Home Blog Page 151

บุญรอดฯ คว้ารางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2023 องค์กรที่น่าทำงานที่สุดในเอเชีย 3 ปีซ้อน

0

บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด คว้ารางวัล “HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2023” หนึ่งในองค์กรที่น่าทำงานที่สุดในระดับเอเชีย 3 ปีติดต่อกัน จากนิตยสาร HR Asia ซึ่งเป็นนิตยสารชั้นนำด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในภูมิภาคเอเชีย ตอกย้ำการเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการสร้างคน ส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม ซึ่งเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนธุรกิจ ภายใต้วิสัยทัศน์ Bringing Joy To Life ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสุขให้กับทั้งคนในองค์กรและส่งต่อให้ผู้คนในสังคมเป็นพื้นฐานการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร

นายภูริต ภิรมย์ภักดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บุญรอดเทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า สิ่งที่ทำให้องค์กรเติบโตอย่างแข็งแกร่งมาตลอด 90 ปี คือการมีบุคลากรคุณภาพ ทุกคนล้วนมีส่วนในการสร้างความสำเร็จให้กับองค์กร และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง เราต้องการทำให้คนของเรามีความสุข ได้รับการดูแลที่ดี ควบคู่กับการพัฒนาความสามารถ ที่สำคัญคือทุกคนต้องทำงานเป็นทีม ต้องมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน ช่วยกันพัฒนาองค์กรให้เติบโต

นายสุนิษฐ์ สก๊อต Head of Organization Capability ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาองค์กรและส่งเสริมการเรียนรู้ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า “คน” ถือเป็นหนึ่งเครื่องชี้วัดความสำเร็จในการขับเคลื่อนองค์กร ตลอดระยะเวลา 90 ปี ในการ “สร้างคน” ตามวิถีของบุญรอดฯ คือการให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะวัฒนธรรม “คนเก่ง” และ “คนดี” ควบคู่กันไป ขณะเดียวกันก็ไม่มองข้ามการดูแลให้พนักงานทุกคนอยู่ในองค์กรอย่างมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสุขภาพ สภาพแวดล้อมในการทำงาน หรือแม้กระทั่งผลตอบแทนที่ได้รับ ที่ผ่านมาเราจึงให้ความสำคัญกับการรับฟังพนักงานเพื่อนำมาปรับปรุงบรรยากาศในการทำงานให้ดีมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสและพื้นที่ให้พนักงานได้ทดลองสิ่งใหม่ๆ รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจที่ดีที่สามารถส่งมอบความสุขและสร้างประโยชน์ให้ผู้คนในชุมชนและสังคมไปพร้อมกันได้ และนำมาซึ่งพื้นฐานสำคัญที่สามารถทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด”

ทั้งนี้ รางวัล HR Asia Best Companies to Work for in Asia 2023 หนึ่งในองค์กรที่น่าทำงานที่สุดในระดับเอเชีย จัดโดยนิตยสาร HR Asia ซึ่งเป็นนิตยสารด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในภูมิภาคเอเชีย นอกจากนี้ บุญรอดฯ ยังสามารถทำคะแนนรวมสูงสุดในหมวด Think, Feel & Do ที่มอบให้กับองค์กรที่ส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมอย่างสร้างสรรค์ด้วย โดยมีเกณฑ์การพิจารณาจากความผูกพันและความพึงพอใจของพนักงานที่มีต่อองค์กรในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการภายในองค์กรที่ดี ส่งเสริมความสุขของพนักงานภายในองค์กร พร้อมสนับสนุนโอกาสเติบโตของพนักงาน โดยปี 2566 มีองค์กรไทยที่เข้าร่วมกว่า 286 บริษัท

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ร่วมกับ อบก. จัดงาน Climate Care Forum 2023 : Time to Reduce “ลด-เพื่อ-โลก”

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมเปิดงาน Climate Care Forum 2023 : Time to Reduce “ลด-เพื่อ-โลก” ภายใต้ความร่วมมือ “Climate Care Platform”

โดยงานครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนเห็นถึงความสำคัญและไม่รอช้าในการลดและจัดการทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า นำไปสู่เป้าหมายที่ประเทศไทยมีความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050 และบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2065 โดยมี ปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดี กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ปาฐกถาพิเศษ ภายในงานมีการมอบใบประกาศเกียรติคุณส่งเสริมและยกย่องสมาชิก Climate Care Platform 29 องค์กรที่ดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องเป็นต้นแบบให้กับองค์กรอื่น ผู้สนใจติดตามข้อมูลโครงการความร่วมมือ ข้อมูล “29 เรื่องราว ลด-เพื่อ-โลก” และรับชมงานย้อนหลัง ได้ที่ Facebook: SET Social Impact

AIS ร่วมมือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับ กสทช. ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้เครื่อง SIM BOX หลอกลวงปชช. 5 จุด

0

AIS ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ กสทช. ขยายผลจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พร้อมกัน 5 จุด และตรวจยึดเครื่อง GSM Gateways (SIM BOX) พร้อมซิมการ์ด 320 เบอร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้ในการกระทำความผิด

พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร  เพราะสุนทร กสทช.ด้านกฎหมายและประธานอนุกรรมการบูรณาการบังคับใช้กฎหมายความผิดทางเทคโนโลยีฯ,พล.ต.ท.วรวัฒน์  วัฒน์นครบัญชา ผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ หรือ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ร่วมกันให้ข้อมูลว่า  “ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ร่วมมือกับ สำนักงาน กสทช. และผู้ให้บริการเครือข่าย ในการเดินหน้าปราบปรามสถานีโทรคมนาคมผิดกฎหมาย และจัดระเบียบเสาสัญญาณตลอดแนวชายแดนประเทศ เพื่อนบ้าน ตั้งแต่ อ.คลองใหญ่จ.ตราด, อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และ อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อสกัดไม่ให้ มีการเผยแพร่สัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ประกอบกับในช่วงที่ผ่านมาได้มี การกวาดล้างจับกุมแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง ทำให้ขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์มีการย้ายฐานปฏิบัติ การเข้าสู่พื้นที่ใหม่ๆ ที่ยังสามารถอาศัยสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตจากฝั่งไทยได้และปลอดภัยจากการกวาดล้างจับกุม โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนด้าน อ.แม่สอด จ.ตาก ที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจและบางส่วนอยู่ ภายใต้อิทธิพลของชนกลุ่มน้อย ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ชุดปฏิบัติการร่วมตำรวจและ กสทช. ได้มีการ ลงพื้นที่หาข่าวจนนำมาสู่การปฏิบัติการในครั้งนี้ โดยมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้

จุดที่ 1 เข้าตรวจยึดอุปกรณ์ SIM BOX จำนวน 2 เครื่อง พร้อมซิมการ์ด จำนวน 64  อัน  เราเตอร์อินเตอร์เน็ตสำหรับควบคุมระยะไกล 1 เครื่อง

จุดที่ 2  เข้าตรวจยึดอุปกรณ์ SIM BOX จำนวน 2 เครื่อง พร้อมซิมการ์ด จำนวน 64 อัน  เราเตอร์อินเตอร์เน็ตสำหรับควบคุมระยะไกล 1 เครื่อง

จุดที่ 3  เข้าตรวจยึดอุปกรณ์ SIM BOX จำนวน 2 เครื่อง พร้อมซิมการ์ด จำนวน 64 อัน เราเตอร์อินเตอร์เน็ตสำหรับควบคุมระยะไกล 1 เครื่อง

จุดที่ 4 เข้าตรวจยึดอุปกรณ์ SIM BOX จำนวน 2 เครื่อง พร้อมซิมการ์ด จำนวน 64  อัน  เราเตอร์อินเตอร์เน็ตสำหรับควบคุมระยะไกล 1 เครื่อง

จุดที่ 5  เข้าตรวจยึดอุปกรณ์ SIM BOX จำนวน 2 เครื่อง พร้อมซิมการ์ด  จำนวน 62  อัน  เราเตอร์อินเตอร์เน็ตสำหรับควบคุมระยะไกล 1 เครื่อง

ซึ่งครั้งนี้ พบว่า เป็นลักษณะของการใช้พื้นที่ในอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ แล้วใช้เราเตอร์ของอาคาร ทำให้กลืนไปกับปริมาณการใช้งานของอาคาร เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตรวจจับได้ยากขึ้น นอกจากนี้การเข้ามาตั้ง SIM BOX ในลักษณะนี้ทำให้หมายเลขการโทรแสดงเป็นหมายเลขภายในประเทศ เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการขึ้นหมายเลขหน้าเบอร์โทร Prefix ของ กสทช.ที่เคยกำหนดไว้ และทำให้ประชาชนหลงเชื่อได้ง่ายขึ้น

นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “จากกรณีการเกิดอาชญากรรมจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ และมีประชาชนตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก ส่งผลกระทบตั้งแต่การสูญเสียทรัพย์สิน ไปจนถึงสภาพจิตใจ ดังนั้น AIS จึงให้ความสำคัญอย่างมากในการดูแล ปกป้อง ความปลอดภัยของลูกค้าและประชาชน  ที่ผ่านมาจึงทำงานร่วมกับภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจไซเบอร์ และ กสทช. ตั้งทีมประสานงาน ตรวจสอบ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากการที่ประชาชนแจ้งความร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือแจ้งผ่านบริการสายด่วน 1185 AIS Spam Report Center ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเบอร์โทรและ SMS มิจฉาชีพ ตลอด 24 ชั่วโมง จนสามารถนำไปสู่การขยายผล จับกุม คนร้ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ที่กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง”

ซึ่งปัจจุบันนอกจากมิจฉาชีพจะใช้กลอุบายในการโทรหลอกลวงเช่นในอดีตที่ผ่านมาแล้ว ยังมีการหาข้อมูลเกี่ยวกับเหยื่อที่จะโทรหลอกลวงมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เกิดการหลงเชื่อ สูญเสียทรัพย์สิน หรือ กระทำการข่มขู่ทวงหนี้ทำให้เกิดความหวาดกลัว ผ่านการใช้อุปกรณ์ SIM BOX เครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์แบบใส่ซิมการ์ด ที่เป็นการลักลอบใช้เป็นช่องทางการสื่อสารที่สามารถเข้าถึงประชาชนบุคคลทั่วไปภายในประเทศ ซึ่งทาง AIS ได้ร่วมส่วนหนึ่งของภารกิจในการติดตามและตรวจสอบสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น จนสามารถทราบถึงต้นตอหรือแหล่งกบดานของคนร้าย ซึ่งนำสู่การบุกทลายแก๊งมิจฉาชีพกลุ่มนี้ได้สำเร็จ”

รู้เก็บรู้ออม : CISA ใบเบิกทางสู่อาชีพการเงิน

0

การมีบุคลากรที่มีคุณภาพ เป็นปัจจัยสำคัญของความสำเร็จขององค์กร ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เรื่องอัตราผลตอบแทนเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนความรู้ความสามารถของบุคลากรในองค์กรด้วย

“ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ที่ผ่านมาได้ส่งเสริมและยกระดับศักยภาพบุคลากรของตลาดทุนไทยมาโดยตลอด สามารถผลิตบุคลากรด้านการวิเคราะห์การเงินและการลงทุน ป้อนสู่ตลาดทุนไทยแล้ว จำนวน 2,359 คน ผ่านหลักสูตร CISA ที่เกิดจากความร่วมมือกับสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) มาตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน

หลักสูตร CISA ย่อมาจาก Certified Investment and Securities Analyst เป็นหลักสูตรด้านการวิเคราะห์ทางการเงินและการจัดการลงทุนที่ได้รับการรับรองจาก ก.ล.ต. ในการใช้ขึ้นทะเบียนเป็นนักวิเคราะห์การลงทุน และผู้จัดการกองทุน มีจุดเด่นคือเป็นหลักสูตรที่รวบรวมความรู้ด้านการวิเคราะห์การลงทุน ทั้งหลักเกณฑ์ กฎระเบียบการซื้อขายหลักทรัพย์ จรรยาบรรณ มาตรฐานบัญชีที่เกี่ยวข้อง หลักทรัพย์ทุกประเภทที่ซื้อขาย และวิเคราะห์หลักทรัพย์โดยคำนึงถึงปัจจัยด้านความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องทิศทางพัฒนาการของตลาดทุนไทย

ที่สำคัญเป็นหลักสูตรที่สามารถศึกษาได้ด้วยตัวเอง จึงเปิดกว้างให้กับทุกคนที่สนใจ ทั้งคนที่มีพื้นฐานการศึกษาและทำงานด้านการเงินอยู่แล้วหรือคนที่อยากเปลี่ยนสายงาน นอกจากนี้ยังเสียค่าใช้จ่ายไม่สูง จึงเป็นการขยายโอกาสการเข้าถึงความรู้ และสามารถต่อยอดไปขึ้นทะเบียนใบอนุญาตได้หลายวิชาชีพในตลาดทุน

หลักสูตรแบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับ Foundation Knowledge (คุณวุฒิ AISA) และระดับ Advanced Knowledge (คุณวุฒิ CISA) โดยคุณวุฒิที่ได้รับจะเป็นใบเบิกทางสู่วิชาชีพงานการเงินที่หลากหลาย ถ้าเป็นสายสถาบันการเงิน ก็สามารถเป็นนักวิเคราะห์การลงทุน ผู้จัดการกองทุน วาณิชธนากร นักวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเครดิต ส่วนสายบริษัทจดทะเบียน ได้แก่ นักลงทุนสัมพันธ์ นักวิเคราะห์การเงิน ผู้จัดการด้านการลงทุน ไปจนถึงประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน (CFO) ขณะที่วิชาชีพอื่นๆก็สามารถใช้ CISA เพื่อประโยชน์ในการยกระดับการทำงาน เช่น ผู้แนะนำการลงทุน ผู้วางแผนการลงทุน เป็นต้น

และล่าสุด ได้มีการจัดพิธีมอบวุฒิบัตรแก่ผู้ที่สอบผ่านหลักสูตร CISA เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีหลังสถานการณ์โควิด ซึ่งตั้งแต่ปี 2563 จนถึงกลางปี 2566 มีผู้สอบผ่านหลักสูตร CISA ทุกระดับสูงถึง 540 คน นอกจากนี้ จะมีการมอบรางวัล CISA Achievement Award เป็นครั้งแรกให้กับคุณเทิดศักดิ์ ทวีธีระ ในฐานะบุคคลผู้สร้างชื่อเสียงแก่หลักสูตรและสร้างคุณูปการต่อตลาดทุนไทย โดยเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ด้านงานวิเคราะห์หลักทรัพย์กว่า 30 ปี เคยได้รับรางวัลนักวิเคราะห์ยอดเยี่ยมจากสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุนถึง 6 ครั้ง และเป็นวิทยากรอย่างต่อเนื่องมากว่า 20 ปี

คนที่สนใจอาชีพด้านการวิเคราะห์ทางการเงินและการลงทุน สามารถดูข้อมูลหลักสูตร CISA เพิ่มเติมได้ที่ www.set.or.th/cisa 

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

AIS โชว์ศักยภาพ คว้ารางวัลสุดยอดผู้นำเทคโนโลยีระดับเอเชียแปซิฟิก

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS  เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรตามเป้าหมายการเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมเทคโนโลยีอัจฉริยะ หรือ Cognitive Tech-Co เพื่อยกระดับ Digital Infrastructure ของประเทศ โดยล่าสุด นายมาร์ค ชอง ชิน ก๊อก รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS ได้รับรางวัลสุดยอดผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับเอเชียแปซิฟิก Technology Leader of the Year Award ที่จัดขึ้นโดย FutureNet Asia เพื่อยกย่องผู้บริหารที่มีผลงานโดดเด่นและมีส่วนร่วมสำคัญต่อการพัฒนาและยกระดับวงการเทคโนโลยีดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

และ AIS ยังได้รับรางวัล The APAC Operator Award ที่สะท้อนให้เห็นถึงการนำนวัตกรรมและขีดความสามารถของโครงข่ายในด้าน Autonomous Network เข้ามายกระดับประสบการณ์การดูแล Voice of Customer ของลูกค้าและภาคอุตสาหกรรม ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ระดับโลกอย่าง Huawei ถือเป็นองค์กรโทรคมนาคมไทยรายเดียวที่ได้รับถึง 2 รางวัลจากเวทีระดับเอเชียแปซิฟิก

นายมาร์ค ชอง ชิน ก๊อก กล่าวว่า “ผมและทีมงาน รู้สึกเป็นเกียรติอย่างมากที่เวที FutureNet Asia ได้มอบรางวัล Technology Leader Award และรางวัล The APAC Operator Award ให้แก่ AIS โดยทั้งสองรางวัลถือเป็นกำลังใจและเป็นการยืนยันถึงเจตนารมณ์ของเราในการยกระดับศักยภาพโครงข่ายของ AIS ให้สามารถตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าได้ในทุกมิติ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการสนับสนุนการขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมด้วยการก้าวสู่การเป็น Cognitive Tech-Co ที่สมบูรณ์แบบ”

ขอขอบคุณ FutureNet Asia ที่มองเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของ AIS เราขอยืนยันในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีว่า จะมุ่งพัฒนาคุณภาพการให้บริการยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้แก่คนไทย นำพาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยให้มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากลส่งเสริมการเติบเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างแข็งแกร่งต่อไป”

รู้เก็บรู้ออม : ยกเครื่องกติกาครั้งใหญ่!!

0

ตลาดหลักทรัพย์ฯ หรือที่รู้จักในชื่อว่า ตลาดหุ้น นั้น ได้ทำหน้าที่เป็นแหล่งระดมทุนสำหรับผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่เพื่อการลงทุนของนักลงทุนจำนวนมาก

เมื่อมีผู้เล่นลงสนามลงทุนเพิ่มจำนวนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ และนักลงทุน จึงมีโอกาสที่จะเกิดปัญหาขึ้นได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของตลาดหลักทรัพย์ฯที่ต้องเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิดในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์โดยตรง

ปัญหาการตกแต่งงบการเงินและเปิดเผยข้อมูลไม่จริงของบริษัทจดทะเบียน ตลอดจนการสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลเสียหายต่อการลงทุน ทำให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นว่าคงถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการยกเครื่องกฎกติกามารยาทครั้งใหญ่ ทั้งหลักเกณฑ์ แนวปฏิบัติต่างๆ

“ปวีณา ศรีโพธิ์ทอง” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกำกับตลาด ตลาดหลักทรัพย์ฯ พูดถึงความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า อยู่ในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นในการยกระดับเกณฑ์กำกับดูแลใน 5 มิติ ที่จะครอบคลุมตั้งแต่ 1.กระบวนการ Listing ปรับปรุงคุณสมบัติบริษัทที่ขอจดทะเบียนทั้งใน SET และ Mai ไม่ว่าจะเป็น New Listing, Backdoor Listing รวมถึงการย้ายกลับมาซื้อขาย (Resume Trading) จะต้องผ่านการพิจารณาในลักษณะเดียวกัน

2.กระบวนการ Ongoing Obligations ให้เข้มงวดเพิ่มขึ้น แต่ไม่เป็นภาระกับ บจ.มากเกินไป โดยจะเพิ่มสัญญาณเตือนให้ผู้ลงทุนที่มากขึ้น ปรับปรุงเงื่อนไขการขึ้นเครื่องหมาย C ในกรณีของบริษัทที่มีรายได้น้อย ขาดทุนติดต่อหลายปี ผิดนัดชำระหนี้ ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงิน มีปริมาณถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย หรือฟรีโฟลตน้อย

3.กระบวนการ Trade Surveillance ด้วยการเพิ่มระบบตรวจจับการซื้อขายที่ผิดปกติ ซึ่ง ก.ล.ต. ตลาดหลักทรัพย์ฯและสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยอยู่ระหว่างร่วมกันจัดตั้ง “Securities Bureau” ที่จะช่วยให้รู้สถานะของลูกค้า เช่น วงเงินโดยรวมของทุกสมาชิก ช่วยให้โบรกเกอร์วิเคราะห์ความเสี่ยงได้ดีขึ้น

4.กระบวนการ Delisting ตลาดหลักทรัพย์ฯจะเพิ่มเหตุในการถูกเพิกถอน และความเข้มงวดในการกำกับดูแลบริษัทที่เข้าข่าย

และ 5.กระบวนการ Escalation to Public โดยเพิ่มเหตุของการเตือนผู้ลงทุนด้วยเครื่องหมาย C (Caution) และอยู่ระหว่างพิจารณาเพิ่มเติมในการแยกเครื่องหมาย C ตามเหตุที่แตกต่างกันที่จะช่วยบ่งบอกถึงความเข้มข้น

ส่วนการกำกับซื้อขายหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ฯพยายามใช้มาตรการจากเบาไปหนัก เห็นได้จากกรณีหุ้นไอพีโอ หรือกรณีที่มีความผิดปกติ ตลาดหลักทรัพย์ฯจะใช้วิธีให้ข้อมูลกับนักลงทุน เพื่อใช้พิจารณาประกอบตัดสินใจซื้อขาย, การให้ บจ.ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมเมื่อมีข้อมูลบางอย่างที่ส่งสัญญาณเตือนภัย, การออกข่าวเตือนกรณีหุ้นมีการซื้อขายที่ผิดปกติ และการสั่งให้หยุดพักซื้อขายชั่วคราว

ที่กล่าวมาทั้งหมดเป็นความพยายามครั้งสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ทั้งกระบวนการ ให้เหมาะสม ทันต่อเหตุการณ์ ให้การซื้อขายเป็นไปอย่างเรียบร้อย โปร่งใส และเป็นธรรม.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง"   หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

เมืองไทยสไมล์คลับ ส่ง “Muang Thai Smile Premium Collection” แบบใหม่ เอาใจสมาชิกช่วงท้ายปี

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) โดยเมืองไทยสไมล์คลับ ชวนสมาชิกฯ ร่วมสัมผัสความน่ารักกับของพรีเมียมสุดพิเศษ  “Muang Thai Smile Premium Collection 2023” ให้ทุกคนได้เช็กความน่ารัก..น่าแลก กับของพรีเมียมคอลเลกชันใหม่  เพียงใช้คะแนนสะสมเริ่มต้น 15 Smile Points แลกรับไอเทมสุดคิวท์ไม่ซ้ำใครไปอยู่ในอ้อมอกอ้อมใจกัน มีสินค้าให้เลือกถึง 6 ไอเทม ดังนี้ Griptok ที่ติดโทรศัพท์ลายน้องรักษ์ยิ้ม 15 Smile Points , กระเป๋าใส่เหรียญทรงสามเหลี่ยม 15 Smile Points, แก้วกาแฟรักษ์ยิ้ม 50 Smile Points , กระเป๋าคล้องแขนสไตล์ญี่ปุ่น 50 Smile Points  และ ผ้าห่มคลุมไหล่รักษ์ยิ้ม 80 Smile Points ขนนุ่มอุ่นเวอร์ (เงื่อนไขเป็นไปตามที่ บมจ. เมืองไทยประกันชีวิต กำหนด) โดยสมาชิกฯ ที่สนใจสามารถใช้สิทธิ์แลกรับของพรีเมียมได้ตั้งแต่วันนี้ ที่ศูนย์บริการลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตทั่วประเทศ

ทั้งนี้ เมืองไทยสไมล์คลับ พร้อมมอบความสุขและรอยยิ้มให้สมาชิกฯ ในทุกวัน โดยสมาชิกฯ สามารถเช็กคะแนนสะสม  รวมถึงติดตามกิจกรรมรวมถึงสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่เมืองไทยสไมล์คลับคัดสรรมาพิเศษแบบครอบคลุมทุก   ไลฟ์สไตล์ และตอบโจทย์ทุก Gen ได้ที่ MTL Click Application สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android หรือเว็บไซต์ www.muangthai.co.th ตลอดจนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร. 1766 กด 4 เมืองไทย   ประกันชีวิต

AIS ผนึก​ สช.​ ขยายผลหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ ปักหมุด​ รร.เอกชน​ 4,000​ ​ แห่งทั่วประเทศ

0

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS)​ และภาคีเครือข่ายภาครัฐ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จับมือ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เดินหน้าขยายผลหลักสูตร “หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์” ที่เป็นการยกระดับจากองค์ความรู้สู่หลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ครั้งแรกของไทย ที่ได้รับรองจากกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นไปตามมาตรฐานของหลักสูตรการศึกษาไทย พร้อมส่งต่อให้แก่ นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษาในสังกัด สช. มากกว่า 2 ล้านคน ซึ่งเป็นโรงเรียนภาคเอกชนกว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ ให้มีทักษะดิจิทัล และมีความรู้เท่าทันการใช้สื่อโซเชียลได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย สร้างเด็ก เยาวชนและคนไทยเป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพ ให้สามารถใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย และร่วมกันยกระดับดัชนีสุขภาวะดิจิทัล (Thailand Cyber Wellness Index) ให้เป็นไปตามมาตรฐาน

นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการ​ สช. กล่าวว่า “บทบาทของ สช. มีภารกิจในการขับเคลื่อนการศึกษาเอกชน ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ โดยนโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มอบหมายไว้ คือ “เรียนดี มีความสุข” ซึ่งจะต้องมีความสมดุล ทั้งการเรียนด้านวิชาการและการมีทักษะชีวิตที่ดี เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาไปด้วยกัน โดยในปีนี้ สช.ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชน ให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลโดยตรงต่อการศึกษา โดยเฉพาะความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีที่เด็กและเยาวชนรุ่นใหม่จะต้องใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์ตลอดเวลา ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการใช้งาน และอาจตกเป็นเหยื่อของภัยคุกคามทางไซเบอร์ ดังนั้นเราจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี ให้นักเรียนมีองค์ความรู้ในการรับข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์ และรู้จักหลีกเลี่ยงภัยไซเบอร์ต่างๆ ที่เข้ามาหลากหลายรูปแบบ ซึ่งความร่วมมือระหว่าง AIS กับกรมสุขภาพจิต และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะมาช่วยส่งเสริมยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนให้ยกระดับไปอีกขั้น

ด้วยการจัดอบรมการเรียนรู้หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด สช.​ทั่วประเทศ ผ่านระบบ Online และ Onsite เพื่อให้บุคลากรทางการศึกษานำหลักสูตรดังกล่าวไปบูรณาการผ่านการเรียนการสอนที่หลากหลาย อาทิ วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ และวิทยาการคำนวณ ให้แก่นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 และจะขยายผลให้ครู บุคลากรทางการศึกษาและนักเรียนในโรงเรียนสังกัด สช. กว่า 4,000 แห่งทั่วประเทศ รวม 2,000,000 คน  ได้เริ่มเรียนรู้เนื้อหาหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ภายในภาคเรียนของปีการศึกษา 2/2566 เพื่อเสริมสร้างทักษะดิจิทัล ให้สามารถรับมือและใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย ตามเป้าหมายการทำงานของ สช.”

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม  หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า​หลังจากที่ก่อนหน้านี้ AIS ได้ขยายผลนำหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ ส่งต่อไปยังเยาวชน นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วประเทศ ทั้งความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ผ่านไปยังโรงเรียนในสังกัดกว่า 29,000 แห่งทั่วประเทศ โรงเรียนในสังกัด กทม.ทั้ง 437 แห่ง รวมถึงยังขยายไปยังภาคอุดมศึกษา ทั้งมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา นอกจากนี้เรายังส่งต่อไปยังภาคประชาชนผ่านหน่วยงานความมั่นคงอย่าง สกมช. รวมทั้งกลุ่มผู้สูงวัยในสหพันธ์ชมรมผู้สูงอายุ กทม.และชมรมอินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์เพื่อผู้สูงวัย หรือ OPPY CLUB By Loxley ซึ่งมีผู้เข้าอบรมหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์แล้วกว่า 300,000 คน

โดยการทำงานร่วมกับสช.ครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญที่จะทำให้กลุ่มนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเข้าถึงเนื้อหาหลักสูตรด้านดิจิทัล เพื่อสร้างทักษะดิจิทัลให้คนไทยมีภูมิคุ้มกัน ไม่ตกเป็นเหยื่อภัยไซเบอร์ และเป็นพลเมืองดิจิทัลที่ดีและมีคุณภาพ ในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัลเราขอเป็นศูนย์กลางในการสร้างและส่งเสริมการใช้งานที่ถูกต้อง เหมาะสม และมีความปลอดภัยให้กับลูกค้าและคนไทยทุกกลุ่ม”

“ธนูลักษณ์” ออกขายหุ้นกู้ 300 ล. 24-26 ต.ค.นี้ มั่นใจกระแสตอบรับดีเดินหน้ารุกธุรกิจการเงิน

0

“ธนูลักษณ์” บริษัทในเครือสหพัฒน์ฯ ประเดิมตลาดออกขายหุ้นกู้ 300 ล้านบาท 24-26 ต.ค.นี้ มั่นใจได้รับกระแสตอบรับที่ดี หลังพันธมิตรบีทีเอสฯ เข้าร่วมทุน เดินหน้ารุกธุรกิจให้บริการทางการเงิน ทั้งธุรกิจให้สินเชื่อผู้ประกอบการที่มีหลักประกัน และธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) พร้อมสยายปีกธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายต่อยอดเสริมธุรกิจการเงิน ชี้ฐานะการเงินแกร่ง มีส่วนผู้ถือหุ้นกว่าหมื่นล้าน ขณะที่มีหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้นต่ำ เพียง 0.18 เท่า

น.ส.สุธิดา จงเจนกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) (TNL) เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมระดมทุนโดยออกและเสนอขายหุ้นกู้อายุ 2 ปี ดอกเบี้ยคงที่ 6.10% ต่อปี จ่ายดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ ครบกำหนดไถ่ถอนปี 2568 ประเภทหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน มีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ โดยเสนอขายต่อผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ วงเงินไม่เกิน 300 ล้านบาท โดยมีหุ้นกู้สำรองเพื่อเสนอขายเพิ่มจำนวนไม่เกิน 200 ล้านบาท รวมไม่เกิน 500 ล้านบาท กำหนดระยะเวลาการเสนอขายระหว่างวันที่ 24-26 ตุลาคม 2566

สำหรับวัตถุประสงค์การเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้ เพื่อนำเงินที่ได้ไปใช้ในการขยายพอร์ตสินเชื่อ และ/หรือ ใช้ในการจัดหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพและทรัพย์สินรอการขาย จำนวน 400-500 ล้านบาท และ/หรือ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน จำนวนไม่เกิน 100 ล้านบาท โดยได้แต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด และบริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้

น.ส.สุธิดา กล่าวว่า มั่นใจว่าหุ้นกู้ของบริษัทจะได้รับความสนใจจองซื้อจากนักลงทุน ทั้งนี้ ภายหลังจากปลายปี 2565 ที่ผ่านมา TNL ได้ก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยการปรับโครงสร้างองค์กร และปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยเพิ่มทุนขายให้ผู้ถือหุ้นเดิมและขายให้บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (หรือ BTSG) พันธมิตรทางกลยุทธ์ของบริษัทเข้ามาถือหุ้น ทำให้บริษัทมีฐานทุนรวมกันเกินกว่าหมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ยังได้ปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยเข้าลงทุนในธุรกิจใหม่ เพื่อเพิ่มเครื่องยนต์หรือ New Engines มาเสริมทัพธุรกิจเดิมให้บริษัทเติบโตได้อย่างยั่งยืน โดยรุกขยายเข้าไปทำ 3 ธุรกิจใหม่ คือ ธุรกิจให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่มีหลักประกัน (Secured Lending) และธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ (AMC) โดยซื้อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่มีหลักประกันจากสถาบันการเงินมาบริหารจัดการ นอกจากนี้ยังลงทุนในบริษัทร่วมทุน (JV) เพื่อประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย (Real Estate for Sale) ขณะที่ยังคงดำเนินธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเป็นธุรกิจที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญอยู่เดิม

“ทีมผู้บริหารมั่นใจว่า การเพิ่ม 3 Engines ใหม่ จะสามารถสร้าง Synergy ภายในกลุ่มบริษัทได้ และเป็นการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ ซึ่งการที่บริษัทมีธุรกิจ Asset Financing ซึ่งมีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกันหลัก และมีธุรกิจ AMC ที่เน้นสินเชื่อด้อยคุณภาพที่มีหลักประกัน รวมถึงการมี Engine ของการพัฒนา Real Estate for Sale ทำให้เรามี Network และความรู้เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างดี จะเป็นจุดแข็งและ Synergy ที่สร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับบริษัทในระยะยาวได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2566 ที่ผ่านมา” น.ส.สุธิดากล่าว

สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2566 TNL มีรายได้รวม 1,344 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 230 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 187 ล้านบาท หรือ 435% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยหลักๆ มีรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจใหม่ด้านธุรกิจบริการทางการเงิน และธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ที่มีอัตรากำไร (Net Profit Margin) ที่สูง ทั้งนี้ หลังการปรับโครงสร้างบริษัท TNL มีส่วนของผู้ถือหุ้น ณ 30 มิถุนายน 2566 อยู่ที่ 10,288 ล้านบาท และมีหนี้สินรวมต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ต่ำเพียง 0.18 เท่า

ซีพีเอฟ ส่งเสริมการผลิต-บริโภคอย่างยั่งยืน สร้างความมั่นคงทางอาหาร ใน “วันอาหารโลก” 16 ต.ค. 2023

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มุ่งเน้นการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก ควบคู่กับการพัฒนากระบวนการผลิตอย่างรับผิดชอบ ใช้ทรัพยากรน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อผลิตอาหารที่ดีต่อสุขภาพ รสชาติอร่อย และมีคุณค่าทางโภชนาการ ตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก สอดรับแนวคิดวันอาหารโลกปี 2023 (World Food Day 2023) “น้ำคือชีวิต น้ำคืออาหาร โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารที่ยั่งยืน

นลินี โรบินสัน

นางนลินี โรบินสัน ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารซีพีเอฟ (CPF RD Center) เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ในฐานะผู้ผลิตอาหารชั้นนำระดับโลก มีนโยบายหลักในการสร้างอาหารปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหาร โดยให้ความสำคัญกับการส่งมอบอาหารปลอดภัย คุณภาพดี ตรงตามความต้องการอาหารของผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัย ตลอดจนได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้พัฒนากระบวนผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งพลังงาน น้ำ และวัตถุดิบต่างๆ ลดการสูญเสียในขั้นตอนการผลิต (food loss) ร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายของบริษัทฯ ในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2050

สอดคล้องกับที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization : FAO) กำหนดให้วันที่ 16 ตุลาคม ของทุกปี เป็น “วันอาหารโลก” (World Food Day) โดยในปีนี้ แนวคิดในการรณรงค์การผลิตและการบริโภคอาหาร คือ “Water is life, Water is food, Leave No One Behind” หรือ “น้ำคือชีวิต น้ำคืออาหาร โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ตอกย้ำคุณค่าของน้ำ ทั้งน้ำดื่มและน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในห่วงโซ่การดำเนินชีวิตของมนุษย์ จำเป็นต้องสร้างความตระหนักรู้ให้กับทุกภาคส่วนให้ใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด และเพียงพอสำหรับทุกชีวิตบนโลกใบนี้

ซีพีเอฟ ในฐานะผู้ผลิตอาหารตระหนักดีถึงความสำคัญของการใช้น้ำตลอดกระบวนการผลิตอย่างรับผิดชอบ ทั้งการใช้น้ำภายในองค์กรและลดการพึ่งพาแหล่งน้ำภายนอก อีกทั้งยังมีนโยบายบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ภายใต้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยการนำหลัก 3 Rs ได้แก่ 1.ลดการใช้น้ำ (Reduce) 2.นำน้ำกลับมาใช้ใหม่โดยผ่านการบำบัด (Recycle) และ 3.นำน้ำกลับมาใช้ซ้ำโดยไม่ผ่านการบำบัด (Reuse) ส่งเสริมบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ขณะเดียวกัน ซีพีเอฟ ยังมุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางอาหาร ตามนโยบายการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ดีต่อสุขภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการสูงขึ้น ส่งเสริมการสร้างความยั่งยืนให้กับสุขภาพของประชากรทั่วโลก ร่วมสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) ในการขจัดความหิวโหย (Zero Hunger) การมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well-Being) และการผลิตและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ (Responsible Consumption and Production) ตอบโจทย์แนวโน้มประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น พร้อมคำนึงถึงสมดุลระบบนิเวศ และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการผลิตอาหาร (Climate Change)

“ซีพีเอฟ ผลิตอาหารที่มีความหลากหลาย ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคครอบคลุมทุกกลุ่มคน ทุกกลุ่มเป้าหมายทั้งในประเทศและทั่วโลก ตอบโจทย์ไลฟ์สเตจ (Lifestage) ให้เหมาะสมกับผู้บริโภคในทุกช่วงวัย ตั้งแต่อาหารวัยเด็กไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย รวมถึงตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) ในทุกโอกาสของการกิน ตั้งแต่ อาหารเช้า อาหารระหว่างวัน อาหารกินเล่น อาหารกินอิ่มท้อง หรือ ตอบโจทย์เทรนด์อาหารเพื่อสุขภาพ ลดหวานมันเค็ม หรืออาหารโปรตีนทางเลือกอย่าง Meat Zero ช่วยเรื่องสุขภาพให้ดีขึ้น” นางนลินี กล่าว

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหาร CPF RD CENTER มีทีมนักวิจัยและเชฟที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญในการดำเนินการศึกษาวิจัยพัฒนาอาหารเชิงลึก เพื่อคิดค้นและสร้างสรรค์อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีเพิ่มขึ้น และมีรสชาติอร่อยตรงใจผู้บริโภคที่สุด โดยมีการควบคุมคุณภาพและการผลิตทุกขั้นตอน สร้างหลักประกันอาหารปลอดภัยให้กับผู้บริโภค และยังร่วมมือกับสถาบันการศึกษาทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติ เพื่อพัฒนาและผลิตอาหารให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภคที่เหมาะสม เช่น อาหารสำหรับผู้สูงอายุ อาหารสำหรับผู้ป่วยทางการแพทย์ สนับสนุนการเข้าถึงอาหารของทุกคนในทุกรูปแบบที่แตกต่างกัน ตามแนวทางการผลิต-การบริโภคอย่างยั่งยืน สร้างความมั่นคงทางอาหารของโลกในอนาคต