Home Blog Page 332

AIS สานพลังรพ.จตุรพักตรพิมาน และอสม. คว้ารางวัล “PM Awards 2021”

0

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส เปิดเผยว่า เอไอเอส, โรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน, สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด และอสม.ในพื้นที่ ได้รับรางวัล Prime Minister’s Digital Awards 2021 ในหมวด Digital Community of the Year สาขา Well being จากการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านแอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ มาใช้ในการดูแลและส่งเสริมสุขภาวะทางสุขภาพในภาพรวม ตั้งแต่การเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 ,การคัดกรองดูแลสุขภาพจิตคนในชุมชน , การสำรวจลูกน้ำ ยุงลาย บ่อเกิดไข้เลือดออก ช่วยเจ้าหน้าที่เข้าถึงข้อมูลและติดตามดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยงได้อย่างทันท่วงที ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมการเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเท่าเทียม

“แรงบันดาลใจหลักของเอไอเอสในฐานะ Digital Life Service Provider คือ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมายกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ดังเช่น ด้านสาธารณสุข ที่ได้พัฒนาแอปพลิเคชัน อสม.ออนไลน์ ในช่วงกว่า 7 ปีที่ผ่านมา เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยยกระดับการทำงานของ อสม.ให้สามารถส่งเสริมและสร้างสุขภาวะมวลรวมด้านสุขภาพของคนไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันมี อสม.ใช้งานเป็นประจำแล้วกว่า 500,000 ราย และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยฟังก์ชั่นที่ถูกออกแบบอย่างสอดคล้องกับเป้าหมายการดูแลสุขภาพประชาชน ทั้งการคัดกรองโควิด, การสำรวจสุขภาพจิต, การติดตามสถานการณ์ลูกน้ำยุงลาย บ่อเกิดไข้เลือดออก รวมถึงข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพต่างๆ ที่นอกจากจะทำให้การทำงานของ อสม.คล่องตัวแล้ว ยังทำให้การประเมินภาพรวมของคุณภาพชีวิต หรือ เวลบีอิ้ง ของประชาชนในพื้นที่ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ”

นายแพทย์ปิติ ทั้งไพศาล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด (สสจ.) กล่าวว่า “ที่ผ่านมา เราส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ในการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถเข้าถึงข้อมูลของการคัดกรองและการติดตามผู้ที่มีความเสี่ยงตามหลักระบาดวิทยา รวมทั้งสามารถวางแผนการทำงานร่วมกับ อสม.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งหมดบ่งชี้ได้เป็นอย่างดีว่า เมื่อมีการนำดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้ พร้อมทั้งได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ทุกคนที่พร้อมจะเรียนรู้ ปรับตัว ก็จะยิ่งส่งผลทำให้การทำงานร่วมกันทั้งองคาพยพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทั่วถึง เท่าทัน และเท่าเทียม”

นายแพทย์สุพัชร์ศักย์ พันธุ์ศิลา ผู้อำนวยการ รพ.จตุรพักตรพิมาน กล่าวว่า “ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา แพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าสาธารณสุขทุกคน ต่างทำงานอย่างหนัก โดยเน้นการขับเคลื่อนความช่วยเหลือประชาชนด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย อย่าง แอปฯ อสม.ที่ผู้ปฏิบัติงานด่านหน้าเชิงรุกอย่าง อสม.ใช้เก็บข้อมูลประชาชนในพื้นที่ได้อย่างครบถ้วน รวดเร็ว เรียลไทม์ โดยเฉพาะ การติดตามสถานการณ์โควิดในชุมชน ที่ทำให้เราสามารถร่วมกันวางแผนบริหารจัดการ กลุ่มผู้ติดเชื้อ home isolation หรือ การติดตามกลุ่มเสี่ยงให้ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม พร้อมกันนี้ยังสามารถใช้เป็นข้อมูลรายงานถึงฝ่ายบริหารระดับอำเภอ และ ระดับจังหวัด กรณีเกิดเหตุพบการแพร่ระบาดกลุ่ม (คลัสเตอร์) ได้อย่างฉับพลัน นำไปสู่การเฝ้าระวังได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”

ด้านนางกริชติยา ธรรมวัตร ประธาน อสม.โรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน เปิดเผยว่า “ตลอด 1-2 ปีที่ผ่านมา การปฏิบัติงานปรับเปลี่ยนไปพอสมควร โควิด-19 ทำให้การทำงานมีข้อจำกัด แต่เมื่อมีการนำแอปฯ อสม.ออนไลน์ พร้อมฟีเจอร์ที่ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้ง่าย รวดเร็ว คล่องตัว ลดการสัมผัส ก็ยิ่งทำให้สามารถคัดกรองกลุ่มเป้าหมายในชุมชนได้เอง โดยไม่ต้องรอบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องรับภาระหนักอยู่แล้ว รวมถึงการติดตามกลุ่มเป้าหมาย พร้อมให้ข้อแนะนำ เพื่อช่วยในการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง และเมื่อใช้งานแอปฯได้อย่างคล่องตัว ก็ช่วยทำให้ดูแลประชาชนได้มากขึ้น ถือเป็นเครื่องมือเชิงรุกช่วยดูแลสุขภาพองค์รวมของประชาชนได้อย่างดี”

สำหรับรางวัล Prime Minister’s Digital Awards 2021 ในหมวด Digital Community of the Year สาขา Well being ปีนี้มอบให้แก่ AIS-โรงพยาบาลจตุรพักตรพิมาน และ สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด รวมทั้ง อสม.ในพื้นที่ ในฐานะที่สามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปประยุกต์ใช้และก่อให้เกิดประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยในชุมชนดังกล่าว อสม. ทั้ง 427 คนใช้ แอปฯ อสม.ออนไลน์ทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง และมีการใช้ฟีเจอร์สำคัญอย่างการคัดกรองโควิด ที่เน้นติดตามคนที่มาจากต่างพื้นที่ เพื่อเฝ้าระวังการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังใช้ฟีเจอร์คัดกรองสุขภาพจิตได้มากกว่า 6,000 คน ช่วยให้ภาพรวมการดูแลสุขภาพจิตประชาชนเป็นไปได้อย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ นี่คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดูแลสุขภาวะทั้งกาย ใจ ในภาพรวมได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเป็นแบบอย่างที่สามารถส่งต่อโมเดลการทำงานที่บูรณาการทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐในระดับท้องถิ่น ส่วนกลาง และภาคเอกชนได้อย่างเป็นเลิศ”

นางสายชล กล่าวว่า “ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตด้านสุขภาพจากการระบาดของโควิดไปทั่วโลก การลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในท้องถิ่นคือ หัวใจสำคัญที่สุด ดังนั้น AIS จึงยังคงเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายให้ครอบคลุมในทุกพื้นที่ พร้อมตั้งมั่นในเป้าหมายที่จะนำเทคโนโลยีดิจิทัลทุกรูปแบบมาพัฒนา เพื่อให้บุคลากรทุกภาคส่วนที่ต้องทำงานในพื้นที่ มีเครื่องมืออันทรงประสิทธิภาพมาช่วยให้ภารกิจดูแลสุขภาพคนไทย เป็นไปได้อย่างดีที่สุด”

เปิดโผ 5 ไม้เด็ดที่ SME ควรมีติดตัว ปูทางพิชิตตลาด-พร้อมรับมือทุกความท้าทาย

0

สถานการณ์ COVID-19 ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกในทุกมิติ ผู้ที่มี “ไม้เด็ด” พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง คือผู้ที่มีโอกาสรุ่งและแข่งขันในตลาดได้ “ศูนย์ 7 สนับสนุน SME” หรือ 7 SME Support Center ภายใต้การขับเคลื่อนของ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่นและเซเว่น เดลิเวอรี่ หนึ่งในหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการ SME มาอย่างต่อเนื่อง จึงได้รวบรวม “5 ไม้เด็ดที่ SME ควรมีติดตัว” หากต้องการที่จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนบนโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้

  1. เด็ดด้วยไอเดีย : เพราะไอเดียดี คือรากฐานสู่อนาคตปัง SME ที่จะเติบโตและสามารถแข่งขันในตลาดได้นั้น ต้องหลุดออกจากความคิดเดิมๆ เพื่อให้เท่าทันต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ยิ่งในช่วง COVID-19 ยิ่งทำให้เห็นถึงแนวโน้มธุรกิจใหม่และสินค้าใหม่ๆ มากขึ้น ผู้ประกอบการต้องกล้าคิด กล้าทำในสิ่งใหม่ พยายามมองหาช่องว่างทางการตลาด หรือนำนวัตกรรมมาเสริม สร้างความต่างให้กับสินค้า และพัฒนาให้เป็นจริง
  2. เด็ดด้วยความไวในการปรับตัว : จุดเด่นข้อหนึ่งของผู้ประกอบการ SME คือเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่เมื่อเกิดปัญหาแล้ว ก็สามารถแก้ปัญหาได้เร็ว ขอเพียงแค่เมื่อพลาดแล้วต้องรีบลุกและปรับตัวให้ไว เตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ในสถานการณ์ COVID-19 ที่ผ่านมา อาจเปลี่ยนมาผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการ บนพื้นฐานวัตถุดิบเดิมที่มี ให้สอดรับกับวิถีชีวิตใหม่ ควบคู่ไปกับการปรับตัวด้านการจัดการธุรกิจ
  3. เด็ดด้วยช่องทางการขาย : ช่องทางการขายที่เหมาะสมกับสินค้าของตัวเอง คือกุญแจสำคัญอย่างหนึ่งในการพิชิตตลาด ขณะเดียวกันจำนวนช่องทางการขายที่มากกว่าคู่แข่ง คืออีกโอกาสในการสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด และเป็นรากฐานของการกระจายความเสี่ยง การสร้างไม้เด็ดด้วยเรื่องช่องทางการขายจึงถือเป็นเรื่องสำคัญ การมี “คู่ค้า” ที่ดี มีความเข้าใจ สามารถให้คำแนะนำที่ดีได้ อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญสู่การมีช่องทางการขายที่แข็งแกร่ง
  4. เด็ดด้วยการจัดการสภาพคล่อง : งบดีอุ่นใจไปเกินครึ่ง การวางแผนกระแสเงินสด ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจให้ผ่านพ้นทุกปัจจัยท้าทาย การบริหารจัดการงบกระแสเงินสดอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ธุรกิจมีเงินทุนหมุนเวียนที่เพียงพอ SME ที่ขาดการวางแผนในส่วนนี้ก็เท่ากับจุดฉนวนระเบิดให้ธุรกิจ เมื่อไหร่ที่ธุรกิจประสบกับภาวะขาดสภาพคล่อง
  5. เด็ดด้วยความรู้ใหม่ๆ : การหยุดพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ต่างๆ ก็เท่ากับหยุดการเติบโตของธุรกิจ ในช่วงที่สถานการณ์ปกติผู้ประกอบการจึงต้องเร่งแสวงหาความรู้แบบรอบด้านให้มากที่สุด ถือเป็นการเตรียมความพร้อมและเสริมอาวุธให้ธุรกิจ อาทิ เรื่องการตลาด การพัฒนาสินค้า การบริหารจัดการระบบหลังบ้าน ฯลฯ เมื่อธุรกิจประสบปัญหาองค์ความรู้เหล่านี้จะมีประโยชน์อย่างมาก หรือแม้ในยามประสบปัญหาก็ต้องมุ่งหน้าแสวงหาความรู้ใหม่ๆให้เพิ่มมากขึ้น

แม้ว่าปัจจุบันผู้ประกอบการ SME จะมีประสบการณ์การเรียนรู้จากสถานการณ์ COVID-19 มาบ้างแล้ว แต่ในโลกที่มีความเปลี่ยนแปลงในทุกมิติและตลาดมีการแข่งขันสูง ผู้ประกอบการจำเป็นต้องแสวงหาความรู้อยู่เสมอ ซึ่ง “ศูนย์ 7 สนับสนุน SME” พร้อมที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ผ่านการจัดโครงการและกิจกรรมดีอย่างต่อเนื่อง อาทิ เพิ่มช่องทางให้ผู้ประกอบการ SME นำเสนอสินค้าเพื่อจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น และผ่านช่องทางออนไลน์ เช่น การจัด Business Matching การจัด SME Shelf จัดอบรมสัมมนาแก่ผู้ประกอบการ SME อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนร่วมกับภาครัฐและเอกชนต่างๆ จัดทำโครงการต่างๆ อาทิ โปรแกรมพัฒนาคู่ค้า โครงการปรับปรุงบรรจุภัณฑ์และยืดอายุสินค้า โครงการส่งเสริมเกษตรกรและให้ความรู้มาตรฐานอาหารปลอดภัย เพื่อช่วยให้ SME สามารถยืนหยัดอยู่บนโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

ออมสินช่วยคนไทยสู้ภัยโควิด ด้วยสินเชื่อห่วงใย (เพื่อสู้ภัยโควิด-19)

0

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ดำเนินมาเป็นเวลานานกว่าสองปีแล้ว  และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้สร้างความสูญเสียต่อทั้งชีวิต สังคม และเศรษฐกิจ ของผู้คนจำนวนมาก ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเจ็บป่วย และเศรษฐกิจที่ถดถอยลง

ทางด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจนั้น  มีหลายต่อหลายชีวิตที่ต้องประสบปัญหา และได้รับความเดือดร้อน ส่งผลกระทบเป็นทอดๆ ต่อไปถึงคนใกล้ชิด เช่น เพื่อนร่วมงาน, คนที่ติดต่องาน  ที่ต่างได้รับความเดือดร้อนจากการที่ต้องขาดรายได้จากการทำงาน ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ  ซึ่งกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่เป็นอย่างมาก

ในภาคของธุรกิจเอง ก็มีหลายธุรกิจต้องหยุดกิจการหรือไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเต็มที่  ส่งผลให้เศรษฐกิจหยุดชะงักไปด้วยเช่นกัน

ธนาคารออมสิน ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่คอยช่วยเหลือภาคประชาชนอยู่เสมอ  ได้รับนโยบายจากรัฐบาลที่ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว ให้เร่งพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือประชาชนที่กำลังประสบปัญหาทางการเงินจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเร่งด่วน

ล่าสุด ธนาคารออมสิน จึงได้เปิดให้กู้โครงการ  “สินเชื่อห่วงใย (เพื่อสู้ภัยโควิด-19)”   โดยปล่อยสินเชื่อให้รายละไม่เกิน 10,000 บาท  อัตราดอกเบี้ย 0.35% ต่อเดือน  กำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 2 ปี

ทั้งนี้ เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ต้องการเงิน สำหรับหมุนเวียนใช้สอยในครอบครัว ช่วยลดภาระหนี้สิน หรือใช้แก้ปัญหาขาดสภาพคล่อง

ที่สำคัญ คือ สินเชื่อนี้ไม่ต้องมีผู้ค้ำ และไม่ต้องวางหลักประกัน  นอกจากนี้ยังให้ระยะเวลาปลอดหนี้ โดยไม่ต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ย นาน  6 งวดแรก 

คุณสมบัติของผู้กู้  ต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ และสัญชาติไทย  โดยธนาคารออมสิน ได้เปิดให้ยื่นกู้แล้ว ตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา ผ่านทางแอป MyMo เพียงช่องทางเดียว เพื่อความสะดวกรวดเร็ว  เป็นการอำนวยความสะดวกให้ผู้กู้ไม่ต้องเดินทางไปติดต่อสาขา

ผู้สนใจ เพียงเข้าแอป MyMo และดำเนินการทำเรื่องยื่นกู้ง่ายๆ เพียง 2 ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ 1 ลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิ์ โดยระบบจะกำหนดวันนัดให้ลูกค้าล็อกอินเข้าแอปเพื่อกดยื่นขอกู้อีกครั้ง

ขั้นตอนที่ 2 กดยื่นขอกู้ผ่านแอป ตามกำหนดวันที่นัด

เมื่อทำครบทั้งสองขั้นตอนแล้ว หลังจากนี้ผู้ยื่นกู้ก็รอแจ้งผลการพิจารณาสินเชื่อผ่านทางแอป MyMo และ SMS  และหากได้รับอนุมัติสินเชื่อ ผู้กู้ยังสามารถทำสัญญากู้ยืมเงินผ่านแอป (Digital Contract) และรับเงินกู้เข้าบัญชีได้โดยสะดวกรวดเร็วอีกด้วย

สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center โทร. 1115 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.gsb.or.th และ  เฟสบุ๊ค GSB Society

ร้อน-แล้งซ้ำเติมทำผลผลิตไข่ลด 15 % เกษตรกรเลี้ยงไก่ร้องรัฐ ปล่อยราคาตามกลไกตลาด

0

นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง เปิดเผยว่า ปัญหาสภาพอากาศร้อน-แล้ง ทำให้แม่ไก่เครียด กินอาหารน้อย แม่ไก่จะมีไข่ไก่แตกในท้อง และมีไก่ตายวันละ 5-10 ตัว เปอร์เซ็นต์ไข่ที่ได้จะลดลงประมาณ 10-15 % คือ จากที่เคยมีอัตราการให้ไข่เฉลี่ยที่ 80 % เหลือเพียง 60-65 % ส่งผลให้มีเปอร์เซ็นต์ไข่ที่ได้ช่วงนี้ มีจำนวนลดน้อยลงจากปกติ ผู้เลี้ยงขอให้ภาครัฐเข้าใจเกษตรกร และปล่อยให้ราคาไข่ไก่เป็นไปตามกลไกตลาด เพราะขณะนี้เกษตรกรต้องแบกรับภาระการผลิตที่สูงขึ้น เนื่องจากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูงขึ้นมากอย่างที่ไม่เคยเจอ ขณะที่ต้นทุนการเลี้ยงจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ถือเป็นต้นทุนหลักที่ 70-80 %

“ปัญหาต้นทุนการเลี้ยงที่สูงเป็นประวัติการณ์นี้ ทำให้ขณะนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงตัดสินใจเลิกอาชีพไปแล้ว 10 % เพราะไม่สามารถแบกรับภาระการขาดทุนต่อไปได้ สำหรับสภาพอากาศที่ร้อนมากขณะนี้ แม่ไก่ไข่กินอาหารน้อย ทำให้ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ส่งผลต่อผลผลิตไข่ที่ได้ ซึ่งจะมีเปลือกไข่ช่วงนี้บางกว่าปกติ ง่ายต่อการร้าว และแตกได้ง่าย ทำให้มีสภาพไข่ไก่สมบูรณ์พร้อมขายเพียงกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ และผลผลิตไข่ไก่ที่ได้ในช่วงนี้ส่วนใหญ่จะเป็นขนาดกลาง-เล็ก ทำให้ผู้เลี้ยงขายไข่ได้ราคาลดลงไปด้วย” นางพเยาว์ กล่าว

นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง กล่าวว่า ปัจจุบันราคาไข่ที่ขายไม่มีความสมดุล เพราะไม่สามารถขายในราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และในสภาพอากาศร้อนขณะนี้ ทำให้ไก่เครียด แทบไม่กินอาหาร ขนาดของไข่ไก่ที่ออกมาในช่วงนี้จึงมีเพียงขนาดกลางถึงเล็ก ที่เบอร์ 3-4-5 เท่านั้น จากปกติมีไข่ไก่ 6 ขนาด คือ เบอร์ 0 ใหญ่สุด และเบอร์ 5 เป็นขนาดเล็กสุด

สถานการณ์ภัยแล้ง ทำให้ผู้เลี้ยงต้องมีค่าใช้จ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นจากการต้องเปิดระบบน้ำพ่นฝอย เพื่อลดความร้อนภายในโรงเรือน รวมถึงระบบน้ำและพัดลมระบายอากาศของโรงเรือน ช่วงนี้เกษตรกรต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น จากค่าไฟที่เพิ่มขึ้นประมาณ 10 % จึงอยากให้ทุกภาคส่วน รวมถึงผู้บริโภคเข้าใจเกษตรกรด้วย

โออาร์ ปลื้ม รับรางวัลเชิดชูเกียรติองค์กรหัวใจทองคำ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2565 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มอบรางวัลเชิดชูเกียรติองค์กรหัวใจทองคำ ประจำปี 2564 หรือ ‘GOLDEN HEART AWARD 2021’ แก่ นายสมยศ คงประเวช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีก บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ในโอกาสที่สมาคมสมาพันธ์สถานประกอบการเพื่อสุขภาพและผู้สูงอายุ ได้เล็งเห็นถึงความตั้งใจของ โออาร์ ที่ได้ร่วมดูแลช่วยเหลือประชาชนในการรับมือกับวิกฤติการณ์โรคโควิด-19 ตลอดปี 2564 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กด้อยโอกาส ผู้มีภาวะพึ่งพิงหรือผู้ที่ขาดแคลน โดยคัดเลือกจากผลงานจิตอาสาในการช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัยจากโรคระบาดโควิด-19 การช่วยเหลือผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 และการสนับสนุนโครงการต่าง ๆ เกี่ยวกับการเยียวยาและป้องกันสาธารณภัยจากโรคโควิด-19 อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ โออาร์ ตามวิสัยทัศน์ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโต ร่วมกัน” หรือ “Empowering All Toward Inclusive Growth” เพื่อการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

KCC เดินหน้าขายไอพีโอ 160 ล้านหุ้น เตรียมเข้าจดทะเบียนใน mai

0

บมจ.บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล (KCC)​ พร้อมขายหุ้นไอพีโอ จำนวน 160 ล้านหุ้น  หลัง ก.ล.ต.นับหนึ่งไฟลิ่ง !! เตรียมเข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ mai ระดมทุน เพื่อนำเงินขยายพอร์ตสินทรัพย์ เพิ่มศักยภาพในการเติบโต ชูจุดแกร่งกำไรขั้นต้นสูงเฉลี่ยกว่า 88%  ผู้ถือหุ้นและทีมบริหารคร่ำหวอดในวงการบริหารหนี้มากกว่า 20 ปี

นายธวัชชัย วรวรรณธนะชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอดไวเซอรี่ พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท บริหารสินทรัพย์ ไนท คลับ แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (KCC) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ที่ KCC ได้ยื่นขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งแรกต่อประชาชน (IPO) แล้ว โดยบริษัทฯ จะเสนอขาย IPO จำนวน 160 ล้านหุ้น คิดเป็น 25.81% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายครั้งนี้มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 230 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 460 ล้านหุ้น หลังเพิ่มทุนเพื่อขายไอพีโอบริษัทจะมีทุนจดทะเบียนทั้งสิ้น 310 ล้านบาท หรือ 620 ล้านหุ้น 

ธุรกิจของ KCC มีโอกาสขยายตัวได้ดีตามภาพรวมของธุรกิจ AMC และหากดูผลดำเนินงาน พบว่ารายได้และกำไรเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี โดยผลประกอบการช่วงปี 2562-2564 บริษัทฯ มีรายได้จากการดำเนินงาน 57.10 ล้านบาท 128.10 ล้านบาทและ125.75 ล้านบาท ตามลำดับและมีกำไรสุทธิเท่ากับ 12.03 ล้านบาท 49.06 ล้านบาท และ 52.42 ล้านบาท ตามลำดับ 

ขณะที่ผู้ถือหุ้นและทีมผู้บริหารของบริษัท ทั้งนายสุชาติ บุญบรรเจิดศรีและนายทวี กุลเลิศประเสริฐ มีประสบการณ์ในธุรกิจบริหารหนี้และธุรกิจการเงินมากว่า 20 ปี โดยมีส่วนร่วมในการประมูลสินทรัพย์ของ ปรส.ในครั้งวิกฤตต้มยำกุ้งรวมถึงเป็นที่ปรึกษาในการปรับโครงสร้างหนี้ให้กับบริษัทต่างๆ ที่ประสบปัญหาทางการเงินในแต่ละช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ซึ่งประสบการณ์ของผู้บริหาร  เป็นปัจจัยสำคัญสนับสนุนให้ธุรกิจเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนอยู่ในตัวเลขทางการเงินที่สำคัญปี 2564 ของบริษัท เช่น อัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับ 88.95% และมีอัตรากำไรสุทธิ ในระดับเท่ากับ 37.08% อัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE) เท่ากับ 12.06% และมีหนี้สินต่อทุน (D/E) ต่ำเพียง 0.63 เท่าและบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลในอัตรา ไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิจากงบเฉพาะกิจการภายหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายและข้อบังคับของบริษัทฯ

สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทฯก่อนการเสนอขายหุ้นสามัญ ณ วันที่ 25 มีนาคม 2565 กลุ่มบุญบรรเจิดศรี ซึ่งประกอบด้วย นายสุชาติ บุญบรรเจิดศรี กรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ และนายโคบี้ บุญบรรเจิดศรี (บุตรชายของคุณสุชาติ) ถือหุ้นรวมกัน 321.99 ล้านหุ้น หรือ 70%  ของทุนที่ออกและเรียกชำระแล้ว นายทวี  กุลเลิศประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทฯ และเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ถือหุ้น 138 ล้านหุ้น หรือ 30% ของทุนที่ออกและเรียกชำระแล้ว ภายหลังการเสนอขายหุ้นไอพีโอสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นใหญ่จะลดลงเหลือ 51.94 % และ22.26 % ตามลำดับ และประชาชนจำนวน 160 ล้านหุ้นหรือ 25.81% รวมหลังเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน (หลัง IPO) 620 ล้านหุ้น คิดเป็น 100 % (ทั้งนี้สัดส่วนดังกล่าวข้างต้นอาจมีเปลี่ยนแปลงเนื่องจากยังไม่รวมหุ้น IPO ที่จัดสรรให้กรรมการ ผู้บริหาร)

ด้าน นายทวี เปิดเผยถึงแนวโน้มธุรกิจบริหารจัดการหนี้ (AMC) ว่า มีโอกาสขยายตัว และเติบโตสูงในช่วง 2-3 ปี นับจากนี้ จากภาพรวมเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากวิกฤตโควิด-19 และความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวนาน ซึ่งส่งผลให้สินเชื่อในระบบสถาบันการเงินด้อยคุณภาพลงและมีโอกาสเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) มากขึ้นและหากดูตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล่าสุดพบว่า NPLs ทั้งระบบมีกว่า 5 แสนล้านบาทและคาดว่าใน 1-2 ปีนี้ สถาบันการเงินต่างๆ จะนำ NPLs ออกมาประมูลขายเป็นจำนวนมาก จึงถือเป็นโอกาสเติบโตของธุรกิจบริหารหนี้ 

“KCC ประกอบธุรกิจเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท.โดยบริษัทรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (ลูกหนี้ NPLs) จากสถาบันการเงิน และผู้ประกอบธุรกิจทางการเงิน เพื่อนำมาบริหารจัดการปรับโครงสร้างหนี้ โดยมีจุดมุ่งหมายในการแก้ไขปัญหาหนี้เสียร่วมกับลูกหนี้เพื่อให้ลูกหนี้สามารถที่จะชำระหนี้ที่ค้างชำระและสามารถดำเนินกิจการของตนต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงบริหารจัดการทรัพย์สินรอการขาย (NPA) เพื่อนำมาปรับปรุงและจำหน่ายต่อไปบริษัทขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน และให้โอกาสแก่ลูกหนี้สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป ซึ่งถือเป็นพันธกิจหลักของบริษัท ดังนั้นจึงได้ตัดสินใจเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ หรือ mai เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต”

นายทวี กล่าวว่า เงินที่ได้จากการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งนี้จะนำไปใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขาย นำไปชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน และ/หรือชำระหุ้นกู้ที่ถึงกำหนดที่ออก โดยบริษัทฯ และ/หรือภาระหนี้สินอื่นใดของบริษัทฯ รวมถึงเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ       เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับบริษัทและเพิ่มศักยภาพการเติบโตในอนาคต 

ปัจจุบัน (ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564) บริษัทฯ มีพอร์ตหนี้ NPLs ที่ 565.57 ล้านบาท แบ่งเป็นลูกหนี้สินเชื่อธุรกิจร้อยละ 60.22 และลูกหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัยร้อยละ 39.78 ของเงินให้สินเชื่อจากการซื้อลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับสุทธิ 

ซีพีเอฟ ปลื้ม รับเกียรติบัตรผู้ทำคุณประโยชน์ สืบสานเกษตรกรรมยั่งยืน จากรมว.เกษตรฯ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบเกียรติบัตรและเครื่องหมายเชิดชูเกียรติสืบสานเกษตรกรรมยั่งยืน ประจำปี 2565 แก่ นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เพื่อเชิดชูเกียรติผู้ที่มีคุณงามความดี ทำคุณประโยชน์ให้แก่กระทรวงเกษตรฯ ด้านการสืบสานเกษตรกรรมยั่งยืน สร้างประโยชน์แก่สังคม สามารถนำองค์ความรู้มาใช้ในทางธุรกิจจนประสบความสำเร็จ ช่วยขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรอย่างยั่งยืน ในโอกาสกระทรวงเกษตรฯ ครบรอบ 130 ปี ในวันที่ 1 เมษายน 2565 ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรฯ ถนนราชดำเนินนอก

ดร.เฉลิมชัย กล่าวชื่นชมและยินดีกับผู้ที่ได้รับเกียรติบัตรและเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ซึ่งประกอบด้วย ภาคเอกชน ผู้บริหาร ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงาน เจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ล้วนเป็นผู้ทำคุณประโยชน์หรือมีผลการปฏิบัติงานด้านการเกษตรและสหกรณ์ดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะเป็นแบบอย่างที่ดี นำความรู้และประสบการณ์ ด้านการเกษตรและสหกรณ์ไปพัฒนางานให้สำเร็จและมีประสิทธิภาพ ซี่งจะนำไปสู่การขับเคลื่อนงานด้านการเกษตร ให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนสืบไป

ทิพยประกันภัย จับมือ FIT Auto เปิดแคมเปญ “FIT Auto ฉลอง 8 ปี แฮปปี้ทุกโปร” มอบโปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้ลูกค้า

0

ดร.พลรัตน์ เอกโยคยะ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานกลยุทธ์ คุณณัฐพล อังควานิช ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ คุณไพศาล อุดมกุลวณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจหล่อลื่น และคุณสมสฤษฎิ์ ตรีประเสริฐสุข ผู้จัดการฝ่ายธุรกิจบริการยานยนต์ โออาร์  บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)  มอบโปรโมชันสุดเอ็กซ์คลูซีฟให้กับลูกค้าศูนย์บริการยานยนต์ฟิต ออโต้ (FIT Auto) กับแคมเปญ “FIT Auto ฉลอง 8 ปี แฮปปี้ทุกโปร” ให้บริการด้วยทีมช่างที่เชี่ยวชาญ พร้อมบริการด้วยใจ เมื่อลูกค้านำรถมาใช้บริการที่ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ตั้งแต่ 1 เมษายน 2565 -30 มิถุนายน 2565 รับฟรี ประกันภัยอุบัติเหตุจากทิพยประกันภัย ระยะเวลาคุ้มครอง 88 วัน คุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท สำหรับลูกค้าที่มียอดชำระที่ FIT Auto ตั้งแต่ 88 บาทขึ้นไป พร้อมรับโค้ดส่วนลดประกันภัยสูงสุด 15% จากทิพยประกันภัย 

นอกจากนี้ยังมีโปรโมชันอื่น ๆ อีกมากมายจาก FIT Auto อาทิเช่น บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเครื่องยนต์ราคาพิเศษ ส่วนลดและโปรโมชันพิเศษสำหรับการซื้ออะไหล่ต่างๆ สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิก Blue Card บริการเช็ดฆ่าเชื้อ COVID-19 สำหรับลูกค้าที่นำรถมาใช้บริการที่ FIT Auto ทุกคัน และสิทธิพิเศษบริการเช่ารถจาก Budget Car and Truck Rental โดยเงื่อนไขต่าง ๆ เป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

พบกับโปรโมชัน “FIT Auto ฉลอง 8 ปี แฮปปี้ทุกโปร” ได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 – 30 มิถุนายน 2565 ที่ ศูนย์บริการยานยนต์ FIT Auto ทุกสาขาทั่วประเทศ สามารถค้นหาสาขา FIT Auto ได้ที่ https://www.pttfitauto.com/th/branch หรือสอบถามเพิ่มเติม Contact Center โทร. 1365 กด 17

AIS อุ่นใจCyber ชี้ 5 คำลวงมิจฉาชีพยอดฮิต ชนวนเหตุภัยไซเบอร์ที่ต้องรู้เท่าทัน

0

ชวนคนไทยหยุดคำโกหก หยุดสร้างข่าวปลอม ในวัน April Fool’s Day

ร่วมสร้างภูมิคุ้มกันเสริมทักษะดิจิทัลที่ปลอดภัย และสร้างสรรค์บนโลกออนไลน์

รายงานข่าว เปิดเผยว่า วันโกหก หรือ April Fool’s Day กลายเป็นอีกหนึ่งวันที่หลายคนมักจะใช้ในการแกล้งหรือหลอกลวงกันโดยมองว่าเป็นเพียงแค่มุขตลกที่สามารถทำได้เพียงเพราะเป็นวันที่ถูกกำหนดขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีบางคนที่ใช้ช่วงเวลาของวันโกหกอย่างเกินขอบเขต ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคำหลอกลวง สร้างเรื่องเท็จ ข่าวปลอม จนทำให้เกิดความเสียหายในหลายด้าน เนื่องในวันโกหกปีนี้ AIS อุ่นใจCyber ขอเป็นกระบอกเสียงในการชวนคนไทยหยุดการโกหก หยุดสร้างข่าวปลอม พร้อมชี้ข้อมูลสำคัญรู้เท่าทัน 5 คำลวงยอดฮิตของกลุ่มมิจฉาชีพสาเหตุสำคัญของภัยไซเบอร์ที่คนไทยต้องรู้เท่าทันการหลอกลวง เสริมสร้างภูมิคุ้มกันเสริมทักษะด้านดิจิทัลที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์บนโลกออนไลน์

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าฝ่ายงานประชาสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “ความเสียหายที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ล้วนเกิดขึ้นจากการหลอกลวงของกลุ่มมิจฉาชีพที่วันนี้มีรูปแบบวิธีการสารพัดในการสร้างคำโกหก สร้างผลกระทบทางด้านจิตใจหรือแม้แต่ทรัพย์สินเงินทองของผู้คนในสังคมจำนวนมาก AIS ในฐานะผู้ให้บริการด้าน Digital Service เราเฝ้าติดตามและทำงานเพื่อช่วยเหลือดูแลลูกค้าในการแนะนำและร่วมจัดการปัญหาดังกล่าวอย่างใกล้ชิด กับภารกิจของ AIS อุ่นใจCyber ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่หลากหลายในการสร้างโซลูชั่นเพื่อป้องกัน สร้างภูมิคุ้มกันด้วยหลักสูตรการเรียนรู้เสริมทักษะด้านดิจิทัล และการสื่อสารเพื่อสร้างการรู้เท่าทันจากคำหลอกลวงและภัยไซเบอร์รูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันโกหก หรือ April Fool’s Day ที่หลายคนอาจจะชอบแกล้ง หรือหยอกล้อกันในกลุ่มเพื่อนด้วยการโกหกกันแบบขำๆ บนโซเชียล จนบางครั้งก็กลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มมิจฉาชีพฉกฉวยโอกาสใช้สถานการณ์นี้เพื่อหลอกลวงคนที่รู้ไม่เท่าทัน ทำให้ตกเป็นเหยื่อของภัยไซเบอร์”

AIS อุ่นใจCyber เชื่อว่าหนึ่งในวิธีการรับมือกับภัยไซเบอร์ทุกรูปแบบ คือการมีภูมิคุ้มกันที่ดีเพื่อให้เราตระหนักรู้ และเข้าใจการใช้ออนไลน์อย่างถูกวิธี โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 5 เรื่องที่เป็นคำหลอกลวงยอดฮิตของกลุ่มมิจฉาชีพที่ทุกคนต้องรู้เท่าทัน ไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดีจากคำโกหกทุกรูปแบบในทุกช่องทาง

  • ทำให้คนดีใจ ตื่นเต้น จนขาดความรอบคอบ มักจะมาในรูปแบบของ SMS สแปม เช่น “ยินดีด้วยคุณได้รับเงินกู้ 200,000 บาท แล้วให้คลิกไปที่เว็บไซต์เพื่อให้กดโอนเงินหรือล้วงข้อมูลส่วนตัว
  • ใช้คำที่ทำให้ตกใจ มักจะมาในรูปแบบของป๊อปอัพหน้าเว็บไซต์ หรือ e-Mail เช่น บัญชีของคุณถูกบล็อก กรุณากดลิงก์เพื่อตรวจสอบ ซึ่งจะนำไปสู่ลิงก์ปลอมที่ทำให้เราอาจจะต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ
  • ปลอมเป็นคอลเซ็นเตอร์ของหน่วยงานต่างๆ มักมาในรูปแบบของการสร้างความวิตกกังวลผ่านการโทร โดยมิจฉาชีพจะโน้มน้าวให้เราโอนเงินชำระเพื่อจัดการกับปัญหา เช่น มีพัสดุตกค้าง มีคดีความ เป็นต้น
  • ทำให้คิดว่าได้รับสิทธิพิเศษ มักมาในรูปแบบของการฟิชชิ่ง ให้เรากดลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิพิเศษสำหรับเราโดยเฉพาะ และแน่นอนว่านั่นคือลิงก์ปลอม
  • หลอกให้รักแล้วจากไป มักมาในรูปแบบของแชท
  • ผ่านการปลอมตัว เพื่อพูดคุย ทำความสนิทสนมและลวงให้โอนเงิน

นางสายชล กล่าวว่า “เราปฏิเสธไม่ได้ว่าวันนี้การใช้งานมือถือทั้งบนออนไลน์และออฟไลน์เต็มไปด้วยกลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างข้อมูลเท็จ สร้างคำหลอกลวงด้วยรูปแบบและวิธีการใหม่ๆ จนเกิดเป็นอาชญากรรมไซเบอร์อยู่ตลอดเวลา AIS ในฐานะผู้ให้บริการและเพื่อนคู่คิดดิจิทัลของคนไทย จึงขอเป็นอีกพลังในการเตือนภัยให้คนไทยรู้เท่าทันคำโกหก ไม่ตกเป็นเหยื่อจากภัยไซเบอร์ทุกรูปแบบ และอย่าให้วันโกหกกลายเป็นวันที่มิจฉาชีพมาหลอกลวงเราได้อีก”

ก.ล.ต. เปิดตัว Cyber Resilience ศูนย์รวมความรู้และแจ้งเตือนภัยไซเบอร์

0

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จัดทำเว็บเพจ www.sec.or.th/cyber เป็นช่องทางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ให้ความรู้ และแจ้งเตือนภัยทางไซเบอร์ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Resilience) ให้กับผู้ประกอบธุรกิจในภาคตลาดทุน รวมถึงบริษัทจดทะเบียน และประชาชนที่สนใจ ผ่านสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย

ในปัจจุบันอัตราการเกิดภัยคุกคามทางไซเบอร์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลก โดยมีรูปแบบที่หลากหลาย และมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบในวงกว้างต่อทั้งภาคการเงิน และตลาดทุน ก.ล.ต. ได้เห็นถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบธุรกิจให้มีความปลอดภัยทางไซเบอร์ จึงได้จัดทำเว็บเพจ www.sec.or.th/cyber ในชื่อหมวด “Cyber Resilience” เพื่อเป็นช่องทางในการรายงานเหตุการณ์ภัยคุกคาม เผยแพร่ความรู้ และข่าวสารด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์แก่ผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุน รวมถึงบริษัทจดทะเบียน และประชาชนที่สนใจ ผ่านสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ประกอบด้วย 5 หัวข้อหลัก ดังนี้
(1) องค์ความรู้เกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์: รวบรวม บทความ คลิปวิดีโอ infographic และ e-book ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมทั้งประกาศ แนวปฏิบัติ และคู่มือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
(2) กิจกรรมด้านไซเบอร์: รวบรวมข่าวสารการจัดกิจกรรมส่งเสริมความรู้ด้านไซเบอร์ต่าง ๆ ของ ก.ล.ต.
(3) รายงานเหตุการณ์ภัยคุกคาม: ระบบ Incident report ซึ่งเป็นช่องทางในการรายงานเหตุภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ สำหรับผู้ประกอบธุรกิจในภาคตลาดทุน เพื่อช่วยให้การแจ้งเหตุสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น
(4) การแจ้งเตือนภัยไซเบอร์: เผยแพร่ข้อมูลความเสี่ยงและภัยคุกคามต่อผู้ประกอบธุรกิจในภาคตลาดทุน ตลอดจนแนวทางป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยคุกคามทางไซเบอร์
(5) ข่าวสารด้านไซเบอร์: รายงานข่าวสาร เหตุการณ์ และข้อมูลสถิติของภัยคุกคามด้านไซเบอร์ที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“แม้การหลีกเลี่ยงภัยไซเบอร์เป็นเรื่องที่มีความท้าทาย แต่เราสามารถเตรียมตัวรับมือกับภัยดังกล่าวอย่างมีประสิทธิผลได้ โดยสร้างความตระหนักรู้ให้แก่บุคลากรภายในองค์กรทุกระดับ และผลักดันให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง” นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าว

สามารถรับชมคลิปวิดีโอแนะนำเว็บเพจ Cyber Resilience ได้ที่ YouTube: ThaiSEC หรือคลิก link https://youtu.be/aPtUEA2v3Og