Home Blog Page 35

เอไอเอส จับมือ ไทยวิวัฒน์ จัดประกวด “E-Waste Influencer Junior ฮีโร่รุ่นเยาว์ ปลุกพลังเปลี่ยนโลก” ปลูกฝังเยาวชนเรียนรู้และจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างยั่งยืน

0

บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เปิดตัวโครงการ “E-Waste Influencer Junior ฮีโร่รุ่นเยาว์ ปลุกพลังเปลี่ยนโลก” เวทีการประกวดคลิปวิดีโอสั้นที่มุ่งส่งเสริมให้เยาวชนไทยตระหนักถึงปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) และเรียนรู้แนวทางการจัดการที่ถูกต้อง พร้อมผลักดันให้เกิดเครือข่ายเยาวชนและโรงเรียนต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคต

นายเทพพันธ์ อัศวะธนกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ บมจ.ประกันภัยไทยวิวัฒน์ กล่าวว่า “ไทยวิวัฒน์มุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรนวัตกรรมด้านการประกันภัยที่เติบโตและพัฒนาควบคู่ไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาเราได้ขับเคลื่อนและส่งเสริมการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี ผ่านกิจกรรมทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นให้ทุกคนเห็นถึงความสำคัญของการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม”

“เรามีความเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่เริ่มต้นจากการลงมือทำในเรื่องเล็กๆ หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันอย่างจริงจัง สังคมของเราจะสามารถก้าวไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ไทยวิวัฒน์จึงพร้อมเดินหน้าในบทบาทขององค์กรประกันภัยที่ไม่เพียงมอบความคุ้มครองให้กับชีวิตและทรัพย์สินของลูกค้าเท่านั้น แต่ยังคงตั้งใจ ‘คิดเผื่อเพื่อทุกชีวิต’ เพื่อสร้างคุณค่าที่ดีต่อสังคมและโลกของเราต่อไป”

โครงการ “E-Waste Influencer Junior ฮีโร่รุ่นเยาว์ ปลุกพลังเปลี่ยนโลก” นับเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือสำคัญระหว่างไทยวิวัฒน์และเอไอเอสในฐานะพาร์ทเนอร์ร่วมอุดมการณ์ ที่มุ่งสร้างการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมในหมู่เยาวชนไทย ผ่านการเรียนรู้และการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์บนโลกออนไลน์ เพื่อให้เยาวชนก้าวขึ้นมามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมต่อยอดสู่การสร้างชุมชนและโรงเรียนต้นแบบในการจัดการ E-Waste อย่างยั่งยืน”

โครงการนี้จึงจัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบของขยะอิเล็กทรอนิกส์ต่อสิ่งแวดล้อมแก่เยาวชนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ตลอดจนส่งเสริมบทบาทของเยาวชนในฐานะ “นักสื่อสารสิ่งแวดล้อมรุ่นใหม่” ที่สามารถใช้พลังของโซเชียลมีเดียสร้างการเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันยังเป็นการกระตุ้นการมีส่วนร่วมของโรงเรียนและชุมชนในการจัดการ E-Waste อย่างถูกวิธีและยั่งยืน

ด้านนางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ AIS เผยว่า “สำหรับ AIS การดูแลสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนไม่ใช่เพียงภารกิจ แต่เป็นหนึ่งในหัวใจของการดำเนินธุรกิจ เรามีความมุ่งมั่นที่จะเป็น ‘HUB of E-Waste’ หรือศูนย์กลางการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์มาตรฐานสากล ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชนกว่า 250 องค์กร เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนมีทางเลือกในการทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่ระบบรีไซเคิลที่ถูกต้องตามมาตรฐาน Zero E-Waste to Landfill ที่จะช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและยืดอายุให้โลกเป็นโลกที่น่าอยู่ได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การส่งเสริมและเผยแพร่การจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธีก็ถือเป็นอีก 1 ภารกิจสำคัญ เพราะ AIS เชื่อว่าเรื่องความยั่งยืนเป็นเรื่องของคนทุกคน โดยเฉพาะการเสริมสร้างความรู้และทักษะการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธีให้แก่เด็กและเยาวชนไทย ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทย AIS จึงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับบมจ.ประกันภัยไทยวิวัฒน์ ในการสร้างสรรค์โครงการนี้ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้ใช้โซเชียลมีเดียในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคม พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบด้านการจัดการ E-Waste และร่วมกันสร้างรากฐานสู่สังคมแห่งความยั่งยืนในอนาคต”

โดยการประกวดแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ ระดับประถมศึกษา (ป.1 – ป.6) และระดับมัธยมศึกษา (ม.1 – ม.6) โดยผู้เข้าร่วมสามารถรวมทีม จำนวน 1–3 คน ผลิตคลิปวิดีโอความยาว 1 – 2.30 นาที ภายใต้เนื้อหาที่ให้ความรู้เกี่ยวกับ E-Waste แนวทางการจัดการที่ถูกต้อง และการสร้างแรงบันดาลใจแก่สังคม และเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด โดยเปิดกว้างในรูปแบบการนำเสนอ เช่น การเล่าเรื่อง เพลง แร็ป ละครสั้น หรือคลิปไวรัลบน TikTok และผลงานที่นำเสนอการสร้างสรรค์ DIY ถังแยกขยะ E-Waste จะมีสิทธิ์ได้รับรางวัลพิเศษเพิ่มเติม โดยแบ่งเป็นรางวัลการประกวด ดังนี้

ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา:

  • รางวัลประเภท สุดยอดนักสื่อสารรักษ์โลก
    • รางวัลชนะเลิศ เงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร
    • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1  เงินรางวัล 13,000 บาท  พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร
    • รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2  เงินรางวัล 10,000 บาท  พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร
  • รางวัลประเภทผลงานสร้างสรรค์ “DIY ถังขยะ E-Waste” เงินรางวัล 5,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร

ระดับโรงเรียน: รางวัลโรงเรียนต้นแบบด้านการจัดการ E-Waste พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร

เปิดรับสมัครและส่งผลงานตั้งแต่วันนี้ –  20 มกราคม 2569  ผ่านเว็บไซต์ประกันภัยไทยวิวัฒน์ www.thaivivat.co.th และ เว็บไซต์เอไอเอส  https://sustainability.ais.co.th/ หรือผ่านแอปพลิเคชัน myAIS โดยผู้สมัครสามารถเข้าร่วมกิจกรรม Workshop พิเศษเพื่อเตรียมความพร้อมด้านการผลิตสื่อออนไลน์และการจัดการ E-Waste ก่อนเริ่มสร้างผลงาน

หลังจากผลิตผลงาน ผู้เข้าประกวดต้องเผยแพร่ผลงานผ่านบัญชี TikTok ของตนเอง โดยตั้งค่า “สาธารณะ (Public)” และติดแฮชแท็ก #EWasteinfluencerjunior #นักสื่อสารรักษ์โลก #ThaivivatInsurancexAIS #AISEWaste #Thaivivat #AIS #ขยะอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมส่งลิงก์ผลงานกลับมายังหน้าเว็บไซต์ของโครงการ

โครงการ E-Waste Influencer Junior ฮีโร่รุ่นเยาว์ ปลุกพลังเปลี่ยนโลก” ไม่เพียงเป็นเวทีสร้างสรรค์ผลงาน แต่ยังเป็นการปลุกพลังเยาวชนให้ตระหนักถึงผลกระทบของขยะอิเล็กทรอนิกส์ต่อสิ่งแวดล้อม และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการจัดการ E-Waste อย่างถูกวิธีในโรงเรียนและชุมชน อันจะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายโรงเรียนต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนต่อไป

“สาระ ล่ำซำ” รับรางวัล “ครอบครัวสร้างสุข” จากกระทรวงพม. ในงานมหกรรมครอบครัว (FAM FESTIVAL 2025)

0

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) จัดงาน “มหกรรมครอบครัว (FAM FESTIVAL 2025)” ภายใต้แนวคิด “เวลาของเรา ครอบครัวของเรา” เพื่อส่งเสริมให้ครอบครัวไทยตระหนักถึงคุณค่าของการใช้เวลาร่วมกัน พร้อมเปิดพื้นที่แห่งความสุขให้ทุกช่วงวัยได้เรียนรู้ แบ่งปัน และร่วมทำกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ ทั้งด้านนันทนาการ งานฝีมือ สุขภาพ และการพัฒนาทักษะชีวิต

ภายในงาน ได้จัดพิธีมอบรางวัล “ครอบครัวสร้างสุข” แก่ครอบครัวต้นแบบจากทั่วประเทศ จำนวน 18 ครอบครัว เพื่อยกย่องครอบครัวที่มีความรัก ความเข้าใจ และร่วมกันสร้างบรรยากาศแห่งความอบอุ่นภายในบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติให้รับรางวัล “ครอบครัวสร้างสุข” ดังกล่าว

รางวัล “ครอบครัวสร้างสุข” จัดขึ้นโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  ผ่านกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ กรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อยกย่องครอบครัวที่เป็นแบบอย่างของความรัก ความเข้าใจ การสื่อสารที่อบอุ่น และการใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณค่า ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมที่เข้มแข็ง

การได้รับรางวัลในครั้งนี้สะท้อนถึงแนวทางการดำเนินชีวิตที่สมดุลของ “นายสาระ ล่ำซำ” ทั้งในบทบาทของผู้นำองค์กรและหัวหน้าครอบครัว ที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ภายในบ้าน การส่งต่อคุณค่าของความอบอุ่น และการสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมไทยเห็นถึงพลังของ “ครอบครัว” ในการหล่อหลอมคนดีและขับเคลื่อนสังคมให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีความสุขและยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด “เวลาของเรา ครอบครัวของเรา” ที่มุ่งให้ทุกครอบครัวไทยใช้เวลาอย่างมีความหมาย เพื่อสร้างสุขที่แท้จริงร่วมกัน

ในโอกาสนี้ นายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้เกียรติมอบรางวัลแก่นายสาระ ล่ำซำ โดยมี นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พร้อมผู้บริหารบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต เข้าร่วมแสดงความยินดี ณ อาคารเมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่

เอไอเอส มอบถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมอยุธยา พร้อมขยายวันใช้งานและเวลาจ่ายค่ามือถือ-เน็ตบ้าน ดูแลเครือข่ายตลอด 24 ชม.

0

จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้น และสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนริมสองฝั่งแม่น้ำอย่างต่อเนื่อง

เอไอเอส ขอส่งความห่วงใยถึงพี่น้องประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการดูแลเครือข่ายสื่อสารให้พร้อมใช้งานได้ตลอดเวลา และอยู่เคียงข้างคนไทยในทุกสถานการณ์ พร้อมจัดตั้ง War Room เพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานีฐานในพื้นที่เสี่ยงตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีทีมวิศวกรประจำการ พร้อมเครื่องปั่นไฟและน้ำมันสำรอง เพื่อให้บริการสื่อสารทั้งมือถือและเน็ตบ้านดำเนินต่อได้อย่างต่อเนื่องแม้ในภาวะฉุกเฉิน ขณะเดียวกันได้ขยายระยะเวลาชำระค่าบริการสำหรับลูกค้ารายเดือนและลูกค้า AIS 3BB FIBRE 3 รวมถึงขยายวันใช้งานให้กับลูกค้าระบบเติมเงินในพื้นที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและให้การสื่อสารเชื่อมต่อได้อย่างราบรื่น โดยลูกค้าที่ได้รับสิทธิจะได้รับ SMS แจ้งรายละเอียด

นอกจากนี้ เอไอเอสยังได้ลงพื้นที่มอบน้ำดื่มและถุงยังชีพแก่ผู้ประสบภัย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น และพร้อมให้การสนับสนุนเพิ่มเติมตามสถานการณ์ และยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าเครือข่ายสื่อสารจะพร้อมให้บริการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ และอยู่เคียงข้างประชาชนทุกคนจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ต้อนรับ บมจ. อินดิจี (IDG) เริ่มซื้อขาย 24 ต.ค. นี้

0

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ mai ยินดีต้อนรับ บมจ. อินดิจี เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายใน mai ภายใต้กลุ่มเทคโนโลยี โดยใช้ชื่อย่อ “IDG” ในวันที่ 24 ตุลาคม 2568

IDG ประกอบธุรกิจให้บริการออกแบบและพัฒนาระบบดิจิทัลแบบครบวงจร รวมทั้งให้บริการเป็นที่ปรึกษาด้าน Digital & AI Transformation และพัฒนาโซลูชันตามความต้องการของลูกค้า โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย บริษัทได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทชั้นนำระดับโลก ได้แก่ Microsoft Corporation และมีความเชี่ยวชาญในซอฟต์แวร์ระดับสากล อาทิ Microsoft 365, Microsoft Azure, Adobe Cloud และ Nintex นอกจากนี้ บริษัทยังได้พัฒนาซอฟต์แวร์ภายใต้ลิขสิทธิ์ของบริษัทเอง เพื่อรองรับการใช้งานของลูกค้าในหลากหลายรูปแบบ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์ WORK+, BIZ+, LIFE+ และ 365+ โดยกลุ่มลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่เป็นองค์กรชั้นนำขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม อาทิ กลุ่มสถาบันการเงิน กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสุขภาพ และกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม เป็นต้น สำหรับงวด 6 เดือน 2568 บริษัทมีรายได้จากการขายซอฟต์แวร์ : การบริการพัฒนาระบบดิจิทัล : การบริการบำรุงรักษาระบบและซอฟต์แวร์ : บริการอื่นๆ คิดเป็นร้อยละ 29 : 29 : 19 : 23 ตามลำดับ

IDG มีทุนชำระแล้วหลัง IPO 50 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท โดยมีหุ้นสามัญเพิ่มทุน 28 ล้านหุ้น เสนอขายต่อบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ไม่น้อยกว่า 21 ล้านหุ้น ผู้มีอุปการคุณของบริษัทไม่เกิน 4.2 ล้านหุ้น พนักงานซึ่งไม่ใช่กรรมการหรือผู้บริหารของบริษัท ไม่เกิน 2.8 ล้านหุ้น โดยเสนอขายผู้ลงทุนระหว่างวันที่ 15-17 ตุลาคม 2568 ในราคาหุ้นละ 3 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 84 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 300 ล้านบาท ทั้งนี้ การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ประมาณ 17.65 เท่า คำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิในช่วง 4 ไตรมาสล่าสุดตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ถึง 30 มิถุนายน 2568 ซึ่งเท่ากับ 16.97 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 0.17 บาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ

นายวิธาน ฉั่วเจริญศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. อินดิจี (IDG) เปิดเผยว่า บริษัทมีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาและพัฒนาระบบโดยใช้เทคโนโลยีชั้นนำระดับโลกมามากกว่า 25 ปี โดยได้รับการแต่งตั้งให้เป็น Microsoft Gold Certified Partner ตั้งแต่ปี 2549 บริษัทมีทีมงานที่เชี่ยวชาญ เข้าใจผลิตภัณฑ์ของ Microsoft เป็นอย่างดี และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ตรงตามความต้องการทางธุรกิจ จึงได้รับการยอมรับจากลูกค้าองค์กรชั้นนำในประเทศ สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้จะนำไปใช้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขยายสำนักงานและศูนย์บริการธุรกิจดิจิทัล และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท

IDG มีผู้ถือหุ้นใหญ่หลัง IPO คือ บริษัท ไอซีบีจี จำกัด (นิติบุคคลของกลุ่มครอบครัวฉั่วเจริญศิริ) ถือหุ้น 28.80% นายวิธาน ฉั่วเจริญศิริ ถือหุ้น 24.91% นางสาววรพรรณ ฉั่วเจริญศิริ ถือหุ้น 13.97% และนางสาววรนีย์ ฉั่วเจริญศิริ ถือหุ้น 4.32% โดยบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินหลังหักเงินสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กฎหมายกำหนดและตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับบริษัท

ผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดจากหนังสือชี้ชวนของบริษัทได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th และข้อมูลทั่วไปของบริษัทที่ www.indigy.com และ www.set.or.th

ไบโอไทยขึ้นศาลนัดแรก คดีใช้ภาพเท็จประเด็นปลาหมอคางดำ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 ที่ศาลจังหวัดนนทบุรี บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เข้าร่วมการพิจารณาคดีนัดแรกต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ภายหลังมีการเผยแพร่ภาพและข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับประเด็นการระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือขององค์กร

โดยศาลจังหวัดนนทบุรีได้พิจารณาคดีที่อัยการยื่นฟ้อง นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ในคดีอาญาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา จากกรณีการเผยแพร่ภาพเท็จและข้อมูลเท็จ กล่าวหา CPF เกี่ยวกับประเด็นการระบาดของปลาหมอคางดำ โดยกำหนดวันขึ้นศาลนัดแรกในวันนี้ซึ่งเป็นนัดคุ้มครองสิทธิผู้เสียหาย ซึ่งศาลเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายยื่นคำร้องต่อจำเลยเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากความเสียหายที่เกิดขึ้น

สำหรับวันนี้จำเลยให้การปฏิเสธ ขณะที่ผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม และมีการนัดตรวจพยานหลักฐานครั้งต่อไปในวันที่ 1 ธันวาคม 2568

ทั้งนี้ อัยการได้มีคำสั่งฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีที่มีการนำภาพและข้อมูลเท็จเผยแพร่ในเวทีสาธารณะพร้อมการถ่ายทอดสดออนไลน์ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 ซึ่งสร้างความเข้าใจผิดอย่างกว้างขวางและกระทบต่อชื่อเสียงบริษัทในเชิงลบ โดยมีตัวอย่างภาพเท็จและข้อมูลเท็จปรากฎดังนี้ 1.) ภาพที่กล่าวอ้างว่าเป็นสภาพบ่อดินของฟาร์มยี่สาร ซึ่งไม่ใช่สถานที่ฟาร์มยี่สาร 2.) ภาพที่กล่าวอ้างว่าเป็นการคัดเลือกไข่ปลาหมอคางดำ ซึ่งไม่ใช่กระบวนการคัดเลือกไข่ปลาตามวิธีปฏิบัติของบริษัท 3.) ภาพถ่ายทางอากาศในบริเวณฟาร์ม ที่อ้างว่าเป็นบ่อเลี้ยงปลา ทั้งที่ความจริงคือบ่อเลี้ยงกุ้ง

ซีพีเอฟ ยืนยันว่าการดำเนินคดีครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อปกป้องความจริง และรักษาความเป็นธรรมแก่บริษัทและผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ขณะเดียวกันต้องปกป้องชื่อเสียงองค์กรจากการใช้ข้อมูลและหรือรูปภาพกล่าวอ้างที่เป็นเท็จ ซึ่งเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงให้สังคมเข้าใจผิด

เรื่อง Money กับคนรุ่นใหม่#3 ตอนที่ 4 – จากผู้ออมสู่ผู้ลงทุน

0

การเรียนรู้เรื่องการลงทุนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการลงทุนสามารถต่อยอดเงินออมของเราให้เติบโตและชนะเงินเฟ้อในอนาคตได้ ขั้นตอนการลงทุนเริ่มตั้งแต่การเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นกับโบรกเกอร์ การสั่งซื้อขายผ่านระบบที่ปลอดภัย การประเมินความเสี่ยงก่อนลงทุน และเมื่อซื้อหุ้นแล้วใช้บริการระบบไร้ใบหุ้น หรือ Scripless ก็จะทำให้สะดวกต่อการซื้อขายโอนเปลี่ยนมือ และปลอดภัยยิ่งขึ้น จากการเป็นเพียง “ผู้ออม” ที่ฝากเงินอย่างเดียว ทุกคนสามารถก้าวสู่การเป็น “ผู้ลงทุน” ได้จริง เพียงแค่เริ่มต้นอย่างถูกวิธีและมั่นใจในระบบที่ปลอดภัย

Money กับคนรุ่นใหม่ #3 จะทำให้เห็นโอกาสของการเป็นผู้ออมสู่ผู้ลงทุน

เรียนรู้การลงทุน และ ติดตามเราได้ที่
INVESTORY Website: https://investory.setgroup.or.th
Line (Official Account) : @INVESTORYMuseum
SET Website: https://www.set.or.th
Facebook : / set.or.th
YouTube : / setthailand
TikTok: / set_thailand
Instagram : / set_thailand
Twitter : / set_thailand

รู้เก็บรู้ออม : Leveraged & Inverse ETF ลงทุนติดเทอร์โบ

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เดือนกันยายนที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ฯได้เปิดให้ซื้อขายกองทุน ETF 2 แบบใหม่ คือ Leveraged และ Inverse ETF เพิ่มจากเดิมที่มีกอง ETF แบบ passive fund เท่านั้น “คุณนายพารวย” อยากชวนให้มาทำความรู้จักกับเครื่องมือการลงทุนตัวนี้ ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสเพิ่มผลตอบแทนและยังช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนได้อีกด้วย

กองทุน ETF หรือ Exchange Traded Fund คือ กองทุนรวมที่ลงทุนโดยอ้างอิงดัชนี เน้นให้ผลตอบแทนใกล้เคียงดัชนีตลาดหุ้นที่ใช้อ้างอิง และนำหน่วยลงทุนมาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้นักลงทุนซื้อขายเปลี่ยนมือได้เรียลไทม์ โดยกองทุน ETF มีผู้ดูแลสภาพคล่อง (Market Maker) ทำหน้าที่ส่งคำสั่งเสนอซื้อเสนอขาย เพื่อให้นักลงทุนมั่นใจว่าจะซื้อขาย ETF ได้ และราคาของ ETF เคลื่อนไหวสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของหน่วยลงทุน

ETF แบบที่ซื้อขายอยู่ก่อนหน้านี้ เป็นแบบ passive fund ซึ่งมุ่งเน้นสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับดัชนีหุ้นไทย หุ้นรายกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้นต่างประเทศ ทองคำ และตราสารหนี้ ขึ้นกับนโยบายลงทุน ส่วน ETF 2 แบบใหม่ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่งเปิดให้ซื้อขาย คือ Leveraged และ Inverse ETF เป็นกอง ETF ที่มีการซื้อขายและเป็นที่นิยมในต่างประเทศอยู่ก่อนแล้ว

Leveraged ETF เป็น ETF ที่มุ่งหวังผลตอบแทน “ทวีคูณ” รายวันของดัชนี เช่น Leveraged ETF แบบ 2 เท่า (2X) ก็จะให้ผลตอบแทนเป็น 2 เท่าตัวของดัชนีอ้างอิง ETF แบบนี้ จึงทำหน้าที่เป็น “ตัวเพิ่มกำไร” โดยให้ผลตอบแทนเป็นจำนวนเท่า ของผลตอบแทนรายวันของดัชนีอ้างอิง ซึ่งเหมาะกับกรณีที่คาดว่าตลาดจะมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น

ส่วน Inverse ETF เป็น ETF ที่มุ่งหวังผลตอบแทน “ตรงกันข้าม” กับผลตอบแทนรายวันของดัชนีอ้างอิง เช่น ดัชนีปรับขึ้น +1% Inverse ETF แบบ 2I จะให้ผลตอบแทน –2% ดังนั้น Inverse ETF จะทำหน้าที่เป็น “ตัวเสริมพอร์ต” สร้างโอกาสทำกำไรหรือใช้ป้องกันความเสี่ยง ในกรณีที่คาดว่าทิศทางตลาดจะปรับลง

หากมั่นใจว่าตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้น การถือ Leveraged ETF จะช่วยสร้างผลตอบแทนมากกว่าการลงทุนในดัชนีโดยตรง ส่วนช่วงตลาดขาลง การเลือกใช้ Inverse ETF ก็เป็นเครื่องมือสร้างกำไรแบบติดคันเร่งในตอนที่ตลาดปรับตัวลง นอกจากนี้ Inverse ETF ยังเป็นเครื่องมือลงทุนที่ช่วยชดเชยมูลค่าพอร์ตที่ลดลงได้ สำหรับผู้ที่ต้องการจัดการความเสี่ยงของพอร์ตหุ้นและต้องการป้องกันความเสี่ยงจากตลาดที่มีแนวโน้มปรับตัวลง

Leveraged ETF และ Inverse ETF จึงเหมาะกับการลงทุนระยะสั้นเป็นหลัก และตัวนักลงทุนต้องมีเวลาอยู่หน้าจอ เพื่อติดตามและทบทวนสถานการณ์ลงทุนของตัวเองทุกวัน ไม่เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการถือเพื่อลงทุนระยะยาวเหมือน ETF แบบปกติ เนื่องจากการถือระยะยาว ผู้ลงทุนอาจมีความเสี่ยงจากการที่ผลตอบแทนรวมของกองทุน ETF อาจแตกต่างไปบ้างจากผลตอบแทนทวีคูณของดัชนีอ้างอิง โดยเฉพาะช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูง

นักลงทุนที่เข้าใจกลไกและเลือกใช้ประเภท ETF ได้เหมาะสมกับสถานการณ์ สามารถใช้ประโยชน์จาก Leveraged ETF และ Inverse ETF ได้เต็มที่ สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/leveraged–and–inverse–etf 

คุณนายพารวย

เปิดสถิติย้อนหลัง วงจรดอกเบี้ยขาลง 3 รอบดันทองคำพุ่งเฉลี่ย 32%ต่อเนื่อง 2 ปี เชื่อทองคำไปได้ต่ออีกไกล

0
  • YLG เปิดสถิติช่วงวงจรดอกเบี้ยขาลงก่อนหน้า 3 รอบ หนุนการเคลื่อนไหวทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 2 ปีหลังเฟดลดอกเบี้ยครั้งแรก พบรอบดอกเบี้ยขาลงปี 2543 หนุนทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 31% รอบปี 2550 ทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 39% และรอบปี 2562 ทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 26%
  • ชี้รอบปัจจุบันดอกเบี้ยเริ่มลดครั้งแรกในปี 2567 ส่งผลทองคำพุ่งแล้ว 64% แต่ตลาดยังมองเทรนด์ดอกเบี้ยปีหน้าอาจปรับลดอีก 3 ครั้ง เชื่อหนุนทองคำไปต่อไปอีกไกล มองเป้าหมาย 4,435 และ 4,900 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ตามลำดับ ส่วนทองคำในประเทศมีโอกาสแตะ 68,500-75,700บาทต่อบาททองคำ
  • พร้อมแนะนำช่องทางเริ่มต้นลงทุนทองคำได้ง่ายๆผ่านแอปพลิเคชัน YLG Get Gold ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (YLG) กล่าวว่า YLG ยังมองว่าทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำยังเป็นขาขึ้นอย่างน้อย 2 ปี เนื่องจากปัจจัยบวกสำคัญหลายด้านยังแข็งแกร่ง ทั้งการเข้าซื้อของธนาคารกลางทั่วโลก ความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า แต่ปัจจัยที่สำคัญในช่วง 1- 2 ปี นับจากนี้น้ำหนักจะอยู่ที่การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ ฯ(เฟด) ซึ่งหากดูจากสถิติในช่วงการปรับลดอัตราดอกบี้ยนโยบายของเฟดแต่ละครั้งพบว่ามีความสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของราคาทองคำไปในทิศทางเดียวกัน หากพิจารณาย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 2542 ถึงปัจจุบัน พบว่าเกิดวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด 4 รอบ ดังนี้

  1. ในปี 2543 เกิดฟองสบู่ดอทคอม (Dot-comBubbleBurst) ที่เศรษฐกิจสหรัฐ ฯ โตแรงจากหุ้น เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต ก่อนที่ฟองสบู่จะแตก ทำให้ราคาหุ้นเทคโนโลยีร่วงลงอย่างรุนแรง กดดันการลงทุนภาคธุรกิจ (business investment) โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี และตลาดแรงงานเริ่มอ่อนแอ
  2. ในปี 2550 เกิดภาวะฟองสบู่แตกในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของสหรัฐจากการปล่อยกู้สินเชื่อบ้านเสี่ยงสูง (Subprime Mortgage Crisis) ทำให้เฟดตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. 2550
  3. ปี 2562 หลังจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง ส่งผลให้เฟดตัดสินใจปรับลดอัตรา ดอกเบี้ยล่วงหน้า โดยเฟดระบุว่าเป็น Insurance Cut ก่อนที่เฟดจะปรับ “ลด” อัตราดอกเบี้ย อย่างรวดเร็วในช่วงต้นปี 2563 จากวิกฤติ COVID-19
  4. ปี 2567 หลังจากเงินเฟ้อพุ่งขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง เฟดจึงได้ปรับ นโยบายการเงินเข้าสู่สภาวะปกติ (Fed Policy Normalization) เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ

ทั้งนี้พิจารณาถึงการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในรอบวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด 3 ครั้งก่อน หน้าพบสถิติที่น่าสนใจ ดังนี้

  1. ราคาทองคำตอบสนองในเชิงบวกตลอดช่วง 24 เดือนหลังเฟดเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก โดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 31% ในรอบการปรับลดอัตราดอกเบี้ยปี 2543 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 39% ในรอบการปรับลดอัตราดอกเบี้ยปี 2550 และปรับตัวเพิ่มขึ้น 26% ในรอบการปรับลดอัตราดอกเบี้ยปี 2562
  2. อัตราเฉลี่ยของทองคำที่ปรับตัวขึ้นราวอยู่ที่ 32% ในระยะเวลา 2 ปีหลังเฟดเริ่มวงจนการปรับลดอัตราดอกเบี้ย
  3. สำหรับวงจรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยรอบปัจจุบันที่เริ่มต้นในปี 2567 ยังไม่แน่ชัดว่าอัตราดอกเบี้ยปลายทาง (Terminal Rate) จะอยู่ที่เท่าไหร่ แต่อัตราดอกเบี้ย ณ ปัจจุบันที่ผ่านมาแล้วเกือบ 1 ปีอยู่ที่ระดับ 4.25% ขณะที่ทองคำปรับตัวขึ้นมาแล้ว 64%

สำหรับการคาดการณ์ปัจจุบัน CME Fed Watch ระบุว่า นักลงทุนมองว่ามีโอกาส 96.8% ที่เฟดจะมี การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม และมีโอกาส 81.1% ที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% อีกครั้งในเดือนธันวาคม นอกจากนี้ นักลงทุนยังเพิ่มโอกาสที่เฟดจะลดอัตราดอกเบี้ย 0.50% อีกด้วย นอกจากนี้ตลาดยังคาดการณ์ว่าเฟดจะลดอัตราดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งในปี 2026

ส่วนแนวโน้มการเคลื่อนไหวของราคาทองคำ YLG ประเมินว่าหากได้รับปัจจัยบวกอย่างแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องมีโอกาสมีอาจจะไปได้ถึง 4,435-4,900 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อทรอยออนซ์ และมองว่าทองคำในประเทศมีโอกาสเห็น 68,500-75,700บาทต่อบาททองคำ (คำนวณจากค่าเงินบาท 32.58 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)

ส่วนนักลงทุนที่สนใจลงทุนกับ YLG สามารถเริ่มต้นได้ง่ายๆผ่านแอปพลิเคชัน YLG Get Gold ที่วายแอลจีเปิดให้บริการสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในทองคำโดยใช้เงินลงทุนเพียง 100 บาท ได้รับการตอบรับอย่างดี เนื่องจากตอบโจทย์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ที่สามารถซื้อ-ขายทองคำ Gold Spot แบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมง เข้าถึงง่ายด้วยสมาร์ตโฟน และมีความน่าเชื่อถือ ด้านความปลอดภัย สามารถทำกำไรได้จริง โดยผู้สมัครสามารถยืนยันตัวตนพร้อมยื่นเอกสารผ่านแอปพลิเคชัน รู้ผลอนุมัติได้ภายในวันเดียว และสามารถทำการซื้อ-ขาย ทองคำได้ทันที เปิดให้ลงทุนเริ่มที่ 100 บาท ไปจนถึง 80 กิโลกรัมต่อ 1 วัน ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ที่ App Store และ Play Store หรือ LINE : @ylggetgold โทร. 0-2678-9888 #2

AIS ระเบิดโปรแรงส่งท้ายปี “Thailand Mobile Expo 2025” ลดเดือด! สูงสุด 34,000 บาท พร้อมฉลอง 35 ปี ใช้ 1 พอยท์ แลกรับส่วนลดแก็ดเจ็ตสุดคุ้ม!

0

เอไอเอส ตอกย้ำการเป็นศูนย์รวมด้านดิจิทัลไลฟ์สไตล์แบบครบวงจร เติมเต็มทุกประสบการณ์ด้วยสมาร์ทโฟนและไลฟ์สไตล์ดิจิทัล พร้อมส่งมอบทุกโซลูชันส์ และความสุขส่งท้ายปี 2025 อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยแคมเปญโปรโมชั่นสุดร้อนแรงแห่งปี ในงานมหกรรมมือถือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ Thailand Mobile Expo 2025 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 26 ตุลาคม 2568 ณ บูธ PL10 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดเต็มกว่าที่เคย ดีลสมาร์ทโฟนตัวท็อป อาทิ iPhone, Samsung, Xiaomi และ OPPO ลดแรงที่สุดแห่งปีสูงสุด 34,000 บาท และเนื่องในโอกาสฉลอง 35 ปี ขอมอบความว้าว เพียงใช้ AIS Points 1 คะแนน แลกรับส่วนลด 200 บาท สำหรับซื้อสินค้ากลุ่ม Gadget หรือ Accessories มูลค่า 2,000 บาท ต่อใบเสร็จพร้อมเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่กล้องอัจฉริยะ AiCAM  และดีไวซ์สุดล้ำระดับเทพและมากกว่าการซื้อสมาร์ทโฟน ลูกค้ายังได้รับสิทธิพิเศษชมความบันเทิงฟรี! ด้วย Entertainment Platform อย่าง AIS PLAY ที่รวมที่สุดแห่งความบันเทิงและกีฬา ดูพรีเมียร์ลีกสด ครบทุกแมตช์ นาน 3 เดือน  และ Play Premium Plus สนุกเต็มแมกซ์ กับ 5 แอปดัง นาน 6 เดือน* เฉพาะรุ่นที่กำหนด  เติมเต็มทั้งสมาร์ทโฟนและไลฟ์สไตล์ในแพ็กเกจเดียว พร้อมของแถมจัดเต็ม

พร้อมกันนี้ยังขนทัพนวัตกรรมดีไซซ์สุดล้ำ และสมาร์ทโฟนระดับเทพ ที่มาพร้อมโปรเด็ดที่เดียวเท่านั้น นำทีมโดย แว่นตาอัจฉริยะ AR รุ่นใหม่ล่าสุด “Rokid AR Spatial” ได้แก่ Rokid Max 2 และ Rokid Station 2 ที่มาพร้อม ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon XR2 Gen 1 และระบบปฏิบัติการ YodaOS-Master ซึ่งออกแบบ โดย Rokid เพื่อการประมวลผลที่รวดเร็วกว่าเดิม ประสิทธิภาพสูง และความหน่วงต่ำให้ภาพที่ คมชัด สมจริง และสบายตา ตอบโจทย์การใช้งานได้ทั้งวัน ซึ่งแว่น Rokid Max 2 ยังสามารถปรับค่าสายตาสั้น ได้ในตัว (Built-in Myopia Adjustment) รองรับผู้ใช้ที่มีค่าสายตาสั้นได้ถึง -6.00D โดยไม่จำเป็นต้องสวมแว่น สายตาทับซ้อน มาพร้อม Rokid Station 2 อุปกรณ์เสริมที่ออกแบบมาเพื่อให้ แว่น Rokid Max 2 ทำงานได้แบบอิสระจากสมาร์ทโฟน พร้อมเพิ่มพลังการประมวลผลระดับ
พรีเมียมสำหรับประสบการณ์ AR แบบไร้สาย ที่ลื่นไหลและมีประสิทธิภาพกับส่วนลดสูงสุด 15% สำหรับชุด Rokid AR Spatial เฉพาะภายในงานนี้เท่านั้น

และเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ด้าน Smart Living & Digital Safety สำหรับครอบครัวไทยในยุคดิจิทัลเอไอเอสยกระดับความปลอดภัย ด้วยกล้องอัจฉริยะ AiCAM จากกล้องวงจรปิดทั่วไป สู่การเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในชีวิตประจำวัน (AI for Everyday Living) พร้อมเปิดตัว 2 ฟังก์ชัน AI ใหม่ล่าสุด ได้แก่ AI Smart Child Care – ฟังก์ชันดูแลเด็กภายในบ้าน ด้วยเทคโนโลยี AI ที่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมหรือความผิดปกติ และแจ้งเตือนเมื่อพบเด็กออกนอกจากพื้นที่ที่กำหนดไว้ พร้อมบันทึกกิจกรรมประจำวัน เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองสามารถติดตามและดูแลบุตรหลานได้อย่างมั่นใจ และ AI Smart Pet Care – ฟังก์ชันดูแลสัตว์เลี้ยงอัจฉริยะ ที่สามารถจดจำใบหน้าได้ ตรวจจับพฤติกรรม วิเคราะห์ความผิดปกติ รวมถึงแจ้งเตือนเมื่อสัตว์เลี้ยงออกนอกพื้นที่หรือมีอาการผิดปกติ เพื่อให้เจ้าของได้รับข้อมูลและการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์

นอกจากนี้ ในโอกาสครบรอบ 35 ปี เอไอเอสขอแทนคำขอบคุณลูกค้า มอบสิทธิพิเศษผ่านแคมเปญสุดยิ่งใหญ่ “AIS 1 POINT 12 WEEKS 12 WOW” ที่แจกใหญ่ไม่มีหยุด โดยว้าวนี้เอาใจสาย Gadget และ Accessories โดยเฉพาะ เพียงใช้ AIS Points 1 คะแนน* แลกรับฟรี! ส่วนลด 200 บาท สำหรับซื้อสินค้ากลุ่ม Gadget หรือ Accessories มูลค่า 2,000 บาท ต่อใบเสร็จ (*เฉพาะสินค้าที่ร่วมรายการ) กดรับสิทธิ์ได้ในวันที่ 23 ตุลาคม 2568 วันเดียว ผ่านแอป myAIS เท่านั้น พิเศษ! สามารถใช้สิทธิ์ได้ในงาน Thailand Mobile Expo 2025  รวมถึง AIS Shop ทุกสาขา และ AIS Online Store จนถึงวันที่ 23 พ.ย. 68 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ais.th/consumers/privileges/highlight/points/ais-1point-12weeks-12wow

และพิเศษเฉพาะในงาน เอไอเอสชวนเพิ่มความอุ่นใจให้สมาร์ทโฟนทุกเครื่อง กับแพ็กเกจดูแลเครื่องที่ยกขบวน AIS Care+, AIS Care+ with AppleCare Services, AIS Care+ with Samsung Care Services ที่ดูแลทุกเหตุการณ์ไม่คาดคิด ครอบคลุมทุกกรณี ตก แตก พัง หาย พร้อมเปิดตัวบริการใหม่ AIS Screen Care ในงานเป็นที่แรก ในโอกาส 35 ปี เอไอเอส มอบส่วนลด 35% เริ่มต้นเพียง 390 บาทต่อปี ให้ลูกค้าที่ซื้อมือถือแบรนด์ชั้นนำในงานทุกบูธ สามารถมาสมัครบริการได้ที่บูธเอไอเอส ให้ลูกค้าเปลี่ยนหน้าจอฟรี 2 ครั้งต่อปี ไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม   

AIS พร้อมพาร์ทเนอร์เตรียมจัดเต็มความพิเศษเพื่อส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า และคนไทยทุกคน ในมหกรรมมือถือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ Thailand Mobile Expo 2025 พร้อมโปรโมชั่นและส่วนลดทั้ง Apple และสมาร์ทโฟน Android เรือธงรุ่นฮิต ลดสูงสุด 34,000 บาท ระหว่างวันที่ 23 – 26 ตุลาคม 2568 ณ บูธ PL10 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

เมืองไทยสไมล์คลับ จัดกิจกรรม “เมืองไทยสไมล์ ฟุตบอลคลินิก” ร่วมเติมเต็มความฝัน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจ สู่การเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพ

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  โดยเมืองไทยสไมล์คลับ เดินหน้าส่งมอบความสุขและรอยยิ้มให้สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจัดกิจกรรมสุดพิเศษ “เมืองไทยสไมล์ ฟุตบอลคลินิก” กิจกรรมที่จะเป็นส่วนช่วยสร้างแรงบันดาลใจ เติมเต็มความฝันให้น้อง ๆ สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับและผู้ปกครอง ที่จะก้าวเข้าสู่ฟุตบอลไทย  ในบรรยากาศสุดพิเศษที่สุดแห่งความประทับใจ  ภายในงานมี ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ  และ นางสาวนิรัตน์ บูชาสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ร่วมให้การต้อนรับน้อง ๆ สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับและผู้ปกครอง ที่เข้าร่วมกิจกรรมเมืองไทยสไมล์ฟุตบอลคลินิก

 โดยในกิจกรรมดังกล่าว เมืองไทยสไมล์คลับ ได้พาน้อง ๆ ผู้มีความฝันและความรักในกีฬาฟุตบอล มาเพิ่มทักษะ เลี้ยง ส่ง โหม่ง ยิง แบบจัดเต็ม นำโดย “โค้ชเอ๊กซ์” วสพล แก้วผลึก โค้ชระดับโปรไลเซนส์ ถ่ายทอดความรู้และเทคนิคด้านฟุตบอล พร้อมเปิดโอกาสให้น้อง ๆ ได้ฝึกฝนความเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพ กับนักฟุตบอลอาชีพสโมสรการท่าเรือ ดีกรีทีมชาติไทย  ไม่ว่าจะเป็น “ต้น” ธีรศักดิ์ เผยพิมาย   “ยิม” วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ  “พีม” สิทธา บุญหล้า และ “ไนซ์” ชานุกูล ก๋ารินทร์  เพื่อนำทักษะต่าง ๆ มาใช้ในสนามจริงกับมินิทัวร์นาเมนต์สุดมัน  และกิจกรรมมินิแมตซ์ ที่ได้รับความรู้เต็มอิ่ม ด้วยการแนะนำเทคนิคก่อนการแข่งขัน สัมผัสบรรยากาศแบบการแข่งขันชุดใหญ่

นอกจากกิจกรรมสนุกสุดฟินตลอดทั้งวันแล้ว “เมืองไทยสไมล์ ฟุตบอลคลินิก” ยังพาน้อง ๆ พบกับแขกรับเชิญสุดพิเศษ! โค้ชมาซาทาดะ อิชิอิ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย ที่มาร่วมในการถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างแรงบันดาลใจในครั้งนี้ พร้อมมอบประกาศนียบัตรร่วมกับ โค้ชเอ๊กซ์ วสพล แก้วผลึกและถ่ายรูปร่วมกับผู้บริหารจากเมืองไทยประกันชีวิต ในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสุขและรอยยิ้ม 

ทั้งนี้สามารถสัมผัสความสุขและรอยยิ้มของน้อง ๆ พร้อมติดตามกิจกรรมสนุก ๆ อีกมากมายจาก เมืองไทยสไมล์คลับ ได้ที่ Facebook Page : Muang Thai Life  และสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ ยังสามารถติดตามกิจกรรมรวมถึงสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่เมืองไทยสไมล์คลับคัดสรรมาพิเศษแบบครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ และตอบโจทย์ความหลากหลายทุกความต้องการเพิ่มเติม ได้ที่ MTL Click Application สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android หรือเว็บไซต์ www.muangthai.co.th ตลอดจนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1766 กด 4 เมืองไทยประกันชีวิต หรือศูนย์บริการลูกค้าทั่วประเทศ