Home Blog Page 23

AIS ชวนสัมผัสประสบการณ์ความหลอน เนรมิตเมือง Derry ใจกลางกรุงที่ AIS SIAM ที่ได้แรงบันดาลใจจากซีรีส์ต้นฉบับของ HBO “IT: Welcome to Derry”

0

AIS ชวนสัมผัสประสบการณ์ความหลอนเหนือจินตนาการ กับการแปลงโฉมพื้นที่ของคนชอบเล่นจนได้เป็นตัวจริงอย่าง AIS SIAM ให้กลายเป็นเมือง “Derry” สุดหลอน ที่ได้แรงบันดาลใจจากซีรีส์ต้นฉบับของ HBO “IT: Welcome to Derry” จัดเต็มทั้งแสง สี เสียง บูธ Derry ที่รอต้อนรับความหลอนตั้งแต่บริเวณ ชั้น 1 พร้อมสติกเกอร์ตกแต่งบรรยากาศตามบันได พบกับบรรยากาศที่ได้แรงบันดาลใจจาก Derry แบบเต็มอิ่มทั่วทั้งบริเวณชั้น 3 ให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินกับมุมถ่ายภาพไอคอนิกสุดชิคทั่วทั้งพื้นที่ พร้อมร่วมสัมผัสความหลอนได้ตั้งแต่วันนี้ – 2 พฤศจิกายนนี้

นอกจากนี้ AIS ยังได้จัดกิจกรรม Private Viewing สุดพิเศษ ร่วมชมซีรีส์ต้นฉบับของ HBO “IT: Welcome to Derry (อิท: ยินดีต้อนรับสู่เดอร์รี่)” ตอนที่ 1 สำหรับลูกค้า AIS และ AIS 3BB Fibre3 ผู้โชคดีที่ได้รับสิทธิ์จากการร่วมสนุกกิจกรรม (ตามข้อกำหนดและเงื่อนไข) ที่การันตีความสยองขวัญระดับไม่กล้าดูจนจบ!

ลูกค้า AIS และ AIS 3BB Fibre3 สามารถรับชมความบันเทิงระดับพรีเมียมทั้งหนังบล็อกบัสเตอร์และซีรีส์ที่ทลายทุกขีดจำกัดทาง HBO Max ไปจนถึงกีฬาชั้นนำบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งอื่นๆ ในแพ็กเกจสุดคุ้มที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

  • แพ็กเกจ HBO Max ราคาพิเศษที่เอไอเอส เริ่มต้นเพียง 99 บาท/เดือน สมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ais.th/hbomax
  • แพ็กเกจ Net & Entertainment Gang ราคาเริ่มต้นเพียง 599 บาท/เดือน เน็ตบ้านที่มาพร้อมความบันเทิงระดับพรีเมียมเต็มสปีด 500/500 Mbps พร้อมกล่อง AIS PLAYBOX และแพ็กเกจ PLAY LITE จัดเต็มคอนเทนต์จาก HBO Max ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.ais.th/consumers/fibre/package/net-and-entertainment-gang-package
  • แพ็กเกจ PLAY PREMIUM PLUS ราคา 299 บาท/เดือน (จากราคาปกติ 864 บาท) รวมแอปดังไว้ที่เดียว ทั้ง HBO Max และสตรีมมิงแพลตฟอร์มชั้นนำอีกมากมาย​ ดูพร้อมกันสูงสุด 4 อุปกรณ์ สมัครกด *678*299# โทรออก
  • แพ็กเกจ PLAY ULTIMATE + SPORTS ราคา 1,499 บาท/เดือน รวมสุดยอดความบันเทิงและกีฬาไว้ในแพ็กเดียว ทั้ง HBO Max และสตรีมมิงแพลตฟอร์มชั้นนำอีกมากมาย สมัครกด *678*1# โทรออก

สัมผัสบรรยากาศเมือง Derry ที่ได้แรงบันดาลใจจากซีรีส์ต้นฉบับเรื่องใหม่ของ HBO IT: Welcome to Derry ตั้งแต่วันนี้ – 2 พฤศจิกายน 2568 ที่ AIS SIAM เปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 9.00 – 21.00 น. และสตรีมผ่าน AIS PLAY และ HBO Max โดยจะออกอากาศตอนใหม่ทุกสัปดาห์ไปจนถึงตอนสุดท้ายในวันจันทร์ที่ 15 ธันวาคมนี้

AIS ผนึก 7 เครือข่ายระดับโลก เปิดตัว “WanderJoy” มิติใหม่การท่องเที่ยว ยกระดับสิทธิพิเศษข้ามพรมแดนรายแรกของโลก

0

AIS เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ลูกค้าในระดับภูมิภาค เปิดตัว “WanderJoy” โปรแกรมสิทธิพิเศษข้ามประเทศรายแรกของโลก หรือ The world’s first cross-border rewards programme by telcos ให้ลูกค้า AIS Ready2Fly และ SIM2Fly เต็มอิ่มทุกทริปไปกับสิทธิพิเศษข้ามพรมแดนได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน myAIS ในเมนู “รีวอร์ดทั่วโลก” สะท้อนทิศทางและกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนสู่การเป็นผู้นำด้านประสบการณ์ดิจิทัลระดับภูมิภาค ด้วยการมุ่งสร้าง “การเชื่อมต่อไร้พรมแดน” เพื่อเติมเต็มประสบการณ์ดิจิทัลให้กับลูกค้า AIS ด้วยโครงข่ายอัจฉริยะและสิทธิพิเศษที่สามารถใช้สิทธิ์ข้ามประเทศได้ง่ายและสะดวกสบาย พร้อมครอบคลุมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การเดินทางและท่องเที่ยวของลูกค้าแบบครบวงจร ภายใต้ภาคีเครือข่าย Travel Alliance ร่วมกับพันธมิตรผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำระดับโลกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประกอบด้วย Singtel, AIS, Taiwan Mobile, GOMO Philippines, KDDI, Telkomsel, Optus และ HKT โดยได้มีการเปิดตัวที่งานประชุมสุดยอดธุรกิจ KDDI SUMMIT 2025 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

จากรายงาน Asia Pacific Loyalty Programs Intelligence Report 2025 พบว่า ประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังสามารถได้รับการเติมเต็มเพื่อประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นได้ในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อเครือข่าย อุปสรรคด้านภาษา หรือการเข้าถึงสิทธิประโยชน์และสิทธิพิเศษในต่างประเทศที่มีข้อจำกัดและแตกต่างในแต่ละประเทศ การผนึกกำลังพันธมิตรครั้งนี้ จึงเป็นการนำความแข็งแกร่งด้านโครงข่ายดิจิทัลในแต่ละประเทศของภาคีเครือข่ายในการส่งมอบการเชื่อมต่อ 5G และบริการโรมมิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ที่มีมากกว่า 350 ล้านรายทั่วทั้งภูมิภาค พร้อมเดินหน้ายกระดับประสบการณ์การเดินทางให้เต็มอิ่มยิ่งกว่าเคย ผ่าน WanderJoy โปรแกรมสิทธิพิเศษที่เข้ามาอุดช่องว่างและสร้างมาตรฐานใหม่ในการมอบสิทธิพิเศษข้ามพรมแดน ตั้งแต่การรับบริการในสนามบิน ความบันเทิง ร้านอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย ผ่านแพลตฟอร์มเครือข่ายพันธมิตรที่ใช้อยู่แล้วได้สะดวกและไร้รอยต่อ ในที่เดียว

แอนนา ยิป ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจดิจิทัลระหว่างประเทศ Singtel และประธานคณะกรรมการ Travel Alliance กล่าวว่า “สมาชิกกลุ่ม Travel Alliance กำลังก้าวข้ามจากการเป็นเพียงผู้ให้บริการเครือข่ายไปสู่การเป็นผู้ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางของลูกค้า ในการเปิดโลก เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้คน พร้อมทำให้ทุกการเดินทางราบรื่นและน่าจดจำมากยิ่งขึ้น ปัจจุบัน ผู้คนต่างใช้โทรศัพท์มือถือในการวางแผน จอง และนำเส้นทางมากขึ้น เราจึงต้องพัฒนาไปพร้อมกับพวกเขา โดยการใช้ข้อมูลและความร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ มอบความสะดวก และสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่า WanderJoy จะช่วยให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินไปกับสิทธิพิเศษสุดเอ็กซ์คลูซีฟมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับครอบครัว ดื่มด่ำกับมื้ออาหารสุดพรีเมียม การพักผ่อน หรือทริปผจญภัย — เพื่อยกระดับทุกช่วงเวลาในการเดินทางให้พิเศษกว่าที่เคย”

นอกจากนี้ คุณแอนนายังกล่าวเสริมอีกว่า “การเปิดตัวครั้งนี้ ยังสะท้อนให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือในอุตสาหกรรม ที่ช่วยกำหนดทิศทางอนาคตของการท่องเที่ยว และสร้างความหมายใหม่ให้กับบทบาทของผู้ให้บริการโทรคมนาคม และการดูแลลูกค้าในต่างประเทศ ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลความต้องการของลูกค้าเครือข่ายเข้ากับพันธมิตรในกลุ่มธุรกิจบริการ การค้าปลีก และการขนส่ง เรากำลังเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ แห่งนวัตกรรมและการเติบโตร่วมกัน และจะยังคงเดินหน้าขยายพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบประโยชน์ให้กับนักเดินทางจากฐานลูกค้าของเราทั่วโลก”

ปรัธนา ลีลพนัง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านปฏิบัติการ AIS กล่าวว่า “เพื่อเป็นการยกระดับประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าในการเข้าถึงสิทธิพิเศษในประเทศปลายทาง และทลายข้อจำกัดทั้งในด้านภาษา และความไม่ต่อเนื่องของการสะสมสิทธิ์ WanderJoy จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ ที่ต้องการความสะดวก คุ้มค่า และความมั่นใจในการใช้บริการในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นไทย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย ด้วยการรวบรวมทุกสิทธิพิเศษไว้ในแพลตฟอร์มหรือแอปพลิเคชันเดียว ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ลูกค้า AIS หรือลูกค้าเครือข่ายพันธมิตรใช้งานอยู่แล้ว อย่างแอปพลิเคชัน myAIS ที่ลูกค้าผู้ใช้งานบริการโรมมิ่ง Ready2Fly และผู้ใช้ซิมเดินทางต่างประเทศ SIM2Fly เพียงกดเข้าไปที่เมนู “รีวอร์ดทั่วโลก” ก็สามารถเข้าถึงสิทธิพิเศษข้ามพรมแดนได้ทันที

ความร่วมมือกับพันธมิตรภายใต้ภาคีเครือข่าย Travel Alliance และการเปิดตัว WanderJoy เป็นการเปิดโอกาสให้ AIS สามารถส่งมอบบริการและสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าได้ดีและวงกว้างมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการสะท้อนบทบาทของ AIS ในฐานะผู้นำด้านการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่ภายในประเทศไทย แต่ยังขยายความร่วมมือไปยังพันธมิตรชั้นนำระดับโลก เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการทั้งในด้านเทคโนโลยีและไลฟ์สไตล์ให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละประเทศ เพิ่มคุณค่าให้บริการโรมมิ่งและซิมท่องเที่ยว มากกว่าการเชื่อมต่อสัญญาณโรมมิ่งที่ดีและใช้งานสะดวกอยู่แล้ว ให้ลูกค้าได้รับความคุ้มค่า เพิ่มพูนสิทธิประโยชน์ และประสบการณ์ที่เหนือระดับในทุกการเดินทางอย่างแท้จริง”

WanderJoy มาพร้อมกับสิทธิพิเศษและประสบการณ์ระดับพรีเมียมที่คัดสรรมาเพื่อลูกค้าคนพิเศษ โดยสามารถเข้าถึงได้ผ่านแอปพลิเคชันของพันธมิตรในภาคีเครือข่าย Travel Alliance อาทิ แอปพลิเคชัน myAIS, The Club, KDDI au Unlimited Data Overseas, GOMO PH app, My Singtel app, Taiwan Mobile app และ MyTelkomsel โดยตั้งแต่ได้เปิดให้บริการ soft launch ในรูปแบบแพลตฟอร์มออนไลน์ เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา WanderJoy ได้ขยายเครือข่ายพันธมิตรและสิทธิประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็น “ผู้ช่วยคู่ใจของนักเดินทาง” ที่พร้อมมอบความสะดวกและเติมเต็มประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นในทุกทริป โดยล่าสุดได้เพิ่มพันธมิตรชั้นนำอย่าง DragonPass, Estée Lauder, Grab, KKday, Omio และ Trip.com เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ที่แตกต่างให้กับนักเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นบริการเลานจ์สนามบิน การจองการเดินทาง และสัมผัสประสบการณ์ไลฟ์สไตล์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ผู้ที่สนใจสามารถเปิดการแจ้งเตือนและเข้าไปตรวจสอบสิทธิพิเศษใหม่ๆ หรือแคมเปญพิเศษตามฤดูกาลได้ผ่านแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการโทรคมนาคมในเครือพันธมิตร โดยสามารถติดตามรายละเอียดจาก WanderJoy เพิ่มเติมได้ที่ www.wanderjoy.com

สำหรับลูกค้า AIS ทั้งผู้ใช้งานบริการโรมมิ่ง Ready2Fly และผู้ใช้ซิมเดินทางต่างประเทศ SIM2Fly สามารถเข้าถึงสิทธิพิเศษของ WanderJoy ได้ง่ายๆ ผ่านแอปพลิเคชัน myAIS ในเมนู “รีวอร์ดทั่วโลก” เพียงยืนยันตัวตนด้วยหมายเลขโทรศัพท์ จากนั้นสามารถเลือกรับคูปองหรือโค้ดเพื่อนำไปใช้กับร้านค้าและผู้ให้บริการในประเทศปลายทางได้ทันที โดยสิทธิพิเศษในแต่ละดีลจะมีจำนวนจำกัดและอาจแตกต่างกันไปตามช่วงเวลา ประเทศ และพันธมิตรที่ร่วมรายการ โดยสามารถดูรายละเอียดสิทธิพิเศษข้ามพรมแดนเพิ่มเติมได้ที่ https://m.ais.co.th/1WHr84ntO

ผู้เลี้ยงไก่ไข่ วอนรัฐเร่งพยุงราคาหน้าฟาร์มด่วน เหตุราคาดิ่งแตะต้นทุน ขอชะลอเพิ่มโควตานำเข้าพ่อแม่พันธุ์ หวั่นซ้ำเติมวิกฤตราคาในอนาคต

0

ผู้เลี้ยงไก่ไข่ทั่วประเทศ เรียกร้องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งดำเนินมาตรการพยุงราคาไข่ไก่ หลังราคาหน้าฟาร์มปรับลดต่อเนื่องจนแตะระดับต้นทุนการผลิต ล่าสุดราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มเหลือเพียง 3.20 บาทต่อฟอง จากระดับ 3.60 บาทเมื่อต้นปี ทำให้เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากเริ่มประสบภาวะขาดทุนสะสม

นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2568 เป็นต้นมา จนถึงวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา เครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ ประกอบด้วย สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว จำกัด  สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด สหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่เชียงใหม่-ลำพูน จำกัด และสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่กลุ่มแม่น้ำน้อย จำกัด ประกาศลดราคาหน้าฟาร์มไปแล้ว 3 ครั้ง เนื่องจากปัจจัยรอบหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โรงเรียนปิดเทอม เทศกาลกินเจ นักท่องเที่ยวลดลง และปัญหาความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งทำให้ความต้องการบริโภคไข่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ผลผลิตยังออกสู่ตลาดตามปกติ

“ไข่ไก่เป็นสินค้าที่อ่อนไหว ราคาขึ้นกับปัจจัยหลายด้าน เช่น ฤดูกาล, ความร้อน, จำนวนแม่ไก่, ความต้องการและกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้ความสมดุลของอุปสงค์-อุปทานผันผวนง่าย จึงจำเป็นต้องมีมาตรการรักษาสมดุลอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างเสถียรภาพราคาไข่ไก่อย่างยั่งยืน” นางพเยาว์ กล่าว

นางพเยาว์ ยังชี้ว่า ผลของราคาไข่ไก่ที่ลดลง ทำให้การปลดแม่ไก่ไข่ตามเกณฑ์ 80 สัปดาห์ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) กำหนดไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพตลาด ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เพราะราคาจำหน่ายแม่ไก่ปลดลงตามราคาไข่ จนเกษตรกรไม่ปลดออกจากระบบ ส่งผลให้มีแม่ไก่ยืนกรงเกินอายุจำนวนมาก และอาจนำไปสู่ “ภาวะไข่ล้นตลาด” หากไม่มีมาตรการรองรับ ประกอบกับการส่งออกแม่ไก่ปลดไปกัมพูชาชะงักจากปัญหาชายแดน ทำให้แม่ไก่ปลดจำนวนมากค้างอยู่ในประเทศ เพิ่มแรงกดดันต่อราคาภายในประเทศ

จากสถานการณ์ดังกล่าว เกษตรกรขอให้กระทรวงเกษตรฯ ในฐานะประธาน Egg Board พิจารณาอย่างรอบคอบ ก่อนขยายโควตานำเข้าพ่อ–แม่พันธุ์ไก่ไข่ (Parent Stock) ในปี 2569 ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 440,000 ตัวต่อปี

นางพเยาว์ ย้ำว่าการเพิ่มโควตานำเข้าขณะที่ราคาตกต่ำเท่ากับเพิ่มแม่ไก่ในระบบ ยิ่งซ้ำเติมปัญหาราคาตกในปีหน้า และการบริหารโควตาต้องยึดภาวะตลาดจริงโดยคำนึงถึงสมดุลความต้องการและการผลิต ที่สำคัญการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ควรมีมาตรการ Biosecurity เข้มงวด เพื่อป้องกันโรคระบาดสัตว์ปีกที่อาจสร้างความเสียหายใหญ่ต่ออุตสาหกรรม

ผู้เลี้ยงไก่ไข่เริ่มวิตกกังวล หากราคาไข่ยังตกต่ำโดยไร้มาตรการช่วยเหลือ อาจต้องเลิกอาชีพ ซึ่งไม่เพียงกระทบเกษตรกร แต่ยังสั่นคลอน “ความมั่นคงทางอาหาร” ของประเทศ เพราะไข่ไก่คือโปรตีนพื้นฐานที่คนไทยพึ่งพามากที่สุด ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ ได้ดำเนินนโยบายและมาตรการสร้างความมั่นคงสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่มาอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการบริหารอุปทานอย่างสมดุล เช่น ควบคุมการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ จัดประชุมขอความร่วมมือในการสร้างเสถียรภาพราคาไข่ ทำให้เกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคได้กินไข่มีคุณภาพ ราคาที่รับได้ รวมถึงส่งเสริมองค์ความรู้และพัฒนาเทคโนโลยีการเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

เอไอเอส สนับสนุนกระทรวงกลาโหม ส่งมอบระบบสื่อสารเพื่อทหารในพื้นที่ชายแดนทั่วประเทศ

0

เอไอเอส เดินหน้าสานต่อพันธกิจในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อนสังคมไทย ภายใต้แนวคิด “เอไอเอสเชื่อมกำลังใจ แด่ทหารไทยในแนวหน้า” โดยให้การสนับสนุนระบบสื่อสาร เพื่อเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลประจำการตามแนวชายแดนทั่วประเทศกว่า 30,000 นาย ซึ่งต้องปฏิบัติภารกิจห่างไกลจากครอบครัว เพื่อพิทักษ์อธิปไตยและความสงบสุขของชาติ บนเครือข่ายคุณภาพที่ครอบคลุมที่สุดของประเทศ

        พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า “การที่ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ได้เล็งเห็นความสำคัญของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนและในพื้นที่ห่างไกลบ้าน การสนับสนุนในครั้งนี้ไม่เพียงเสริมความคล่องตัวในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังเป็นการส่งต่อกำลังใจอันล้ำค่าให้แก่ผู้เสียสละที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจปกป้องผืนแผ่นดินไทย เป็นเครื่องสะท้อนถึงน้ำใจจากภาคเอกชนที่ร่วมยืนเคียงข้างกองทัพไทยในภารกิจเพื่อความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง ความร่วมมือในลักษณะนี้คือพลังที่ทำให้สังคมไทยแข็งแกร่งและงดงามยิ่งขึ้น

          ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมจะดำเนินการจัดสรรระบบสื่อสารดังกล่าวให้กับกองบัญชาการกองทัพไทยและเหล่าทัพ เพื่อนำไปมอบแก่กำลังพลในพื้นที่ชายแดนต่อไป พร้อมยืนยันว่า กำลังพลทุกนายจะยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศและความสงบสุขของประชาชนไทย”

นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “เอไอเอส ในฐานะผู้ให้บริการโครงข่ายอัจฉริยะ ตระหนักถึงความเสียสละอันยิ่งใหญ่ของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ซึ่งต้องห่างไกลครอบครัวเพื่อพิทักษ์อธิปไตยและความสงบสุขของชาติ ตลอดมาเรามุ่งมั่นสนับสนุนทุกภารกิจของกระทรวงกลาโหม โดยขยายโครงข่ายให้รองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมสนับสนุนระบบสื่อสารแก่กำลังพล 30,000 นาย ภายใต้แนวคิด “เอไอเอสเชื่อมกำลังใจ แด่ทหารไทยในแนวหน้า” เพื่อให้กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนและในพื้นที่ห่างไกลบ้านได้รับพลังใจจากทุกข้อความและทุกสายสนทนา ผ่านเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อมั่นคงไร้รอยต่อจากเอไอเอส

ทั้งนี้ เอไอเอสจะเดินหน้าเคียงข้างกระทรวงกลาโหมอย่างต่อเนื่อง ยกระดับโครงข่ายให้ครอบคลุมและมั่นคงยิ่งขึ้น เสริมสวัสดิการสื่อสารสำหรับกำลังพล และขยายโอกาสดิจิทัลสู่พื้นที่ห่างไกล เพื่อให้กำลังพลและครอบครัวอุ่นใจบนเครือข่ายคุณภาพที่ครอบคลุมที่สุดของประเทศ พร้อมร่วมยกระดับมาตรฐานความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างยั่งยืน”

เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นำโดย นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  พร้อมด้วย ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ คณะกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน ร่วมพิธีถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ณ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ ถนนรัชดาภิเษก

ในโอกาสนี้ นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้กล่าวถวายความอาลัย พร้อมกันนี้ คณะผู้บริหารและพนักงาน ได้พร้อมใจกันยืนสงบนิ่ง และลงนามในสมุดถวายความอาลัย เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย ตลอดระยะเวลาที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ ตามที่ทรงตั้งพระราชปณิธานอย่างแน่วแน่ ในการบำเพ็ญพระราชกรณียกิจมาตลอดพระชนม์ชีพ เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุข แก่พสกนิกรชาวไทยในทุกหนแห่ง อีกทั้งยังทรงส่งเสริมงานด้านศิลปวัฒนธรรม หัตถศิลป์ไทย ตลอดจนการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งสะท้อนถึงพระเมตตาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมดังพระราชสมัญญา “พระแม่ของแผ่นดิน”

คณะผู้บริหารและพนักงานเมืองไทยประกันชีวิต  ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ด้วยความจงรักภักดีตราบนิรันดร์ 

ซีพีเอฟชู MEAT ZERO โปรตีนจากพืชทางเลือกเพื่อคนรักสุขภาพ อิ่มบุญรับเทศกาลเจ

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ (CPF) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการส่งมอบอาหารที่ดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ชวนคนไทยร่วมอิ่มบุญในเทศกาลกินเจปีนี้ไปกับแบรนด์ MEAT ZERO (มีทซีโร่) ผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชคุณภาพ ภายใต้แนวคิด “กินดี ได้ดี กินโปรตีนดีจากพืช” ที่สะท้อนการเลือกกินที่ดีต่อร่างกายและดีต่อโลกไปพร้อมกัน

เทศกาลกินเจปีนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่แบรนด์ MEAT ZERO จะขยายการสื่อสารจากกลุ่มผู้บริโภคดั้งเดิมที่ถือศีลกินเจหรือมังสวิรัติ ไปสู่กลุ่มผู้รักสุขภาพที่ต้องการเพิ่มทางเลือกของแหล่งโปรตีนให้หลากหลาย โดยไม่จำเป็นต้องละเว้นเนื้อสัตว์ทั้งหมด หรือ “Flexitarian” ซึ่งเป็นเทรนด์การบริโภคที่เติบโตต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

แบรนด์ MEAT ZERO เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์ของซีพีเอฟในการพัฒนาอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านเทคโนโลยี Plant-Tec™ ที่พัฒนาโดยนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารของบริษัท ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ เพื่อสร้างเนื้อสัมผัสใกล้เคียงเนื้อสัตว์จริง โดยใช้วัตถุดิบหลักที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากพืชตระกูลถั่ว อย่าง ถั่วเหลืองและถั่วลันเตา ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง ย่อยง่าย ไขมันอิ่มตัวต่ำ และปราศจากคอเลสเตอรอล ตอบรับเทรนด์ “ลดเนื้อ แต่ไม่ลดอร่อย”

จากแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน พบว่าผู้คนให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น และมองหาอาหารที่ดีต่อร่างกาย พร้อมเพิ่มความหลากหลายให้กับแหล่งโปรตีนในแต่ละมื้อ ซีพีเอฟจึงมุ่งพัฒนา MEAT ZERO ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของโปรตีนคุณภาพ ที่อร่อย ทานง่าย และเหมาะกับทุกไลฟ์สไตล์

ในโอกาสเทศกาลเจปีนี้ MEAT ZERO เปิดตัวผลิตภัณฑ์สูตรใหม่ ในกลุ่มอาหารพร้อมปรุง คือ เนื้อบดจากพืช เนื้อสามชั้นจากพืช และอกไก่นุ่มจากพืช ซึ่งได้รับการปรับสูตรเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ เสริมวิตามิน B12 เหล็ก และซิงก์ ใช้น้ำมันอะโวคาโดที่อุดมด้วยไขมันดี และสีธรรมชาติจากหัวบีทรูต พร้อมคงจุดเด่นด้านโปรตีนสูง มีใยอาหาร และ 0% คอเลสเตอรอล

นอกจากนี้ยังมีเมนูพร้อมทานและของว่างใหม่ เช่น บะหมี่ผักโมโรเฮยะผัดซอสเผ็ด เบอร์เกอร์ไก่เจซอสสไปซี่มาโย และเห็ดกรุบผงแซ่บ ที่ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกและคุณค่าทางโภชนาการของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยบรรจุภัณฑ์ของ MEAT ZERO ยังสามารถรีไซเคิลได้ 100% เพื่อร่วมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง ซีพีเอฟ กล่าวว่า “ซีพีเอฟมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ผลิตจากแหล่งวัตถุดิบที่ดีและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย MEAT ZERO ในฐานะแบรนด์ผู้นำผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืช ที่สะท้อนแนวคิดการกินอย่างสมดุลของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่มองหาอาหารทางเลือกเพื่อสุขภาพที่ทั้งอร่อยและยั่งยืน เทศกาลเจจึงเป็นช่วงเวลาที่ดีในการชวนคนไทยอิ่มบุญไปพร้อมกับการดูแลสุขภาพ ด้วยโปรตีนดีจากพืชที่อร่อย มีคุณค่า และทานได้ทุกวัน”

ผู้บริโภคสามารถอิ่มบุญและอิ่มสุขภาพไปกับ MEAT ZERO ได้แล้ววันนี้ที่ 7-Eleven และซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ และช่องทางออนไลน์ แอปพลิเคชัน 7-Eleven, Shopee, และ Lazada .

เมืองไทยประกันชีวิต-มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม มอบผ้าห่มกันหนาว และกล่อง Pink Box เพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง ผ่านกระทรวงพัฒนาสังคมฯ

0

เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ร่วมเดินหน้าสานต่อภารกิจ “ส่งต่อความอบอุ่น สู่หัวใจคนไทย” มอบผ้าห่มกันหนาวและกล่อง “Pink Box” เพื่อช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบางให้แก่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ภายใต้โครงการ “พม.ใกล้คุณ”  ร่วมบรรเทาทุกข์และเตรียมพร้อมรับมือภัยหนาวในช่วงปลายปี สะท้อนเจตนารมณ์ขององค์กร ในการส่งต่อความห่วงใยและสร้างรอยยิ้มให้กับสังคมไทยอย่างยั่งยืน

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ และมูลนิธิเมืองไทยยิ้มได้ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งได้รับผลกระทบ จากความไม่สงบ รวมถึงภัยหนาวที่กำลังจะมาถึงในปลายปี 2568 พบว่ามีประชาชนจำนวนมากใน 4 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และสระแก้ว ที่ยังขาดแคลนผ้าห่มและสิ่งของจำเป็นในการรับมือกับสภาพอากาศที่หนาวเย็น

ดังนั้น เพื่อสนับสนุนภารกิจของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ภายใต้แนวนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม จึงได้จัดกิจกรรมส่งมอบความช่วยเหลือ  ร่วมส่งมอบผ้าห่มกันหนาวจำนวน 500 ผืน และกล่อง “Pink Box” จำนวน 100 ชุด แก่กระทรวงฯ เพื่อกระจายต่อไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

กล่อง “Pink Box” เป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมของเมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้มที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อสานต่องานของกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ในการส่งเสริมความเสมอภาค และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ครอบครัวไทย ภายในกล่องบรรจุสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันและของใช้ด้านสุขอนามัย เพื่อมอบให้แก่ “สตรีกลุ่มเปราะบาง” ที่เผชิญกับปัญหาทางสังคมและเศรษฐกิจ อาทิ ผู้หญิงรายได้น้อย แม่เลี้ยงเดี่ยว หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และครอบครัวที่ยากไร้ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างกำลังใจ เติมเต็มความหวัง และส่งต่อพลังบวกให้ผู้รับรู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งจากสังคม

กล่อง “Pink Box” ยังเป็นกิจกรรมจิตอาสาที่เปิดโอกาสให้พนักงานและประชาชนทั่วไปได้มีส่วนร่วมในการแบ่งปัน โดยร่วมกันพับกล่อง บรรจุสิ่งของที่จำเป็น เช่น สบู่ ยาสีฟัน ผ้าอนามัย แชมพู อาหารแห้ง นมกล่อง และของใช้ในชีวิตประจำวัน พร้อมเขียนข้อความให้กำลังใจ เพื่อส่งมอบความอบอุ่นทั้งทางกายและใจให้แก่ผู้ที่กำลังประสบความยากลำบาก

ทั้งนี้ สำหรับผ้าห่มกันหนาวที่มอบในครั้งนี้ เป็น “ผ้าห่มอัพไซคลิง” ที่ผลิตจากขวดพลาสติกใช้แล้วขนาด 1.5 ลิตร จำนวน 11 ขวดต่อผืน โดยกระบวนการผลิตใช้พลังงานน้อยกว่าการผลิตเส้นใยใหม่ถึง 59% และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 30% ต่อผืน นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกและสนับสนุนแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) พร้อมส่งต่อความอบอุ่นและ   ความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน  และยังเป็นการต่อยอดนโยบายภาครัฐในการลดปริมาณขยะพลาสติก และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

ในโอกาสนี้บริษัทฯ ได้รับเกียรติจาก นายกิตติ อินทรกุล  รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วย  นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ  อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ นางจิตติมา กรีอารี  รองอธิบดี กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ  นางวรรณภา สุขคง   รองอธิบดี กรมกิจการผู้สูงอายุ และนางสุดา สุหลง รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ร่วมรับมอบเพื่อบรรเทาทุกข์และรับมือภัยหนาวให้แก่กลุ่มสตรีเปราะบาง ที่มีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และ คนพิการในหลายพื้นที่  โดยมี ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และนายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส  และ นางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองประธานกรรมการ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม  ร่วมมอบในครั้งนี้   กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น ณ เมืองไทยประกันชีวิต (สำนักงานใหญ่)

AIS ร่วมกับกรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่สารคดีเฉลิมพระเกียรติ “แม่ของแผ่นดิน” ผ่าน AIS PLAY ให้คนไทยได้รำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

0

เอไอเอส ร่วมกับ กรมประชาสัมพันธ์ จัดเผยแพร่ สารคดีเฉลิมพระเกียรติ “แม่ของแผ่นดิน” เพื่อให้ประชาชนชาวไทยทุกเครือข่ายได้ร่วมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผ่านทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม AIS PLAY โดยเปิดให้รับชมได้ฟรีตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ความร่วมมือครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมด้วย นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจสื่อสารองค์กรและรัฐกิจสัมพันธ์ เอไอเอส ร่วมประกาศเจตนารมณ์ในการเผยแพร่สารคดีดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนได้แสดงความอาลัยอย่างสูงสุด และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ผู้เป็นที่รักและเทิดทูนยิ่งของปวงชนชาวไทย

ทั้งนี้ สารคดีเฉลิมพระเกียรติ “แม่ของแผ่นดิน” จัดทำโดย กรมประชาสัมพันธ์ และ โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย มีจำนวนทั้งสิ้น 32 ตอน ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชจริยวัตรและพระราชกรณียกิจอันทรงคุณูปการของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงอุทิศพระวรกายและพระราชหฤทัยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทย ด้วยความเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาและความรักอันยิ่งใหญ่

ประชาชนสามารถรับชมสารคดีเฉลิมพระเกียรติ “แม่ของแผ่นดิน” ได้ฟรีทุกเครือข่าย ผ่าน AIS PLAY ได้ทั้งทางแอปพลิเคชัน เว็บไซต์ และกล่อง AIS PLAYBOX ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มอบถุงยังชีพและผ้าห่มกันหนาว ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ผ่านกองบัญชาการกองทัพไทย

0

ผู้บริหารและพนักงานตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้พร้อมใจกัน “ร่วมทำความดี เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เป็นการน้อมรำลึกถึง พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย” ด้วยการจัดถุงยังชีพบรรจุเวชภัณฑ์ เครื่องอุปโภค บริโภค และผ้าห่มกันหนาว จำนวน 500 ชุด มูลค่า 500,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ยังคงได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวม 15 จังหวัด และประชาชนในพื้นที่ทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เริ่มได้รับผลกระทบจากภัยหนาว โดยศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ และอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มอบผ่านกองบัญชาการกองทัพไทย โดยมี พลโท ชยพณัฐ วิริรัตน์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นผู้รับมอบ

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความตั้งใจที่จะสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชนทั้งใกล้และไกล ลดความเหลื่อมล้ำ ดูแลเด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมอย่างยั่งยืน

ซีพีเอฟ จับมือ นิปปอนแฮม ตั้ง “ซีพีเอฟ เอ็นเอช ฟู้ดส์” ยกระดับเนื้อสุกรแปรรูปคุณภาพสูง เพื่อผู้บริโภคเอเชีย

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และ บริษัท เอ็นเอช ฟู้ดส์ (NH Foods) หรือ นิปปอนแฮม สองผู้นำอุตสาหกรรมอาหารแห่งเอเชีย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญ จัดตั้งบริษัทร่วมทุนใหม่ บริษัท ซีพีเอฟ เอ็นเอช ฟู้ดส์ จำกัด (CPF NH Foods Co., Ltd.) ความร่วมมือนี้เป็นการผสานศักยภาพชั้นนำด้านนวัตกรรม ความปลอดภัยทางอาหาร การผลิตโปรตีนคุณภาพสูง และกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูประดับพรีเมียมในภูมิภาคเอเชีย

การจัดตั้งบริษัท ซีพีเอฟ เอ็นเอช ฟู้ดส์ จำกัด (CPF NH Foods Co., Ltd.) เป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท ซีพีเอฟ ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจ จำกัด (CPF Food and Beverage Co., Ltd.) บริษัทในเครือของซีพีเอฟ และบริษัท เอ็นเอช ฟู้ดส์ จำกัด (NH Foods Ltd.) โดยบริษัทใหม่จะมุ่งเน้นการพัฒนา ผลิต และทำการตลาดผลิตภัณฑ์เนื้อสุกรแปรรูปสำหรับผู้บริโภคในประเทศไทย และตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น ฮ่องกง สิงคโปร์ และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย โดยโรงงานแปรรูปอาหารของซีพีเอฟ จังหวัดฉะเชิงเทรา จะเป็นฐานการผลิตของธุรกิจใหม่นี้

ภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งนี้ นิปปอนแฮม จะนำความเชี่ยวชาญระดับโลกด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูงมาสนับสนุน ขณะที่ซีพีเอฟ ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจ จะจัดหาวัตถุดิบเนื้อสุกรคุณภาพพรีเมียมที่ได้มาตรฐานความปลอดภัยอาหารระดับสากล พร้อมใช้เครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั่วประเทศไทยและตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชีย เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน

ด้านนายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ”การจัดตั้งบริษัท ซีพีเอฟ เอ็นเอช ฟู้ดส์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผนึกกำลังของสองผู้นำธุรกิจอาหารชั้นแนวหน้าของเอเชีย โดยการผสานเครือข่ายการจัดจำหน่ายแบบครบวงจรและการจัดหาวัตถุดิบของซีพีเอฟ เข้ากับมาตรฐานการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการผลิตขั้นสูงของนิปปอนแฮม เรากำลังกำหนดมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอาหาร เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูประดับพรีเมียมแก่ผู้บริโภคทั่วเอเชีย ความร่วมมือนี้ไม่เพียงตอกย้ำความแข็งแกร่งของทั้งสองบริษัทในตลาดเนื้อสุกรแปรรูประดับโลก แต่ยังขับเคลื่อนวิสัยทัศน์การเติบโตอย่างยั่งยืนในฐานะ “ครัวของโลก” พร้อมกันนี้ เรายังมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความคาดหวังของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมสร้างอาหารที่มีคุณภาพและยั่งยืนแห่งอนาคตร่วมกัน”

นายโนบูฮิสะ อิกาว่า ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็นเอช ฟู้ดส์ กล่าวว่า “เอ็นเอช ฟู้ดส์ มุ่งสร้างคุณค่าใหม่ให้กับโปรตีนผ่านการร่วมสร้างสรรค์และการแสวงหาความท้าทาย พร้อมเดินหน้าขยายความร่วมมือทางธุรกิจกับซีพีเอฟ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์ ทั้งสองบริษัทจะร่วมกันใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายในการผลักดันธุรกิจในกลุ่มผลิตภัณฑ์นี้สู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย”

ทั้งนี้ ความร่วมมือระหว่าง ซีพีเอฟ และ นิปปอนแฮม เริ่มต้นจากการลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์แบบครบวงจร (Comprehensive Strategic Partnership Agreement) เมื่อปีที่ผ่านมา โดย ซีพีเอฟ ได้นำเข้าเนื้อวัวเกรดพรีเมียมจาก นิปปอนแฮม เพื่อจำหน่ายในประเทศไทย ความสำเร็จของความร่วมมือดังกล่าวปูทางสู่การจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่นี้ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารที่กำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วทั่วภูมิภาคเอเชีย