Home Blog Page 31

“ปลาหมอบัตเตอร์” ที่เขื่อนเขาแหลม สัญญาณเตือน การลักลอบนำเข้า ปัญหาที่รอแก้ไข

0

ในขณะที่ประเทศไทยมีความหลากหลายของพันธุ์ปลาน้ำจืดในแหล่งน้ำต่างๆ แต่ขณะนี้สมดุลแหล่งน้ำธรรมชาติกำลังถูกคุกคาม ซึ่งมีต้นตอมาจาก “การลักลอบนำเข้าปลาต่างถิ่น” ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบหรือควบคุม จนกลายเป็นชนวนให้เกิดวิกฤตพันธุ์รุกราน” อย่างที่กำลังเกิดขึ้นใน เขื่อนวชิราลงกรณ (เขื่อนเขาแหลม) จังหวัดกาญจนบุรี ในเวลานี้

จากการบอกเล่าของชาวบ้าน และแพปลาในเขื่อนวชิราลงกรณ์ ว่า ปลาหมอบัตเตอร์เริ่มปรากฏตัวครั้งแรกในเขื่อนเขาแหลมตั้งแต่ปี 2551 หลังจากพบที่เขื่อนศรีนครินทร์ ที่อยู่ในจังหวัดเดียวกัน แม้ว่าทั้งสองแหล่งน้ำไม่ได้เชื่อมต่อกัน ผู้เลี้ยงปลากระชังที่เขื่อนเขาแหลมมองว่า การระบาดปลาหมอบัตเตอร์ในเขื่อนเขาแหลมและเขื่อนศรีนครินทร์ น่าจะเป็นผลจากฝีมือมนุษย์นำเข้ามา และหลุดรอดสู่ธรรมชาติจากการปล่อยทิ้งโดยขาดความรับผิดชอบ รวมถึงมีการเคลื่อนย้ายปลาโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

จากปลาต่างถิ่นที่เริ่มต้นเพียงไม่กี่ตัว ถึงวันนี้ปลาหมอบัตเตอร์ ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วและทนต่อสภาพน้ำ ได้แพร่กระจายเพิ่มจำนวนในอ่างเก็บน้ำ อยู่ใต้กระชังเลี้ยงปลาคอยกินอาหารของปลาที่เลี้ยงในกระชัง รวมถึงเบียดเบียนปลาพื้นถิ่น กินทั้งไข่ปลา ตัวอ่อนของปลาแรดซึ่งเป็นปลาพื้นถิ่นของเขื่อนเขาแหลม ทำให้ปลาแรด ซึ่งเป็นอาหารตามธรรมชาติของชุมชนลดจำนวนลงมาก

กรณีเขื่อนเขาแหลมจึงสะท้อนว่า “การลักลอบสัตว์น้ำต่างถิ่นเพียงไม่กี่ครั้ง” ก็สามารถก่อผลกระทบยาวนานต่อระบบนิเวศ อาจเปลี่ยนโฉมระบบนิเวศทั้งลุ่มน้ำ ทุกวันนี้ ยังพบข่าวการลักลอบนำเข้าผ่านช่องทางค้าสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ ยังคงพบอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการลักลอบที่ไม่ถูกควบคุมนำมาสู่การปล่อยหรือเลี้ยงในบ่อธรรมชาติที่ขาดการจัดการและการควบคุมที่รัดกุมและเพียงพอ ทำให้เกิดการระบาดของปลาสายพันธุ์ต่างถิ่นในแหล่งน้ำธรรมชาติขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อระบบนิเวศและความมั่น่คงทางอาหารของคนในท้องถิ่น

ปลาหมอบัตเตอร์ เป็น1 ใน 13 สายพันธุ์ปลาต่างถิ่นที่กรมประมงประกาศห้ามเลี้ยงตั้งแต่ปี 2561 แต่ถ้าเจอให้จับขึ้นมาเพื่อบริโภคหรือจัดการให้ถูกวิธี

แม้ว่ากรมประมง เร่งดำเนินมาตรการควบคุมปลาต่างถิ่นอย่างเข้มแข็ง ด้วยการสำรวจประชากร การจับและกำจัดในจุดเสี่ยง รวมถึงการให้ความรู้แก่ประชาชน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ความร่วมมือของประชาชน” ที่ต้องหยุดซื้อ ขาย หรือปล่อยปลาต่างถิ่นโดยไม่รู้เท่าทัน เพราะทุกการกระทำมีผลต่อความหลากหลายของธรรมชาติที่เราทุกคนพึ่งพา

สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ขอบคุณ ครม. ไฟเขียวนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง-ข้าวโพด

0

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล เลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และนายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย เปิดเผยหลังทราบข่าวว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลือง ปี 2569-2571 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่า “เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ภาคธุรกิจปศุสัตว์จะได้คลายความกังวลต่อการวางแผนการนำเข้ากากถั่วเหลืองโดยเฉพาะในช่วงรอยต่อประกาศหมดอายุที่จะถึงในสิ้นปีนี้” พร้อมขอบคุณนายกรัฐมนตรี, รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่กรุณาเร่งรัดการดำเนินการให้ประกาศดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนขอบคุณคณะรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน

นายพรศิลป์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้กระจายข่าวดังกล่าวไปยังสมาชิกสมาพันธ์ฯ ให้เตรียมพร้อมในการดำเนินการบริหารจัดการการนำเข้ากากถั่วเหลืองสำหรับปี 2569 ที่จะถึงนี้เรียบร้อยแล้ว  “การนำเข้ากากถั่วเหลืองซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของห่วงโซ่การผลิตอาหาร มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องพึ่งพิงการนำเข้าทุกปี การกำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้ากากถั่วเหลืองเป็นคราวละ 3 ปี จะช่วยลดภาระงานของภาครัฐ และสร้างความต่อเนื่องในการบริหารจัดการการนำเข้าระหว่างปี ให้ภาคธุรกิจปศุสัตว์สามารถวางแผนดำเนินการผลิตได้อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการเห็นชอบมาตรการการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) และข้าวสาลีสำหรับการผลิตอาหารสัตว์ ปี 2569 โดยกำหนดปริมาณและอัตราภาษีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้กรอบ WTO ในโควตาในอัตราภาษี ร้อยละ 0 จำนวนปริมาณ 1 ล้านตัน และให้องค์กรคลังสินค้า (อคส.) และผู้นำเข้าทั่วไปสามารถนำเข้าได้ เป็นไปตามมติที่ประชุมจากคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2568 และสอดคล้องกับ ข้อตกลงไทย-สหรัฐอเมริกา ที่ต้องการให้เปิดตลาดสินค้าเกษตรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จนกระทั่งได้รับการปรับลดภาษีส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐอเมริกาเหลือ 19% การเปิดตลาดในครั้งนี้ได้มีการหารือกันอย่างเข้มข้นภายใต้คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยมีเป้าหมายตั้งต้นไม่ให้เกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จึงได้มี มาตรการที่จะสร้างหลักประกันให้แก่เกษตรกรทั้งในเชิงปริมาณและราคา เช่น

  1. ผู้นำเข้าต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศปริมาณ 3 ส่วน ต่อการนำเข้า 1 ส่วนก่อน เพื่อเป็นหลักประกันว่าเกษตรกรจะขายข้าวโพดได้ทั้งหมด
  2. จำนวนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ซื้อจากเกษตรกรไทยมาแล้ว จะสามารถนำไปใช้ในการประกอบการนำเข้าได้ หากมีการรับซื้อในราคาที่ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2568/2569 ซึ่งกำหนดให้ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้น 14.5% ณ หน้าโรงงานกรุงเทพปริมณฑล ในราคา 9.80 บาท/กิโลกรัม และผู้รวบรวมจะต้องรับซื้อข้าวโพดความชื้น 30% ณ จังหวัดเพชรบูรณ์ ในราคา 7.05 บาท/กิโลกรัม โดยจังหวัดอื่นให้ลดหย่อนไปตามระยะทางและค่าขนส่ง

ประเทศไทยมีความต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปีละกว่า 9 ล้านตัน ผลผลิตข้าวโพดในประเทศไทยมีเพียง 4.5-5 ล้านตัน ทำให้ที่ผ่านมาต้องนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากประเทศเพื่อนบ้านเฉลี่ยปีละ 1.5-2.0 ล้านตัน นำเข้าข้าวสาลีเฉลี่ย ปีละ 1.5-1.6 ล้านตัน เมื่อนำตัวเลขทั้งสองส่วนมาบวกกันแล้ว ถือว่าประเทศไทยยังขาดแคลนข้าวโพดอีกจำนวน 0.4-1.0 ล้านตันต่อปี

            ข้อกำหนดที่ให้ผู้นำเข้าข้าวโพดภายใต้กรอบ WTO ต้องซื้อข้าวโพดไทย 3 ส่วนก่อนนำเข้า 1 ส่วน ไม่ได้เป็นการเพิ่มจำนวนการนำเข้าให้มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เพียงแต่เป็นทางเลือกให้นำเข้าระหว่างข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือข้าวสาลี ในจำนวนที่เคยนำเข้าอยู่แล้ว กล่าวคือ เพียงแค่เปลี่ยนการนำเข้าข้าวสาลีไปนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในกรอบ WTO แทน จึงขอให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง

            นายพรศิลป์กล่าวอีกว่า สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ขอสนับสนุนการบังคับใช้ประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง ราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งมีการกำหนดราคารับซื้อทั้งในส่วนของโรงงานอาหารสัตว์ และผู้รวบรวมแต่ละพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมด้านราคาเกษตรกร “ประกาศฉบับนี้เป็นหลักประกันราคาข้าวโพดของเกษตรกรไทย ซึ่งมีที่มาจากต้นทุนเฉลี่ยของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด บวกค่าขนส่ง และบวกผลกำไร ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สามารถอยู่ได้ และไม่เป็นภาระต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์  จึงอยากให้มีการดำเนินการลักษณะนี้ในทุกปี” และสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ขอยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือกับภาครัฐในการปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงพาณิชย์เพื่อดูแลเกษตรกรข้าวโพดภายในประเทศดังเช่นที่ได้ดำเนินการเสมอมา

“อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต” ซีพีเอฟ ลงพื้นที่อ่างทองส่งตรงความช่วยเหลือ เติมพลังใจ…ไม่ทิ้งกันในยามยาก

0

ฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้หลายจังหวัดในภาคกลางโดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาเผชิญภาวะน้ำล้นตลิ่ง จังหวัดอ่างทอง เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำหลากเข้าท่วมชุมชนและพื้นที่เกษตรเป็นวงกว้าง

“ยายอยู่บ้านคนเดียว ลูกหลานเขาไปทำงานกันหมด แต่ก็ทำกับข้าวกับปลาไว้ให้แล้ว เฝ้าดูน้ำท่วมมาเกือบ 2 อาทิตย์แล้ว นี่ก็ขนของขึ้นมาบนบ้านชั้น 2 หมดแล้ว น้ำท่วมอย่างนี้ไปไหนก็ลำบาก แต่ยังดีที่มีเจ้าหน้าที่และบริษัทมาช่วย” เสียงหนึ่งของชาว อ.วิเศษชัยชาญ

เมื่อเห็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จึงเร่งเข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันที ภายใต้เจตนารมณ์ “อยู่เคียงข้างทุกวิกฤต” โดยมี นายธราพงษ์ ธนสำราญสุข รองผู้อำนวยการธุรกิจผลิตและขายอาหารสัตว์บกภาคกลาง 1 นำทีมจิตอาสาจากโรงงานผลิตอาหารสัตว์ท่าเรือ ลงพื้นที่ร่วมกับผู้นำท้องถิ่น นำโดย นายไพโรจน์ พวงศิริ นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลไผ่ดำพัฒนา, นายศิวกร นิรันดร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลจำปาหล่อ และ นายระวีพงศ์ วีระพงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองวัว จังหวัดอ่างทอง เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือถึงมือชาวบ้าน

ในครั้งนี้ ทีมจิตอาสาซีพีเอฟได้จัดเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม CP และผลิตภัณฑ์ในเครือ เพื่อนำไปส่งมอบผ่านผู้นำชุมชนและกระจายสู่ครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ พร้อมทั้งลงพื้นที่พบปะให้กำลังใจผู้ประสบภัยด้วยตนเอง

นายระวีพงศ์ วีระพงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลคลองวัว เปิดเผยว่า “ชาวบ้านจำนวนมากได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและน้ำท่วมตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายน การได้รับความช่วยเหลือจากซีพีเอฟในครั้งนี้ถือเป็นแรงใจสำคัญที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้มาก…ขอบคุณมากที่ไม่ทิ้งกัน”

ขณะที่ นายธราพงษ์ ธนสำราญสุข กล่าวถึงภารกิจในครั้งนี้ว่า “ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต ซีพีเอฟพร้อมลงมือช่วยเหลือทันที เพราะเราเชื่อว่ากำลังใจคือพลังสำคัญ อยากให้ทุกคนรู้ว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ลำพัง”

การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงความตั้งใจของซีพีเอฟในการ “ร่วมสร้างสังคมที่ไม่ทอดทิ้งกัน” พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยทั่วประเทศ เพื่อให้คนไทยก้าวผ่านทุกวิกฤตไปด้วยกันอย่างแข็งแกร่ง

เผยบจ.ไทยตื่นตัวรับมือโลกร้อน พบปี 67 ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นต่ำกว่าภาพรวมของทั้งประเทศ

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยรายงาน SET Note ที่จัดทำขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2568 ว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) 527 บริษัท (จากทั้งหมด 861 บริษัท หรือ 91.4% ของมูลค่าหลักทรัพย์รวมทั้งตลาด) แสดงปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี 2567 ซึ่งมีข้อสรุปที่น่าสนใจ ดังนี้

พบว่า ปี 2567 บจ.ในนตลาดหุ้นไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วน Scope 1 และ Scope 2 รวม 227.06 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า (ล้านตัน CO2eq)  หรือเพิ่มขึ้น 0.3% จากปี 2566 ซึ่งเพิ่มขึ้นในอัตราที่น้อยกว่าภาพรวมของไทยที่ปล่อยก๊าซฯ เพิ่มขึ้น 2.9%

ขณะที่สัดส่วนปริมาณการปล่อยก๊าซฯ ของบจ.ในตลาดหุ้นไทยต่อภาพรวมทั้งประเทศ ในปี 2567 ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 53.76% ลดลงจาก 55.11% ในปี 2566

จากการศึกษาข้อมูลเชิงลึกจากบจ.ทั้งหมด บจ. จำนวน 274 บริษัทที่รายงานปริมาณการปล่อยก๊าซฯ ต่อเนื่องในปี 2566 และปี 2567 และมีการทวนสอบข้อมูลโดยผู้ประเมินภายนอก พบว่า

  • ในปี 2567 พบว่า 138 บริษัท ปล่อยก๊าซฯ ลดลงจากปี 2566 ซึ่งมากกว่าจำนวนบริษัทจดทะเบียนที่ปล่อยก๊าซฯ เพิ่มขึ้นที่มี 133 บริษัทขณะที่อีก 3 บริษัทรายงานว่าปล่อยก๊าซฯ เท่าเดิม อย่างไรก็ตาม ปริมาณการปล่อยก๊าซฯ รวมเพิ่มขึ้น 9.19 ล้านตัน CO2eq จากปี 2566
  • ในปี 2567 หมวดวัสดุก่อสร้างลดปริมาณการปล่อยก๊าซฯ ได้มากที่สุด ขณะที่หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค ปล่อยก๊าซฯ เพิ่มขึ้นมากที่สุด

ท้้งนี้ ด้านการวางแผนลดก๊าซเรือนกระจก บจ.ได้ทำผ่าน 6 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานด้วย AI 2) ปรับปรุงกระบวนการผลิต 3) เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด 4) พัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ 5) พัฒนาเทคโนโลยีเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และ 6) เพิ่มพื้นที่สีเขียว

AIS ผนึกกำลัง GC ประกาศความสำเร็จโครงการ “Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3” ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ขับเคลื่อนสังคมสีเขียว สร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยรักษ์โลก กว่า 50 แห่งทั่วประเทศ

0

ก้าวสู่ปีที่ 3 ของความร่วมมือระหว่าง AIS และ GC บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ในการสานต่อพันธกิจด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ผ่านโครงการ “Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3” ที่ปิดฉากอย่างงดงาม พร้อมตอกย้ำบทบาท “มหาวิทยาลัยสีเขียว” ในการบริหารจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) และพลาสติกใช้แล้วอย่างถูกวิธี พร้อมต่อยอดแนวคิดสู่การสร้างคุณค่าทางธุรกิจจากของเหลือใช้ ในปีนี้ มีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมโครงการฯ กว่า 50 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เปิดพื้นที่ให้นิสิตนักศึกษาได้ “อัปเวลความคิด” ด้วยกิจกรรม 3 ภารกิจหลัก ทั้งการแข่งขันรวบรวมขยะ การสร้างสรรค์คอนเทนต์ “Green Creator “ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ”  และการแข่งขันนำเสนอไอเดียธุรกิจ “Waste to Wealth: Business Model Pitching Contest 2025”   มูลค่าเงินรางวัลรวมกว่า 100,000 บาท

คุณสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ AIS และ GC ได้ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการ ‘Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ’ เราได้เห็นพลังของคนรุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น AIS ภูมิใจที่ได้เห็นความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ จนสามารถรวบรวมขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะขวดพลาสติกที่ใช้แล้วได้กว่า 1.6 ล้านชิ้น นับเป็นน้ำหนักรวมกว่า 37,365 กิโลกรัม ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 31,132 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้กว่า 3,297 ต้น ขณะเดียวกัน เรายังได้เห็นไอเดียการสร้างสรรค์คอนเทนต์และโมเดลธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและจุดประกายความคิดของเยาวชนไทยให้พร้อมเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคม ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการปลูกจิตสำนึกและสร้างพฤติกรรมการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เราเชื่อว่า การสร้างสังคมสีเขียวต้องเริ่มจากการลงมือทำ และส่งต่อแรงบันดาลใจ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับโลกใบนี้ต่อไป”

คุณกิจชัย เฉลิมสุขสันต์  ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาดและการขาย กลุ่มลูกค้าแพลตฟอร์มอุตสาหกรรม บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC  กล่าวว่า “ความสำเร็จของโครงการ Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3 นั้น มีปริมาณขวดพลาสติกใช้แล้วที่น้องๆ จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศร่วมกันรวบรวมได้กว่า 1.5 ล้านขวด (PET 1,532,185 ขวด และ HDPE 79,335 ขวด) และ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) อีกกว่า 42,822 ชิ้น คุณค่า ‘การอัปเวลความคิด’ ของเยาวชน ที่เริ่มตั้งแต่การตระหนักรู้ การลงมือปฏิบัติจริง ไปจนถึงการต่อยอดแนวคิดสู่การสร้างสรรค์ ทั้งในรูปแบบของผลงานคลิปสั้นและไอเดียธุรกิจจากขยะ E-Waste และพลาสติกใช้แล้ว ซึ่งถือเป็นการปลูกฝังรากฐานการปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ในรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อขยายผลสู่สังคมในวงกว้าง” 

โครงการ “Green University ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3” ประกาศผลแห่งความสำเร็จ : พลังมหาวิทยาลัยสีเขียวทั่วไทย ได้แก่ 

  • ภารกิจที่ 1 ภารกิจเฟ้นหามหาวิทยาลัยสีเขียวกับการแข่งขันเก็บขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะพลาสติก มหาวิทยาลัยที่รวบรวมได้มากที่สุด ได้แก่

รางวัลชนะเลิศ: มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2:  มหาวิทยาลัยบูรพา

  • ภารกิจที่ 2  ประกวดแข่งขันคลิป TikTok “Green Creator “ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” ออกแบบการเล่าเรื่องผ่านคลิปวีดีโอในหัวข้อ “Green Creator ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ” เพื่อรณรงค์การทิ้ง E-Waste และขยะพลาสติกใช้แล้วอย่างถูกวิธี ผู้ชนะจำนวน 4 รางวัล ได้แก่

รางวัลชนะเลิศ: ทีม หมอลำ ม่วนซื่น By Homekarnlakorn จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: ทีม waste look จากมหาวิทยาลัยนเรศวร

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2: ทีม Byte me จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

รางวัล Popular vote :  ทีม Byte me จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

  • ภารกิจที่ 3 “Waste to Wealth: Business Model Pitching Contest 2025”  ไอเดียธุรกิจสร้างสรรค์ที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อปัญหาขยะ ผู้ชนะ ได้แก่

1. รางวัลชนะเลิศ:  AIBS จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

2. รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1: PLYCE จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

3. รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2: Lessplastic TU x FallAIDE  วิทยาลัยแพทย์ศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โครงการ Green University “ทิ้ง เทิร์น ให้โลกจำ Upvel 3” คือ เวทีแห่ง “การเรียนรู้ ลงมือทำ และต่อยอดสู่ความยั่งยืน” อย่างแท้จริง ทั้งในระดับมหาวิทยาลัย ชุมชน โดย AIS และ GC เชื่อว่า “ความยั่งยืน” จะเกิดขึ้นจริงได้ เมื่อทุกคนมีส่วนร่วม และ “ความแตกต่าง” จะเป็นพลังสร้างอนาคตได้เมื่อเริ่มลงมือทำ

“สาระ ล่ำซำ” คว้ารางวัล PMAT HR Award 2025 ตอกย้ำวิสัยทัศน์การบริหารทรัพยากรมนุษย์ สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของคน องค์กร และสังคม

0

เมืองไทยประกันชีวิต ปลื้ม คุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้รับรางวัลเกียรติยศ PMAT HR Award 2025 ประเภท “ผู้นำผู้ขับเคลื่อนด้วยหัวใจนักทรัพยากรมนุษย์ (Leader as HR Professional Award)” จาก ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ภายในงาน HR DAY 2025 – PMAT 60th Anniversary International HR Conference จัดโดย สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลของคุณสาระ ล่ำซำ ซึ่งให้ความสำคัญกับ “คน” ในฐานะหัวใจขององค์กร และเชื่อมั่นว่าความยั่งยืนที่แท้จริงเริ่มต้นจาก “การพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง” ภายใต้แนวคิด “การพัฒนาความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่อง” ที่มุ่งเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรให้เติบโตทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณค่าภายในใจ โดยปลูกฝังวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ให้พนักงานสามารถปรับตัว เรียนรู้ และเชื่อมโยงองค์ความรู้ในหลากหลายมิติ ทั้งเทคโนโลยี ข้อมูล กฎหมาย และจริยธรรม เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่อย่างมั่นคง

แนวคิดดังกล่าวทำให้เมืองไทยประกันชีวิตได้พัฒนาแนวทางการบริหารคนให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลโดยเฉพาะการส่งเสริมให้พนักงานเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ผ่านการผสมผสานทั้ง Hard Skills และ Soft Skills อาทิ การคิดเชิงวิเคราะห์ การทำงานร่วมกัน การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ และความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่พร้อมเผชิญการเปลี่ยนแปลงด้วยความมั่นใจ

ทั้งนี้การบริหารจัดการบุคลากรดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทาง ESG ของเมืองไทยประกันชีวิต โดยเฉพาะในมิติด้านสังคมที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานและสังคมให้เติบโตอย่างเท่าเทียม ผ่านการส่งเสริมความหลากหลาย การพัฒนาความรู้ด้านการเงิน ประกันชีวิต และสุขภาพ ควบคู่กับการสร้างสุขภาวะที่ดีทั้งกายและใจ เพื่อให้บุคลากรมีทั้งศักยภาพและพลังแห่งความสุขในการส่งต่อบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า พร้อมสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมที่ทุกคนเข้าถึงการคุ้มครองทางการเงินได้อย่างทั่วถึง

การได้รับรางวัล PMAT HR Award 2025 ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นเกียรติยศแห่งความภาคภูมิใจของผู้นำที่มีความเป็นเลิศด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ หากยังเป็นหลักฐานแห่งความมุ่งมั่นของคุณสาระ ล่ำซำ ที่ยึดมั่นในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยหัวใจแห่งผู้นำที่เชื่อในคุณค่าของ “คน” เพื่อส่งต่อความสุข ความยั่งยืน และแรงบันดาลใจให้กับผู้คนและสังคมไทยอย่างแท้จริง 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับจดทะเบียน 20 DR ใหม่ อ้างอิงหลักทรัพย์ชั้นนำจากฮ่องกง-ญี่ปุ่น ออกโดย INVX เริ่มซื้อขาย 13 พ.ย. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รับจดทะเบียนตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) จำนวน 20 หลักทรัพย์ใหม่ อ้างอิงหลักทรัพย์ชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง 13 หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น
7 หลักทรัพย์ ออกโดย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (INVX) เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย
13 พฤศจิกายน 2568

DR จำนวน 13 หลักทรัพย์ อ้างอิงหุ้นและกองทุน ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจ
ANTA23ANTA Sports Products Ltd. (2020)ผู้นำอุตสาหกรรมเครื่องแต่งกายและรองเท้ากีฬาของจีน อาทิ แบรนด์ Anta, Fila, Descente, Kolon และ Jack Wolfskin
BIDU23Baidu, Inc. (9888)บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ให้บริการ Search Engine ที่ได้รับความนิยมในจีน รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยี AI เพื่อรองรับการใช้งานในธุรกิจต่างๆ
CMBANK23China Merchants Bank Co., Ltd. (3968)ธนาคารเอกชนรายใหญ่ของจีน โดดเด่นด้านการดำเนินธุรกิจ Retail Banking และ Wealth Management
HORIZON23Horizon Robotics (9660)ผู้นำด้านชิปอัจฉริยะสำหรับยานยนต์ และให้บริการโซลูชันครบวงจรด้านซอฟต์แวร์สำหรับขับขี่อัตโนมัติของจีน
KINGSOFT23Kingsoft Corporation Ltd. (3888)บริษัทเทคโนโลยีของจีน มีธุรกิจหลัก ได้แก่ ซอฟต์แวร์สำนักงาน “WPS Office” บริการเกมออนไลน์ บริการคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐาน AI
POPMART23Pop Mart International Group Ltd. (9992)ดำเนินธุรกิจหลักคือ การออกแบบ สร้างสรรค์ และจำหน่ายของเล่นสะสม โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือการขายในรูปแบบกล่องสุ่ม
SENSE23SenseTime Group Inc. (0020)ผู้นำด้าน AI ของจีน ให้บริการครบวงจร ตั้งแต่โมเดลพื้นฐานขนาดใหญ่ แพลตฟอร์มคอมพิวติ้ง และแอปพลิเคชันเชิงพาณิชย์ ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม อาทิ การเงิน การแพทย์ การศึกษา และโทรคมนาคม
TME23Tencent Music Entertainment Group (1698)ผู้นำแพลตฟอร์มเพลงดิจิทัลรายใหญ่ของจีน ปัจจุบันกำลังขยายธุรกิจครบวงจร ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อาทิ บริหารศิลปิน คอนเสิร์ต และสินค้าที่ระลึก
TRIPCOM23Trip.com Group Ltd. (9961)แพลตฟอร์มออนไลน์ที่ให้บริการจองการเดินทางและท่องเที่ยว แบบครบวงจร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
UBTECH23Ubtech Robotics Corp Ltd (9880)ผู้นำด้านหุ่นยนต์อัจฉริยะของจีน ที่พัฒนาเทคโนโลยีครบวงจร สำหรับงานบริการและอุตสาหกรรม ครอบคลุมภาคยานยนต์ การศึกษา และองค์กรต่างประเทศ
XIAOMI23Xiaomi Corp (1810)บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน ดำเนินธุรกิจหลัก ได้แก่ สมาร์ทโฟน ผลิตภัณฑ์ AIoT และเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ และรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ
CNROBOAI23Global X China Robotics and AI ETF (2807)กองทุน ETF ที่ลงทุนในบริษัทชั้นนำของจีน ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาและการใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ และ AI
CNSEMI23Global X China Semiconductor ETF (3191)กองทุน ETF ที่ลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการผลิต Semiconductor ในจีน ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต การประกอบและทดสอบ

DR จำนวน 7 หลักทรัพย์ อ้างอิงหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจ
ADVANT23Advantest Corp (6857)บริษัทชั้นนำที่เชี่ยวชาญการผลิตอุปกรณ์ทดสอบอัตโนมัติ สำหรับอุตสาหกรรม Semiconductor โดดเด่นในการสร้างเครื่องจักรที่ใช้ตรวจสอบคุณภาพและประสิทธิภาพ ของชิปที่ผลิตออกมาจากโรงงาน
KEYENCE23Keyence Corp (6861)บริษัทพัฒนา ผลิต และจำหน่าย อุปกรณ์และระบบอัตโนมัติในโรงงาน โดยมีผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ เซ็นเซอร์ ระบบวิชันซิสเต็ม และเครื่องมือวัดและตรวจสอบความแม่นยำสูง
NINTENDO23Nintendo Co., Ltd. (7974)บริษัทผลิตวิดีโอเกมและเครื่องเล่นเกมคอนโซลชั้นนำของญี่ปุ่น
SANRIO23 Sanrio Company, Ltd. (8136)บริษัทผู้สร้างตัวการ์ตูนที่โด่งดังไปทั่วโลก โดยเชี่ยวชาญด้านการออกแบบ การตลาด และการให้สิทธิ์การใช้งานตัวละครลิขสิทธิ์
SOFTBANK23SoftBank Group Corp (9984)กลุ่มบริษัทข้ามชาติของญี่ปุ่น เน้นลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีและสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ผ่านกองทุน Vision Fund และมีธุรกิจหลัก ได้แก่ โทรคมนาคม เซมิคอนดักเตอร์และซอฟแวร์
SUSHI23 Food & Life Companies Ltd. (3563)ดำเนินธุรกิจร้านอาหารในรูปแบบเครือข่าย โดยมีธุรกิจหลักคือ ร้านซูชิสายพาน แบรนด์ Sushiro และมีร้านอาหารในเครืออีกหลายแบรนด์
TEL23Tokyo Electron Ltd. (8035)บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับผลิตสารกึ่งตัวนำ (Semiconductor Production Equipment) และอุปกรณ์สำหรับผลิตจอแสดงผลแบบแบน (Flat Panel Display) รายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

ผู้สนใจศึกษารายละเอียด 20 DR ใหม่ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th หรือบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์คือ บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด www.innovestx.co.th หรือศึกษาผลิตภัณฑ์ DR เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/dr

AIS ผนีกกำลัง Singtel Group เปิดประตูผู้ประกอบการ เชื่อมสะพานแห่งโอกาสไร้ขีดจำกัด ยกระดับ SMEs ไทยสู่ตลาดระดับภูมิภาค ผ่านเวที “Innov8Sparks Regional Workshop 2025”

0

AIS เดินหน้าสานต่อกลยุทธ์ “3 ส” และ “3 เชื่อม” สยายปีกให้กลุ่มธุรกิจ SMEs ไทย ในการเชื่อมตลาด เชื่อมโยงโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย เติบโตสู่ตลาดระดับภูมิภาค ภายใต้ภารกิจของ AIS Infinite SMEs ตอกย้ำบทบาทในการมุ่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจ Startup และ SMEs ไทยให้แข็งแกร่ง ผ่านงาน “Innov8Sparks Regional Workshop 2025” ภายใต้แนวคิด “Infinite Opportunity Beyond Frontier” เสริมบทบาทจากผู้ให้บริการโทรคมนาคมอัจฉริยะสู่ผู้เชื่อมโยงตลาดระดับภูมิภาคให้กับกลุ่มธุรกิจรายย่อย โดยในงานนี้ ได้ผสานพลังร่วมกับเครือข่ายโทรคมนาคมระดับภูมิภาคอย่าง Singtel Group และหน่วยการลงทุนในเครือ ได้แก่ Singtel Innov8 Ventures ผู้ดูแลการลงทุนทั่วโลก, Telkomsel Ventures, และ Globe-Kickstart Ventures มาร่วมสร้างโอกาสไร้พรมแดนให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และสตาร์ทอัพในสายเทคโนโลยี ได้แสดงศักยภาพ นำเสนอผลงาน และเชื่อมต่อกับนักลงทุนระดับภูมิภาค

ดร.ศรีหทัย พราหมณี ผู้จัดการโครงการ AIS Infinite SMEs กล่าวว่า “จากข้อมูลของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และ ผลวิจัยองค์กรในอุตสาหกรรมการเงิน ชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจไทยกว่า 90% มีความสนใจที่จะขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศ แต่ต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย หนึ่งในนั้นคือการเข้าถึงตลาด AIS จึงมุ่งมั่นขับเคลื่อน AIS Infinite SMEs ผ่านกลยุทธ์ 3 เชื่อม ได้แก่ ‘เชื่อมตลาด – เชื่อมเทคโนโลยี – เชื่อมพันธมิตร’  โดยครั้งนี้ เราเดินหน้าในเรื่องของการ “เชื่อมตลาด” ในการเป็นสะพานให้กับผู้ประกอบการไทย จากเวทีในประเทศสู่ระดับภูมิภาค โดยใช้จุดแข็งของการมีเครือข่ายพันธมิตรระดับโลกที่แข็งแกร่งอย่าง Singtel Group ที่มีฐานผู้ใช้กว่า 780 ล้านเลขหมายทั่วโลก เป็นหนึ่งกลยุทธ์ร่วมกันในการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับ SMEs ไทย ทั้งด้านตลาดและการลงทุน ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญที่ล้ำค่ายิ่ง”

Innov8Sparks Regional Workshop 2025 ถือเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำ ซึ่งเป็นเครือข่ายพันธมิตรในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมระดับภูมิภาค เพื่อมุ่งสร้างระบบนิเวศแบบเติบโตร่วมกัน ภายในงานได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยจากหลากหลายระดับเข้าร่วม อาทิ SMEs ที่ใช้โครงข่ายอัจฉริยะของ AIS เช่น Buzzebee และ Ztrus, SMEs ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ รวมไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดสร้างสรรค์นวัตกรรมแห่งอนาคต ซึ่งเป็นผู้ชนะจากโครงการ JUMPTHAILAND Hackathon ปี 2024 และ 2025 ได้ร่วมนำเสนอผลงาน และเข้าร่วมเวิร์กช็อปกับผู้บริหารองค์กรระดับภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและสร้างเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเชื่อมโยงและต่อยอดโอกาส

ด้วยวิสัยทัศน์ของ AIS ในฐานะผู้ขับเคลื่อนโอกาสทางธุรกิจระดับภูมิภาค หรือ Hub of Regional Opportunities Innov8Sparks Regional Workshop 2025 นี้จึงไม่เพียงเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดเส้นทางแห่งโอกาสใหม่ๆ ให้ SMEs ไทยก้าวสู่ตลาดต่างประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งยังสร้างโอกาสไร้พรมแดนให้กับภาคเศรษฐกิจไทยในยุคดิจิทัลต่อไป

’42 ปี จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่’ รวมพลังศิลปิน–นักแสดง ส่งต่อแรงบันดาลใจ มาร่วมเดินทางต่อ… ไปด้วยกัน ด้วย “พลังบวก” ของพวกเรา “GO TOGETHER WITH POSITIVE SYNERGY”

0

อบอวลไปด้วยพลังแห่งความสุข เมื่อ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 42 ปีแห่งการเดินทางภายใต้แนวคิด มาร่วมเดินทางต่อ… ไปด้วยกัน ด้วย “พลังบวก” ของพวกเรา “GO TOGETHER WITH POSITIVE SYNERGY” ซึ่งอบอุ่นและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ สะท้อนถึง “พลังบวกของคนแกรมมี่” ที่ไม่เพียงรวมพลังกัน
เพื่อสร้างความสุขผ่านเสียงเพลงและผลงานที่สร้างสรรค์ แต่ยังส่งต่อ “แรงบันดาลใจ” ให้แก่ผู้คนรอบข้างและสังคม นำโดยคณะผู้บริหาร ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการ บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน), บุษบา ดาวเรือง, กิตติศักดิ์ ช่วงอรุณ, ฟ้าใหม่ ดำรงชัยธรรม, ระฟ้า ดำรงชัยธรรม, อิงฟ้า ดำรงชัยธรรม,
ฟ้าฉาย ดำรงชัยธรรม, อรุยา พุทธินันทน์, สิดารัศมิ์ พุทธินันทน์, สุวิมล จึงโชติกะพิศิฐ, สันติสุข จงมั่นคง, พรพิชิต พัฒนถาบุตร, สมศรี พฤทธิพันธุ์, นรัญจ์ พุ่มศิริ, เดียว วรตั้งตระกูล, สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา และสถาพร พานิชรักษาพงศ์

พร้อมทั้งศิลปินรุ่นใหญ่และรุ่นใหม่ นำทีมโดยซูเปอร์สตาร์ เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์, ครูสลา คุณวุฒิ, ตู่ นันทิดา, นิโคล เทริโอ, นัท มีเรีย, เบล ไชน่าดอลล์, หว่าหวา ไชน่าดอลล์, เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม, พลพล, ทิกเกอร์ อชิระ, SAMUI, Klear, ก้านตอง, เปาวลี พรพิมล, มีนตรา อินทิรา, เอิ้นขวัญ วรัญญา, ลำเพลิน, เต๋า ภูศิลป์, กานต์ ทศน, แป้งร่ำ ศิวนารี, โบนัส ภัทรธิรา, ลำยอง หนองหินห่าว, มิ้วส์เชค อรภัสญาน์, แช่ม แช่มรัมย์, แสน นากา, เจ แจสเปอร์, Par-T, Deephordee, เล็ก รัชเมศฐ์, บักฟ้า ชฎาพร, แพร ชนา, เต๋า ทัศนัย, เอม เอมปวีร์, รามี่, กวาง ดวงฤทัย, Full, Good Mood, MY EYES,First (Firzter), พอส (Yes Indeed), บีม – จา (De flamingo), กัน Clockwork Motionless, FAVIQ, CHERIS, คริส – อิม ALALA

ไม่เพียงเท่านั้น… ยังมี นักแสดงจากช่อง ONE31 ได้แก่ อ๋อลี่ ตติยา, เตียวหุย เพชรปรัชญา, ปลื้ม ธยศทรณ์, เจ้าคุณ พันธ์ชนกชนม์, ปริม ปริณดา, โอเบย์ ปัณณวิชญ์, เจมส์ เจตพล, อาร์ติส ธนากรณ์, พรีน รวิสรารัตน์, หญิงหญิง ศรุชา, จีจี้ ณัฐกุล, พลอย ทิพยร์มิดา The Golden Song SS 4, เบลโลล่า กนิษฐา The Golden Song SS 5,
โก๊ะตุลย์ พันธนนท์ The Golden Song SS 6, บิ๊ก จักริน The Golden Song SS 6 และ ณัฐ – นัท – พลอย – อ๊อฟ – อั่งเปา – แอน จาก The Golden Song SS 7 นักแสดงจาก CHANGE2561 ได้แก่ ลูกหมี, ซอนญ่า นักแสดงจาก GMMTV ได้แก่ ป๋อมแป๋ม นิติ, น้ำตาล ทิพนารี, ฟิล์ม รชานันท์, เลิฟ ภัทรานิษฐ์, จูเนียร์ ปณชัย, มาร์ค จิรันธนิน, ไบร์ท รพีพงศ์, ปาแปง พรพมพิริยะ, เอิร์น ปรียาภัทย์, กอล์ฟ กิติพันธ์ ดีเจจาก GMM MEDIA ได้แก่ อั๋น ภูวนาท และ เป้ วิศวะ

โดยปีนี้ “จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่” ตั้งใจถ่ายทอดแนวคิด มาร่วมเดินทางต่อ… ไปด้วยกัน ด้วย “พลังบวก” ของพวกเรา “GO TOGETHER WITH POSITIVE SYNERGY” ผ่านกิจกรรม อาทิ การส่งต่อ “พลังบวก” ให้แก่ทุกคน โดยเขียนข้อความสร้างแรงบันดาลใจลงแผ่นอวยพร พร้อมทั้งคลิปวิดีโอคำอวยพรของผู้บริหารและศิลปิน รวมถึงไฮไลท์ของปีนี้คือ คำอวยพรพร้อมพลังบวกจาก ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ที่ส่งถึงผู้บริหาร ศิลปิน และพนักงานทุกคน โดยมีข้อความว่า  

รถไฟเหาะ
อาชีพของพวกเราไม่ว่าจะเป็นเพลง เป็นหนัง เป็นละคร ล้วนแล้วแต่มีวิถีชีวิต
ราวกับรถไฟเหาะ Roller Coaster ตามสวนสนุก เต็มไปด้วยการหกคะเมนตีลังกา
น่าตื่นเต้น น่าเสียวไส้ แต่สนุก
เรามีปัญหาอุปสรรค์ท้าทายมากมาย ตั้งแต่ต้องพิสูจน์ตัวเองว่าผลิตผลงานออกมาโดนไหม
เป็นที่นิยมไหม ถ้าใช้ได้ ก้าวต่อมา คือแข่งกับคู่แข่งได้ไหม ปรากฏว่าดีเลิศชนะคู่แข่งปัญหาไม่ได้จบเพียงเท่านั้น ยังมีภาวะเศรษฐกิจมาเป็นปัจจัยชี้วัดความสำเร็จอีก
และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด คือ เทคโนโลยีดิสรัปชั่นที่จะกวาดล้างเปลี่ยนแปลงสภาวะธุรกิจอาชีพของเราในชั่วพริบตา
พวกเรายืนหยัดอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้มา 42 ปี จากรุ่นสู่รุ่น บากบั่นฟันฝ่ามาตลอดเส้นทาง
เดี๋ยวเหาะขึ้น เดี๋ยวเหาะลง เป็นอย่างนี้เรื่อยมา
ถามว่าลำบากลำเค็ญมากไหม ตอบได้ว่ามาก
ถามต่อว่าแล้วทำไมไม่เลิกเสียละ ตอบว่า ยังสนุกอยู่ อยากมาทำเอง ไม่มีใครบังคับ เพราะชอบงานอาชีพนี้
เพราะฉะนั้น คนอย่างพวกเรา คงต้องมี “พลังบวก” อยู่กับตัวอยู่แล้ว
จงมาร่วมเดินทางต่อ… ไปด้วยกันนะพวกเรา
“GO TOGETHER WITH POSITIVE SYNERGY”
ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม
11/11/2568

ซึ่งตลอด 42 ปีที่ผ่านมา…อาชีพของพวกเราเต็มไปด้วยความท้าทาย เหมือนรถไฟเหาะที่ทั้งเหนื่อย ทั้งสนุก แต่พวกเรายังยืนหยัดได้ด้วยหัวใจที่รักในสิ่งที่ทำ และสิ่งที่ทำให้เรายังเดินหน้ามาจนถึงวันนี้…คือ พลังบวกที่อยู่ในตัวของพวกเราทุกคน 

เรื่องราวความผูกพันของครอบครัวจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ตลอดจนการสร้างแรงบันดาลใจที่สะท้อนถึง“การเดินทางร่วมกัน” ตลอด 42 ปี  ซึ่ง “จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่” ไม่ได้แค่สร้างเสียงเพลง… แต่สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนมากมาย และวันนี้พวกเขาพร้อมเดินทางต่อไปด้วยกัน เพื่อส่งต่อ “พลังบวก” ให้ขยายออกไปไม่สิ้นสุด

ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม เปิดเผยว่าประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความสามารถมากมาย ทั้งนักแต่งเพลง นักเขียนบทละคร และนักแสดง รวมถึงทรัพยากรในอุตสาหกรรมบันเทิงที่พร้อม ดังนั้นเราคือ พาหนะสำคัญในการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ของประเทศให้ออกไปประจักษ์ในต่างประเทศ จึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยอาศัยประสบการณ์กว่า 40 ปี ที่ยังคงยึดมั่นในความรักและความตั้งใจที่จะสร้างสรรค์ผลงานดีๆ เพื่อมอบให้แก่ผู้ชม”

เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ เปิดเผยว่า “ชีวิตของเบิร์ดกับแกรมมี่ มันคือชีวิตเดียวกัน ผูกพันกันมายาวนานมาก เหมือนครอบครัวเดียวกัน เบิร์ดรู้สึกว่า ไม่ว่าแกรมมี่จะมีอะไรให้ทำ เบิร์ดก็พร้อมเต็มที่เสมอ เพราะสิ่งหนึ่งที่อยู่ในแกรมมี่ตลอด คือ พลังบวก ของคนที่นี่ ที่ส่งต่อถึงกันจนกลายเป็นแรงใจให้เบิร์ด และเชื่อว่ามันจะเป็นพลังดีๆ ให้เราจะเดินทางต่อไปด้วยกันครับ”

นัท มีเรีย เปิดเผยว่า “ปีที่ 42 ของแกรมมี่ ถือเป็นการเดินทางอันยาวนานที่อยู่เคียงคู่คนไทยมาตลอด และยังคงสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพให้กับผู้ชมอย่างต่อเนื่อง ขอบคุณทีมงานแกรมมี่ทุกคนที่ร่วมกันผลักดันไม่ว่าจะเป็นละครหรือเพลง ให้เป็นสิ่งที่จรรโลงใจและขับเคลื่อนชีวิตของผู้คนต่อไปได้ อย่างน้อยขอให้เพลงของเราอยู่ในใจทุกคนค่ะ”

นิโคล เทริโอ เปิดเผยว่า “หากไม่มีแกรมมี่ ก็อาจไม่มีนิโคล เราผ่านอะไรมาด้วยกันมากมาย ตั้งแต่ยุคเทป ยุค MP3 จนถึงยุคสตรีมมิ่ง ผ่านทุกช่วงเวลาของวงการเพลงซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จึงอยากจะเป็นกำลังใจให้กับวงการเพลงและอยากให้ทุกคนช่วยกันสนับสนุนศิลปินไทย”

ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับจดทะเบียน 10 DR ใหม่ อ้างอิงหุ้นจีน/ฮ่องกง และกองทุน ETF สหรัฐฯออกโดย KTB เริ่มซื้อขาย 11 พ.ย. นี้

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รับจดทะเบียนตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ (DR) จำนวน 10 หลักทรัพย์ใหม่ อ้างอิงหลักทรัพย์ชั้นนำในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง (HKEX) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา (NYSE)
ออกโดย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTB) เริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไทย 11 พฤศจิกายน 2568 นี้

ชื่อย่อ DRหลักทรัพย์อ้างอิงรายละเอียดธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ ที่จดทะเบียน
PETROCN80PetroChina Co. Ltd. (857)บริษัทพลังงานรายใหญ่ของจีน ดำเนินงานครอบคลุมตั้งแต่สำรวจ ผลิต และจำหน่ายน้ำมันและก๊าซ        HKEX
WUXIAT80WuXi AppTec Co., Ltd. (2359)ผู้นำด้านการวิจัย พัฒนา และผลิตยารักษาโรคและวัคซีน สนับสนุนบริษัทยาและเทคโนโลยีชีวภาพทั่วโลก
ZIJIN80Zijin Mining Group Co., Ltd. (2899)ผู้นำด้านการผลิตและค้าขายโลหะมีค่าครบวงจร ครอบคลุมทั้ง ทองคำ ทองแดง สังกะสี เหล็ก และโลหะพื้นฐานอื่นๆ
SP500US80SPDR Portfolio S&P 500 ETF (SPYM)กองทุน ETF ที่ลงทุนตามดัชนี S&P 500 ที่รวบรวมบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ 500 แห่ง ครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม            NYSE  
SPBOND80SPDR Portfolio Aggregate Bond ETF (SPAB)กองทุน ETF ที่ลงทุนตามดัชนี Bloomberg US Aggregate Bond Index ซึ่งเป็นดัชนีตราสารหนี้ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ
SPCOM80The Communication Services Select Sector SPDR Fund (XLC)กองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มสื่อสารของดัชนี S&P 500 ครอบคลุมบริษัทโทรคมนาคม สื่อ บันเทิง และแพลตฟอร์มดิจิทัลชั้นนำ
SPENGY80The Energy Select Sector SPDR Fund (XLE)กองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มพลังงานของดัชนี S&P 500 ครอบคลุมบริษัทน้ำมัน ก๊าซ และพลังงานรายใหญ่
SPFIN80The Financial Select Sector SPDR Fund (XLF)กองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มการเงินของดัชนี S&P 500 ครอบคลุมบริษัทประกัน ธนาคาร และสถาบันการเงินชั้นนำในสหรัฐฯ
SPHLTH80The Health Care Select Sector SPDR Fund (XLV)กองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มสุขภาพของดัชนี S&P 500 ครอบคลุมบริษัทด้านการแพทย์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพและบริการด้านสุขภาพ      NYSE
SPTECH80The Technology Select Sector SPDR Fund (XLK)กองทุน ETF ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีของดัชนี S&P 500 ครอบคลุมบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ

ผู้สนใจศึกษารายละเอียด 10 DR ใหม่ได้ที่เว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. www.sec.or.th หรือบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์คือ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) www.krungthai.com หรือศึกษาผลิตภัณฑ์ DR เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/dr