการจ้างงานกับพนักงานทุกคน รวมทั้งคู่ค่าของบริษัทฯ ทั้งหมดกว่า 25,000 คน และบริจาคเงินสนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ให้แก่ 26 โรงพยาบาลหลักทั่วประเทศ เป็นจำนวนเงิน 50 ล้านบาท รวมถึงการสนับสนุนอาหารและน้ำดื่มให้กับบุคลากรหลักๆหลายแห่ง รวมถึงดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนทั่วประเทศ ในรูปแบบของการจ้างงานและสร้างอาชีพ เป็นมูลค่าการช่วยเหลือรวมกว่า 200 ล้านบาท

เอไอเอส ผนึกเดอะมอลล์ ใช้ทีมหุ่นยนต์ 5G ดูแลความปลอดภัยให้เดินห้างแบบอุ่นใจ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เอไอเอส จับมือเดอะมอลล์ กรุ๊ป นำเทคโนโลยีดิจิทัลที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยุค New Normal โดยติดตั้งเครือข่าย 5G และนำกองทัพหุ่นยนต์อัจฉริยะ ซึ่งพัฒนาโดยทีมวิจัย AIS Robotic Lab อย่างหุ่นยนต์ ROC, K9, LISA และ PP ที่ทำงาน บน LIVE Network 5G มาช่วยปฏิบัติหน้าที่ในการคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิ และดูแลสุขอนามัยได้อย่างรวดเร็ว มีความแม่นยำสูง เพื่อลดการสัมผัสใกล้ชิด และป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 เริ่มต้นที่ศูนย์การค้าดิ เอ็มโพเรียม, ดิ เอ็มควอเทียร์, พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ และเดอะมอลล์ บางกะปิ

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป เอไอเอส กล่าวว่า เอไอเอส ในฐานะผู้นำดิจิทัล ได้พัฒนา Digital Solutions จากเทคโนโลยี 5G ซึ่งมีพลานุภาพสูง ทั้งในแง่ของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง มีความเร็ว (Speed) การตอบสนองต่อการสั่งงานที่รวดเร็ว มีความหน่วง (Latency) ต่ำ พร้อมรองรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์ IoT ที่หลากหลาย (IoT Connectivity) โดยจะเข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพการ ดูแลความปลอดภัยและสร้างประสบการณ์รูปแบบใหม่ที่ตอกย้ำการนำเทคโนโลยี 5G ที่จับต้องได้ เพื่อตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ โดยความร่วมมือในครั้งนี้ ประกอบด้วย

1. ติดตั้งเครือข่าย 5G ครอบคลุมเต็มทุกพื้นที่ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานของลูกค้าเอไอเอส ทั้งบนเครือข่าย 4G และ 5G

2. นำหุ่นยนต์อัจฉริยะ ช่วยปฏิบัติหน้าที่ในการคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิ และดูแลสุขอนามัยได้อย่างรวดเร็ว มีความแม่นยำสูง เพื่อลดการสัมผัสใกล้ชิด และป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ภายในพื้นที่ศูนย์การค้า โดยหุ่นยนต์ที่จะมาช่วยดูแลคนไทย ได้แก่

· หุ่นยนต์ ROBOT FOR CARE (ROC) ช่วยปฏิบัติหน้าที่คัดกรองและตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าศูนย์การค้า, วางเจลแอลกอฮอล์ให้บริการ

· หุ่นยนต์ AIS K9 บริการเจลแอลกอฮอล์ รอบๆ พื้นที่ศูนย์การค้า

· หุ่นยนต์ PP มาทำหน้าที่ต้อนรับและแสดงตัวอย่างสื่อประชาสัมพันธ์หรือโปรโมชั่นที่น่าสนใจให้ลูกค้าได้รับชมก่อนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าต่างๆ

· หุ่นยนต์ LISA ทำหน้าที่ต้อนรับ, ให้ข้อมูล และพัฒนาระบบนำทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุด ที่กำหนดไว้

3. จัดมาตรการดูแลความปลอดภัยด้านสุขอนามัยขั้นสูงสุดสำหรับลูกค้าที่มาใช้บริการ ณ AIS Shop อาทิ การวัดอุณหภูมิร่างกาย, บริการเจลแอลกอฮอล์, ติดตั้งแผงอะครีลิค ในบริเวณการทำธุรกรรม, บริหาร Traffic ในการเข้าใช้บริการตามหลัก Social Distancing, คัดกรองสุขภาพของพนักงานที่ให้บริการ พร้อมมีการสวมอุปกรณ์ป้องกันครบถ้วน ตลอดจนการทำความสะอาดบริเวณ AIS Shop ตลอดเวลา เพื่อความอุ่นใจของลูกค้า

นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า การนำหุ่นยนต์อัจฉริยะ 5G เสริมประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ชีวิตวิถีใหม่ หรือ NEW NORMAL พร้อมปฎิบัติหน้าที่ให้การต้อนรับ คัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิได้อย่างรวดเร็ว และมีความแม่นยำสูง ก่อนเข้าศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า เพื่อมอบความอุ่นใจให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและปลอดภัย

ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มแรก หุ่นยนต์อัจฉริยะทั้ง 4 ตัว จะร่วมปฎิบัติหน้าที่คอยดูแลลูกค้าและส่งมอบประสบการณ์บนวิถีชีวิตรูปแบบใหม่อย่างใกล้ชิด ในทุกวันเสาร์-อาทิตย์ วันละ 2 รอบ ในเวลา 13.00 -15.00 น. และเวลา 17.00 – 19.00 น. ดังนี้

1. วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 63 ที่ ดิ เอ็มควอเทียร์

2. วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน 63 ที่ ดิ เอ็มโพเรียม

3. วันเสาร์,อาทิตย์ที่ 27-28 มิถุนายน 63 ที่ พารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์

4. วันเสาร์,อาทิตย์ที่ 4-5 กรกฎาคม 63 ที่ เดอะมอลล์ บางกะปิ

MQDC มอบกล้าไม้ให้ชุมชนเลี้ยง พร้อมเงินค่าดูแล 1.5 หมื่นบ. ต่อครอบครัว ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว

0

เปิดโครงการ ‘Forest for Life สร้างป่าสร้างชีวิต’ มอบเงินช่วยผู้ประสบปัญหาโควิด 1,000 ครอบครัวๆละ 15,000 บาท เพื่อให้ช่วยดูแลกล้าไม้ 1.2 ล้านต้น ในเวลา 3 เดือน โดยมีกรมป่าไม้ให้ความรู้และเชื่อมโยงเครือข่ายชุมชนเพาะกล้า โดยโครงการนี้ MQDC ทุ่มงบ 25 ล้าน

โครงการ The Forestias by MQDC เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีแนวคิดในการสร้างเมืองคู่ป่า ได้เล็งเห็นโอกาสในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด จึงได้ร่วมประสานกับชุมชนผ่านมูลนิธิพุทธรักษา และเครือข่ายผู้ให้ The Givers Network โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมป่าไม้ทำหน้าที่ให้ความรู้วิชาการ แนะนำเครือข่ายชุมชนเพาะกล้าจำหน่าย

นายกิตติพันธุ์ อุยยามะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส โครงการ THE FORESTIAS by MQDC บริษัทแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (MQDC) เดินหน้าโครงการ ‘Forest for Life สร้างป่าสร้างชีวิต’ ตามแนวคิดเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ประเทศไทย ควบคู่กับการเพิ่มทักษะอาชีพเพาะกล้าไม้เพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน มอบกล้าไม้ 1.2 แสนต้น พร้อมเงินช่วยเหลือครอบครัวละ 15,000 บาทให้ชาวบ้านชุมชนบ้านอำเภอ ซึ่งเป็นชุมชนที่สองต่อจากชุมชนนำร่องวัดทุ่งเหียง จังหวัดชลบุรี

โครงการนี้มีเป้าหมายในการช่วยเหลือ 1,000 ครอบครัว โดยแบ่งเป็น 2 เฟส เฟสแรก กล้าไม้จำนวน 6 แสนต้น และผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจำนวน 500 ครอบครัว เฟสสอง กล้าไม้จำนวน 6 แสนต้น และผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจำนวน 500 ครอบครัว เพื่อดูแลต้นกล้าจำนวน 1.2 ล้านต้น

ชุมชนบ้านอำเภอที่เข้าร่วมโครงการ จะนำกล้าไม้ไปดูแลอนุบาลให้เติบโตขึ้น เป็นเวลา 90 วัน โดยจะมีเงินช่วยเหลือให้ 5,000 บาทต่อครอบครัว โดยแบ่งจ่ายเป็น 3 งวด รวม 15,000 บาท จากนั้นกล้าไม้จะถูกนำไปแจกจ่ายให้กับหน่วยงานราชการ เช่น กองสาธารณสุข ตำบลนาจอมเทียน สำหรับสร้างเสริมพื้นที่สีเขียวหรือนำไปร่วมการปลูกป่าในโครงการป่าสิริเจริญวรรษ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ และบางส่วนจะทำการแจกจ่ายประชาชนทั่วไป หรือมอบให้ชุมชนที่รับต้นกล้าไปดูแลต้องการเพิ่มพื้นที่สีเขียว

โดย THE FORESTIAS by MQDC ได้จัดสรรงบประมาณให้โครงการนี้จำนวน 25 ล้านบาท แบ่งมอบให้ครอบครัวที่รับกล้าไม้ไปดูแล ครัวเรือนละ 15,000 บาท จำนวน 1,000 ครัวเรือน รวมงบประมาณจำนวน 15 ล้านบาท และช่วยซื้อต้นกล้าจากศูนย์เพาะกล้าไม้เพื่อจำหน่ายของชาวบ้าน ประมาณ 500 ครัวเรือน รวมค่าขนส่ง รวมเป็นงบประมาณจำนวน 10 ล้านบาท

นอกจากชุมชนสองแห่งข้างต้นนี้แล้ว ทางโครงการยังได้เตรียมขยายไปยังพื้นที่ชุมชนอื่นๆ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันได้ประสานกับทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เพื่อดำเนินการจัดหาชุมชนและกลุ่มคนไร้บ้านเพื่อเข้าร่วมโครงการอีกด้วย

สำหรับชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ Facebook : MQDC – THE FORESTIAS

ว่างงาน ฟังทางนี้ กรมชลฯ ชวนเข้าโครงการจ้างแรงงาน รับได้อีก 1.6 หมื่นคน

0

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงความก้าวหน้าโครงการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและโรคระบาดไวรัสโควิด 19ว่าตามที่กรมชลประทาน ได้ดำเนินการตามนโยบายการช่วยเหลือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ด้วยการดำเนินโครงการจ้างแรงงาน ในปีงบประมาณ 2563 สำหรับงานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน ก่อสร้างแหล่งน้ำระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำและโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ โดยมีแผนจ้างแรงงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 4,497.59 ล้านบาท สามารถจ้างแรงงานได้ทั้งสิ้น 88,838 คน นั้น

ผลการจัดจ้างแรงงาน ล่าสุด(ณ 12 มิ.ย. 63) มีการจ้างแรงงานไปแล้วรวม 72,306 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 81 ของแผนฯ จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 3,707 คน จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 3,653 คน และจังหวัดยโสธร จำนวน 3,056 คน

ทั้งนี้ ยังสามารถแจ้งแรงงานให้ครบตามเป้าที่กำหนดไว้ได้อีกประมาณ 16,000 คน จึงขอเชิญชวนเกษตรกรหรือประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ โดยมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาจ้างแรงงาน ดังนี้ เป็นเกษตรกรหรือเป็นสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทาน รวมไปถึงประชาชน และผู้ใช้แรงงานทั่วไป ในพื้นที่ดำเนินโครงการฯ ซึ่งหากแรงงานที่ต้องการในพื้นที่เป้าหมายมีไม่เพียงพอ จะพิจารณาจ้างแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียงจากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ  โดยสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางสายด่วนกรมชลประทาน หมายเลข 1460 ชลประทานบริการประชาชน

กรมชลประทาน กับภารกิจบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูฝน

0

กรมชลประทาน เดินหน้าบริหารจัดการน้ำ รับมือหน้าฝน ปี 2563

เพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอในช่วงฤดูฝน และเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ปี 2564

พูดคุยกับ ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ถึงแนวคิดการจัดการบริหารน้ำในช่วงหน้าฝน คือ ใช้น้ำฝน เป็นน้ำหลัก และใช้น้ำชลประทาน เป็นน้ำเสริม
หากเกิดปัญหาฝนทิ้งช่วง ก็สามารถใช้น้ำชลประทานมาช่วยชดเชย

ภายใต้กรอบแนวทางบริหารน้ำของกรมชลประทาน 3 หลัก คือ
1.ทั่วถึง
2.พอเพียง
3. เป็นธรรม

โควิด – ASF ทำหมูขาดแคลนทั่วโลก โอกาสดันส่งออกหมูไทย

0

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ มองสถานการณ์โควิดสหรัฐฯน่าห่วง สั่งปิดโรงฆ่าสัตว์-โรงงานแปรรูป 97 แห่ง พร้อมระงับการส่งออกสินค้าบางส่วน กระทบปริมาณอาหารโลก ขณะ ASF  กระทบอุตสาหกรรมหมูทั้งภูมิภาคหลายประเทศขาดแคลนหนัก ส่งผลราคาพุ่ง ชี้หมูไทยปลอดโรค-ตลาดต้องการ เป็นโอกาสส่งออก

น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยถึงสถานการณ์การผลิตหมูทั่วโลกในปัจจุบันว่า การระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบไปทั่วโลกและอาจลุกลามไปถึงปัญหาการขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดได้ กลายเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้ออันดับ 1 ของโลก โดยมีผู้ติดเชื้อที่เป็นพนักงานของโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์และอาหารมากกว่า 11,000 คน ส่งผลให้บริษัทผู้ผลิตเนื้อสัตว์รายใหญ่ระดับโลกของสหรัฐฯ หลายบริษัทต้องปิดโรงฆ่าสัตว์และโรงงานแปรรูปหลายแห่ง

Attachment thumbnail
น.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ

“สหรัฐฯต้องปิดโรงฆ่าสัตว์และโรงงานแปรรูปมากถึง 97 แห่ง ทั้งโรงชำแหละหมู 25 แห่ง โรงชำแหละไก่ 34 แห่ง โรงชำแหละวัว 38 แห่ง ปริมาณเนื้อสัตว์ที่หายไปกระทบกับปริมาณอาหารในสหรัฐฯ ส่งผลถึงระดับราคาสินค้าปศุสัตว์ที่สูงขึ้น และในการที่สหรัฐฯเป็นผู้ส่งออกเนื้อสัตว์เบอร์ต้นๆของโลก จึงจำเป็นต้องระงับการส่งออกสินค้าบางส่วน เพื่อรักษาปริมาณอาหารในประเทศไม่ให้ขาดแคลน ย่อมส่งผลต่อปริมาณอาหารของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” น.สพ.วิวัฒน์ กล่าว

ขณะเดียวกันในภูมิภาคเอเชียยังเกิดปัญหาโรค ASF ในหมู ที่ส่งผลต่อปริมาณเนื้อหมูในภูมิภาค ยกตัวอย่าง เวียดนาม ที่เป็นประเทศผู้ผลิตเนื้อหมูอันดับ 6 ของโลก แต่การระบาดของ ASF ในปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนหมูอย่างหนัก ราคาเนื้อหมูพุ่งสูงสุดในรอบ 20 ปี ทางการเวียดนามต้องเพิ่มการนำเข้าเนื้อหมูเพื่อบรรเทาปัญหา เฉพาะ 4 เดือนแรกของปีนี้ มีการนำเข้าเพิ่มขึ้นถึง 300% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยก่อนหน้านี้เวียดนามนำเข้าหมูจากสหรัฐฯเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อสหรัฐฯไม่สามารถส่งออกหมูมาได้ จึงต้องนำเข้าจากประเทศอื่นในราคาที่สูงขึ้น

“วันนี้น่ายินดีที่ไทยเป็นประเทศที่มีการฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดีที่สุด ในอันดับที่ 1 ของเอเชีย และอันดับที่ 2 ของโลก จากการจัดอันดับ 184 ประเทศ และไทยยังสามารถคงสถานะการเป็นประเทศที่ปลอดจาก ASF ทำให้ราคาหมูไทยถูกที่สุดในภูมิภาค เพราะไม่ต้องเผชิญปัญหาขาดแคลน และหมูไทยยังกลายเป็นที่ต้องการของทุกประเทศ จึงถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมหมูและภาคปศุสัตว์ไทย จากนี้ต้องอาศัยความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และสมาคมฯ ที่ต้องประสานความร่วมมือผลักดันอุตสาหกรรมหมูสู่ตลาดโลก” 

ซีพีเอฟ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ควบคู่ดูแลสังคม อาหารปลอดภัยใส่บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

0

บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมดูแลสังคมควบคู่ไปกับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมโดยบรรจุภัณฑ์พลาสติกของอาหารกล่องของบริษัททั้งหมดในโครงการ“อาหารปลอดภัยจากใจ…สู่ชุมชน” เป็นชนิดที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ (reusable) หรือ นำกลับมาใช้ใหม่ (recyclable) ได้ 100% พร้อมรณรงค์คนไทยแยกขยะอย่างถูกต้อง ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นพัฒนาและบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์ให้เกิดความยั่งยืน โดยพิจารณาตลอดห่วงโซ่คุณค่าอยู่บนพื้นฐานแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อให้ใช้ทรัพยากรในการผลิตบรรจุภัณฑ์อย่างคุ้มค่า และลดปัญหาขยะจากบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งขยะพลาสติก เพื่อให้มั่นใจว่ากระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัท มีส่วนร่วมในการบรรเทาผลกระทบเชิงลบและก่อให้เกิดการสร้างผลเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม บนหลักการพื้นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

สำหรับโครงการ “อาหารปลอดภัยจากใจ..สู่ชุมชน” นอกจากจะเป็นการคัดสรรเมนูพิเศษและผลิตตามมาตรฐานส่งออกแล้ว  บรรจุภัณฑ์พลาสติกของข้าวกล่องที่แจกให้กับประชาชนยังเป็นมาตรฐานสำหรับใส่อาหาร (food grade) และเป็นพลาสติกที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ หรือ นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามนโยบายและแนวปฏิบัติด้านบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนของ ซีพีเอฟ

“ซีพีเอฟ ตระหนักดีถึงการจัดการพลาสติกอย่างเหมาะสมและมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้สังคมและผู้บริโภคเข้าใจถึงความสำคัญในการจัดการขยะพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ด้วยการคัดแยกขยะก่อนทิ้งอย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นแนวทางในการนำไปแปรรูปนำกลับมาใช้ใหม่ได้”

นายวุฒิชัย กล่าวว่า โครงการ “อาหารปลอดภัยจากใจ..สู่ชุมชน” จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าได้รับอาหารปลอดภัย อร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการ ที่สำคัญช่วยส่งเสริมให้ทุกคนเกิดความตระหนักในการช่วยลดขยะพลาสติกและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

ปัจจุบัน อาหารประเภทพลาสติกของ ซีพีเอฟ ในประเทศไทย สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำหรือนำกลับมาใช้ใหม่หรือย่อยสลายได้แล้ว 99.99% โดยในปี 2562 บริษัทฯลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกได้ 16,000 ตัน และยังคงเดินหน้าส่งเสริมพนักงาน ผู้บริโภค และร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการรณรงค์คัดแยกขยะพลาสติกใช้แล้วก่อนทิ้งเพื่อนำไปจัดการอย่างถูกวิธีเช่น รวบรวมกันในชุมชนเพื่อส่งต่อให้กับผู้แปรรูปสู่กระบวนการรีไซเคิลเป็นผลิตภัณฑ์อื่น หรือนำบรรจุภัณฑ์ไปใช้ซ้ำเพื่อประโยชน์ต่างๆในครัวเรือน

รมว.ศึกษา ลงนามประกาศให้รร.นานาชาติ และกวดวิชา เปิดสอน

0

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 12 มิถุนายน 2563 เรื่อง การเปิดเรียนของสถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ และการใช้อาคารสถานที่ของส่วนราชการในสังกัดและหน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ

  • การใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชนประเภทนานาชาติ และโรงเรียนกวดวิชา ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2563
  • การใช้อาคารสถานที่เพื่อจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนที่มีนักเรียนไม่เกิน 120 คน ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2563 โดยในระหว่างวันที่ 15-30 มิถุนายน 2563 เป็นการใช้อาคารสถานที่เพื่อเตรียมความพร้อมด้านสุขอนามัย ความปลอดภัย รวมทั้งเตรียมความพร้อมด้านการจัดการเรียนการสอน เพื่อเปิดเรียนในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563
  • การใช้อาคารสถานที่ของส่วนราชการในสังกัดและหน่วยงานในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อการอบรม สัมมนาในหลักสูตรอบรมที่หน่วยงานจัดขึ้น ได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2563

โดยต้องดำเนินการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข และมาตรการของหน่วยงานต้นสังกัด หรือหน่วยงานผู้กำกับดูแลอย่างเคร่งครัด

เอไอเอส เตือนลูกค้าระวังโจรออนไลน์ลวงเอารหัส OTP

0

ยืนยัน! บริษัทฯไม่มีนโยบายสอบถามรหัสจากลูกค้า

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าส่วนงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า จากการเติบโตของการทำธุรกรรม Online ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นำมาซึ่งโอกาสที่มิจฉาชีพจะพยายามหาช่องทางในการหลอกลวงประชาชนหลากหลายรูปแบบเพื่อให้บอกรหัส OTP  เช่น การโพสต์หลอกลวงถึงมาตรการช่วยเหลือจาก Operator, การแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ของผู้ให้บริการทั้งจากผู้ประกอบการมือถือ หรือ พนักงานธนาคาร และสถานประกอบการต่างๆ ที่มาในรูปของการแจ้งสิทธิพิเศษที่ต้องแลกเปลี่ยนด้วยการบอกรหัส OTP ส่วนบุคคล  ซึ่งท้ายที่สุดมิจฉาชีพจะสามารถเข้าไปสวมรอย ทำธุรกรรมในนามเจ้าของบัญชี นำมาซึ่งความเสียหายทางทรัพย์สิน ตามที่เป็นกระแสข่าวในปัจจุบัน

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าส่วนงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส

 “บริษัทฯมีความห่วงใยลูกค้าและประชาชนในกรณีนี้อย่างยิ่ง จึงขอแจ้งเตือน ให้เก็บรหัส OTP เป็นความลับเฉพาะบุคคล เสมือนรหัส ATM และอย่าบอกรหัส OTP แก่บุคคลอื่นในทุกกรณี โดยขอเรียนย้ำว่า บริษัทฯ ในฐานะผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ จะไม่มีการติดต่อผู้ใช้บริการเพื่อขอให้บอกรหัส OTP โดยเด็ดขาด เพราะ รหัส OTP จะรู้และถูกใช้โดยเจ้าของเพื่อทำธุรกรรมออนไลน์ด้วยตนเองเท่านั้น”

นอกจากนี้ เอไอเอส ยังได้เพิ่มมาตรการแจ้งเตือนภัยจากมิจฉาชีพลงในข้อความแจ้ง OTP ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้ลูกค้าตระหนัก และให้ความสำคัญกับการรักษาข้อมูลส่วนบุคคล อย่างรหัส OTP   ทั้งนี้ลูกค้า หรือประชาชน สามารถตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับกรณีนี้ได้ผ่านทาง AIS Official Channel อาทิ AIS Call Center 1175, AIS Facebook ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

รู้ทันปากท้องกับตลาดหลักทรัพย์ : แก้หนี้ได้ด้วยชานมไข่มุก

0

ตอนนี้ใกล้ตัวมว้าก
“รู้ทันปากท้อง” กับตลาดหลักทรัพย์
ตอน “แก้หนี้ได้ด้วยชานมไข่มุก”

เดือน ๆ นึงเงินหายไปไหนหมด
“อาแปะ” สาธิต บวรสันติสุทธิ์ กูรูปลดหนี้ แนะให้ทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย สามารถช่วยได้

ที่สำคัญต้องมีวินัย ตั้งใจ และอย่าท้อ