Home Blog Page 471

งดเสด็จออกประทานพระวโรกาสให้เฝ้าถวายสักการะในวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระสังฆราช

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ได้ออกประกาศที่ ๔ / ๒๕๖๓ เรื่อง การจัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันประสูติ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช พุทธศักราช ๒๕๖๓ มีเนื้อความว่า

เนื่องในมงคลสมัยคล้ายวันประสูติ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก จะเวียนมาบรรจบในวันศุกร์ ที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๓ มีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน แสดงเจตจำนงจะเฝ้าถวายสักการะ และจัดกิจกรรมต่าง ๆ สนองพระเดชพระคุณเหมือนเช่นทุกปี อย่างไรก็ตาม ด้วยเหตุแห่งสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด -19) แพร่ระบาด ทางราชการได้ขยายระยะเวลาบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรต่อไปจนถึงวันอังคาร ที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๓ พร้อมทั้งเน้นย้ำให้คงมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคมต่อไป สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช จึงประกาศแนวทางการจัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันประสูติ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช ดังต่อไปนี้

๑. งดการเสด็จออกประทานพระวโรกาสให้เฝ้าถวายสักการะ

๒. เปิดพระวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ในวันที่ ๒๔-๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๓ ให้สาธุชน เข้าถวายเครื่องสักการะที่หน้าพระรูป และลงนามถวายสักการะได้ ตั้งแต่เวลา ๐๘.๐๐ น.ถึง ๑๖.๐๐ น.

๓. คณะสงฆ์ที่ประสงค์จะจัดกิจกรรมถวายพระกุศล สามารถดำเนินกิจกรรมโรงทานตามที่ปฏิบัติมา หรือมอบเครื่องอุปโภคบริโภคบรรเทาทุกข์แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาด เพื่อสนองพระดำริได้ตามกำลังความสามารถของแต่ละวัด และ/หรือประชุมกันเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตภาวนาถวายพระกุศล ภายหลังจากการทำวัตรเย็นตามปรกติของแต่ละวัด ในวันศุกร์ ที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๓

๔. หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ที่ประสงค์จะเฝ้าถวายสักการะหรือจัดกิจกรรมใด ๆ สามารถเปลี่ยนแนวทางไปเป็นการเข้าประสานความร่วมมือกับวัดในชุมชน เพื่อร่วมกันสนองพระดำริในการบรรเทาทุกข์ของผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาด แทนการเข้าเฝ้าและการจัดกิจกรรมอื่น

อนึ่ง ผู้เข้าร่วมกิจกรรมตามข้อ ๒ ข้อ ๓ และข้อ ๔ พึงปฏิบัติตามมาตรการทางสาธารณสุขซึ่งทางราชการประกาศและรณรงค์อย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ ความทราบฝ่าพระบาทแล้ว

ประกาศ ณ วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๖๓

ซีพีเอฟ ย้ำจุดยืนผลิตอาหารใส่ใจสมดุลธรรมชาติ

0

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ มีเป้าหมายที่จะปกป้องและดูแลสมดุลสิ่งแวดล้อม เป็นเป้าหมายสำคัญในการดำเนินธุรกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืน ภายใต้ วิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” เพื่อส่งมอบอาหารคุณภาพ สะอาด และปลอดภัยสู่ผู้บริโภค โดยนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) บริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพคุ้มค่า ทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน การนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ไม่จำเป็นและส่งเสริมการใช้วัสดุสำหรับผลิตบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และลดการสูญเสียในกระบวนการผลิตอาหาร เพื่อสร้างคุณค่าต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs)

วุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ซีพีเอฟ

“ในโอกาสวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน ของทุกปี ซีพีเอฟ ในฐานะบริษัทผู้ผลิตอาหารชั้นนำระดับโลก เราให้ความสำคัญกับอาหารทุกคำที่บริโภคต้องปลอดภัย และมาจากกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะเราตระหนักดีว่าสมดุลของชีวิตมาจากสมดุลของธรรมชาติที่ทุกคนต้องออกมาช่วยปกป้องและรักษาให้เหมือนกับที่ทุกคนดูแลตัวเองในทุกๆวัน ”

ซีพีเอฟ ใช้ทรัพยากรน้ำตลอดกระบวนการผลิตบนพื้นฐานแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน อาทิ ในฟาร์มเลี้ยงกุ้งบางสระเก้าและฟาร์มร้อยเพชร นำระบบไบโอฟลอค(Bio-Floc)ซึ่งเป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่สามารถบำบัดสารละลายไนโตรเจนที่เกิดจากของเสียที่ขับถ่ายจากกุ้ง ลดการเปลี่ยนถ่ายน้ำในระหว่างการเลี้ยง ทำให้การใช้น้ำลด 70 % เทียบกับการเลี้ยงกุ้งโดยทั่วไป และนำเทคโนโลยี Ultra Filtration (UF) กรองน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้ว หมุนเวียนกลับมาใช้เลี้ยงกุ้งมากกว่า 90 % เป็นต้น

นอกจากนี้ บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการลดปริมาณขยะพลาสติก โดยในปี 2563 บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่นำมาใช้บรรจุอาหารในประเทศไทยสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ (reusable) หรือ นำกลับมาใช้ใหม่ (recycle) แล้ว 100% และในปีนี้ ยังได้ดำเนินการเพื่อลดการสูญเสียอาหารและการจัดการขยะอาหารในกระบวนการและห่วงโซ่อุปทานการผลิตอาหาร โดยเริ่มโครงการนำร่องในธุรกิจไก่เนื้อ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีปริมาณการส่งออกสูงสุดเพื่อเป็นต้นแบบของการดำเนินงาน และจะขยายผลไปยังกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ต่อไป

นอกจากนี้ ยังมุ่งมั่นมีส่วนร่วมลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการส่งเสริมการใช้พลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยปัจจุบันสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนอยู่ที่ 26 % ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด ผ่านการดำเนินโครงการต่างๆ อาทิ โครงการพลังงานจากชีวมวล ซึ่งโรงงานอาหารสัตว์บกและสัตว์น้ำนำวัสดุเหลือทิ้ง เช่น เศษไม้ ขี้เลื่อย ซังข้าวโพด มาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนถ่านหินในหม้อไอน้ำ โดยตั้งเป้ายกเลิกการใช้ถ่านหินภายในปี 2565 โครงการพลังงานจากก๊าซชีวภาพ ฟาร์มสุกรของซีพีเอฟทั้งหมด นำน้ำเสียและมูลสัตว์ นำมาบำบัดผ่านระบบบำบัดน้ำเสีย ได้ก๊าซชีวภาพสามารถนำไปผลิตไฟฟ้ากลับมาใช้ภายในสถานประกอบการ

โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ โดยโรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงงานอาหารแปรรูป โรงงานอาหารสำเร็จรูป และศูนย์กระจายสินค้า รวม 24 แห่ง ติดตั้งแผง Solar PV บนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้ภายในกระบวนการผลิต โดยมีกำลังการผลิตทั้งหมด 15 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะดำเนินการผลิตไฟฟ้าได้เต็มประสิทธิภาพภายในปี 2563 ทั้งนี้ ผลจากการปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียนตลอดกระบวนการผลิตมากขึ้น ทำให้ในปี 2562 สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 425,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

ในด้านสังคม บริษัทฯ ดำเนินโครงการ “ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง ” อนุรักษ์และฟื้นฟูป่า ในพื้นที่เขาพระยาเดินธง ต.พัฒนานิคม อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี 5,971 ไร่ (ปี 2559-2563) ปริมาณการกักเก็บคาร์บอนจากการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูป่าไม้ 39,690 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี

สิ่งที่ซีพีเอฟดำเนินโครงการต่างๆเหล่านี้ เป็นความมุ่งมั่นมีส่วนร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทางในการผลิตอาหาร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารของมนุษยชาติอย่างยั่งยืน

ดันแผนเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำทั่วประเทศ ยึดโมเดลหนองช้างใหญ่ของกรมชลฯ

0

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จะนำแผนการเพิ่มศักยภาพแหล่งเก็บกักน้ำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการฟื้นฟูภาคเกษตร ภายใต้พ.ร.ก. เงินกู้ โดยให้กรมชลประทานใช้โครงการขุดลอกหนองช้างใหญ่ หรือ”หนองช้างใหญ่โมเดล” จังหวัดอุบลราชธานี เป็นต้นแบบในการดำเนินการทั่วประเทศ

เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำแผนงานฟื้นฟูภาคเกษตร ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจตามพ.ร.ก. เงินกู้ ในกรอบวงเงินงบประมาณ 400,000 ล้านบาท โดยจะเสนอแผนการเพิ่มศักยภาพแหล่งเก็บกักน้ำให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้พิจารณา โดยนำต้นแบบของกรมชลประทาน ที่เข้าไปดำเนินการที่อ่างเก็บน้ำหนองช้างใหญ่ อำเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานีไปขยายผล

สำหรับอ่างเก็บน้ำหนองช้างใหญ่มีเนื้อที่ 7,500 ไร่ เก็บกักน้ำได้ 7.675 ล้าน ลบ.ม. ก่อสร้างแล้วเสร็จตั้งแต่พ.ศ. 2497 จากการตรวจพื้นที่เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ พบว่ามีตะกอนตกจมอยู่มากและมีวัชพืชหนาแน่น ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เกษตรกรในพื้นที่จึงมีน้ำไม่เพียงพอ จึงได้กำหนดแผนงานขุดลอกตั้งแต่ปี 2562 แต่เพื่อให้เก็บกักน้ำได้ทันในฤดูฝนนี้ ได้สั่งการด่วนให้เร่งขุดลอกให้มากที่สุด โดยได้รับอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมปี 2563 และจัดเตรียมแผนงานสำหรับปีงบประมาณ 2564 สำหรับนำตะกอนดินออก พร้อมเสริมสันบานแบบฝายพับได้ และเสริมสันทำนบดิน หากดำเนินการแล้วเสร็จจะเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 15.50 ล้าน ลบ.ม. รวมเป็นความจุทั้งสิ้น 23.175 ล้าน ลบ.ม. หรือมากกว่า 3 เท่าของความจุเดิม

ทั้งนี้ ส่งผลให้เกษตรกรมีน้ำเพียงพอทำการเกษตร, บรรเทาปัญหาอุทกภัย และเพิ่มพื้นที่ชลประทาน เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำของชุมชน รวมทั้งเป็นแหล่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพให้กับชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง ดังนั้นจะนำ “หนองช้างใหญ่โมเดล” เป็นต้นแบบขยายผลในการเพิ่มศักยภาพของแหล่งเก็บกักน้ำที่ใช้งานมานานทั่วประเทศ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การขุดลอกอ่างเก็บน้ำหนองช้างใหญ่ตามแผนงานปี 2562 และ 2563 จะนำตะกอนดินออกรวม 1 ล้าน ลบ.ม. รวมทั้งกำจัดผักตบชวาออกไปอีก 1,000 ตัน คิดเป็นพื้นที่ 20 ไร่ ส่วนงานเสริมสันทำนบดินอยู่ระหว่างดำเนินการ จากนั้นจะเร่งติดตั้งฝายแบบพับได้ เพื่อให้รองรับน้ำได้มากขึ้นในฤดูฝนนี้

ส่วนในปี 2564 มีแผนงานขุดลอกเพิ่มอีก 9.50 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้ได้ความจุเป็น 23.175 ล้านลบ.ม. นอกจากนี้ จะทำการก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านแคน สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านทุ่งใหญ่ สถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านนาดี และสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าบ้านยาง เพื่อเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 8,000 ไร่ รวมเป็น 12,300 ไร่ มีพื้นที่รับประโยชน์เพิ่มขึ้น 16,200 ไร่ รวมเป็น 19,700 ไร่ โครงการฯนี้จะช่วยให้เกษตรกรมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี แม้ในฤดูแล้ง รวมทั้งยังป้องกันและบรรเทาอุทกภัยได้อีกด้วย

บุญรอดฯ เดินหน้าสิงห์อาสาสู้ภัยแล้ง ลงพื้นที่จ.มหาสารคาม

0

รายงานข่าว เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการสิงห์อาสาเร่งด่วน จ้างงาน-สร้างอาชีพ  ซึ่งได้ดำเนินการแล้ว 3 โครงการ ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดย บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้แก่

  • โครงการสิงห์อาสาสู้ไฟป่า 4 จังหวัดภาคเหนือ เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา
  • โครงการสิงห์อาสาสู้ภัยแล้ง ดูแลจังหวัดภาคอีสาน ขอนแก่น มหาสารคาม
  • โครงการสิงห์อาสาสู้น้ำท่วม ครอบคลุมจังหวัดภาคกลาง อยุธยา นครปฐม

ทั้ง 3 โครงการเร่งด่วนได้ลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องสามารถจ้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านในช่วงโควิดได้ นับเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างจิตสำนึกในการดูแลชุมชนได้เป็นอย่างดี

สำหรับโครงการล่าสุด “สิงห์อาสาสู้ภัยแล้ง” จ.มหาสารคาม เป็นพื้นที่ที่สองที่ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านให้มีน้ำดื่มน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้ง และช่วยสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน โดยพื้นที่จ.มหาสารคาม ถือเป็นพื้นที่ที่โครงการสิงห์อาสาลงพื้นที่ช่วยเหลือภัยแล้งมาตลอดหลายปี โดยในครั้งนี้จัดขึ้นที่หมู่บ้านเปล่ง ต.แวดวง อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม โดยมีนายสมจิตร สว่างไธสง ปลัดอาวุโส อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม พร้อมด้วย นายวิทิต น้อยสุวรรณ ผู้บริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด พร้อมคณะผู้บริหาร และหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน ร่วมกันเปิดโครงการ “สิงห์อาสาสู้ภัยแล้ง” แห่งที่สอง ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง และมีประชาชนในหมู่บ้านได้รับผลกระทบจากวิกฤตสถานการณ์ โควิด – 19

โดย บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้มีการจ้างงานชาวบ้านให้ขุดบ่อน้ำเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ทำการเกษตรและใช้ในครัวเรือน เป็นการสำรองน้ำไว้ยามขาดแคลนจากภาวะภัยแล้ง และทำการติดตั้งแทงค์น้ำดื่มขนาดใหญ่เพื่อบริการกับชาวบ้านที่เดือดร้อนในชุมชน รวมไปถึงการแจกจ่ายน้ำดื่มให้กับประชาชนในหมู่บ้าน ซึ่งชาวบ้านที่เข้าร่วมโครงการฯ จะได้รับอาหารกลางวัน เบี้ยเลี้ยงคนละ 200 บาท น้ำดื่มสิงห์ ข้าวสารตราพันดี ซึ่งหลังจากนี้ก็จะกระจายไปยังพื้นที่ได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้งในจังหวัดอื่นๆในภาคอีสานต่อไป

สำหรับโครงการจ้างงานสร้างอาชีพทั้ง 3 โครงการนั้นจะยังคงดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยโครงการสิงห์อาสาสู้ไฟป่าครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ โครงการสิงห์อาสาสู้ภัยแล้งครอบคลุมพื้นที่ภาคอีสาน และโครงการสิงห์อาสาสู้น้ำท่วมครอบคลุมพื้นที่ภาคกลาง  ทั้งนี้ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ยังมีโครงการอบรมสร้างอาชีพระยะยาวหลากหลายรูปแบบ โดยจะเริ่มในเดือนมิ.ย.นี้ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากผลกระทบโควิดให้พี่น้องคนไทยทั่วประเทศ

กสทช. เรียกถกบริษัทมือถือ 5 ค่าย พร้อมแอปเปิล สิงคโปร์ แก้ปัญหาสแปมพนันออนไลน์ระบาด

0

นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ( กสทช.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. ได้ประชุมหารือกับบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 5 ค่าย ได้แก่ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) หรือเอไอเอส, บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE), บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) หรือดีแทค, บมจ. กสท โทรคมนาคม (CAT) และ บมจ. ทีโอที (TOT) พร้อมด้วยตัวแทนจากบริษัท แอปเปิล สิงคโปร์ ผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อเร่งหาทางแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของสแปมพนันออนไลน์ ซึ่งรบกวนประชาชนอยู่ขณะนี้

จากการตรวจสอบของสำนักงาน กสทช. และข้อมูลจากบริษัทผู้ให้บริการ พบว่า สแปมดังกล่าวเป็น iMessage ไม่ใช่ SMS ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้ง 5 ค่าย จึงไม่สามารถตรวจสอบต้นทางและปลายทางได้ และไม่สามารถเห็นเนื้อหาในข้อความที่ส่งได้ อย่างไรก็ตาม สแปมเชิญชวนให้เล่นพนันออนไลน์นี้ ไม่เกี่ยวกับแอปพลิเคชันไทยชนะของรัฐบาล

ผู้แทนแอปเปิล สิงคโปร์ ได้ให้ความร่วมมืออย่างดีและให้ข้อมูลว่า แนวทางที่ดีที่สุดที่จะป้องกันกรณีนี้ ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์แอปเปิล ต้องตั้งค่าฟิลเตอร์ป้องกัน iMessage จากผู้ส่งที่ไม่ได้บันทึกไว้ในรายชื่อติดต่อ (Filter Unknown Senders) และหากได้รับข้อความที่เป็นสแปม ผู้ใช้ต้องกดรายงาน สแปม iMessage ไปยังแอปเปิล เพื่อทำการบล็อกข้อความดังกล่าว และผู้ใช้ผลิตภัณฑ์แอปเปิล ทำการบล็อกผู้ส่ง iMessage นั้น รวมถึง ไม่กดลิงค์ หรือกดเปิดไฟล์ใดๆ ที่อยู่ในข้อความดังกล่าวเด็ดขาด ขณะเดียวกันแอปเปิลยังบอกว่า แอปเปิลยังมีระบบจัดการกับของความที่เป็นสแปมอยู่แล้วที่ใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก

สำนักงาน กสทช. ได้ขอความร่วมมือให้ทางแอปเปิลดำเนินการเกี่ยวกับกรณีนี้เป็นพิเศษเนื่องจาก ในไทย มีผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิล เป็นจำนวนมาก ใน 3 ประเด็น คือ

1.ประชาสัมพันธ์วิธีการป้องกันสแปมจาก iMessage ผ่านสื่อ และช่องทางของแอปเปิลให้กับผู้ใช้ผลิตภัณฑ์แอปเปิลในประเทศไทย

2.เร่งดำเนินการบล็อก หรือจัดการกับสแปมผ่านที่ได้รับการรายงาน สแปม iMessage โดยเร็ว

3.ดำเนินการปรับปรุงระบบจัดการสแปมของ iMessage ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

และ ขอความร่วมมือให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือทั้ง 5 ค่าย ช่วยประชาสัมพันธ์แนวทางในการป้องกันสแปมที่จะเข้ามายัง iMessage ให้กับลูกค้าของต้นเองได้ทราบ โดยตั้งแต่เมื่อวานนี้ ค่ายมือถือบางค่าย เริ่มประชาสัมพันธ์แนะนำวิธีการป้องกันออกมาแล้ว และหลังจากนี้เมื่อแอปเปิลทำการประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ของแอปเปิลโดยตรง ก็น่าจะเป็นการป้องกันไม่ให้มีสแปมเข้ามารบกวนประชาชนผู้ใช้บริการได้

ในส่วนของการตรวจสอบกรณีดังกล่าว สำนักงาน กสทช. ได้ขอให้ทางแอปเปิลทำการตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งนี้ และรายงานผลให้สำนักงานฯ ทราบในการประชุมหารือครั้งต่อไป

โออาร์ ร่วมกับกรมประมง ให้เกษตรกรขายกุ้งก้ามกรามใน พีทีที สเตชั่น กลางกรุงเทพฯ

0



นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด 19 ได้ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างมาก เนื่องจากไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ตามปกติ อีกทั้งสัตว์น้ำเศรษฐกิจบางชนิดยังประสบปัญหาราคาตกต่ำอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมา กรมประมงได้ให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในการระบายผลผลิตผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง

มีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง


กรมประมงจึงได้ร่วมกับ กับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ในการสนับสนุนและเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลผลิตสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกรเพื่อให้สามารถส่งตรงถึงมือผู้บริโภคได้โดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ในบริเวณพื้นที่ของสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น ซึ่งกรมประมงได้นำร่อง “กุ้งก้ามกราม” เข้าเปิดตลาดเป็นสินค้าสัตว์น้ำชนิดแรก โดยจะทำการจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในทำเลที่มีประชาชนสัญจรอย่างคับคั่ง จำนวน 4 แห่ง ประกอบด้วย

  • พีทีที สเตชั่น สวัสดิการ ร.1 รอ. ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท
  • พีทีที สเตชั่น ประชาอุทิศ-ลาดพร้าว เลียบด่วน 304, แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง
  • พีทีที สเตชั่น เทพรักษ์ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน
  • พีทีที สเตชั่น แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน
พีทีทีสเตชั่น

โดยจะเปิดจำหน่ายพร้อมกันทั้ง 4 จุด ในวันอาทิตย์ที่ 7 และ 14 มิถุนายน 2563 ในเวลาตั้งแต่ 09. 00 น. เป็นต้นไป สำหรับกุ้งก้ามกรามที่นำมาจำหน่ายดังกล่าวนั้น เป็นผลผลิตที่มีคุณภาพจากฟาร์มของเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม และราชบุรี ซึ่งมีความสด สะอาด ปลอดภัย โดยนำมาจำหน่ายในราคาถูกเทียบเท่ากับแหล่งผลิต อาทิ เพศผู้ ขนาด 9-10 ตัว/กิโลกรัม ราคา 350 บาท ขนาด 11-13 ตัว/กิโลกรัม ราคา 330 บาท ขนาด 14-16 ตัว/กิโลกรัม ราคา 300 บาท ขนาด 17-20 ตัว/กิโลกรัม ราคา 280 บาท เพศเมีย ขนาด 20-24 ตัว/กิโลกรัม ราคา 230 บาท ขนาด 25-29 ตัว/กิโลกรัม ราคา 210 บาท ขนาด 30-34 ตัว/กิโลกรัม 180 บาท เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าสัตว์น้ำแปรรูปอื่น ๆ มาร่วมจำหน่ายด้วย อาทิ ปลาสลิดแดดเดียว ปลาช่อนแดดเดียว ผลิตภัณฑ์ปลาดุกแปรรูป เช่น ปลาดุกเส้นหวาน ปลาดุกแผ่น ปลาดุกร้า หนังปลาดุกทอดกรอบ ผลิตภัณฑ์ปลานิลแปรรูป เช่น จ๊อปลานิล ปลานิลแดดเดียว คั่วกลิ้งปลานิล เป็นต้น

​​​​​​​กรมประมง ขอเชิญชวนประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียง ร่วมกันอุดหนุนสินค้ากุ้งก้ามกราม และผลิตภัณฑ์แปรรูปประมงคุณภาพดี ในราคาย่อมเยาที่ส่งตรงจากมือเกษตรกร ได้ที่ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ทั้ง 4 สาขาดังกล่าวข้างต้น ในวันอาทิตย์ที่ 7 และ 14 มิถุนายน 2563 ตั้งแต่เวลา 09. 00 น. เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center กรมประมง โทร. 0 2562 0600-15 ในวันและเวลาราชการ

9 อาการ บ่งบอกว่าคุณเป็นโรคติดพนัน

0

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เผยแพร่บทความเรื่องการตรวจสอบอาการว่า เป็นโรคติดพนัน หรือ Gambling disorder หรือไม่
โดยพบว่า ผู้ป่วยจะมีอาการอย่างน้อย 4 ใน 9 ข้อ ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ดังนี้

  1. เพิ่มจำนวนเงินในการเล่นแต่ละครั้ง เพื่อให้รู้สึกตื่นเต้นมากกว่าเดิม
  2. รู้สึกกระสับกระส่ายหรือหงุดหงิด เมื่อพยายามลดหรือเลิกการพนัน
  3. พยายามควบคุม ลด หรือเลิกการพนันหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ
  4. คิดวกวนถึงการพนันบ่อยๆ เช่น ย้อนนึกถึงช่วงเวลาเล่นพนันที่ผ่านมา
  5. เล่นการพนันบ่อยๆ เมื่อรู้สึกตึงเครียด
  6. หลังสูญเงินไปกับการพนันแล้วจะพยายามแก้ตัวด้วยการไปเล่นอีกบ่อยครั้ง
  7. โกหกเพื่อปกปิดการเล่นพนัน
  8. บกพร่องหรือสูญเสียความสัมพันธ์หน้าที่การงาน การเรียน
  9. ยอมทำตามคำสั่งคนอื่นเพื่อให้ช่วยเหลือเรื่องเงินในการเล่นพนัน

หากพบว่าตนเองเข้าข่ายโรคติดพนัน สามารถรับคำปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข

อากาศร้อน แล้ง แปรปรวน ทำต้นทุนเลี้ยงหมูเพิ่ม 100 บ.ต่อตัว แถมค่าอาหารสัตว์ขึ้นซ้ำเติม

0

นายเสน่ห์ นัยเนตร ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์การปศุสัตว์ภาคตะวันออก จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์การเลี้ยงสุกรว่า จากปัญหาอากาศร้อนและภัยแล้งจนถึงอากาศแปรปรวนตลอดทั้งวันในปัจจุบัน บางพื้นที่ร้อนอบอ้าวจนถึงมีฝนตกจากพายุฤดูร้อน ทำให้สัตว์ปรับสภาพร่างกายไม่ทัน เกิดความเครียด กินอาหารน้อยลง ร่างกายอ่อนแอและอาจเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้น การเติบโตช้าลง พบว่าอัตราการสูญเสียในฟาร์มจากภาวะอากาศดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 10% ส่งผลให้เกษตรกรมีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรต่างพยายามป้องกันโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF ในสุกร เพื่อไม่ให้โรคนี้เข้ามาทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงหมูของไทยได้ ความพยายามในการป้องกัน ASF ของเกษตรกรทุกคนทำให้ไทยเป็นประเทศเดียวที่ปลอดโรคนี้ แม้ว่าเกษตรกรต้องมีต้นทุนเพิ่มแต่ก็ยินดีปฏิบัติตามมาตรฐานการเลี้ยงและการป้องกันโรคที่ภาครัฐแนะนะ พบว่าภาระค่าใช้จ่ายด้านการป้องกันโรคเพิ่มขึ้นอีกกว่า 100 บาท ทั้งจากการใช้ยาฆ่าเชื้อพ่นป้องกันทุกวันๆละ 2 ครั้ง และค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าแรงงาน

เสน่ห์ นัยเนตร ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์การปศุสัตว์ภาคตะวันออก

นอกจากต้นทุนที่เพิ่มจากการยกระดับการป้องกันโรคแล้ว ปัญหาภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมายังกระทบกับเกษตรกร ที่ส่วนใหญ่มีน้ำไม่เพียงพอ จึงต้องซื้อน้ำจากภายนอกมาใช้ในฟาร์มทุกวัน ทำให้มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นอีก 2-3% หากเดือนมิถุนายนนี้ ยังไม่มีฝนใหญ่เข้ามาเกษตรกรต้องทุกข์กันหมด เพราะรถขายน้ำไม่มีน้ำมาขาย และยังมีค่าไฟเพิ่มเพราะต้องเปิดพัดลมระบายอากาศและเดินระบบอีแวปตลอดเวลา ขณะที่สภาพอากาศแปรปรวนฉับพลันในปัจจุบันกำลังซ้ำเติมเกษตรกร ทำให้ลูกหมูอ่อนแอมาก มักเป็นไข้หวัด ป่วยง่าย จึงมีค่าเวชภัณฑ์ในการรักษาเพิ่ม และยังต้องแบกรับต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาแพงที่ถือว่าเป็นภาระหนักมากสำหรับคนเลี้ยง

ปัจจุบันวัตถุดิบอาหารสัตว์ปรับราคาสูงขึ้นเป็นอย่างมาก อาทิ ปลายข้าวราคาสูงกว่า 12 บาทต่อกิโลกรัม และรำข้าวราคา 10-11 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ต้นทุนการผลิตปัจจุบัน 65-67 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาขายหมูเป็นหน้าฟาร์มประมาณ 66-71 บาทต่อกิโลกรัม

นายเสน่ห์ กล่าวอีกว่า จากปัญหาหมูล้นตลาด หรือ Over Supply ในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีเกษตรกรรายย่อยหายไปจากระบบมากกว่า 50% อย่างไรก็ตามเกษตรกรทั้งประเทศยังร่วมกันบริหารจัดการทั้งระบบ เพื่อให้ไทยยังคงมีประชากรหมูเพียงพอต่อการบริโภคในประเทศ ส่วนภาวะราคาที่ปรับขึ้นลงก็เป็นไปตามกลไกตลาดในแต่ละช่วงเวลา ขณะเดียวกันขอฝากภาครัฐ ช่วยผลักดันเรื่องการส่งออกหมูสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ที่ยังคงมีความต้องการนำเข้าจากประเทศไทยอยู่มาก จากความเชื่อมั่นในเรื่องคุณภาพมาตรฐานปลอดโรค ASF และมาตรฐานการผลิตของไทย ที่ปัจจุบันเกษตรกรรายย่อยได้หันมาปฏิบัตตามมาตรฐาน GAP ของกรมปศุสัตว์ ถือเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมหมูไทย

เอไอเอส เดินหน้าเพิ่มจุดทิ้งขยะ E-Waste ในไปรษณีย์ฯ ทั่วประเทศ

0

เอไอเอส เดินหน้าขยายแคมเปญ “คนไทยไร้ E-Waste” ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ในการรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยมุ่งเน้นขยะอิเล็กทรอนิกส์  5 ประเภทได้แก่ โทรศัพท์มือถือ, แบตเตอรี่มือถือ, สายชาร์จ, พาวเวอร์แบงก์ และ หูฟัง เพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี ล่าสุดผนึกกำลังกับไปรษณีย์ไทย เพิ่มจุดรับทิ้งขยะ E-Waste ในที่ทำการไปรษณีย์ จำนวน 160 แห่งทั่วประเทศ 

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอไอเอส กล่าวว่า บริษัทประกาศภารกิจนี้มาตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 2562 เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของคนไทย โดยอาสาเป็นแกนกลางในการรับทิ้งและนำขยะ E-Waste ไปกำจัดอย่างถูกวิธี ปัจจุบัน มียอดทิ้งขยะรวม 49,952 ชิ้น ในระยะเวลาเพียง 7 เดือน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงถึง 499,520 กิโลกรัมคาร์บอนสมมูลย์ หรือเทียบเท่าต้นไม้ขนาดใหญ่ จำนวน 55,502 ต้น ดูดซับ CO2  เป็นเวลา 1 ปี โดย เอไอเอส จะนำขยะ E-Waste ที่ได้ทั้งหมด ไปกำจัดอย่างถูกวิธีด้วยกระบวน Zero Landfill ซึ่งเป็นกระบวนการจัดการขยะทำให้นำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ให้เกิดมูลค่าได้อีกครั้ง ทั้งยังเป็นการลดการฝังกลบที่เป็นมลพิษต่อโลกได้ในระยะยาว

การร่วมกับ ไปรษณีย์ไทย ในครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ได้สะดวกและใกล้บ้านมากยิ่งขึ้น เพราะไปรษณีย์ไทย มีเครือข่ายที่ทำการไปรษณีย์กระจายอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ 

ด้าน นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ไปรษณีย์ไทยได้นำจุดแข็งด้านเครือข่ายที่ครอบคลุมและเข้าถึงประชาชนทั่วประเทศ โดยการร่วมกับเอไอเอสตั้งจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ในที่ทำการไปรษณีย์ 160 แห่งทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถนำขยะอิเล็กทรอนิกส์มาใส่กล่องรับขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) ซึ่งนอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่มาใช้บริการ สามารถมาทิ้งขยะ E-Waste ได้ง่ายแล้ว ยังถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเตือนให้คนไทยหันมาสนใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นของขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งหากกำจัดหรือไปทิ้งอย่างไม่ถูกวิธีแล้วก็จะก่อให้เกิดผลกระทบได้ในระยะยาว

ทั้งนี้ แคมเปญ “คนไทยไร้ E-Waste” มีจุดรับทิ้ง E-waste รวม 1,806 จุด  นอกจากที่ทำการไปรษณีย์ 160 แห่ง ยังมีที่ AIS Shop จำนวน 136 สาขาทั่วประเทศ, ศูนย์การค้าในเครือ CPN 34 สาขา, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหิดล และอาคารชุด คอนโด ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่ทั่วประเทศ

กระทรวงดิจิทัล แจงแอปไทยชนะ ไม่เกี่ยวสแปมในไอโฟน

0

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) พบมือถือ 99.99% ที่ได้ข้อความสแปมเป็นระบบ iOS และหลายรายยังไม่เคยใช้แพลตฟอร์มไทยชนะ ล่าสุดไทยเซิร์ต พบแอปเลียนแบบไทยชนะโผล่บน Play Store เตือนประชาชนอย่าประมาทพลาดท่ามิจฉาชีพ หรือคลิกเปิดเว็บไซต์ที่ไม่รู้จัก เสี่ยงดูดแฮกเกอร์เข้าเจาะข้อมูลในมือถือ

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เปิดเผยว่า กรณีข้อความโฆษณารบกวนที่มีการแพร่ระบาด อยู่ในขณะนี้ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบพบว่า โทรศัพท์ที่ได้รับเอสเอ็มเอสโฆษณารบกวนชักชวนเล่นพนัน จำนวนกว่า 99.99% เป็นโทรศัพท์ที่ใช้ระบบ iOS และแม้จะไม่เคยใช้แพลตฟอร์ม “ไทยชนะ” ในสถานที่ใดๆ เลย ก็ได้รับข้อความโฆษณารบกวนเช่นกัน

ทั้งนี้ ได้มีการส่งเรื่องหารืออย่างเป็นทางการไปยังบริษัทผู้ให้บริการระบบ iOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้บนโทรศัพท์มือถือไอโฟน และแท็บเล็ตไอแพด ของ Apple แล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบกลับมา

รมว. กระทรวงดิจิทัล ย้ำว่า ขอให้ทุกคนอย่าตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพเพราะความประมาท อย่าหลงเชื่อตัวล่อ เช่นเงินรางวัล ของฟรี และไม่แนะนำให้ทดลองเปิดเว็บไซต์ เพราะข้อความนั้นอาจเป็นพาหะนำพาไวรัสคอมพิวเตอร์เข้าสู่โทรศัพท์ของท่านได้

ผศ.(พิเศษ) นพ.พลวรรธน์ วิทูรกลชิต ผู้ตรวจราชการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) ในฐานะรองหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านข้อมูลมาตรการแก้ไขปัญหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และสื่อสังคมออนไลน์ ศูนย์บริหารสถานการณ์ โควิด-19 (ศบค.) กล่าวว่า แอปพลิเคชั่นไทยชนะ ที่พัฒนาโดยรัฐบาลไทยจะใช้ชื่อว่า “Thaichana – ไทยชนะ” ผู้พัฒนา คือ “Krungthai Bank PCL.”

กระบวนการเริ่มต้นใช้งานแอปไทยชนะ 1. จะมีการขออนุญาตเปิดตำแหน่ง (Location) เพื่อค้นหาร้านค้าใกล้ตัว เพื่อทราบระยะทางแบบประมาณการ กรณีที่ผู้ใช้งานไม่ให้ Location แอปจะไม่สามารถเรียงข้อมูลตามระยะทางใกล้ตัวได่ และ 2.ขออนุญาตเปิดกล้อง เพื่อสแกนคิวอาร์โค้ด

โดยยืนยันว่า แอปพลิเคชั่นไทยชนะ ไม่ได้เข้าถึงที่เก็บข้อมูล หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล รวมไปถึงไม่มีการส่งข้อมูลพิกัด Location ของผู้ใช้งานออกไปแต่อย่างใด

สำหรับปัญหาข้อความ SMS สแปมที่ส่งเข้ามาทาง iMessage บนไอโฟนและไอแพด ล่าสุดในเพจเฟซบุ๊ก iPhone Thailand ได้ให้คำแนะนำวิธีการจัดการกับเอสเอ็มเอสโฆษณารบกวนทาง iMessage ระบุว่า จากกรณีดังกล่าวทาง Apple ให้แจ้งไปยังผู้ให้บริการมือถือ ทำการบล็อกไม่ให้ส่งโฆษณา เนื่องจากเอสเอ็มเอสแปมเหล่านี้ ส่งผ่านมาทาง iMessage ซึ่งเป็นแอปที่อยู่บนอุปกรณ์พกพาที่ใช้ระบบ iOS ของ Apple โดยเบื้องต้นแนะนำปิดรับข้อความ iMessage วิธีการเข้าไปตั้งค่า และ Report มีวิธีดำเนินการ 3 แบบ

ได้แก่ แบบที่ 1 คลิกที่ด้านบนที่โชว์ว่า “3 คน” จากนั้นเลือก “ข้อมูล” และคลิก “กดออกจากการสนทนา” 2 รอบ จากนั้นกดเสร็จสิ้น ก็กด “ แจ้งว่าเป็นขยะ” แบบที่ 2 เข้าไปที่ “การตั้งค่า” เลือก “ข้อความ” จากนั้นคลิกที่ “ฟิลเตอร์ผู้ส่งที่ไม่รู้จัก” และแบบที่ 3 สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้ใช้ iMessage ให้เข้าไปที่ “การตั้งค่า” เลือก “ข้อความ ” จากนั้นคลิกปิด “iMessage” ซึ่งในข้อนี้หากต้องการใช้งานแอป iMessage ก็สามารถกลับมาเปิดใหม่ได้

สำหรับรายงานภาพรวมการใช้งานไทยชนะเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 63 มีจำนวนกิจการที่ลงทะเบียน 133,694 ร้านค้า จำนวนผู้ใช้งานรวม 18,587,269 คน แบ่งเป็น การเข้าใช้งานผ่านเว็บไซต์ไทยชนะ 18,523,417 คน และเข้าใช้งานผ่านแอปไทยชนะ63,852 คน ขณะที่ แอปไทยชนะ มียอดการดาวน์โหลดแล้ว 120,076 ครั้ง