Home Blog Page 35

ฟันธง ราคาทองปีนี้ขึ้นต่อ มีโอกาสเห็นทองแตะสูงสุด 5.6 หมื่นบาท แนะลงทุนซื้อสะสม

0

นายกส.ค้าทองคำ มองราคาทองในประเทศมีโอกาสขึ้นสูงสุดบาทละ 56,000 บาท ฟันธงราคาทองปีนี้ปรับขึ้นได้ต่อ หลังราคาทองคำโลกทำนิวไฮแตะ 3,600 เหรียญต่อออนซ์ แนะลงทุนยาวเข้าซื้อสะสมได้ ชี้ค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลง 1 บาท มีผลต่อราคาทองคำบาทละ 1,600 บาท  โดยทองคำได้แรงหนุนจากทิศทางดอกเบี้ยโลกและสหรัฐฯลดลง  สงครามการค้าและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์  

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า ธนาคารกลางทั่วโลก มีโอกาสลดอัตราดอกเบี้ยลง หลังเศรษฐกิจทั่วโลกชะลอตัวโดยวันที่ 17 ก.ย.นี้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ทองคำเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่ปลอดภัย กระตุ้นแรงซื้อทำให้ราคามีโอกาสปรับตัวขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมราคาทองในประเทศยังติดเรื่องเงินบาทแข็งค่าประมาณ 32 บาท/ดอลลาร์ ส่งผลให้กรอบราคา ยังไม่สามารถยืนเหนือแนวต้านเดิมช่วงเดือนเม.ย.68 ที่ระดับ 54,800 บาทได้ แต่มองว่าจากราคาทองโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมองเป้าหมายสิ้นปี 68 มีโอกาสเห็นระดับสูงสุดที่ 3,800 ดอลลาร์/ออนซ์ จึงคาดว่าราคาทองในประเทศจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเห็นระดับสุดสูงสุดที่บาทละ 56,000 บาท ได้

โดยกลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักลงทุนที่ถือครองระยะยาวยังสามารเข้าซื้อสะสมได้ ส่วนนักลงทุนระยะสั้นแนะเก็งกำไรอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ค่าเงินบาทเปลี่ยนแปลง 1 บาท มีผลต่อทองคำเปลี่ยนแปลงประมาณ 1,600 บาททองคำ

ทั้งนี้ โกลด์แมน แซคส์ คาดการณ์ว่า ราคาทองคำมีแนวโน้มพุ่งทะลุระดับฐาน (Baseline) ที่ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ ภายในช่วงกลางปี 69 และอาจพุ่งแตะ 5,000 ดอลลาร์ หากนักลงทุนย้ายเงินออกจากพันธบัตร หันมาถือครองทองคำมากขึ้นเพื่อกระจายการลงทุน ท่ามกลางความไม่แน่นอนในตลาดการเงิน

โดยราคาทองคำ ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 3,600 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จากความคาดหวังว่า เฟด จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ ขณะที่ความไม่แน่นอนทั่วโลก ยังหนุนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโกลด์แมน แซคส์คาดว่า ราคาทองคำจะขึ้นไปอยู่ที่ 3,700 ดอลลาร์สหรัฐฯภายในสิ้นปี 68 และแตะระดับ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐฯภายในช่วงกลางปี 69 ภายใต้สมมติฐานว่า บรรดาธนาคารกลางทั่วโลก ยังคงแห่เข้าซื้อทองคำอย่างแข็งแกร่ง และราคาอาจดันขึ้นไปถึง 4,500 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หากภาคเอกชนมีการปรับพอร์ตออกจากสินทรัพย์สกุลดอลลาร์สหรัฐฯ มาถือทองคำแทนอย่างต่อเนื่อง

สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนสิงหาคม 2568

0

ตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงไทยได้รับแรงหนุนจากสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) หลังนายเจอโรม พาวเวล ประธาน Fed ส่งสัญญาณถึงโอกาสการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน 2568 ขณะที่ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนกรกฎาคมที่ขยายตัวต่ำกว่าคาด อย่างไรก็ตาม เงินทุนต่างชาติไหลออกจากทั้งตลาดพันธบัตรและหุ้นไทย ท่ามกลางส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลของไทยและสหรัฐที่กว้างขึ้น หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เป็น 1.50% ต่อปี ส่งผลให้ดัชนี SET Index ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลงเล็กน้อย 0.5% จากสิ้นเดือนกรกฎาคม

ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยเป็น 2% จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.8% ตามการเร่งส่งออกสินค้าก่อนที่ภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ แม้ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในไตรมาส 2/2568 ขยายตัว 2.8% ชะลอลงจาก 3.2% ในไตรมาส 1/2568 ปัจจัยหลักจากการชะลอตัวของการผลิตนอกภาคเกษตร โดยเฉพาะกลุ่มบริการที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว

ภาพรวมกำไรสุทธิไตรมาส 2/2568 ของบริษัทจดทะเบียนเติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่มีผลการดำเนินงานดีกว่าคาดปรับตัวสูงขึ้น นอกจากนี้ ความสำเร็จของงาน Thailand Focus 2025 และผลตอบแทนหุ้น IPO ที่เริ่มฟื้นตัวในเดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงความน่าสนใจของตลาดหุ้นไทย

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนสิงหาคม 2568

  • ณ สิ้นเดือนสิงหาคม SET Index ปิดที่ 1,236.61 จุด ปรับลดลง 0.5% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า ถือเป็นการปรับลงเล็กน้อยหลังปรับเพิ่มขึ้นมากในเดือนก่อนหน้า ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนสิงหาคม 2568 SET Index ปรับลดลง 11.7% จากสิ้นปีที่ผ่านมา
  • เดือนสิงหาคม กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มการเงิน กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากร
  • ในเดือนสิงหาคม มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 50,672 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตามในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมฯ อยู่ที่ 43,011 ล้านบาท ลดลง 3.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 51.47% ของมูลค่าการซื้อขายรวม แต่มีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิ 21,816 ล้านบาท ซึ่งเป็นการกลับมาขายสุทธิหลังจากซื้อสุทธิในเดือนก่อนหน้า
  • มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน mai 1 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ.โรงพยาบาลมุกดาหารอินเตอร์เนชั่นแนล (HANN)
  • Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นสิงหาคม อยู่ที่ระดับ 13.9 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.5 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 14.1 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 15.4 เท่า
  • อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นสิงหาคม อยู่ที่ระดับ 3.99% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.08%

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนสิงหาคม 2568

  • มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 369,772 สัญญา เพิ่มขึ้น 4.1% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ Single Stock Futures และ SET50 Index Options ทำให้ในปี 2568 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 419,267 สัญญา ลดลง 13.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures และ Gold Online Futures

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ผนึก ทีทีบี ปลุกธุรกิจไทยวัดคาร์บอน เพิ่มโอกาสเติบโตจากสินเชื่อยั่งยืน

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี ผนึกกำลังเพื่อขยายระบบนิเวศการเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) มุ่งสนับสนุนธุรกิจไทยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว ด้วยการใช้ข้อมูล ESG พิจารณาสินเชื่อ และส่งเสริมให้ลูกค้าธนาคารมีระบบช่วยจัดการ คำนวณ และรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบ SETCarbon ซึ่งจะทำหน้าที่เป็น “พาสปอร์ต” ให้ธุรกิจทุกขนาดสามารถเข้าถึงสินเชื่อที่มีสิทธิประโยชน์มากกว่าสินเชื่อทั่วไป ความตั้งใจร่วมกันของตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ทีทีบี จะเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้ภาคธุรกิจบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืน และเติบโตไปพร้อมกับการสร้างระบบการเงินที่ยั่งยืน

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการ (ESG) โดยเฉพาะข้อมูลการบริหารจัดการสภาพภูมิอากาศ กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนและกำหนดนโยบาย การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของธุรกิจที่พร้อมปรับตัวเพื่อรับมือกับความเสี่ยงและคว้าโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้พัฒนาระบบ SETCarbon เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถยกระดับการเปิดเผยข้อมูลด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน มีบริษัทจดทะเบียน กว่า 300 แห่ง หรือคิดเป็น 33% ที่ใช้ระบบ SETCarbon ในการเปิดเผยข้อมูลด้านการจัดการสภาพภูมิอากาศ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ มีแผนขยายการให้บริการดังกล่าวไปยังผู้ประกอบการธุรกิจทุกขนาดนอกตลาดหลักทรัพย์ รวมถึง SME ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

“ความร่วมมือกับทีทีบีครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศทางการเงินที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้นเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของประเทศในระยะยาว ภายใต้แผนการดำเนินงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะขยายโอกาสให้ผู้ประกอบธุรกิจทุกขนาดรวมถึง SME ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน ได้ใช้ระบบ SETCarbon ในการจัดการ คำนวณ และรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เสมือนเป็น “พาสปอร์ต” ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงสินเชื่อที่มีสิทธิประโยชน์มากกว่าสินเชื่อทั่วไปของทีทีบีได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันทีทีบีจะมีข้อมูลเพียงพอในการพิจารณาปล่อยสินเชื่อสีเขียวให้ธุรกิจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายอัสสเดช กล่าว

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีเอ็มบีธนชาต เปิดเผยว่า ทีทีบียึดมั่นในพันธกิจการดำเนินธุรกิจสู่การธนาคารเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Banking) ตามกรอบ B+ESG ที่ผสานธุรกิจและความยั่งยืนเป็นเนื้อเดียวกัน และพร้อมสนับสนุนให้ลูกค้าธุรกิจและ SME ปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในกติกาใหม่ของโลก เพราะการมีข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ถูกต้อง โปร่งใส มีมาตรฐาน จะเป็นจุดเริ่มต้นในการวางแผนการลดคาร์บอนของธุรกิจในอนาคต ซึ่งจะสร้างข้อได้เปรียบให้ผู้ประกอบการมีความสามารถในการแข่งขัน เพิ่มโอกาสเข้าถึงทั้งเงินทุนและตลาดใหม่ ๆ สร้างความมั่นใจให้คู่ค้าและผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อยอดขายและความสามารถในการเติบโตระยะยาว โดยทางธนาคารได้ช่วยลูกค้าตั้งแต่การประเมินความเสี่ยงและผลกระทบทางธุรกิจ และสนับสนุนให้คำปรึกษาด้วยโซลูชันที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านธุรกิจ

ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2568 ทีทีบีได้ปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนไปแล้วกว่า 78,000 ล้านบาท โดยในปี 2568 ธนาคารตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน 35,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ธนาคารยังมอบองค์ความรู้เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการไทยตระหนักถึงผลกระทบเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับปรับตัวและเปลี่ยนผ่านธุรกิจ ด้วยการจัดสัมมนาและการอบรมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการขั้นตอนและวิธีการจัดทำคาร์บอนฟุตพรินต์ขององค์กรให้กว่า 500 บริษัทในปีที่ผ่านมา ซึ่งแพลตฟอร์ม SETCarbon จะเป็นเครื่องมือที่มาช่วยให้ลูกค้าธุรกิจของธนาคารที่ไม่ได้จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์สามารถคำนวณและจัดเก็บคาร์บอนฟุตพรินต์ได้อย่างเป็นระบบและมีมาตรฐานได้ดียิ่งขึ้น ช่วยในการเปลี่ยนผ่านให้ง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยทีทีบี ในฐานะธนาคารพาณิชย์แห่งแรกที่เข้าร่วม ได้ช่วยขยายเครื่องมือนี้ไปยังลูกค้าในเครือข่ายของธนาคาร ซึ่งเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการนำข้อมูล ESG ไปใช้ประกอบในการพิจารณาสินเชื่อ โดยคัดเลือกกลุ่มลูกค้าให้เข้าร่วมโครงการ จำนวนกว่า 1,000 รายจากอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ อาทิ อุตสาหกรรมเคมี การขนส่ง อาหารและเครื่องดื่ม การโรงแรม เป็นต้น     

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวครอบคลุมการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างสององค์กรเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินการและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสนับสนุนด้านความยั่งยืน พร้อมร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการทางการเงิน ตลอดจนสิทธิประโยชน์แก่ผู้มีส่วนได้เสีย นอกจากนี้จะต่อยอดและพัฒนาระบบนิเวศด้านความยั่งยืนเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถดำเนินงาน ปรับปรุง และพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนวางแผนการจัดการด้านการลงทุนเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนควบคู่กับการเติบโตทางธุรกิจ โดยเฉพาะการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อขับเคลื่อนผู้ประกอบการและประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มอบคอมพิวเตอร์ ฟื้นฟูโอกาสทางการศึกษา ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจ.น่าน

0

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มอบคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่จำเป็น จำนวน 22 ชุด รวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท แก่ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดน่านที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยพายุ “วิภา” เพื่อเร่งให้ศูนย์ทดสอบการประเมินคุณภาพการศึกษานอกระบบกลับมาจัดสอบเทียบวุฒิการศึกษาให้กับนักเรียน นักศึกษา และประชาชนได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อการศึกษาของประชาชนในพื้นที่และลดจำนวนผู้รอสอบสะสมซึ่งอาจส่งผลให้เสียโอกาสด้านการศึกษาและอาชีพ โดยมี ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมในพิธีส่งมอบ

ทั้งนี้ นับเป็นการสานต่อการสนับสนุนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ก่อนหน้านี้ได้จัดส่งถุงยังชีพช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วนแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดน่าน

TSD ชวนบจ. ใช้ QR Code Sealer ส่งเอกสารประชุมผู้ถือหุ้น พร้อมรับส่วนลดค่าบริการนายทะเบียนรายปี 10%  

0

บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) เปิดโครงการ TSD e-Services for Net Zero  โดยเชิญชวนบริษัทจดทะเบียนส่งหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นในรูปแบบ QR Code Sealer เพื่อขับเคลื่อนความยั่งยืนและดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการใช้กระดาษ ลดโลกร้อน และลดต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนได้อย่างเป็นรูปธรรมแล้ว บริษัทที่เข้าร่วมโครงการใช้บริการ QR Code Sealer จะได้รับส่วนลดค่าบริการนายทะเบียนหลักทรัพย์รายปี 10% ติดต่อกันตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ 3 ปี (ปี 2569-2571)

หากทุกบริษัทร่วมใช้ QR Code Sealer จะสามารถลดการใช้กระดาษได้รวมกว่า 3,817 ล้านแผ่นต่อปี และลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 53 ตันคาร์บอน เทียบเท่าการดูดซับ CO2 ของต้นไม้กว่า 5.6 ล้านต้นต่อปี นอกจากนี้ ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายของบริษัทจดทะเบียนได้เฉลี่ยปีละกว่า 25%

บริษัทจดทะเบียนสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 พฤศจิกายน 2568 ดูรายละเอียดโครงการได้ที่ https://media.set.or.th/set/Images/2025/Aug/Info-graphic-QR-final.jpg สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ [email protected] หรือ SET Contact Center 0 2009 9999

ตามรอยเซียน โดย เจี๊ยบ บางกรวย “พิมพ์ใหญ่ฐานแซมวัดระฆัง ”

0

พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบ “พระสมเด็จวัดระฆัง บางขุนพรหม ตอนแกะแม่พิมพ์มีหน้ามีตาปากหูจมูกครบ เส้นแซมมีทุกองค์นะเธอ แต่ด้วยส่วนผสมปูนย์เปลือกหอย ตังอิ๋ว ทำให้พระสมเด็จ หดหายไปเกิน20 เปอร์เซ็น ด้วยเหตุนี้ เราเลยไม่ค่อยได้เห็นกัน ถ้าใครมีก็จะหวงมาก แต่ของเก๊ที่เจอส่วนมากจะมีเกินจริง เลือกที่เนื้อจัดมวลสารครบ ความเก่าแห้งเป็นธรรมชาติ ไม่โลภเดี๋ยวก็เจอ

มาดูพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ฐานแซมวันนี้ ตรงตามตำราพระอาจารย์ เนื้อขาวนวลคราบแป้งครบ เห็นเส้นแซม2เส้น เหมือนฐานแซม ติดหู2ข้างชัด เนื้อเก่าเป็นธรรมชาติ เป็นจ่ำๆก้อนออกน้ำตาล ขาว เส้นซุ้มด้านในม้วนเข้าซุ้ม ซอกแขนลึกเห็นรักที่ติดในซอกแขน เกาะกับฝ้าปูนสีขาว ขาติดคมชัด แจ่มสุดๆ

หลังเรียบมีรอยปริหรือเรียกรอยปูไต่ด้านข้างและด้านล่าง เนื้ออมเลือง มีฝ้ารักคลุมทั่วแผ่นหลัง ฝ้าแป้งบางเห็นเนื้ออมเหลืองน้ำตาล เป็นจ่ายตัง
ข้างตอกตัด เจอที่ไหนอย่าให้หลุดมือนะเธอ พระอาจารย์สอนเซียนเจี๊ยบบอกต่อ “หวานเจี๊ยบ”

เจี๊ยบบางกรวยเดินตามรอยพระอาจารย์ 087 0030897

เปิดแล้ววันนี้! AIS Shop สาขาใหม่ เซ็นทรัล พาร์ค พร้อมเติมเต็มประสบการณ์ดิจิทัลเหนือระดับ ใจกลางกรุงเทพฯ

0

เอไอเอส ตอกย้ำการเป็น Digital Lifestyle Destination เพื่อส่งมอบประสบการณ์ด้านงานบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า เดินหน้าเปิด AIS Shop สาขาใหม่ เซ็นทรัล พาร์ค ช็อปแห่งใหม่ใจกลางเมือง พร้อมให้บริการแล้วที่ศูนย์การค้าแลนด์มาร์กระดับโลก มาพร้อมกับที่สุดของงานบริการอย่างครบครัน โดดเด่นด้วยการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ทันสมัย สะท้อนตัวตนของคนเมืองได้อย่างชัดเจน พร้อมสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรก ครบครันด้วยสมาร์ทโฟนรุ่นล่าสุดจากทุกแบรนด์ชั้นนำ ควบคู่ไปกับสินค้า Gadget และ Accessoriesหลากหลาย ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ดิจิทัลอย่างแท้จริง เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างเต็มที่

AIS Shop สาขาใหม่ เซ็นทรัล พาร์คนอกจากจะเป็นศูนย์บริการเพื่อดูแลการใช้งานและไลฟ์ไสตล์ของคนเมืองแล้ว ยังได้รับการยกระดับประสบการณ์ด้วย 5 BEST Experience ที่ครอบคลุมทั้ง Best Product ผลิตภัณฑ์ล้ำหน้าพร้อมเทคโนโลยีและดีไซน์ระดับพรีเมียม, Best Package แพ็กเกจสุดคุ้มที่มอบความคุ้มค่าและสิทธิประโยชน์หลากหลาย, Best Privilege เอกสิทธิ์เฉพาะที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ, Best Process กระบวนการที่รวดเร็วและไร้รอยต่อ และ Best People ทีมงานคุณภาพที่พร้อมให้คำแนะนำ ดูแล และบริการอย่างมืออาชีพ พร้อมด้วย “AIS Pro” สุดยอดผู้ช่วยอัจฉริยะดูแลสมาร์ทโฟนครบวงจร

พิเศษยิ่งกว่าสำหรับลูกค้า AIS Serenade กับโซนเอ็กซ์คลูซีฟ Serenade Club ที่ถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เหนือระดับสำหรับการพักผ่อน และการรับบริการในบรรยากาศอันน่าประทับใจ โดยลูกค้าจะได้ดื่มด่ำไปกับวิวสวนลุมพินีแบบพาโนรามา เคียงคู่เส้นขอบฟ้าของกรุงเทพมหานครที่มีตึกสูงตระหง่านเป็นฉากหลัง สร้างมิติใหม่แห่งประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร สัมผัสที่สุดของงานบริการที่ AIS Shop สาขา เซ็นทรัล พาร์คชั้น 4 Zone IT Gadget พื้นที่สีเขียวแห่งใหม่ที่ผสมผสานธรรมชาติ และเทคโนโลยีอย่างลงตัว

AIS ยืนหยัดต่อต้านคอร์รัปชันขับเคลื่อนองค์กรโปร่งใส จัดกิจกรรมบ่มเพาะจริยธรรมธุรกิจร่วมสร้างสังคมไทยที่มั่นคงและยั่งยืน

0

เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชัน ประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด ไม่โกง ไม่เกิดจริงหรือ?”    เอไอเอส ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมสื่อสารโทรคมนาคมของไทย ตอกย้ำจุดยืนองค์กรโปร่งใส พร้อมเดินหน้าผลักดันนโยบายบรรษัทภิบาล แสดงพลังต่อต้านคอร์รัปชัน   โดยเอไอเอสมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการภายใต้ชื่อ “ภารกิจบ่มเพาะ ถอดรหัสจริยธรรม” เพื่อกระตุ้นให้พนักงานตระหนักรู้และยึดมั่นในการปฏิบัติตามหลักจริยธรรมทางธุรกิจ นอกจากนี้ ยังได้ขยายการสื่อสารไปยังพันธมิตรและคู่ค้าในแต่ละภูมิภาค  อีกทั้งยังประกาศปฏิเสธการทุจริตทุกรูปแบบ ทั้งการให้หรือรับสินบน การมอบสิ่งตอบแทนที่ขัดต่อจริยธรรม ควบคู่กับการยกระดับมาตรการ No Gift Policy นโยบายการไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่ และวางแนวทางความร่วมมือกับคู่ค้า เพื่อยกระดับมาตรฐานความโปร่งใส ครอบคลุมทุกมิติของการดำเนินธุรกิจ สอดคล้องกับแนวทางขององค์กรต่อต้านการทุจริตในทุกรูปแบบ 

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอส รวมพลังผู้บริหารและพนักงานทั่วประเทศต่อต้านคอร์รัปชันอย่างจริงจัง เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชัน ประจำปี 2568 โดยนำนโยบายที่ครอบคลุมทุกกระบวนการมาปฏิบัติจริง โดยให้มีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการภายใต้ชื่อ “ภารกิจบ่มเพาะ ถอดรหัสจริยธรรม” เพื่อกระตุ้นให้พนักงานตระหนักรู้และยึดมั่นในการปฏิบัติตามหลักจริยธรรมทางธุรกิจ และยังได้ขยายการสื่อสารไปยังพันธมิตรและคู่ค้าในแต่ละภูมิภาค ผ่านรูปแบบ workshop ที่ผสมผสานเกมและการเสวนากลุ่มย่อย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ แลกเปลี่ยนมุมมอง และนำไปปรับใช้ในการทำงานจริง และแนวทาง Digital Solutions เป็นเครื่องมือเสริมสร้างการบริหารจัดการความโปร่งใสอย่างมีประสิทธิภาพ และรักษามาตรฐานที่ได้รับการรับรองจากโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยต่อต้านการทุจริต (CAC) อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการประเมินความรู้ด้านจริยธรรมกับบุคลากรและคู่ค้าทุกปี ตลอดจนการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันและหน่วยงานรัฐ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น และร่วมกันวางรากฐานสังคมไทยที่โปร่งใส เข้มแข็ง และยั่งยืน”

ชมย้อนหลัง งาน Thailand Focus 2025 : Beyond the Challenges ช่วงครึ่งบ่าย

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และพันธมิตรหลัก ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ Bank of America Securities และบริษัทหลักทรัพย์ ยูบีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมจัดงาน Thailand Focus 2025: Beyond the Challenges จัดโดย ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ โดยจัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 19

ประมงเพชรบุรีจับมือชุมชน ร่วมแรงจัดการ “ปลาหมอคางดำ” ต่อเนื่อง

0

การจัดการควบคุมปลาหมอคางดำในจังหวัดเพชรบุรี เป็น “วาระร่วมของชุมชน” ที่ทุกฝ่ายร่วมแรงขับเคลื่อน ภายใต้กลยุทธ์ “เจอ–แจ้ง–จับ-จบ” ช่วยลดและกำจัดประชากรปลาหมอคางดำใน 21 สายคลองทั่วจังหวัด พร้อมทั้งสร้างคุณค่าใหม่ เพิ่มรายได้ให้กับท้องถิ่น
 
นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า สำนักงานประมงจังหวัดได้เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการแก้ไขปัญหาปลาต่างถิ่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงพื้นที่จับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ร่วมกับชุมชนและหน่วยงานพันธมิตร เพื่อให้เกิดการจัดการที่รวดเร็ว เป็นระบบ และยั่งยืน พร้อมทั้งส่งเสริมการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ปลาร้า ปลาแดดเดียว น้ำปลา เพื่อให้กลายเป็นสินค้าที่สามารถสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น กลยุทธ์ “เจอ–แจ้ง–จับ-จบ” ถูกยกเป็นหัวใจของการทำงาน เมื่อชาวบ้าน “เจอ” ปลาในแหล่งน้ำ สามารถ “แจ้ง” ให้เจ้าหน้าที่เข้ามาบันทึกและวางแผน จากนั้นร่วมแรงกัน “จับ” ควบคุมปริมาณและนำไปใช้ประโยชน์ ช่วยตัดวงจรหรือ “จบ” ปัญหาปลาหมอคางดำอย่างมีประสิทธิภาพ

ล่าสุด หน่วยงานรัฐ เอกชน และชุมชน อาทิ เทศบาลเมืองชะอำ เรือนจำกลางเพชรบุรี สำนักงานจัดการน้ำเสียสาขาชะอำ องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น บริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) ตลอดจนผู้นำชุมชน ชาวประมง และประชาชน ร่วมกันจัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ณ บ่อบำบัดน้ำทุ่งตะกาดพลี ตำบลชะอำ อำเภอชะอำ โดยมี นายทวีป ปิ่นเนียม รองนายกเทศมนตรีเมืองชะอำ เป็นประธานเปิดงาน ผลการดำเนินงานสามารถจับปลาหมอคางดำได้ถึง 495 กิโลกรัม ส่งต่อให้เรือนจำกลางเพชรบุรีและองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น เพื่อนำไปผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพใช้ประโยชน์ต่อ

นับตั้งแต่ต้นปี เพชรบุรีได้จัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” แล้วกว่า 45 ครั้ง ไม่เพียงช่วยลดความหนาแน่นของปลาหมอคางดำ แต่ยังสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้คนในชุมชนลุกขึ้นมาเฝ้าระวังและจัดการร่วมกัน อีกทั้งยังผลักดันให้เกิดการแปรรูปสร้างรายได้จริง เช่น วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ ที่พัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร “ตราใบโพธิ์” อาทิ ปลาร้า ปลาแดดเดียว ปลาส้ม น้ำพริกแจ่วบอง ปลาร้าปรุงรส รวมทั้งการนำน้ำหมักชีวภาพจากหัวปลาไปจำหน่ายเป็นสินค้าชุมชน

นอกจากนี้ จังหวัดเพชรบุรียังสนับสนุนกากชา และปลานักล่า เพื่อให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยง ช่วยลดต้นทุนและลดความเสียหายจากผลผลิต และเป็นการลดประชากรปลาหมอคางดำแบบครบวงจร

การจัดการปลาหมอคางดำในเพชรบุรี ยังสะท้อนให้เห็นถึง พลังของการมีส่วนร่วม ที่เปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาส และสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตควบคู่กับการรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ.