Home Blog Page 147

ผู้เชี่ยวชาญ ย้ำกระบวนการผลิตอาหารแปรรูป สะอาด ปลอดภัย ผู้บริโภคมั่นใจได้

0
บทความ​โดย​ รองศาสตราจารย์ ดร.อินทาวุธ สรรพวรสถิตย์ รองคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีทางอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วิถีชีวิตที่เร่งรีบแข่งกับเวลาในปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป ในร้านสะดวกซื้อ ถือเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้ดี เพราะช่วยตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบาย ประหยัดเวลา กระบวนการผลิตได้มาตรฐาน ผ่านการรับรองอย่างถูกต้อง มีความสะอาด ปลอดภัย อีกทั้งอาหารยังคงคุณค่าทางโภชนาการที่มีประโยชน์ต่อร่างกายไว้อีกด้วย

ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูป เป็นอาหารที่ผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตร เช่น เนื้อสัตว์ พืชผัก ผลไม้ ที่นำมาผ่านกระบวนการแปรรูปด้วยเทคโนโลยี ไม่ว่าการให้ความร้อน ความเย็น หรือวิธีใดก็ตาม เปลี่ยนเป็นอาหารปรุงรสสำเร็จ พร้อมรับประทาน เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาให้นานขึ้น และอาหารมีความปลอดภัยมากขึ้น โดยยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้ ทำให้ผู้บริโภครับประทานง่าย สะดวก และได้รับคุณค่าทางอาหารที่ร่างกายต้องการ

ในอุตสาหกรรมการผลิตอาหาร ผู้ผลิตที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน Good Manufacturing Practice หรือ GMP ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์และวิธีการปฏิบัติที่ดีในการผลิตอาหาร นอกจากกระบวนการผลิตจะได้รับมาตรฐานแล้ว ยังต้องมีความปลอดภัยสูงสุด มีการควบคุมหลายด้าน เช่น ควบคุมแมลง หรือสัตว์ที่เป็นพาหะนำโรค ควบคุมอุณหภูมิ ทั้งในกระบวนแปรรูป กระบวนการทำให้สุก และอุณหภูมิการเก็บรักษา มีการตรวจสอบทุกขั้นตอนการผลิต ซึ่งจะมีการสุ่มตรวจผลิตภัณฑ์อยู่เป็นประจำตามข้อกำหนด หรือตามระยะเวลาที่กำหนด ให้มั่นใจว่าจะไม่มีสิ่งที่เป็นอันตรายมาถึงผู้บริโภค

ผู้บริโภคควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปและเนื้อสัตว์แปรรูป จากผู้ผลิตที่มั่นใจได้ว่ามีมาตรฐาน สังเกตจากตราสัญลักษณ์ข้อกำหนดมาตรฐานที่ผู้ผลิตใช้รับรอง อาทิ ระบบมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม GMP HACCP หรือ มาตรฐานอื่นๆ ที่บ่งบอกถึงคุณภาพและความปลอดภัยของอาหาร รวมถึงพิจารณาสลากผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผู้บริโภคต้องให้ความสำคัญโดยเฉพาะ วันเดือนปีที่หมดอายุ หรือวันเดือนปีที่ผลิต รวมถึงล็อตการผลิต ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปได้ถึงตั้งแต่วันผลิต หรือใช้เนื้อสัตว์ล็อตใด โดยมีการบันทึกไว้ตลอดทุกขั้นตอน หากมีความผิดปกติเกิดขึ้นจะทำให้ตรวจสอบได้ว่าเกิดขึ้นที่ขั้นตอนใด นอกจากนี้สลากยังระบุถึงองค์ประกอบต่างๆ ของอาหาร รวมถึงคุณค่าทางโภชนาการและประโยชน์จากสารอาหารที่จะได้รับ ผู้บริโภคควรพิจารณาเพื่อที่จะได้มั่นใจว่าอาหารที่รับประทานเป็นประโยชน์ และเหมาะต่อสุขภาพร่างกายของผู้บริโภค

“ผู้บริโภคที่เลือกซื้อผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปจากผู้จำหน่ายในตลาดสด หรือสตรีทฟู้ด ให้สอบถามผู้จำหน่ายว่า ผลิตภัณฑ์เป็นของผู้ผลิตใด หากไม่ทราบ หรือมีแหล่งที่มาไม่ชัดเจน ขาดความน่าเชื่อถือ ควรหลีกเลี่ยงเพื่อความปลอดภัย”

ผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปและเนื้อสัตว์แปรรูป แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการทำให้สุกแล้ว รับประทานได้ทันที แต่ต้องเก็บแบบแช่เย็นไว้ในตู้เย็นที่อุณหภูมิต่ำ เพื่อป้องกันทั้งจุลินทรีย์ที่ก่อโรค และจุลินทรีย์ที่ไม่ก่อโรคที่จะทำให้เกิดการเสื่อมเสียที่ตัวของผลิตภัณฑ์ ส่วนผลิตภัณฑ์ที่อุ่นแล้ว เปิดแล้ว แนะนำให้รับประทานในทันที หากเก็บไว้มีโอกาสที่จะเกิดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ สัตว์เลื้อยคลาน แมลง หรือไข่แมลงต่างๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมโดยรอบ จึงต้องระมัดระวัง ดังนั้นหากยังไม่รับประทานควรเก็บในอุณหภูมิแช่เย็นเพื่อป้องกันปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว

สำหรับปริมาณในการรับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปในกลุ่มไส้กรอก อาจต้องคำนึงว่าข้างในมีองค์ประกอบของโปรตีนและไขมันเป็นหลัก ควรพิจารณาจำกัดปริมาณให้พอเหมาะ เพื่อไม่ให้ร่างกายได้รับพลังงานที่มาจากไขมันมากจนเกินไป เพราะร่างกายต้องการสารอาหารที่หลากหลายครบหมู่ ไม่ใช่เฉพาะโปรตีน ไขมัน หรือ คาร์โบไฮเดรตเท่านั้น รวมถึงเกลือแร่และวิตามินด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารตามที่ต้องการอย่างครบถ้วนเพียงพอ

รู้เก็บรู้ออม : SET ESG Ratings

0

ถึงตอนนี้ คงไม่มีนักลงทุนคนไหนส่ายหน้าไม่รู้จัก “หุ้นยั่งยืน” อีกต่อไป เพราะปัจจุบัน การลงทุนในหุ้นยั่งยืน ถือเป็นเทรนด์การลงทุนของโลกยุคใหม่ โดยถูกใช้เป็นเกณฑ์ประกอบการตัดสินใจเลือกลงทุนในหุ้น ควบคู่ไปกับผลประกอบการทางธุรกิจ

ขณะที่ผู้ประกอบการ เจ้าของบริษัทเองก็เพิ่มน้ำหนักและความสำคัญกับเรื่องการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม ความรับผิดชอบต่อสังคม และการบริหารงานตามหลักบรรษัทภิบาล เห็นได้จากมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ผ่านเกณฑ์ได้รับคัดเลือกอยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน เพิ่มจำนวนสูงขึ้นทุกปี

ส่วนสำคัญมาจากการผลักดันอย่างต่อเนื่องของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่สนับสนุนให้ บจ.ทำธุรกิจแบบมีความรับผิดชอบ สร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ผ่านการประกาศรายชื่อหุ้นยั่งยืนที่จัดขึ้นทุกปี นับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา

และในปีนี้เช่นกันที่ทางตลาดหลักทรัพย์ฯ จะทำการประกาศรายชื่อ แต่มีความพิเศษตรงที่มีการเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่จากเดิม THSI มาเป็น “SET ESG Ratings” และยกระดับการประกาศผลในรูปแบบของการจัดเรตติ้ง แบ่งเป็น 4 ระดับ ได้แก่ AAA, AA, A และ BBB

คุณ “ภากร ปีตธวัชชัย” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยว่า ปี 2566 นี้ มีบจ. ได้รับการประกาศผล SET ESG Ratings ทั้งหมด 193 บริษัท แบ่งเป็น ระดับ AAA (คะแนนรวม 90-100) จำนวน 34 บริษัท, ระดับ AA (คะแนนรวม 80-89) จำนวน 70 บริษัท, ระดับ A (คะแนนรวม 65-79) จำนวน 64 บริษัท และระดับ BBB (คะแนนรวม 50-64) จำนวน 25 บริษัท โดยมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม 13 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 72% เมื่อเทียบกับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดทั้งหมดของ SET และ mai

พบว่า บจ.ส่วนใหญ่มีการเปิดเผยข้อมูลได้ดีขึ้น ทั้งนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม การลดการใช้พลังงาน, ไฟฟ้า และน้ำ, การจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ, การเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และข้อมูลที่เกี่ยวกับการจัดการความปลอดภัยอาชีวอนามัย

แต่ บจ.ยังต้องปรับปรุงการเปิดเผยข้อมูลในเรื่องการบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน, ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการจัดการประเด็นสิทธิมนุษยชนในองค์กรและห่วงโซ่อุปทาน และการวัดผลสำเร็จที่ได้จากโครงการพัฒนาชุมชนและสังคม

นอกจากนี้ ผลประเมิน SET ESG Ratings ยังจะถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์คัดเลือกสมาชิกในดัชนี SETESG เพื่อส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืน และการคัดเลือกรางวัล SET Awards กลุ่ม Sustainability Excellence เพื่อเฟ้นหา บจ.ต้นแบบด้านความยั่งยืนอีกด้วย

ผู้สนใจสามารถติดตามกระบวนการและวิธีการประเมิน รวมทั้งผลประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ได้ที่ SET ESG Ratings.

คุณนายพารวย

ที่มา่ คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

MC ประเดิมปีบัญชี 67 ไตรมาสแรกโชว์กำไร 129 ล้านบาท โชว์สถานะบริษัท เงินสดแน่น ไม่มีหนี้

0

“แม็คกรุ๊ป” เดินหน้าโชว์กำไรติดต่อกันทุกไตรมาส ประเดิมไตรมาส 1 ปีบัญชี 2567 อวดกำไร 129 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.6% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อน ย้ำการบริหารที่มีประสิทธิภาพ ดันมาร์จิ้นขยับแตะ 66% ยังคงสถานะบริษัทไร้หนี้ เงินสดแน่นไม่กระทบดอกเบี้ยขาขึ้น

นายเจมส์ ริชาร์ด อมตวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC องค์กรธุรกิจค้าปลีก ประเภทสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ “แม็คยีนส์” เปิดเผย ถึงภาพรวมผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 1 ปีบัญชี 2567 (1 ก.ค. 2566 – 30 ก.ย. 2566) ว่าบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ จำนวน 129 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11.6% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 116 ล้านบาท

“ แม้ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศ ไม่ได้ฟื้นตัวตามที่คาดเห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ลดลงมาอยู่ที่ 55.7 ในเดือนกันยายน จาก 56.1 ในเดือนมิถุนายน ซ้ำยังเจอกับปัญหาเรื่องสงครามและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แต่ แม็คกรุ๊ปฯ ยังสามารถสร้างผลงาน และมีกำไรสุทธิติดต่อกันทุกๆ ไตรมาส เนื่องจากมีการบริหารจัดการและมีกลยุทธ์ส่งเสริมการขายและการบริหารสินค้าที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งการจับมือกับพันธมิตร และนำเสนอคอลเลกชั่นใหม่ๆ เพื่อสนับสนุนรายได้ของบริษัทให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 1 ปีนี้ บริษัทฯ มีรายได้รวมทั้งสิ้น 882 ล้านบาท เพิ่มขึ้น16.1% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 759 ล้านบาท” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แม็คกรุ๊ป กล่าว

ทั้งนี้รายได้ที่เพิ่มขึ้นเกิดจากกำลังซื้อที่กลับมา ทั้งในช่องทางออฟไลน์ได้ แก่ร้านค้าปลีกของตนเอง(Free-standing Shop)ที่เป็นช่องทางหลัก มีสัดส่วนกว่า 66% มีรายได้ 585 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.7%, ช่องทางออนไลน์ (E-Commerce) สัดส่วน 11% มีรายได้ 100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54.1%และห้างสรรพสินค้า (Department Store) สัดส่วน 19% มีรายได้ 170 ล้านบาทลดลงเล็กน้อย จากมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจของภาครัฐและลดค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน การเปิดประเทศ รวมไปถึงการขยายช่องทางขายอย่างต่อเนื่อง

นายเจมส์ ริชาร์ด กล่าวว่า บริษัทฯ ยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin : GP) ให้อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 1 ปีนี้ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 66% ปรับเพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 64.6% สืบเนื่องจากประสิทธิภาพการบริหารและการจัดการค่าใช้จ่ายในการขายที่ดี
ทั้งนี้ฐานะการเงินของบริษัทฯ ล่าสุด ณ สิ้นเดือนกันยายน 2566 มีเงินสดรวมทั้งสิ้น 1,675 ล้านบาท และยังคงเป็นบริษัทที่มีสถานะไม่มีหนี้สินกับสถาบันการเงิน ดังนั้นจึงไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และพร้อมที่จะแสวงหาโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ สร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ผลักดันภาพรวมรายได้และกำไรสุทธิงวดปี 2567 ให้เติบโตต่อเนื่องตามแผนที่วางไว้

ขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 30 กันยายน 2566 กลุ่มบริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้น 3,853 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30 มิถุนายน 2566 ที่มีส่วนของผู้ถือหุ้น 3,721 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 132 ล้านบาทจากผลประกอบการที่เพิ่ม 129 ล้านบาท

เมืองไทยประกันชีวิต จัดผลิตภัณฑ์-โปรโมชันเด่น ร่วมงานมหกรรมการเงิน Money Expo 2023 ที่เชียงใหม่

0

นายสาระ ล่ำซำ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า  เมืองไทยประกันชีวิตเข้าร่วมงานมหกรรมการเงินเชียงใหม่ ครั้งที่ 18 “Money Expo 2023 Chiangmai” ระหว่างวันที่ 10-12 พฤศจิกายน 2566 ณ เชียงใหม่ฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต โดยบริษัทได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ การบริการและโปรโมชันที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าอย่างครบถ้วน พร้อมด้วยกิจกรรมมากมาย โดยผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นไฮไลท์ในงาน ดังนี้            

แบบประกันภัยเมืองไทย สมาร์ท ลิงค์ โปร 10/1 (Global) และ เมืองไทย สมาร์ท ลิงค์ 15/3 (Global) เหมาะสำหรับลูกค้าที่อยากเริ่มลงทุนผ่านประกันชีวิตชูจุดเด่นมีเงินคืนทุกปี และเปิดโอกาสรับผลตอบแทน (Upside gain) ผ่านดัชนีที่ลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก สร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่มากกว่า อีกทั้งยัง   การันตีเงินที่จ่ายไม่สูญหาย ลูกค้าสามารถมั่นใจได้ว่าเบี้ยประกันภัยที่จ่ายจะยังอยู่ครบเมื่อครบกำหนดสัญญา จ่ายเบี้ยสั้น และสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 100,000 บาท(1) สมัครได้ตั้งแต่อายุ 30 วัน ถึง 80 ปี โดยไม่ต้องตรวจ และไม่ต้องตอบคำถามสุขภาพ(2)

แบบประกันโครงการเมืองไทย ยูแอล พลัส มีจุดเด่นในเรื่องของการการันตีอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำ 4% ต่อปี ในปีกรมธรรม์แรก และ 1% ต่อปี ตั้งแต่ปีกรมธรรม์ที่ 2 เป็นต้นไป สำหรับมูลค่าการลงทุน ลูกค้ายังสามารถเลือกความคุ้มครองชีวิตได้สูงโดยกำหนดสัดส่วนความคุ้มครองชีวิตเอง และการลงทุนได้ตามต้องการ เพิ่มเบี้ยประกันภัยส่วนออมเพิ่มเติม เพื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้ อีกทั้ง สามารถถอนเงินลงทุนออกบางส่วนจากกรมธรรม์ เพื่อตอบโจทย์ทุกช่วงชีวิต เบี้ยประกันภัยสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้สูงสุด 100,000 บาท(1)

สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ ดี เฮลท์ พลัส (D Health Plus) เหมาจ่ายตามจริง 1-5 ล้านบาท     ต่อการเข้าพักรักษาตัวครั้งใดครั้งหนึ่ง คุ้มครองทั้งโรคร้ายแรง โรคทั่วไป โรคระบาด และอุบัติเหตุ คุ้มครองตอนแอทมิท  รวมถึงการรักษาฟื้นฟูต่อเนื่องกรณีผู้ป่วยนอก ทั้งค่าห้องเดี่ยวมาตรฐาน ค่าห้อง ไอ.ซี.ยู ค่าหมอ ค่ายา  ค่าตรวจ ค่าผ่าตัด  ค่ากายภาพบำบัด อีกทั้งจะผ่าตัดเล็กหรือใหญ่ หรือบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ ภายใน 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องนอนก็คุ้มครอง เบี้ยประกันภัยยังสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา(1)  

สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ อีลิท เฮลท์ พลัส (Elite Health Plus) ความคุ้มครองสุขภาพแบบเหมาจ่าย สามารถเลือกวงเงินเหมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามจริงสูงถึง 20 -100 ล้านบาทต่อปี คุ้มครองทั้งโรคร้ายแรง โรคทั่วไป โรคระบาด และอุบัติเหตุ ครอบคลุมการรักษาทั้งการรักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) ที่คุ้มครองห้องเดี่ยวมาตรฐานได้ทุกโรงพยาบาล(3) และห้องผู้ป่วยหนัก (I.C.U.) เหมาจ่ายตามจริงรวมสูงสุด 365 วัน หรือ   ถ้านอนห้องเดี่ยวพิเศษ คุ้มครอง 10,000 -25,000 บาทต่อวัน และการรักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD)(4) ตามแผนความคุ้มครองที่ลูกค้าเลือก รวมถึงการฟอกไต การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีการเคมีบำบัด และแบบ Targeted Therapy รวมถึงการรักษาแบบนวัตกรรมใหม่ Immunotherapy ให้คุณมั่นใจในการเข้าถึงการรักษาด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย การวินิจฉัยโรคแบบ CT Scan และ MRI  โดยไม่ต้องแอดมิท นอกจากนี้ยังสามารถเลือกประเทศที่ต้องการรักษาได้ และเบี้ยประกันภัยยังสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา(1)  

ทั้งนี้ อีลิท เฮลท์ พลัส และ ดี เฮลท์ พลัส สมัครได้ตั้งแต่อายุ 11 ปี – 90 ปี คุ้มครองยาว ๆ ถึงอายุ 99 ปี และสามารถเลือกพลัสความคุ้มครองเพิ่มได้ตามความต้องการ เช่น ความคุ้มครองการคลอดบุตร พลัส (Maternity Plus) หรือ สุขภาพดี พลัส (Well-Being Plus) ที่ให้ความคุ้มครองเพิ่มค่าตรวจสุขภาพประจำปี ค่าฉีดวัคซีน ค่ารักษาทางทันตกรรม และค่ารักษาทางสายตา

บริษัทฯ ยังได้จัดเตรียมโปรโมชันสำหรับลูกค้าที่สนใจผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ในงานไว้มากมาย โดยมีโปรโมชันสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ชำระเบี้ยประกันภัยตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป ที่ชำระเบี้ยประกันภัยงวดแรกต่อกรมธรรม์ตั้งแต่ 50,000 บาท จนถึง 4,000,000 บาทขึ้นไป (ยกเว้น mDesign และ mGrow615) สำหรับแบบประกันเมืองไทย ยูแอล พลัส ไม่นับรวมเบี้ย Top Up  รวมทั้งมี Special Promotion สำหรับผลิตภัณฑ์เมืองไทย สมาร์ท ลิงค์ โปร 10/1 (Global) เมืองไทย สมาร์ท ลิงค์ 15/3 (Global) โครงการเมืองไทยยูแอล พลัส  สัญญาเพิ่มเติมการประกันภัยสุขภาพแบบ  ดี เฮลท์ พลัส  และ อีลิท เฮลท์ พลัส  ซึ่งลูกค้าสามารถสอบถามรายละเอียดโปรโมชันได้ ภายในบูธเมืองไทยประกันชีวิต

สำหรับสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ ที่มาร่วมกิจกรรมภายในบูธสามารถเช็คสิทธิพิเศษ เช็คข้อมูลกิจกรรมต่าง ๆ เช็คข้อมูลสไมล์พ้อย เพื่อแลกรับสินค้าหรือบัตรกำนัลภายในบูธกิจกรรม และหากยังไม่ได้สมัครเป็นสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ สามารถสอบถามและสมัครสมาชิกฯ ได้ที่จุดบริการสไมล์คลับโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ        โดยสมาชิกฯ สามารถแลกคะแนนลุ้นโชคง่าย ๆ เพียง 2 Smile Points ต่อ 1 คูปอง ลุ้นสร้อยคอทองคำ และ      บัตรแทนเงินสดโลตัส ได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 – 31 มกราคม 2567 (จับรางวัลวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567)

สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ สามารถเปลี่ยน Smile Point เป็นกองทุนรวม เพียงใช้คะแนนสะสมแลกรับส่วนลดแทนเงินสดในการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม โดยใช้คะแนนสะสมจำนวน 160 Smile Points แลกรับส่วนลดซื้อกองทุนรวมผ่าน MTL MyFund มูลค่า 500 บาท หรือใช้คะแนนสะสมจำนวน 320 Smile Points แลกรับส่วนลดซื้อกองทุนรวมผ่าน MTL MyFund มูลค่า 1,000 บาท พิเศษ… สำหรับสมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ   ที่เปิดบัญชีกองทุนและแลกคะแนนเพื่อซื้อหน่วยลงทุน ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2566 – 29 ธันวาคม 2566    รับ Starbucks e-Coupon มูลค่า 200 บาท จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (สำหรับผู้เข้าร่วมรายการสูงสุด     1 ท่านต่อ 1 สิทธิ์ตลอดรายการ) 

นอกจากนี้ยังแลกคะแนนเข้าร่วมกิจกรรม Smile Morning Check up ณ โรงพยาบาลกรุงเทพเชียงใหม่ เข้ารับการตรวจสุขภาพ ใช้คะแนนสะสมจำนวน 450 Smile Points  และ กิจกรรมสุด Exclusive เมืองไทย Smile Exclusive Dining : ร้านหลังบ้านเชฟ X อันจะกินวิลล่า”  ครั้งแรกกับการคอลแลปส์กันระหว่างร้านอาหารชื่อ ดัง 2 ร้านในเชียงใหม่ ที่จะมารังสรรค์มื้อพิเศษต้อนรับเดือนแห่งความรัก ร้านหลังบ้านเชฟ ร้านเชฟส์เทเบิลชื่อดังย่านสันกำแพง โดยเชฟนิว ธัญญะ ผลธัญญา ร่วมกับ อันจะกินวิลล่า ร้านอาหารในบ้าน ที่มีคอนเซปต์ ‘วันละโต๊ะ’ โดยพี่ก้อย (กนิษฐกา ลิมังกูร) สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับใช้คะแนนสะสม 2,000 คะแนน ต่อ 1 สิทธิ์ (2 ท่าน)

ภายในบูธ สมาชิกเมืองไทยสไมล์คลับ ยังสามารถใช้คะแนนสะสม แลกของที่ระลึก และบัตรกำนัลต่างๆ อีกมากมายอีกด้วย แล้วพบกันที่ บูธเมืองไทยประกันชีวิต  มหกรรมการเงินเชียงใหม่ ครั้งที่ 18  “Money Expo 2023 Chiangmai”

เมืองไทยประกันชีวิต-มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ผนึกกำลังกรมกิจการผู้สูงอายุ​ จัดอบรมหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุ Care Giver

0

เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้มจับมือกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  จัดอบรม โครงการ การอบรมหลักสูตรดูแลผู้สูงอายุ Care Giver  หลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุขั้นเบื้องต้น จำนวน 18 ชั่วโมง  เพื่อจัดฝึกอบรมให้กับประชาชนทั่วไปหรือผู้ที่สนใจให้มีทักษะความรู้ที่จำเป็นในการดูแลผู้สูงอายุ ตอบรับสถานการณ์การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของไทย

นายสาระ ล่ำซำ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)   กล่าวว่า “ปัจจุบันประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์  ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง  กับประเทศไทยที่จะต้องท้าทายในหลายด้าน อาทิ ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจเกี่ยวกับการจัดการทางการเงินและการออม การจัดสวัสดิการสังคมที่เหมาะสม การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ และการปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีจำนวนบุคลากรที่มีความรู้และความเข้าใจในการดูแลผู้สูงอายุอย่างถูกต้องไม่เพียงพอต่อการดูแลผู้สูงอายุ ตลอดจนขาดการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีคุณภาพในหลายชุมชนและหลายระดับในสังคม

บริษัทฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญในประเด็นดังกล่าว จึงได้ร่วมมือกับ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม และกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้อยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน โดยจัดโครงการสร้างผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Care Giver) ซึ่งเป็นแนวคิดที่เน้นการจัดฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีทักษะความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุอย่างมีมาตรฐาน เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ในการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชนได้อย่างมีคุณภาพ และป้องกันปัญหาการเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงของผู้สูงอายุ ส่งผลให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นในสังคมอยู่ในขณะนี้

สำหรับการอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุเบื้องต้น  จำนวน 18 ชั่วโมง เป็นมาตรฐานหลักสูตรกลางของประเทศไทยในการจัดอบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุสำหรับสมาชิกในครอบครัว อาสาสมัคร ประชาชนทั่วไป หรือผู้ที่สนใจ ซึ่งถูกกำหนดโดยคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ โดยหลักสูตรดังกล่าวมีกรมกิจการผู้สูงอายุ  กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบทำหน้าที่ในการกำกับดูแลหลักสูตร โดยเมื่ออบรมผ่านตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในหลักสูตร ผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับ
ประกาศนียบัตร สำหรับการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชน  

โครงการดังกล่าวได้จัดฝึกอบรมให้กับประชาชนทั่วไป หรือผู้ที่สนใจ รวมถึงพนักงานเจ้าหน้าที่
ของบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต โดยมุ่งหวังให้ผู้เข้ารับการอบรมได้รับทักษะความรู้ที่จำเป็นในการดูแลผู้สูงอายุ อาทิเช่น การจัดการเวลาและการวางแผนทางการเงินสำหรับผู้สูงอายุ ความรู้ทั่วไปของผู้สูงอายุ สิทธิสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ จิตวิทยาการดูแลสุขภาพใจผู้สูงอายุ การส่งเสริมสุขภาพ การปฐมพยาบาลผู้สูงอายุเบื้องต้น โรคที่พบบ่อยและกลุ่มอาการผู้สูงอายุ อาหารและโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ รวมถึง ทักษะพื้นฐานในการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งหัวข้อการอบรมครอบคลุมในทุกมิติของการดูแลผู้สูงอายุ

ทั้งนี้ การจัดอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุดังกล่าว จะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับ
ตัวผู้สูงอายุเอง สมาชิกในครอบครัวผู้สูงอายุ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือแม้กระทั่งอาสาสมัครที่เป็นจิตอาสาดูแลผู้สูงอายุในชุมชนในด้านของการเพิ่มพูนทักษะความรู้และเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการดูแลผู้สูงอายุในสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุ โดยหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุจะช่วยให้สามารถดูแลผู้สูงอายุ
ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ทั้งในด้านของการป้องกัน ส่งเสริม และดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในภาวะปกติและฉุกเฉิน การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในผู้สูงอายุ การส่งเสริมการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการทางสังคม
และการสร้างเจตคติที่ดีในการอยู่ร่วมกันกับผู้สูงอายุในสังคม เป็นต้น เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพร่างกายและจิตใจที่แข็งแรง ลดปัญหาการเข้าสู่ภาวะพึ่งพิงในระยะยาว และมีความสุขในการดำเนินชีวิต ตลอดจนช่วยส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนเข้ามาร่วมรับผิดชอบในการดูแลผู้สูงอายุและสร้างสังคมที่น่าอยู่

การจัดอบรมฯ  ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้รับเกียรติจาก นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดการอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุเบื้องต้น จำนวน 18 ชั่วโมง รุ่นที่ 1 ซึ่งกรมกิจการผู้สูงอายุ ในฐานะหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนมาตรฐานการดูแลผู้สูงอายุ และเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุทุกกลุ่มเป้าหมายในสังคม มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งในการสนับสนุนการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ช่วยส่งเสริมการจัดอบรม
สร้างผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชน โดยมุ่งหวังให้เกิดประโยชน์สูงสุดให้กับผู้สูงอายุ 

ในโอกาสนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งมั่นเดินหน้าสนับสนุนการจัดอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุขั้นเบื้องต้น จำนวน 18 ชั่วโมง ในรุ่นต่อไป ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด  เพื่อขยายโอกาสในการเสริมสร้างทักษะความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวและชุมชนต่าง ๆ  และพร้อมสร้างความร่วมมือในการรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกันของการดูแลผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน  

และนอกจากนี้บริษัทฯ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุขั้นสูง จำนวน 420 ชั่วโมง ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ช่วยสร้างผู้ดูแลผู้สูงอายุที่เป็นมาตรฐานทางวิชาชีพ​ ทำให้เกิดบุคลากรในสาขาอาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับจำนวนผู้สูงอายุ
ที่เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสาขาอาชีพผู้ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพและให้เกิดรายได้ที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับบุคลากรเหล่านี้ รวมทั้งส่งผลให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลที่มีถูกต้องและเหมาะสม  โดยจะเป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ มีหลักประกันคุณภาพและการได้รับบริการที่เป็นมาตรฐาน 

“การจัดฝึกอบรมและการพัฒนาศักยภาพทักษะในด้านการดูแลผู้สูงอายุมีประโยชน์เป็นอย่างมาก
ทั้งส่วนบุคคล ครอบครัว และสังคม สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลที่มีคุณภาพและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข สุขภาพร่างกายจิตใจแข็งแรง เสริมสร้างสังคมที่เข้มแข็ง และช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นสำหรับผู้สูงอายุ นับได้ว่าเป็นความร่วมมืออันดีระหว่างกรมกิจการผู้สูงอายุ​ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับบริษัท​ เมืองไทยประกัน​ชีวิต​ จำกัด​ (มหาชน​) และมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ในการร่วมกันสร้างสรรค์สังคมคุณภาพให้น่าอยู่อย่างยั่งยืน​ต่อไป”  นายสาระ กล่าวสรุป

สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนตุลาคม 2566

0

ในเดือนตุลาคมปี 2566 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับลดคาดการณ์ GDP ไทยในปี 2566 อยู่ที่ 2.7% จากเดิม 3.4% และในปี 2567 อยู่ที่ 3.2% จากเดิม 3.6% สาเหตุหลักมาจากการเติบโต GDP ในไตรมาส 2/2566 ที่ขยายตัวต่ำกว่าคาดตามการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ล่าช้าและการส่งออกที่ชะลอตัว อย่างไรก็ดี IMF คาดว่าสถานการณ์ของไทยจะเริ่มปรับตัวดีขึ้น

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนกันยายนปี 2566 ผู้ลงทุนมีความกังวลจากการปรับเพิ่มขึ้นของ Bond Yield สหรัฐฯ ทำให้ส่วนต่างของผลตอบแทนในหุ้นกับพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลดลง อีกทั้งราคาพลังงานและอัตราเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่มีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจขยายความรุนแรงมากขึ้นจนเข้าสู่ระดับภูมิภาค ส่งผลให้เกิดความผันผวนต่อราคาน้ำมันและสภาวะการลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก แต่หากสถานการณ์ยังจำกัดอยู่ในอิสราเอลและสิ้นสุดลงในเวลาอันสั้นนักวิเคราะห์ยังคาดว่าไม่น่ากระทบต่อไทยมาก ขณะเดียวกันนักวิเคราะห์ยังคงรอการประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนไทยในไตรมาส 3/2566 ซึ่งน่าจะรายงานครบในช่วงกลางเดือนพฤศจิกายน 2566 และแม้มีการปรับคาดการณ์ EPS Growth ของทั้ง SET Index ลงจากช่วงต้นปี 2566 แต่หากพิจารณาเป็นรายอุตสาหกรรมพบว่ายังมีบางกลุ่มที่ยังเติบโตได้ดี และ มี Valuation ที่ต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย

ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2566 SET Index ปิดที่ 1,381.83 จุด ปรับลดลง 6.1% จากเดือนก่อนหน้าซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์อื่นๆ ในภูมิภาค โดยปรับลดลง 17.2% เมื่อเทียบกับสิ้นปีก่อนหน้า
ในเดือนตุลาคมปี 2566 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มการเงิน กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มบริการ
ในเดือนตุลาคม 2566 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน SET และ mai อยู่ที่ 47,213 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า 26.3% โดยมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันใน 10 เดือนแรกปี 2566 อยู่ที่ 55,331 ล้านบาท
ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิเป็นเดือนที่เก้า โดยในเดือนตุลาคม 2566 ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 15,649 ล้านบาท อย่างไรก็ดี ผู้ลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 18
ในเดือนตุลาคม 2566 มีบริษัทจดทะเบียนเข้าใหม่ซื้อขายใน SET 4 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. ธนจิรา รีเทล คอร์ปอเรชั่น (TAN) บมจ. วินโดว์ เอเชีย (WINDOW) บมจ. อรสิริน โฮลดิ้ง (ORN) และ บมจ. นำวิวัฒน์ เมดิคอล คอร์ปอเรชั่น (NAM) และใน mai 4 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. เจนก้องไกล (JPARK) บมจ. สิริซอฟต์ (SRS) บมจ. เอสเตติก คอนเนค (TRP) และ บมจ. มาร์เก็ต คอนเน็กชั่นส์ เอเชีย (MCA)
Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 15.9 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.3 เท่า และ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 21.1 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 13.2 เท่า
อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2566 อยู่ที่ระดับ 3.29% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 3.53%

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

ในเดือนตุลาคม 2566 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 512,333 สัญญา ลดลง 12.2% จากเดือนก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ SET50 Index Futures และ Single Stock Futures และในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2566 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 545,176 สัญญา ลดลง 2.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สำคัญจากการลดลงของ Single Stock Futures

QUALITY TIME, AGAIN จาก FIVE STAR คว้ารางวัลสุดยอดโฆษณา จาก The YouTube Works Awards 2023 บนเวทีในไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

0

‘ห้าดาว’ (FIVE STAR) ผู้นำธุรกิจร้านอาหารแฟรนไชส์ ในกลุ่ม บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ คว้ารางวัล Best of Thailand Bronze จากเวที YouTube Works Award ประเทศไทย ประจำปี 2566 ซึ่งสุดยอดแคมเปญโฆษณา เรื่อง FIVE STAR : QUALITY TIME, AGAIN นี้ได้สร้างความตรึงใจให้แก่ผู้ชม โดยร่วมมือกับ RABBIT’S TALE ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ในการวางแผนสื่อ การเล่าเรื่อง ตลอดจนการใช้เครื่องมือต่างๆ บน YouTube สร้างผลลัพธ์ทางการตลาดและธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกัน ผลงานโฆษณาชิ้นนี้ยังเป็นหนึ่งในตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขันในเวทีระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในงาน The YouTube Works Awards SEA 2023 ที่จัดขึ้น ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยแคมเปญโฆษณา FIVE STAR : QUALITY TIME, AGAIN สามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศจาก 2 สาขา ได้แก่ สาขา “The Fire Starter ” สุดยอดรางวัลแคมเปญโฆษณาที่สร้างความรู้สึกรัก สร้างแรงบันดาลใจ และความภักดี หรือการสนับสนุนแบรนด์ในกลุ่มเป้าหมาย ผ่าน YouTube อย่างสร้างสรรค์ และ สาขา “The Big Bang” รางวัลแคมเปญโฆษณาเปิดตัวหรือเปิดตัวใหม่ รวมถึงแบรนด์หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ ตำแหน่งใหม่ สโลแกนใหม่ ฯลฯ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมาย

นายสุนทร จักษุกรรฐ์ กรรมการผู้จัดการธุรกิจห้าดาว บริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด กล่าวว่า ห้าดาว ภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์งานโฆษณาคุณภาพ จนคว้ารางวัลจาก The YouTube Works Awards ปี 2023 ทั้งในประเทศ และเป็นหนึ่งในตัวแทนประเทศไทยไปสร้างชื่อเสียงในเวทีระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำศักยภาพในการทำตลาดออนไลน์ และสร้างแบรนด์ให้ได้รับความนิยมในประเทศไทย โดยสิ่งสำคัญ คือการตอบรับ และได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภค ที่ให้ห้าดาวเป็นแบรนด์ในใจ และเป็นมื้ออร่อยที่มีคุณภาพ ถูกปากทุกคนในครอบครัวส่งต่อรุ่นสู่รุ่นมาตลอดกว่า 39 ปี โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ทำให้คะแนน Brand for me เพิ่มขึ้น 18.5% เป็นแรงสนับสนุนให้ห้าดาวได้รับรางวัลนี้ อีกทั้งยังผลักดันให้แบรนด์พัฒนาและสร้างสรรค์แคมเปญดีๆ เพื่อทุกคนต่อไป

สำหรับ ภาพยนตร์โฆษณา เรื่อง FIVE STAR : QUALITY TIME, AGAIN (รับชม https://youtu.be/ICMaMKLPjEc) บอกเล่าเรื่องราวจากเหตุการณ์จริงของความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับแม่ผู้จากไป กับรสชาติเมนูวัยเด็กที่คุ้นเคย ความสุขระหว่างมื้ออาหารที่มีค่าสำหรับการใช้เวลาทานข้าวร่วมกันของครอบครัว ตอกย้ำ “ความเป็นครอบครัว” ของแบรนด์ห้าดาว สะท้อนความรู้สึกของผู้ชมได้อย่างแท้จริง รวมทั้งยังสร้างการมีส่วนร่วมจากผู้ชมได้สูงอีกด้วย

AIS ปลุกพลังพนักงาน ผ่านเทศกาลนอกกรอบประจำปีกับ “AIS INNOJUMP FESTIVAL 2023” ชู Innovation Culture คือ หัวใจขับเคลื่อนองค์กรสู่ Cognitive Tech-Co

0

AIS จัดงาน “AIS INNOJUMP FESTIVAL 2023” เปิดเวทีให้พนักงานกล้ากระโดดออกจากกรอบ ลองสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็น Cognitive Tech-Co หรือองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ เปิดให้ส่งผลงานเข้าประกวด พร้อม Pitching สดๆ กับกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากผู้บริหารในหลากหลายวงการ ชิงรางวัล พร้อมโอกาสในการนำไปพัฒนาสู่ตลาดจริง  

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัท  AIS และกลุ่มอินทัช  กล่าวว่า “จากเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจขององค์กรไปสู่ Cognitive Tech-Co หรือ องค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ บุคลากรในองค์กร คือ หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่จะทำให้องค์กรเดินไปสู่เป้าหมาย ดังนั้นนอกเหนือจากผลักดันให้พนักงานนำศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้อย่างเต็มที่เพื่อการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆที่มิใช่เพียงสินค้า แต่หมายถึงการบูรณาการ การใช้ชีวิตตลอดจนส่งต่อบริการคุณภาพให้แก่ลูกค้าแล้ว AIS โดย AIS ACAEDMY ยังได้พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยี ทักษะการคิดเชิงนวัตกรรม หรือ Innovation mindset เพื่อผลักดันให้พนักงานกล้าที่จะแตกต่าง และกระโดดออกจากกรอบเดิมๆ พร้อมรังสรรค์วัฒนธรรมองค์กร แบบ Innovation Culture ในคอนเซ็ปต์ของ “INNOJUMP” พร้อมบรรยากาศซึ่งเอื้อต่อการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆที่แตกต่าง  เพื่อก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล”

กานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัท AIS และ อินทัช

“INNOJUMP เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2560  เพื่อกระตุ้นให้พนักงานตื่นตัว และพร้อมกระโดดหาโอกาสใหม่ๆ รับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากกระแส Digital Transformation ซึ่งเวลานั้นเริ่ม Disrupt ธุรกิจทั่วโลก โดยแนวคิดนี้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันในหลากหลายรูปแบบ โดยล่าสุด  “AIS INNOJUMP FESTIVAL 2023” คือ 1 ในกิจกรรมต่อยอดจากแนวคิดดังกล่าว ที่เปิดโอกาสให้พนักงาน AIS ทุกหน่วยงาน สามารถส่งผลงาน ผ่านกระบวนการ Pitching บ่มเพาะ Workshop เพื่อฝึกการคิดนอกกรอบจากไอเดียใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (Core Capability Enhancement) ของหน่วยงานไอที วิศวกรรม หรือการแสดงผลงานของหน่วยงาน AIS Contact Center, AIS Fibre, Data Analytic และ AIS NEXT ที่นำเทคโนโลยีอนาคตอย่าง AI, IoT, Robotic และ Blockchain มาเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการ (Future Capability Enhancement)  ทั้งในแง่ของกระบวนการทำงานหรือ Product ใหม่ ที่แก้ Pain point ซึ่งพนักงานจากทุกหน่วยงานจะช่วยกันคิดค้นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแก้ปัญหา พร้อมสามารถนำไอเดียไปต่อยอดได้จริงหากผลงานตอบโจทย์ทางธุรกิจของเอไอเอส อย่างชัดเจน”

“เราเชื่อมั่นว่าการจัดงานครั้งนี้  จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายความคิดให้กับเพื่อนๆพนักงาน กล้ากระโดด Jump ออกนอกกรอบ เพื่อสร้างนวัตกรรมไปด้วยกันแบบฟิตไอเดียล้ำ Jump สู่อนาคต พร้อมสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดดให้แก่องค์กร ซึ่งท้ายที่สุดจะเป็นการมอบประโยชน์ให้แก่ลูกค้าและอุตสาหกรรม เพราะนวัตกรรม จะเป็นตัวสร้างประโยชน์และสร้างความต่างระหว่าง ผู้นำ กับ ผู้ตาม ได้เสมอ” นางสาวกานติมา กล่าวทิ้งท้าย

AIS ดึงดิจิทัล Greenovation ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม สู่การสร้าง Sustainable Nation

0

“โลกเดือด” คือสัญญาณเตือนของสภาวะโลกร้อนที่กำลังเข้าสู่วิกฤติ สาเหตุหลักเกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณที่เกินกว่าโลกจะรับไหว ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วม ถึงเวลาที่ความสามารถของ Digital จะเข้ามาช่วยลดหรือแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม โดย AIS เชื่อว่าพลังของดิจิทัลและพลังของทุกคน จะสามารถสร้าง Green Network ที่แข็งแรง เพื่อช่วยสนับสนุนภารกิจ Sustainable Nation หรือการเติบโตร่วมกันของผู้คน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมเพื่ออนาคตของประเทศไทยที่ยั่งยืน

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS กล่าวว่า “นอกเหนือจากการเติบโตทางธุรกิจที่เราได้สร้างความแข็งแกร่งของ Intelligence Infrastructure ให้กับลูกค้าและคนไทยแล้ว วันนี้ AIS ยังมีเป้าหมายใหญ่ในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศ ทั้งในมิติของสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ด้วยความตั้งใจของเราในครั้งนี้จะเป็นการวิวัฒน์ครั้งสำคัญของโลกดิจิทัลและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมที่มีเป้าหมายในการสร้าง Sustainable Nation หรือทำให้ประเทศไทยของเราเติบโตอย่างยั่งยืน”

สำหรับแนวทางการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนนโยบายที่ยืนหยัดด้านสิ่งแวดล้อมของ AIS ถูกวางไว้ใน 2 แกนหลัก คือ 1) ลดผลกระทบผ่านการบริหารจัดการกระบวนการดำเนินธุรกิจและห่วงโซ่อุปทานอย่างมีประสิทธิภาพ 2)ลดและรีไซเคิลของเสียจากการดำเนินธุรกิจและส่งเสริมให้คนไทยร่วมกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี

นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS เปิดเผยว่า “การนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการ การใช้พลังงานกับการทำงานเครือข่าย เป็นเรื่องสำคัญและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้ให้บริการโทรคมนาคมทั่วโลก ซึ่งในส่วนของเอไอเอส ที่วันนี้นอกจากการปรับอุปกรณ์สถานีฐาน และเริ่มนำพลังงานทางเลือกจากธรรมชาติ อาทิ พลังงานจากแสงอาทิตย์ และพลังงานลม มาเริ่มใช้ควบคู่กับพลังงานหลัก ภายใต้แนวคิด Green Network แล้ว เรายังเริ่มทดลอง ทดสอบ นวัตกรรม โซลูชันต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ Traffic ของระบบเครือข่ายทั้งหมด กับเป้าหมายการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้วเช่นกัน”

ทั้งนี้ การจะเป็น Go Green ได้นั้นต้อง Go Digital ควบคู่กันไปด้วย ทำให้เราเดินหน้า Moving to The Cloud เพื่อยืดอายุการใช้งานอุปกรณ์ภายในสถานีฐานให้ยาวนานขึ้น รวมถึงความตั้งใจในการพัฒนา Autonomous Network ที่นำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้ในสถานีฐานเพื่อบริหารจัดการพลังงานให้เหมาะสมกับปริมาณการใช้งานของลูกค้า ได้แบบ More Bits, Less Watts เพื่อให้ลูกค้ายังคงได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ตรงใจ พร้อมกับการใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในส่วนของแนวทางการทำงานของ AIS เพื่อลดและรีไซเคิลของเสียจากการดำเนินธุรกิจรวมถึงมุ่งส่งเสริมให้คนไทยร่วมกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และธุรกิจสัมพันธ์ AIS อธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า “เมื่อเราเข้าสู่โลกดิจิทัลมากขึ้น ก็จะส่งผลให้ปริมาณอุปกรณ์ ดีไวซ์ เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย สอดคล้องกับข้อมูลของสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือ ITU ที่พบว่า ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้งหรือเผาทำลาย มีมูลค่าถึง 57,000 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่มีแค่ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น ที่มีการจัดเก็บอย่างถูกวิธีและนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล นั่นจึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ AIS ลุกขึ้นมาพูดและให้ความสำคัญกับปัญหา E-Waste เป็นรายแรกในอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 2019

AIS อยากสร้าง HEALTHY ECOSYSTEM ในการทำงานด้าน E-Waste โดยที่ผ่านมา ได้เริ่มต้นจากภายในองค์กรด้วยการชวนพนักงานให้มีส่วนร่วมกับการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์มาทิ้งอย่างถูกวิธี นำมาสู่การเชิญชวนเพื่อนบ้านองค์กรใกล้เคียงจนกลายเป็นกลุ่มกรีนพหลโยธินที่มาเข้าร่วมโครงการคนไทยไร้ e-waste หลังจากนั้นเราก็ขยายความร่วมมือไปยังภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ที่วันนี้มีกว่า 190 องค์กรเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังเป็น Green Partnership ที่ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาด้าน E-Waste นอกจากนี้เรายังนำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามายกระดับกระบวนการจัดการด้วยแอปพลิเคชัน E-Waste+ ที่สามารถติดตาม รับรู้เส้นทางของการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงคำนวณปริมาณ Carbon Scores ได้อีกด้วย

วันนี้ AIS พร้อมเป็นแกนกลางด้านการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์หรือ HUB of e-waste ที่มีความครอบคลุมทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้ ด้านเครือข่ายที่มาช่วยกันแลกเปลี่ยนไอเดียใหม่ ๆ ด้านจุดรับทิ้ง ด้านการขนส่ง หรือแม้แต่ด้านรีไซเคิลตามเป้าหมาย Zero e-waste to Landfill โดยเราอยากเชิญชวนให้ทุกองค์กรส่งต่อความตระหนักรู้ในด้านนี้ไปยัง พนักงาน ลูกค้า หรือแม้แต่ Stakeholder ทุกกลุ่ม เพื่อต่อยอดการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในระดับประเทศต่อไป”

ส.ธนาคารไทย ยืนยันแอปฯ ธนาคารปลอดภัยมีเสถียรภาพ ต้องสแกนหน้าเมื่อโอนเงินเกิน 50,000 บาท ทุกครั้ง

0

รานงานข่าวเปิดเผยว่า​ สมาคมธนาคารไทย​ ได้ออกประกาศโดยมีเนื้อหาว่า​ ตามที่ปรากฏข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมโปรแกรมเมอร์ขายโปรแกรม เพื่อโอนเงินและปลดล็อกการสแกนใบหน้าในแอปฯ เพื่อทำให้การโอนเงินสามารถโอนผ่านโปรแกรมและให้ยกเลิกเงื่อนไขการสแกนใบหน้า ในกรณีที่มีการโอนเงินที่มีจำนวนตั้งแต่ 50,000 บาท นั้น

สมาคมธนาคารไทย โดยศูนย์ประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร (TB-CERT) รับทราบเรื่องและได้ตรวจสอบระบบของภาคธนาคารแล้ว ขอชี้แจงดังนี้

  1. โปรแกรมดังกล่าว ไม่สามารถใช้กับบัญชีลูกค้าทั่วไปได้ เนื่องจากโปรแกรมจะใช้งานได้ จะต้องมีข้อมูลของเจ้าของบัญชีทั้งหมด ทั้งข้อมูลส่วนบุคคล คือ เลขที่บัญชีธนาคาร หมายเลขบัตรประชาชน ซิมโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์ที่ใช้กับโมบายแบงกิ้ง ข้อมูลการยืนยันตัวตน ทั้ง รหัส PIN โมบายแบงกิ้ง รหัสผ่านใช้งานครั้งเดียว (OTP) และการสแกนใบหน้า จากกรณีที่เป็นข่าว พบว่า มิจฉาชีพได้ใช้โปรแกรมนี้ อำนวยความสะดวกในการโอนเงินจากบัญชีม้า โดยความยินยอมของเจ้าของบัญชีม้า ทำให้มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของเจ้าของบัญชีทั้งหมด จึงทำรายการได้
  2. การโอนเงินตั้งแต่ 50,000 บาท ต่อครั้ง และ 200,000 บาท ต่อวัน ยืนยันว่า ยังต้องยืนยันตัวตนโดยสแกนใบหน้า ซึ่งธนาคารมีระบบตรวจสอบความถูกต้องของการสแกนใบหน้า ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด โดย กรณีของมิจฉาชีพรายนี้ พบว่า เป็นการหลบเลี่ยงรายการโอนเงิน เพื่อไม่ให้เข้าเงื่อนไขสแกนใบหน้
  3. ระบบโมบายแบงกิ้งของทุกธนาคารมีความปลอดภัย และมีเสถียรภาพ ธนาคารพาณิชย์ให้ความสำคัญกับระบบความปลอดภัยของผู้ใช้งาน โดยมีการลงทุนพัฒนายกระดับความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การใช้งานโมบายแบงกิ้งเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพและปลอดภัย จึงขอให้ลูกค้าประชาชนมั่นใจว่า ระบบโมบายแบงกิ้งของทุกธนาคารมีความปลอดภัยสูง
    สมาคมธนาคารไทย และธนาคารสมาชิก ตระหนักถึงภัยทางการเงินที่มีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมทางการเงิน และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดแนวทางการป้องกันและจัดการภัยทางการเงินให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้ง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สำนักงานป้องกันและปราบปราบการฟอกเงิน (ปปง.) และ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เพื่อให้สามารถบริหารจัดการภัยทางการเงินได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
    สำหรับมาตรการในการแก้ปัญหาบัญชีม้า สมาคมธนาคารไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดำเนินการขยายผลอย่างต่อเนื่องเพื่อเอาผิดกับผู้กระทำผิด ซึ่งเจ้าของบัญชีม้า หรือเบอร์ม้า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามพระราชกำหนด มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566
    อย่างไรก็ตาม ลูกค้าและประชาชน ควรต้องติดตามข้อมูลและปฏิบัติตามแนวทางการป้องกันภัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดความเสี่ยงการตกเป็นเหยื่อจากมิจฉาชีพ ดังนี้
  • ไม่ดาวน์โหลดโปรแกรมจากแหล่งอื่น นอกจากแหล่งที่ได้รับการควบคุมและรับรองความปลอดภัยจากผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการที่เป็น Official Store อาทิ Play Store หรือ App Store เท่านั้น
  • ไม่เปิดเผยรหัสผ่านเข้าโมบายแบงก์กิ้ง รวมถึงรหัสผ่านใช้งานครั้งเดียว (OTP) กับบุคคลอื่น
  • ไม่สแกนใบหน้า หรือยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชันที่ไม่รู้จัก
  • ไม่กดลิงก์จาก SMS แปลกปลอม โดยภาคธนาคารไม่มีนโยบายส่งข้อความ SMS ที่แนบลิงก์ทุกชนิด หรือมีข้อความให้แอด Line ID หากได้รับ SMS ดังกล่าว อย่าหลงเชื่อเด็ดขาด
  • ควรสังเกตโล่ ที่อยู่ด้านหน้า Line account เสมอ ซึ่งมีโล่สีเขียว หรือน้ำเงินเข้ม เท่านั้น
  • หากมีข้อสงสัยเรื่องการทำธุรกรรมใด ๆ ควรโทรกลับไปที่หน่วยงานต้นสังกัดที่ถูกแอบอ้างด้วยตนเองเพื่อตรวจสอบข้อมูลเสมอ

หากพบธุรกรรมผิดปกติหรือมีข้อสงสัย ขอให้ติดต่อคอลเซ็นเตอร์หรือสาขาของธนาคารที่ลูกค้าใช้งานทันที เพื่อแจ้งตรวจสอบและยืนยันความถูกต้องของธุรกรรม โดยธนาคารจะดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด หรือ แจ้งไปยังสายด่วน 1441 ของศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ที่พร้อมให้คำปรึกษาและแก้ปัญหาภัยออนไลน์

ทั้งนี้ ขอแจ้งเตือนไปยังเจ้าของบัญชีที่ยินยอมให้มิจฉาชีพนำบัญชีของตนไปใช้เป็นบัญชีม้าว่า ขณะนี้สมาคมธนาคารไทยกำลังประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการดำเนินการขยายผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการทางคดีกับผู้กระทำความผิดตาม พระราชกำหนด มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ซึ่งระบุว่า เจ้าของบัญชีม้า หรือเบอร์ม้า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ