Home Blog Page 22

ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลฯ รายงานไม่พบปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่ทะเล

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 15-18 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนบน ได้ดำเนินการสำรวจและติดตามการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron Rüppell, 1852) ในระบบนิเวศทางทะเลที่สำคัญ โดยวิธีวางอวนลอยติดตา และสุ่มหว่านแห บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ปากแม่น้ำเจ้าพระยา จังหวัดสมุทรปราการ ปากคลองขุนราชพินิจใจ กรุงเทพมหานคร และปากแม่น้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร

ผลการสำรวจไม่พบปลาหมอคางดำ โดยพบสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ ทั้งหมด 21 ชนิด ชนิดเด่นได้แก่ ปลากระบอกหางพัด (Planiliza parsia) ปลาสีกุน (Alepes djedaba) และปลากุเราหนวดสี่เส้น (Eleutheronema etradactylum)

ขณะที่ศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง (สงขลา) ได้ลงพื้นที่สำรวจการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำหลังสถานการณ์น้ำท่วม ระหว่างวันที่ 15–19 ธ.ค. 68 ในพื้นที่ปากคลองที่ไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา และปากแม่น้ำที่เปิดออกสู่ทะเลอ่าวไทย รวม 16 สถานี โดยใช้การสุ่มแหและวางอวนติดตา ผลการสำรวจไม่พบการแพร่กระจายปลาหมอคางดำในพื้นที่ทะเลสาบสงขลา

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามชาวบ้านพบปลาหมอคางดำติดเครื่องมือประมงในพื้นที่ทุ่งนา ต.ระวะ อ.ระโนด ซึ่งช่วงนี้ยังมีน้ำท่วมขังอยู่ สำหรับพื้นที่ปากแม่น้ำที่เปิดออกสู่ทะเลอ่าวไทยพบการแพร่กระจายในบริเวณปากคลองหัวไทร จ.นครศรีธรรมราช และปากคลองท่าเข็น คลองรับแพรก และคลองพังยาง จ.สงขลา ซึ่งเป็นสถานีเดิมที่เคยสำรวจพบการแพร่กระจายปลาหมอคางดำ โดยในครั้งนี้รวบรวมตัวอย่างปลาหมอคางดำได้น้อยลง เนื่องจากในแต่ละสถานีน้ำยังคงท่วมสูง เป็นอุปสรรคต่อการสุ่มเก็บตัวอย่างซึ่งตัวอย่างที่รวบรวมได้นำมาศึกษาชีววิทยาและองค์ประกอบชนิดอาหารในกระเพาะ และเก็บข้อมูลสัตว์น้ำชนิดอื่น ในพื้นที่ เพื่อนำมาวิเคราะห์สัดส่วนองค์ประกอบชนิดสัตว์น้ำ และเป็นฐานข้อมูลความหลากหลายของทรัพยากรในพื้นที่ต่อไป

แอปฯ Mobile Banking ใช้ได้เฉพาะ iOS 14 และ Android 10 ขึ้นไปเท่านั้น ดีเดย์ 14 ก.พ. 69

0

สมาคมธนาคารไทย โดยศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร (TB-CERT) กำหนดให้ตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป แอปฯ Mobile Banking ของทุกธนาคารจะรองรับเฉพาะอุปกรณ์ที่ใช้ iOS 14 และ Android 10 ขึ้นไปเท่านั้น

การอัปเดตระบบปฏิบัติการจะช่วยปิด จุดเสี่ยงด้านความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากมัลแวร์ ฟิชชิง และการโจมตีข้อมูล พร้อมช่วยให้การทำธุรกรรมของคุณปลอดภัยมากขึ้น แนะนำให้ตรวจสอบและอัปเดตอุปกรณ์ล่วงหน้าเพื่อให้ใช้งานได้ต่อเนื่องไม่สะดุด

คำพิพากษาศาลตัดสิน บัตรเครดิตถูกรูดโดยมิชอบ “ภาระพิสูจน์อยู่ที่ธนาคาร” ไม่ใช่เจ้าของบัตร

0

อ้างอิงจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2568 ซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ในการตัดสินคดีระหว่างธนาคารและผู้บริโภคที่ถูกมิจฉาชีพดูดเงินหรือแอบรูดบัตร โดยฎีกาใหม่ดังกล่าว ถือเป็นข่าวดีและเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับผู้ใช้บัตรเครดิตทุกคน เมื่อล่าสุด มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2624/2568 (ลงวันที่ 17 ธันวาคม 2568) ที่ออกมาคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกรณีถูกมิจฉาชีพนำข้อมูลบัตรไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

🔍 เกิดอะไรขึ้นในคดีนี้?

คดีนี้เริ่มจากผู้บริโภคถูกมิจฉาชีพขโมยข้อมูลบัตรไปรูดซื้อสินค้า โดยที่เจ้าของบัตรไม่ได้เป็นคนทำรายการและไม่ได้ยินยอม แต่ทางธนาคารผู้ออกบัตรกลับเรียกเก็บเงินและฟ้องร้องให้เจ้าของบัตรชำระหนี้ โดยอ้างว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าของบัตรตามสัญญา

⚖️ ศาลฎีกาตัดสินอย่างไร?

ศาลมีคำสั่ง “ยกฟ้อง” โดยให้เหตุผลที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อเจ้าของบัตร

  1. ภาระการพิสูจน์เป็นของธนาคาร: เมื่อเกิดข้อพิพาทว่า “ใครเป็นคนใช้บัตร?” ธนาคารต้องเป็นฝ่ายนำสืบให้ชัดเจน เพราะธนาคารเป็นเจ้าของระบบ เป็นผู้จัดทำระบบยืนยันตัวตน และเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการให้บริการ
  2. ห้ามสันนิษฐานลอยๆ: ศาลเห็นว่าหากมีรายการใช้งานเกิดขึ้น จะไปเหมาเอาเองว่าเจ้าของบัตรเป็นคนใช้ไม่ได้ (ถ้าเจ้าของบัตรยืนยันว่าไม่ได้ทำ)
  3. ถ้าพิสูจน์ไม่ได้…ผู้บริโภคไม่ต้องจ่าย: หากธนาคารไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเจ้าของบัตรทำรายการเอง หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ศาลจะไม่ให้ผู้บริโภคต้องรับผิดชอบหนี้ที่มิจฉาชีพก่อขึ้น

💡 คำแนะนำสำหรับผู้ใช้บัตรเครดิต (How-to Protect Yourself)

ถึงแม้กฎหมายจะคุ้มครองเรามากขึ้น แต่การป้องกันเบื้องต้นก็เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น เจ้าของบัตรเองก็ควรมีแนวทางป้องกันหากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นกับตัวเอง

  • หมั่นเช็ก Notification: เปิดแจ้งเตือนการใช้งานผ่านแอปฯ ธนาคารตลอดเวลา
  • ปฏิเสธทันที: หากพบรายการผิดปกติ ให้รีบโทรอายัดบัตรและปฏิเสธยอดใช้จ่าย (Transaction Dispute) ทันที
  • เก็บหลักฐาน: แคปหน้าจอรายการที่ผิดปกติ หรือเก็บประวัติการแจ้งความ/การโทรติดต่อธนาคารไว้เสมอ

บทสรุป: คำพิพากษานี้ช่วยยกระดับความปลอดภัยในวงการเงิน บีบให้สถาบันการเงินต้องพัฒนาระบบยืนยันตัวตนให้รัดกุมขึ้น ไม่ใช่ปล่อยให้ภาระตกอยู่ที่ผู้บริโภคฝ่ายเดียวเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา

“ข้าวตังปลาหย็อง YOUNG ตัง” ไอเดียจากเด็กหัวไทร เปลี่ยนเอเลี่ยนตัวป่วน สู่เมนูอร่อย

0

ไอเดียเล็ก ๆ ของเด็ก ๆ สามารถเปลี่ยนเรื่องยาก ให้กลายเป็นโอกาสได้จริง ทั้งหมดเริ่มต้นจากโจทย์ในคาบเรียนการงานอาชีพ โรงเรียนชุมชนวัดเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ครูให้เลือก “วัตถุดิบท้องถิ่น” มาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของชุมชน ไม่เพียงได้เมนูอร่อย และนำไปสู่การจัดการปัญหาชุมชนอย่างสร้างสรรค์

นายพร้อมพงษ์ โพธิ์สวัสดิ์ อาจารย์โรงเรียนชุมชนวัดเกาะเพชร หรือ ครูจอห์นของน้องๆ กล่าวว่า แนวคิดการเรียนรู้ยุคใหม่ คือ เด็กเป็นศูนย์กลาง ให้คิดจริง ทำจริง และใช้ของในชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในคาบเรียนวิชาการงานอาชีพจึงให้โจทย์กับน้องๆ นักเรียนให้มองของที่อยู่ใกล้ตัวมาทำในสิ่งที่ไม่เหมือนใคร และมีคุณค่า เรียนรู้สู่การสร้างรายได้ เด็กๆ รวมตัวกัน 10 คน กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2 และ 3 เลือก “ปลาหมอคางดำ” สัตว์น้ำต่างถิ่นที่ระบาดในชุมชน แม้ว่ากินได้แต่คนในพื้นที่ไม่นิยมรับประทาน เพราะเนื้อน้อย กระดูกแข็ง ปลาหมอคางดำเป็น “พระเอก” ของโปรเจกต์ ทำเป็นวัตถุดิบอาหาร ด้วยแนวคิด “เปลี่ยนเอเลี่ยนตัวป่วน…เป็นของอร่อยตัวโปรด” โดยอาศัยความรู้ด้านการแปรรูปอาหารที่เด็ก ๆ เคยเรียนรู้จากปราชญ์ชุมชน และสมาคมประมงพื้นบ้านหัวไทร มาทดลองแปรรูปปลาหมอคางดำจนกลายเป็น “ปลาหย็อง” และนำไปต่อยอดเป็นเมนูใหม่—ข้าวตังปลาหย็อง YOUNG ตัง

ความเด็ดของเมนูนี้ นอกจากจะอร่อยแล้ว น้องๆ ในกลุ่มยังทำให้ผลิตภัณฑ์นี้เป็นของชุมชนในทุกขั้นตอน “ตั้งแต่เมล็ดข้าวจนถึงปลาบนหน้า” แผ่นข้าวตังทำจาก “ข้าวไข่มดริ้น” ข้าวพื้นเมืองหัวไทรที่คนรุ่นใหม่อาจไม่รู้จัก ขึ้นชื่อเรื่องความนุ่ม แน่น มัน และเต็มไปด้วยสารอาหาร สมาชิกในกลุ่มจึงตั้งใจให้คนภายนอกรู้ว่าที่นี่มีของดีมากขึ้น หนุนเป็นสินค้าสร้างรายได้ให้กับชุมชนอีกทางหนึ่ง

การผลิตข้าวตังปลาหย็อง YOUNG ตัง เด็ก ๆ จะใช้ข้าวสวยที่หุงจากข้าวไข่มดริ้น มาบดและรีดเป็นแผ่นบาง ๆ ใช้พิมพ์กดให้เป็นสี่เหลี่ยมหรือวงกลม นำไปตากแดดจนแห้ง จากนั้นนำมาทอดจนเป็นแผ่นข้าวตัง ทาด้วยน้ำพริกเผา โรยหน้าด้วยปลาหย็องที่ทำมาจากปลาหมอคางดำ จากนั้นนำเข้าเตาอบ ออกมาเป็นข้าวตังปลาหย็องพร้อมทาน

เด็กๆ ได้คิดชี่อสินค้าให้สะท้อนความเป็นตัวตน ว่า “ข้าวตังปลาหย็อง YOUNG ตัง” YOUNG สื่อถึงผู้ผลิตที่เป็นเด็กนักเรียน คนรุ่นใหม่ ตัง หมายถึง ข้าวตัง และยังแฝงนัยของคำว่า “ตังค์” ที่หมายถึง เงิน นอกจากนี้ คำว่า ยังตัง ในภาษาถิ่นภาคใต้ ยังมีความหมายว่า มีเงิน สื่อถึงเด็ก ๆ และชุมชนมีรายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ข้าวตังปลาหย็อง YOUNG ตัง

ปัจจุบัน กลุ่มลูกค้ายังเป็นเพื่อนในโรงเรียน ผู้ปกครอง และคนในชุมชน ซึ่งเด็ก ๆ วางแผนที่จะขยายกลุ่มลูกค้าไปในช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังได้แบ่งรายได้ออกเป็น 3 กลุ่ม 40% แบ่งให้สมาชิกในกลุ่ม 50% แบ่งสำหรับต่อยอดผลิตสินค้าต่อ และอีก 10% ที่เหลือจะนำเป็นเงินสำหรับทำพัฒนาชุมชน

ด.ญ. เมษญา โต๊ะกา นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 กล่าวว่า กิจกรรมนี้มีประโยชน์มากๆ เด็กได้เรียนรู้การทำขนม ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นอาชีพสร้างรายได้ นอกจากนี้ ชุมชนมีรายได้และมีความสุขจากการที่เด็กได้อุดหนุนวัตถุดิบของชุมชนทั้ง “ข้าวไข่มดริ้น” และรับซื้อปลาหมอคางดำจากชาวบ้านเดือนละ 50 กิโลกรัม

ด.ญ. วรดา หมัดดำ เรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 3 ยังช่วยเสริมอีกว่า ข้าวตังปลาหย็อง จากปลาหมอคางดำ เพิ่มทักษะการทำอาหาร และการได้เรียนรู้เรื่องการค้าขาย ได้ทำจริง เรียนรู้จริง แถมยังมีรายได้ระหว่างเรียนอีกด้วย

ข้าวตังปลาหย็อง YOUNG ตัง เป็นความสำเร็จก้าวแรกของเด็กๆ ที่กำลังช่วยต่อยอดพัฒนาให้มีมาตรฐานความปลอดภัยตามมาตรฐานสินค้าฮาลาล รวมถึงคิดค้นเมนูใหม่ๆ จากปลาหมอคางดำเป็นสินค้าที่สร้างรายได้ให้ชุมชน และช่วยจัดการประชากรปลาหมอคางดำแบบยั่งยืน ครูจอห์น บอกว่า น้องๆ คิดทำเมนูนี้ ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาปลาหมอคางดำเท่านั้น ชุมชนยังสามารถนำไปต่อยอดทำเป็นสินค้าอื่นๆ ซึ่งเมื่อนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์กันมากขึ้น ก็ช่วยจูงใจให้เกิดการจับปลาหมอคางดำมากขึ้น เหมือนกับ ที่ตั๊กแตนปาทังก้า หรือ หอยเชอรี่ ที่ปัจจุบันถูกคนไทยจับมาบริโภคกว้างขวางจนปริมาณไม่พอ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ หนุนใช้ Digital ID และ e-Signature ยกระดับความน่าเชื่อถือธุรกรรมดิจิทัลตลาดทุนไทย

0

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เทคโนโลยีและความน่าเชื่อถือในการทำธุรกรรมดิจิทัลเพื่อส่งเสริมตลาดทุน” ในงานสัมมนาวิชาการระดับชาติกฎหมายและนโยบายเทคโนโลยีดิจิทัล “ความน่าเชื่อถือตามกฎหมายของธุรกรรมดิจิทัล: ทางข้างหน้าของเทคโนโลยีกับกฎหมาย” โดยได้กล่าวสนับสนุนการขับเคลื่อนให้เกิดการใช้ Digital ID และ e-Signature ในการทำธุรกรรมดิจิทัลในตลาดทุนไทยอย่างแพร่หลาย เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงินดิจิทัลที่ปลอดภัย โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ อันจะช่วยส่งเสริมการเติบโตของตลาดทุนไทยให้เป็นไปอย่างยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจไทยด้วย

สำหรับงานสัมมนาครั้งนี้ จัดขึ้นโดยคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และองค์กรพันธมิตร เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและเทคโนโลยีมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองการยกระดับความน่าเชื่อถือของธุรกรรมดิจิทัล เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศให้เติบโตก้าวหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

AIS 3BB FIBRE 3 ระดมทีมช่างและวิศวกร ลงพื้นที่หาดใหญ่ เคาะประตูช่วยซ่อม-ฟื้นเน็ตบ้าน 1,000 หลังคาเรือนภายใน 24 ชม. ให้คนหาดใหญ่เชื่อมต่อได้ต่อเนื่องทันปีใหม่

0

AIS 3BB FIBRE 3 ระดมทีมช่างและวิศวกร กว่า 100 คนจากทั่วประเทศ ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ เดินหน้าภารกิจ “AIS 3BB FIBRE 3 เคาะประตูช่วยซ่อม ฟื้นเน็ตไฟเบอร์ให้ถึงบ้าน เคียงข้างชาวหาดใหญ่” พร้อมเป้าหมายดูแลลูกค้าเชิงรุกกว่า 1,000 หลังคาเรือน ภายใน 24 ชั่วโมง ในช่วงที่หลายครอบครัวกำลังเร่งฟื้นฟูบ้านเรือน ทีมงานจึงเร่งฟื้นฟูโครงข่ายอินเทอร์เน็ตบ้านไฟเบอร์ให้กลับมาใช้งานได้อย่างทั่วถึง โดยทีมงานลงพื้นที่ถึงหน้าบ้านลูกค้า ตรวจเช็กสัญญาณ เปลี่ยนอุปกรณ์ที่ชำรุดจากน้ำท่วม ทั้ง Router และกล่อง AIS PLAYBOX ให้พร้อมใช้งานทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และไม่ต้องรอให้ลูกค้าแจ้งปัญหา เพื่อเร่งให้สัญญาณไฟเบอร์กลับมาเสถียรโดยเร็ว เพื่อให้ทุกครอบครัวกลับมาเชื่อมต่อออนไลน์ ติดต่อสื่อสารกับคนใกล้ชิด ทำงาน และใช้ชีวิตที่บ้านได้อย่างมีความสุขในช่วงเทศกาลปีใหม่

ด้วยความห่วงใยต่อพี่น้องชาวหาดใหญ่ AIS 3BB FIBRE 3 ขออยู่เคียงข้างและพร้อมเป็นพลังเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ทุกการเชื่อมต่อไม่สะดุด สำหรับลูกค้าเน็ตบ้านไฟเบอร์ที่ต้องการแจ้งซ่อม เพียงกรอกข้อมูลได้ที่ลิงก์ https://forms.office.com/r/3i3T6VnDzJ หรือติดต่อที่ AIS เซ็นทรัล หาดใหญ่, AIS Serenade Club เซ็นทรัล เฟสติวัล หาดใหญ่ และ AIS หาดใหญ่ วิลเลจ

รู้เก็บรู้ออม : ประหยัดภาษีโค้งสุดท้าย

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

“คุณนายพารวย” มีข่าวดีมาบอก คนที่กำลังหัวหมุนกับการเตรียมวางแผนภาษี ยิ่งโค้งสุดท้ายของการซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี ไม่ว่าจะเป็นกองทุน Thai ESG หรือ RMF ต้องรีบกันแล้ว

โดยกองทุน Thai ESG เหมาะกับผู้ที่ต้องการสร้างผลตอบแทนระยะยาว ควบคู่กับการใช้สิทธิลดหย่อนภาษี พร้อมสนับสนุนธุรกิจไทยที่ดำเนินงานตามหลัก ESG โดยจะลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ สูงสุด 300,000 บาท ไม่รวมวงเงินกลุ่มเกษียณอื่นๆ ถือครองขั้นต่ำ 5 ปีนับจากวันที่ลงทุน ไม่บังคับลงทุนต่อเนื่องทุกปี

ส่วนกองทุน RMF เหมาะกับผู้ที่ต้องการวางแผนเกษียณระยะยาวแบบมีวินัย พร้อมรับสิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งลดหย่อนได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ สูงสุด 500,000 บาท โดยวงเงินลดหย่อนจะรวมกับกลุ่มเกษียณอื่นๆ โดยต้องถือครองหน่วยลงทุนไม่น้อยกว่า 5 ปี และขายคืนได้เมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป ต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี (เว้นได้ไม่เกิน 1 ปี) เลือกตามเป้าหมายและเงื่อนไขที่เหมาะกับตัวเอง แต่สำคัญคืออย่าผิดเงื่อนไขทางภาษีเด็ดขาด!!

ล่าสุด กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ โดย บจก.ดิจิทัล แอคเซส แพลตฟอร์ม (DAP) และ บจก.ฟินเน็ต อินโนเวชั่น เน็ตเวิร์ค (FinNet) จับมือกับ 3 พันธมิตร คือ บลน.ฟินโนมีนา, บลจ.กรุงไทย และ บลจ.เอ็มเอฟซี เปิดให้ซื้อกองทุนประหยัดภาษีผ่านออนไลน์ได้ด้วยบัตรเครดิตในกลุ่มกรุงศรี คอนซูมเมอร์

นักลงทุนที่ต้องการซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี สามารถซื้อได้ง่ายด้วยบัตรเครดิตในกลุ่มกรุงศรี คอนซูมเมอร์ ได้แก่ บัตรเครดิต กรุงศรี, บัตรเครดิต กรุงศรีเฟิร์สช้อยส์ วีซ่า, บัตรเครดิตเซ็นทรัล เดอะวัน และบัตรเครดิตโลตัส ผ่านแอปฯของ Selling Agent 6 แห่ง ได้แก่ บล.เคเคพี ไดม์, บลน.ฟินโนมีนา, บล.ฟิลลิป, บลน.โรโบเวลธ์, บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) และ บล.อินโนเวสท์เอกซ์ โดยครอบคลุมกองทุนจาก บลจ.ชั้นนำรวม 8 แห่ง ได้แก่ บลจ.กรุงไทย, บลจ.กรุงศรี, บลจ.กสิกรไทย, บลจ.เกียรตินาคินภัทร, บลจ.ไทยพาณิชย์, บลจ.ยูโอบี, บลจ.อีสท์สปริง และบลจ.เอ็มเอฟซี

ถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนเข้าถึงการลงทุนได้ง่าย ตอบโจทย์ความต้องการยุคดิจิทัล แต่การใช้บัตรเครดิตเพื่อซื้อกองทุนนั้น มีหลักการเหมือนรูดบัตรซื้อสินค้า คือ ผู้ใช้ต้องมีวินัยการเงิน สามารถชำระหนี้ได้ครบและตรงเวลา จะได้ไม่เสียดอกเบี้ยหรือค่าปรับภายหลัง ก่อนซื้อกองทุน ต้องดูเงินในกระเป๋าตัวเองด้วย ซื้อเท่าที่ไหว ใช้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนได้เต็มจำนวนตามกำหนด จะได้ไม่เสียดอกเบี้ย 16% ต่อปี

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีบริการที่ถูกใจคนซื้อกองทุนประหยัดภาษี คือ “บริการข้อมูลกองทุนลดหย่อนภาษี” ที่ช่วยให้เช็กยอดซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีปี 68 รวมจากทุก บลจ. ได้ในที่เดียว เพื่อประหยัดภาษีได้ครบไม่มีตกหล่น โดยสามารถดูยอดซื้อกองทุนได้ครบทั้ง RMF, Thai ESG และ Thai ESGX ผู้สนใจใช้บริการนี้ได้ฟรี ที่เว็บไซต์ www.set.or.th/tmf โดยล็อคอินใช้งานด้วย SET Member หรือหากยังไม่เป็นสมาชิก ก็สามารถสมัครสมาชิกใหม่โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และเพื่อความรวดเร็วในการใช้บริการ ควรโหลดแอป ThaID เพื่อลงทะเบียนพิสูจน์และยืนยันตัวตนให้เรียบร้อยก่อนด้วย.

คุณนายพารวย

“เมืองไทยประกันชีวิต” รับประกาศนียบัตรแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC) การต่ออายุครั้งที่ 3

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำจุดยืนอันแน่วแน่ของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต  โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นธรรม ในทุกกระบวนการอันสอดคล้องกับหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) ที่เมืองไทยประกันชีวิตยึดถือเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารงานและวัฒนธรรมองค์กร

ในโอกาสนี้ นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้มอบหมายให้ นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส  เป็นผู้แทนบริษัทเข้ารับมอบประกาศนียบัตรรับรองการเป็นสมาชิกแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย (CAC – Thai Private Sector Collective Action Against Corruption) การต่ออายุครั้งที่ 3 (ตั้งแต่ปี 2559 – ปัจจุบัน) ในพิธี      รับมอบประกาศนียบัตร CAC Certification Ceremony 2/2025 ภายใต้หัวข้อ  “CAC Incentive Pool ร่วมสร้างสิทธิประโยชน์แห่งความโปร่งใสเพื่อธุรกิจไทยยั่งยืน” ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ

การได้รับการรับรองจาก CAC อย่างต่อเนื่องสะท้อนถึงความตั้งใจจริงของเมืองไทยประกันชีวิตในการยึดมั่นนโยบายต่อต้านการคอร์รัปชัน และการบริหารงานโดยใช้หลักธรรมาภิบาลเป็นแกนกลาง เพื่อมุ่งสู่การเติบโตอย่างมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืนในระยะยาว พร้อมเป็นแบบอย่างที่ดีในภาคธุรกิจไทย  

ภาพเท็จ-บิดเบือนข้อมูล ไม่รอดคดี “ปลาหมอคางดำ” ความจริงที่สังคมควรรู้

0

บทความโดย สมสมัย หาญเมืองบน นักวิชาการอิสระ

กรณี “ปลาหมอคางดำ” กลายเป็นข้อพิพาททางกฎหมายที่สาธารณชนจับตามององค์กร NGO แห่งหนึ่ง นำภาพและข้อมูลที่บิดเบือน ไปนำเสนอในการเสวนาวิชาการเพื่อเรียกความสนใจต่อสาธารณะ ทั้งที่หลักฐานถูกตรวจสอบอย่างรอบคอบโดยบริษัทเอกชนที่ถูกกล่าวอ้างชี้ชัดว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่ตรงกับความจริง ส่งผลให้อัยการจังหวัดนนทบุรีสั่งฟ้องเป็นคดีตามหลักฐานจริง ถือเป็นการปกป้องชื่อเสียงและสิทธิของบริษัทที่สามารถทำได้ ซึ่งคดีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเรียกสอบพยานของศาล จึงไม่น่าเข้าข่าย SLAPP แต่เป็นคดีทางกฎหมายที่มีมูลตามข้อเท็จจริง

จากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ทั้งในทางวิชาการและทางกฎหมาย ภาพและข้อมูลที่ถูกนำไปอ้างอิงโดยองค์กรไม่แสวงผลกำไรในการจัดเสวนาสาธารณะเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2567 มีการใช้ภาพและข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ ทั้งในเวทีสาธารณะและสื่อโซเชียล เพื่อชี้ให้สังคมเห็นว่าบริษัทเอกชน เป็นผู้ก่อปัญหาปลาหมอคางดำ

การแถลงข่าวของบริษัท เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 โดยบริษัทยืนยันว่า “เป็นภาพเท็จและข้อมูลบิดเบือน” ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของบริษัท ภาพดังกล่าวไม่ได้ถ่ายจากฟาร์มของบริษัท และหลักฐานทางวิชาการหลายชุดยืนยันว่า บริษัทปฏิบัติตามมาตรฐานและการควบคุมด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด การใช้ภาพและข้อมูลที่ไม่ถูกต้องนี้สร้างความเข้าใจผิดในสังคม ก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัท ทั้งในและต่างประเทศ

ผลกระทบจากการนำเสนอข้อมูลบิดเบือนในลักษณะนี้ไม่เพียงจำกัดอยู่ที่ภาพลักษณ์ของบริษัท แต่ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นักลงทุน และประชาชนทั่วไป การที่องค์กรดังกล่าว ไม่เคยเปิดเผยแหล่งที่มาของภาพและไม่ปฏิเสธข้อเท็จจริงเกี่ยวกับภาพที่นำเสนอ แสดงให้เห็นถึงการรับทราบความไม่ถูกต้องของข้อมูลและการตั้งใจนำเสนอเพื่อสร้างผลลัพธ์ต่อสาธารณะ

เมื่อพิจารณาในมิติทางกฎหมาย เหตุการณ์นี้ทำให้บริษัทเอกชน มีสิทธิ์ในการปกป้องชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัท อัยการจังหวัดนนทบุรีได้พิจารณาหลักฐานที่บริษัท นำเสนอ และเห็นว่ามีมูลเพียงพอในการฟ้ององค์กรไม่แสวงผลกำไรดังกล่าวตามข้อหา “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” ซึ่งแม้อัยการไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดต่อสาธารณะ แต่การสั่งฟ้องแสดงถึงการประเมินหลักฐานเบื้องต้นแล้วว่าข้อกล่าวหามีความน่าเชื่อถือพอสมควร และขณะนี้คดีอยู่ในขบวนการเรียกสอบพยานของศาลจังหวัดนนทบุรี

สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นคือ การฟ้องจำเลยในกรณีนี้ ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับ SLAPP : Strategic Lawsuit Against Public Participation (การฟ้องคดีเพื่อปิดปาก) ซึ่งมักเกิดขึ้นในกรณีที่บริษัทใหญ่ใช้ศาลเพื่อทำให้ประชาชนหรือ NGO หยุดวิพากษ์วิจารณ์ โดยไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ ในกรณีปลาหมอคางดำ การฟ้องเกิดขึ้นเพราะมีการใช้ข้อมูลเท็จและบิดเบือนต่อสาธารณะ การดำเนินคดีจึงเป็นการฟ้องเพื่อปกป้องชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของบริษัทอย่างชอบด้วยกฎหมาย ไม่ใช่เพื่อปิดปากนักปกป้องสิ่งแวดล้อม

อีกทางหนึ่ง การนำเสนอข้อมูลใดๆ โดยองค์กรไม่แสวงผลกำไร ที่มีการพาดพิงบริษัท หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งขององค์กร เป็นเรื่องที่ต้องมีการตรวจสอบความชัดเจนและถูกต้องที่สุด ซึ่งจะมีผลต่อความน่าเชื่อถือของสังคมทั้งในและต่างประเทศ แต่ในกรณีนี้ ความไม่ถูกต้องของข้อมูลทำให้ผลลัพธ์ทางสังคมเกิดความเสียหายต่อบริษัทโดยตรง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบทางจริยธรรมและกฎหมายขององค์กรไม่แสวงผลกำไร ต่อข้อมูลที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

ข้อเท็จจริงทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่าบริษัทเอกชน มีสิทธิชัดเจนในการดำเนินคดี และการฟ้ององค์กรดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามหลักฐานที่ตรวจสอบได้รอบด้าน ทั้งในเรื่องของภาพและข้อมูลที่ใช้ในการเสวนาวิชาการ เรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการเรียกสอบพยานของศาลจังหวัดนนทบุรี การประเมินเบื้องต้นจึงชี้ให้เห็นว่าคดีมีมูลและไม่ใช่การฟ้องเพื่อปิดปาก

ในยุคที่ข้อมูลบิดเบือนสื่อสารได้แพร่หลายและส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณะ การชี้แจงข้อเท็จจริงและการยืนอยู่บนหลักฐานเชิงรอบด้านมีความสำคัญต่อการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม กรณี “ปลาหมอคางดำ” เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างให้สังคมตระหนักว่า การเผยแพร่ข้อมูลเท็จต่อสาธารณะไม่ใช่เสรีภาพที่สามารถทำได้โดยปราศจากผลทางกฎหมาย และการฟ้องร้องของบริษัทจากหลักฐานข้อมูลเท็จเป็นเรื่องที่ศาลสามารถพิจารณาและสั่งคดีตามขั้นตอนได้

ท้ายที่สุด สิ่งที่สังคมควรรู้คือ คดีนี้เป็นตัวอย่างของความจำเป็นในการตรวจสอบข้อมูลให้รอบด้านก่อนเผยแพร่ และการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของผู้ได้รับผลกระทบ ซึ่งเป็นสิทธิ์ตามกฎหมายที่บริษัททุกแห่งสามารถใช้ได้เพื่อแก้ไขความเสียหายที่เกิดจากข้อมูลบิดเบือน.

ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ต้อนรับ บมจ. เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) (NTF) เริ่มซื้อขาย 16 ธ.ค. นี้

0

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ mai ยินดีต้อนรับ บมจ. เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายใน mai ภายใต้กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร โดยใช้ชื่อย่อ “NTF” ในวันที่ 16 ธันวาคม 2568

ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ

NTF ประกอบธุรกิจจำหน่ายผลไม้สดคัดเกรดพรีเมี่ยมสำหรับส่งออกและจำหน่ายภายในประเทศตามความต้องการของลูกค้า โดยบริษัทจะคัดเลือกแหล่งวัตถุดิบคุณภาพได้มาตรฐาน Food Safety เลือกพันธมิตรโรงคัดบรรจุหรือล้งที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อบรรจุและส่งออกไปยังลูกค้าหลัก ได้แก่ ผู้ค้าส่งในตลาดผลไม้เมืองเซี่ยงไฮ้และเมืองกวางเจา ประเทศจีน ตลอดจนเริ่มขยายตลาดส่งออกไปฮ่องกงและสหรัฐอเมริกา สำหรับผลไม้หลัก ได้แก่ ทุเรียน มะพร้าว ลำไย และผลไม้อื่นๆ โดยรายได้หลักมากกว่า 90% มาจากส่งออกทุเรียน ซึ่งมาจากพื้นที่ปลูกทั้งภาคตะวันออกและภาคใต้ทำให้มีสินค้าส่งออกได้ตลอดปี จัดจำหน่ายภายใต้แบรนด์ของบริษัท และแบรนด์ของลูกค้าพันธมิตร สำหรับงวด 9 เดือนแรกของปี 2568 บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกทุเรียนและกลุ่มผลไม้อื่น 95% และ 5% ตามลำดับ โดยกว่า 99% เป็นรายได้จากการส่งออกไปยังลูกค้า 15 รายในประเทศจีน

นายวิชัย ศิระมานะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) (NTF) กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพ ตามเวลาและปริมาณที่ตกลง เพื่อรักษาความไว้วางใจจากคู่ค้า พร้อมทั้งสร้าง แบรนด์ให้น่าดึงดูดและเป็นที่จดจำในกลุ่มผู้บริโภค ภายใต้วิสัยทัศน์การเป็นผู้นำในการยกระดับเกษตรกรรมสู่อุตสาหกรรมเกษตร สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ จะนำไปลงทุนในเครื่องมือและอุปกรณ์การผลิต ชำระคืนเงินกู้และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับการขยายธุรกิจ

ข้อมูลการเสนอขาย: NTF มีทุนชำระแล้วหลัง IPO 100 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ประกอบด้วยหุ้นสามัญเดิม 140 ล้านหุ้น หุ้นสามัญเพิ่มทุน 60 ล้านหุ้น จัดสรรต่อบุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ 50 ล้านหุ้น ผู้มีอุปการคุณของบริษัทไม่เกิน 3 ล้านหุ้น และกรรมการ ผู้บริหาร พนักงานของบริษัท ไม่เกิน 7 ล้านหุ้น ระหว่างวันที่ 4-9 ธันวาคม 2568 ในราคาหุ้นละ 6 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 360 ล้านบาท และมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 1,200 ล้านบาท ทั้งนี้ การกำหนดราคาเสนอขายหุ้น IPO คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) ที่ประมาณ 5.7 เท่า คำนวณจากกำไรสุทธิ 4 ไตรมาสล่าสุด (1 ต.ค. 2567-30 ก.ย. 2568) ซึ่งเท่ากับ 209.4 ล้านบาท หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นครั้งนี้ (fully diluted) คิดเป็นกำไรสุทธิต่อหุ้น 1.05 บาท โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน และเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญ

ผู้ถือหุ้นใหญ่หลัง IPO: นายวิชัย ศิระมานะกุล และครอบครัว ถือหุ้น 42.55% นายอิศรา ภูววิเชียรฉาย และครอบครัว ถือหุ้น 26.55% และนางสาวอรพร ศรีแดง ถือหุ้น 3% บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และการจัดสรรเงินทุนสำรองต่างๆ ทุกประเภทตามกฎหมายและตามข้อบังคับของบริษัท

ผู้ลงทุนและผู้สนใจ สามารถดูรายละเอียดจากหนังสือชี้ชวนของบริษัทที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th และข้อมูลทั่วไปของบริษัทที่ www.ntfintergroup.com และ www.set.or.th