Home Blog Page 140

CPF คว้าสุดยอดรางวัล Investors in People Awards 2023 องค์กรแห่งการเรียนรู้เป็นเลิศ

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มุ่งสู่การเป็นต้นแบบองค์กรแห่งการเรียนรู้มีความเป็นเลิศด้านการพัฒนาบุคลากร ไปพร้อมกับการขับเคลื่อนธุรกิจที่คำนึงถึงการเติบโตอย่างยั่งยืน คว้ารางวัลระดับนานาชาติ The Investors in People Awards 2023 ในสาขา The Award for Learning and Development ประเภทองค์กรขนาดใหญ่ จากสถาบัน Investors in People ประเทศอังกฤษ

นางสาวพิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานผู้บริหารทรัพยากรบุคคล ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการพัฒนาบุคลากร รางวัลนี้จึงสะท้อนถึงความเป็นต้นแบบองค์กรขนาดใหญ่ที่มีแนวปฏิบัติที่ดีในการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของบุคลากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ยกระดับขีดความสามารถบุคลากร รวมถึงการบริหารจัดการองค์ความรู้ในองค์กร ที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตที่ยั่งยืน และสามารถรักษาความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอาหารโลกตามวิสัยทัศน์ “ครัวของโลกที่ยั่งยืน”

ซีพีเอฟ มีกลยุทธ์มุ่งสู่การเป็นองค์กรแห่งความเป็นเลิศ ส่งเสริมนวัตกรรมใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในองค์กร และสร้างองค์กรให้มีรากฐานมั่นคงโดยสนับสนุน “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ให้กับพนักงานในองค์กรทั่วโลก และ มุ่งฝึกอบรมบุคลากรจำนวน 3 ล้านชั่วโมงภายในปี 2030 โดยมีหลายโครงการที่พัฒนาและจัดการการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ขับเคลื่อนหน่วยธุรกิจให้มีการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่าน “Technical Academy in Action Program” ซึ่ง ทุกหน่วยธุรกิจจัดตั้งศูนย์การพัฒนาพนักงานตามกลุ่มวิชาชีพของหน่วยงาน (Technical Academy) เพื่อพัฒนา องค์ความรู้เฉพาะในแต่ละหน่วยงานให้เป็นระบบได้มาตรฐาน พัฒนาขีดความสามารถและทักษะใหม่ๆ ของพนักงานให้ตอบโจทย์ธุรกิจในปัจจุบันและอนาคตเพื่อพร้อมต่อการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน ผ่านกระบวนการจัดการ องค์ความรู้ (Knowledge Management) รูปแบบใหม่ โดยส่งเสริมให้พนักงานสามารถเรียนรู้ตามความต้องการ สามารถเข้าใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา รวมทั้งผลักดันให้หน่วยธุรกิจมีการสร้างสรรค์นวัตกรรมผ่านกระบวนการจัดการองค์ความรู้ ส่งผลให้พนักงานได้รับการพัฒนาความรู้และทักษะที่สำคัญและมีความจำเป็นต่อการปฏิบัติงานได้ตาม กลยุทธ์และเป้าหมายของธุรกิจ นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดเวลา ผ่านระบบ “อิ่มรู้” สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียนรู้ของพนักงานที่สามารถค้นหาและนำเนื้อหาไปใช้อย่างรวดเร็ว พร้อมต่อยอดนำ องค์ความรู้ไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกร คู่ค้าธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสีย

ที่ผ่านมาซีพีเอฟ ได้จัดงาน “CPF KM Excellence Awards 2023” โดยมีโครงการจากหน่วยงานบริการวิชาการสุกร ได้รับรางวัลสูงสุด จากความสำเร็จที่ถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจแนวปฏิบัติการป้องกันโรคในฟาร์มสุกรให้แก่หน่วยงานรวมถึงเกษตรกรผ่านการใช้แอปพลิเคชัน สามารถยกระดับการป้องกันโรค และช่วยป้องกันความเสียหายให้กับฟาร์มของบริษัทและคู่ค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งต่อความสำเร็จไปยังเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูทั่วประเทศ

“การพัฒนาขีดความสามารถบุคลากรเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรและองค์กร ขณะเดียวกันยังเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติในการบ่มเพาะบุคลากรที่มีคุณภาพ “คนดี คนเก่ง” ให้กับอุตสาหกรรมอาหาร สอดคล้องกับหลักปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนของเครือซีพี ที่ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนและองค์กร” นางสาวพิมลรัตน์กล่าว

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ เคาน์เตอร์เซอร์วิส เปิดตัวบริการ “รับชำระค่าเบี้ยประกันภัยผ่านบัตรเครดิต” ที่ 7-Eleven เจ้าแรกของวงการประกันชีวิต

0
เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้าพัฒนาด้านบริการอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจับมือ เคาน์เตอร์เซอร์วิส สร้างประสบการณ์ใหม่เป็นแห่งแรกของวงการประกันชีวิต เปิดตัวบริการ “รับชำระค่าเบี้ยประกันภัยผ่านบัตรเครดิต” ที่ 7-Eleven เพิ่มความสะดวกแก่ลูกค้าที่ชำระเบี้ยประกันภัยปีต่อ พร้อมมอบความพิเศษ...ฟรีค่าธรรมเนียมการชำระเงิน!

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำนโยบายที่มุ่งเน้นการส่งมอบความสุขและรอยยิ้มอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ ด้วยนวัตกรรม อีกทั้งเน้นการสร้างความแตกต่าง และสามารถตอบโจทย์ความต้องการได้อย่างเข้าถึง เข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรม และครอบคลุมกลุ่มลูกค้าทุกไลฟ์สไตล์

ล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด ผู้ให้บริการรับชำระเงินค่าสินค้าและบริการที่ 7-Eleven ทุกสาขา เปิดตัวบริการ “รับชำระเบี้ยประกันภัยผ่านบัตรเครดิต” ที่ 7-Eleven  เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้าของบริษัทฯ ในการชำระเบี้ยประกันภัยปีต่อได้สะดวกสบายและง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกที่สามารถรับชำระเงินด้วยบัตรเครดิตผ่านช่องทางดังกล่าวได้ (สำหรับแบบประกันภัยที่สามารถชำระเบี้ยประกันภัยผ่านบัตรเครดิตได้เท่านั้น)

นอกจากนี้ ลูกค้าของเมืองไทยประกันชีวิต ที่ทำการชำระเบี้ยประกันภัยผ่านบัตรเครดิต ที่ 7-Eleven  ยังได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมบริการ เมื่อชำระด้วยบัตรเครดิตทุกธนาคารประเภท บัตรที่รับชำระเฉพาะ Visa และ Master Card  วงเงินที่รับชำระไม่เกิน 49,000 บาท/ครั้ง

ด้านนายวีรเดช อัครผลพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด  กล่าวว่า             เราคำนึงถึงลูกค้าเป็นอันดับแรกเสมอ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าอย่างสูงสุด จึงร่วมเปิดบริการรับชำระเบี้ยประกันภัยผ่านบัตรเครดิต กับบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) สำหรับผู้ถือบัตร Visa และ Master Card เราพร้อมส่งเสริม Cashless Society รองรับสังคมที่ผู้คนชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์     กันมากขึ้น มั่นใจได้ด้วยเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลบัตรชำระเงิน PCI DSS ด้วย Version 4.0 Level 1 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด รับชำระได้สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องถือเงินสด ลดความเสี่ยงต่อการโจรกรรม ผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส ในร้าน 7-Eleven กว่า 14,500 สาขา ทั่วประเทศ ทำรายการได้ตลอด 24 ชั่วโมง

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1766 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

ซีพีเอฟ กวาด 3 รางวัล Thailand Energy Award 2023 หนุนใช้พลังงานหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่ผลิตอาหาร

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ โชว์ความก้าวหน้ากระบวนการผลิตอาหารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนตลอดห่วงโซ่ผลิตอาหาร การันตีรับ 3 รางวัล Thailand Energy Award 2023 รางวัลดีเด่น ด้านพลังงานทดแทน ของกระทรวงพลังงาน จาก “โครงการก๊าซชีวภาพจากมูลไก่สู่พลังงานทดแทน” ของฟาร์มคอมเพล็กซ์ไก่ไข่จะนะ จ.สงขลา และฟาร์มคอมเพล็กซ์ไก่ไข่วังทอง จ.พิษณุโลก และ “โครงการพลังงานสะอาดจากระบบบำบัดน้ำเสีย” ของโรงงานแปรรูปเนื้อไก่ จ.นครราชสีมา ตอกย้ำความมุ่งมั่นผลิตอาหารคุณภาพ มีคุณค่าโภชนาการ ช่วยลดการสูญเสียจากกระบวนการผลิตและนำกลับมาใช้ประโยชน์ ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยมีนายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Thailand Energy Award 2023 สุดยอดพลังงานไทยระดับสากล ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพ

นายสมคิด วรรณลุกขี ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจไก่ไข่ ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นนำเทคโนโลยีทันสมัยและสร้างสรรค์นวัตกรรมในการผลิตอาหารปลอดภัย มีการบริหารจัดการทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่าตลอดห่วงโซ่การผลิต รวมทั้งส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน ร่วมดูแลชุมชนรอบข้าง บรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฟาร์มคอมเพล็กซ์ไก่ไข่จะนะ และฟาร์มคอมเพล็กซ์ไก่ไข่วังทอง เป็นต้นแบบฟาร์มไก่ไข่ที่ดำเนินโครงการก๊าซชีวภาพจากมูลไก่สู่พลังงานทดแทน โดยนำมูลไก่มาหมักในระบบได้ก๊าซเพื่อมาใช้ปั่นกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ในฟาร์ม สามารถทดแทนไฟฟ้าจากสายส่ง ขณะเดียวกัน ช่วยป้องกันกลิ่นและไม่ปล่อยน้ำเสียออกสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ นอกจากนี้ ฟาร์มยังนำกากของเหลือที่เกิดจากการหมักใช้เป็นปุ๋ยปรับปรุงคุณภาพดินให้ดีขึ้น และแบ่งปันให้กับเกษตรกรที่อยู่รอบๆ ฟาร์มอีกด้วย

“การที่ฟาร์มคอมเพล็กซ์ไก่ไข่ทั้งสองแห่งที่ได้รับรางวัลดังกล่าว เป็นการยืนยันถึงกระบวนการผลิตไข่ไก่มีการบริหารจัดการด้านพลังงานและมูลสัตว์จากฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจร ลดการพึ่งพาพลังงานจากภายนอก และ ซีพีเอฟกำลังพัฒนาฟาร์มไก่ไข่เป็น ฟาร์มที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100% (RE100 Layer Farm) นับเป็นการส่งเสริมผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมลดโลกร้อน” นายสมคิดกล่าว

ปัจจุบัน ฟาร์มคอมเพล็กซ์ไก่ไข่จะนะ และวังทอง มีการติดตั้งระบบผลิตก๊าซชีวภาพจากมูลไก่และน้ำเสียแบบบ่อหมักไร้อากาศ (Anaerobic Covered Lagoon) เปลี่ยนมูลไก่เป็นพลังงานไฟฟ้าใช้ในการดำเนินงานภายในฟาร์มได้ประมาณร้อยละ 70-80 ของการใช้พลังงานในฟาร์มทั้งหมด ช่วยลดค่าใช้จ่ายการซื้อไฟฟ้าจากภายนอกได้ โดยผลดำเนินงานโครงการก๊าซชีวภาพของฟาร์ม 2 แห่งสามารถผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้ารวมปีละกว่า 10 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง เทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 4,725 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

ด้านนายปิโยรส ธรรมจารึก ผู้อำนวยการ ธุรกิจไก่เนื้อ 1 ซีพีเอฟ กล่าวว่า โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ จ.นครราชสีมา ให้ความสำคัญการพัฒนากระบวนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงาน และส่งเสริมการนำของเสียมาใช้ประโยชน์ (Waste to Value) ตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อลดของเสียและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับ “โครงการพลังงานสะอาดจากระบบบำบัดน้ำเสีย” โรงงานนำน้ำเสียจากกระบวนการแปรรูปเนื้อไก่ซึ่งประกอบด้วยไขมันจากสัตว์ จึงได้นำระบบไบโอแก๊สขั้นสูง (Continuous Stirred Tank Reactor: CSTR) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีบำบัดน้ำเสียที่สามารถจัดการไขมันที่มีอยู่ในน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเปลี่ยนน้ำเสียเป็นก๊าซชีวภาพและนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในหม้อต้มไอน้ำสามารถทดแทนน้ำมันเตาได้ 610,170 ลิตรต่อปี ช่วยลดค่าใช้จ่ายพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 2,482 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นอกจากนี้ โรงงานแปรรูปเนื้อไก่ นครราชสีมา มีการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนอาคารโรงงาน (โซลาร์รูฟท็อป) เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ลดการใช้ไฟฟ้าจากสายส่ง และในปี 2567 เตรียมติดตั้ง “โซลาร์ลอยน้ำ” (Floating Solar Farm) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของซีพีเอฟเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนในห่วงโซ่การผลิตอาหาร เพื่อโลกที่น่าอยู่ในระยะยาว

GULF จับมือ AIS ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ พร้อมเชื่อมต่อเสาสัญญาณให้ชุมชนห่างไกล ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย

0
GULF และ AIS ประสานความร่วมมือ ผนึกกำลังมอบโอกาสการเข้าถึงพลังงาน และเทคโนโลยีดิจิทัล มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาสทางการศึกษา เพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุข  ตลอดจนการเติบโตของเศรษฐกิจชุมชน และยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยในพื้นที่ห่างไกล  ผ่านโครงการ Gulf x AIS Solar Synergy: A Spark of Green Energy Network เดินหน้าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ผลิตพลังงานสะอาดจากแสงอาทิตย์ให้แสงสว่างแก่ชุมชนพร้อมติดตั้งระบบสื่อสารจากสถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ ให้แก่ชุมชนห่างไกล นำร่องที่บ้านดอกไม้สด ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ 

นายธนญ ตันติสุนทร รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานธุรกิจระบบโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และ นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส  ร่วมกันกล่าวว่า “เป้าหมายสูงสุดในการทำงานของ GULF และ AIS คือ ใช้ขีดความสามารถทางธุรกิจของแต่ละบริษัท ในการยกระดับการใช้ชีวิตของคนไทย ให้เท่าเทียม และทั่วถึง พร้อมสนับสนุนภารกิจของภาครัฐในการดูแลคุณภาพชีวิตประชาชน ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการประสานความร่วมมือกัน โดยใช้องค์ความรู้และประสบการณ์จาก GULF ที่เชี่ยวชาญการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนจากเทคโนโลยีทันสมัย และ AIS ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสื่อสารและดิจิทัล ส่งมอบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและสื่อสาร อย่างระบบไฟฟ้าและสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ ให้แก่คนไทยในพื้นที่ซึ่งยากแก่การที่สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจะเข้าถึง”  

GULF จะส่งมอบระบบไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ ให้แก่ชุมชนแต่ละแห่งตามสภาพปัญหาของชุมชนนั้นๆ  เช่น ปัญหาด้านสาธารณสุข รวมทั้งการป้องกันและรักษาโรคในเบื้องต้น ระบบไฟฟ้าเพื่อการเรียนการสอน ระบบไฟฟ้าส่องสว่าง ระบบกรองน้ำดื่ม ระบบสูบน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค เป็นต้น รวมไปถึงการให้ความรู้พื้นฐานเรื่องพลังงานสะอาด การบำรุงรักษาแผงโซลาร์เซลล์ และการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน ส่วน AIS จะนำระบบสื่อสารโทรคมนาคมด้วยพลังงานโซลาร์เซลล์ เพื่อให้ชุมชนนั้น ๆ ได้ใช้ประโยชน์ด้านการติดต่อสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้จากแหล่งข้อมูลความรู้ต่างๆบนโลกออนไลน์  พร้อมเติมเต็มโอกาสในการเข้าถึงระบบการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพแบบ “แพทย์ทางไกล” ผ่านเทคโนโลยี Telemedicine รวมทั้งใช้เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวและผลิตภัณฑ์ชุมชนผ่านเครือข่ายออนไลน์ ซึ่งจะช่วยสร้างอาชีพให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้ โดยได้เริ่มโครงการนำร่องแห่งแรกที่บ้านดอกไม้สด ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่บนภูเขา ขาดแคลนไฟฟ้า มีประชากรประมาณ 700 คน รวม 160 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรทำไร่ข้าวโพด

แม้บ้านดอกไม้สดจะอยู่ห่างจากตัวอำเภอท่าสองยางเพียง 40 กิโลเมตร แต่ด้วยสภาพเส้นทางดินลูกรังและเส้นทางภูเขาที่คดเคี้ยว ส่งผลให้การเดินทางเป็นไปอย่างยากลำบาก ใช้เวลาเดินทางเข้าสู่พื้นที่กว่า 3 ชั่วโมง ยิ่งในช่วงฤดูฝน เส้นทางสัญจรแทบจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ประชาชนในพื้นที่จึงไม่สามารถเข้าถึงระบบสาธารณูปโภค และระบบการสื่อสารต่างๆ ยังรวมถึงการเจ็บป่วยที่ไม่สามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที เราจึงเลือกที่นี่เป็นพื้นที่นำร่อง ก่อนที่จะขยายผลไปในพื้นที่อื่นๆ ทุกภาคทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

“เพราะเราทั้งสององค์กรต่างตระหนักดีว่า ระบบไฟฟ้า และ ระบบสื่อสาร คือ สาธารณูปโภคที่จำเป็นและสำคัญยิ่ง ดังนั้นประชาชนในทุกพื้นที่ ควรได้รับโอกาสในการเข้าถึงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม จึงถือเป็นแรงบันดาลใจที่ส่งต่อมาสู่พนักงานทุกคนที่ต่างสนับสนุนภารกิจนี้อย่างเต็มที่ ภายใต้บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบในแต่ละส่วนงาน  โดยโครงการนี้ยังถือว่าสอดคล้องกับนโยบายการพัฒนาด้านความยั่งยืน ที่เกิดจากการบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนและการพัฒนาโครงข่ายพร้อมบริการดิจิทัล ซึ่งสามารถสร้างประโยชน์ ครอบคลุมทั้งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (Economy) สังคม (Social) และการยืนหยัดเพื่อสิ่งแวดล้อม (Environment)  นั่นเอง” นายธนญ และ นางสายชล ร่วมกันย้ำในตอนท้าย

ซีพีเอฟ สร้างเครือข่ายเยาวชนร่วมดูแลลำน้ำมูลยั่งยืน “โครงการนักสืบสายน้ำ” ปีที่ 12

0

“แม่น้ำมูล” เป็นลำน้ำที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวอีสานตอนล่าง หล่อเลี้ยงทุกชีวิตตลอดลำน้ำให้ได้ใช้ประโยชน์ทั้งบริโภค-อุปโภคมาหลายชั่วอายุคน จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกันดูแลรักษาลำน้ำแห่งนี้ให้คงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังของเยาวชนมีความสำคัญในการขับเคลื่อนในการอนุรักษ์ดูแลให้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคงอยู่ต่อไป

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เดินหน้า “โครงการนักสืบสายน้ำ” ให้ความรู้และเปิดโอกาสแก่เยาวชนจากโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ได้เรียนรู้เทคนิคการดูแลรักษาลำน้ำ และร่วมกันเฝ้าระวังรักษาลำน้ำมูล ซึ่งเป็นลำน้ำสายหลักของชุมชน เพื่อสร้างเครือข่ายเยาวชนในการช่วยกันเฝ้าระวังลำน้ำมูลให้คงความสะอาด ล่าสุดจัดโครงการครั้งที่ 12 ด้วยการเชิญชวนน้องๆ นักเรียน 140 คน จากโรงเรียนชลประทานบ้านกอโจด ต.ท่าเยี่ยม อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา ร่วมดูแลรักษาลำน้ำมูล โดยมีพี่ๆจิตอาสาชาวซีพีเอฟ ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อม พร้อมลงพื้นที่ปฏิบัติจริงภาคสนาม ผ่านกิจกรรมส่องหาสัตว์น้ำ กรองน้ำสะอาดง่ายๆด้วยวัสดุธรรมชาติ และตรวจลักษณะทางกายภาพของน้ำ โดยหวังให้เด็กและเยาวชน ที่เข้าร่วมโครงการจะถ่ายทอดความรู้ให้กับเพื่อนๆ เป็นแนวร่วมในการป้องกันรักษาลำน้ำ ก่อเกิดความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการทำประโยชน์ให้กับชุมชนของตนเอง

“นักสืบสายน้ำ” เป็นโครงการที่ซีพีเอฟดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 12 โดยเน้นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งสถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และผู้ประกอบการ ร่วมกันรักและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชน ซึ่งเป็นการต่อยอดความสำเร็จ “โครงการรักษ์ลำน้ำมูล ปีที่ 15” ที่เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของซีพีเอฟ ในด้าน “ดินน้ำป่าคงอยู่” ที่มุ่งอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งทรัพยากรธรรมชาติรอบสถานประกอบการ ให้คงอยู่อย่างยั่งยืนและคนไทยได้มีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ตลอดไป

เอไอเอส หนุนรัฐบาล มอบของขวัญปีใหม่คนไทย รับปี 2567

0

เอไอเอส เดินหน้ามอบของขวัญปีใหม่ให้คนไทย รับปี 2567 หนุนนโยบายรัฐบาล ส่งมอบความพิเศษ แทนความสุขรับปีมะโรง จัดเต็มส่วนลดมือถือ แก็ดเจ็ทล้ำๆ พร้อมซิมเบอร์สวย ราคาพิเศษ ที่มากับโปรโดนใจ ให้ร่ำรวย โชคดีรับปีใหม่

นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการมอบของขวัญและการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน ผ่านโครงการ 4 Days 4 Gifts For You ที่รัฐบาลตั้งใจมอบให้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567 ที่จะถึงนี้ โดยในส่วนของเอไอเอสนั้น ในฐานะผู้ให้บริการระบบสื่อสาร นอกเหนือจากการดูแลคุณภาพเครือข่ายให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะในจุดท่องเที่ยว หรือ จุดจัดเทศกาลปีใหม่แล้ว ยังพร้อมมอบสุดยอดความพิเศษให้แก่ลูกค้าเอไอเอสและคนไทย ให้ได้รับสิทธิ์ซื้อโทรศัพท์มือถือและแก็ดเจ็ทเป็นของขวัญของฝากแทนใจ หรือเปลี่ยนมือถือรับปีใหม่ให้สดใสกว่าเดิม ประกอบด้วย

  1. แคมเปญ AIS Amazing 10 point จัดมือถือราคาพิเศษหลากหลายรุ่น (ที่ร่วมรายการ) ให้ เพียงใช้ AIS Points เพียง 10 คะแนนเท่านั้น แลกรับสิทธิ์ซื้อมือถือเครื่องเปล่าในราคาลดพิเศษแบบไม่ต้องสมัครใช้แพ็กเกจและไม่ต้องติดสัญญา โดยรับสิทธิ์ได้ง่ายๆ ผ่านแอป myAIS และสามารถซื้อได้ที่ AIS Shop และ Telewiz Shop ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค. 2566 – 15 ม.ค. 2567
  2. แคมเปญ AIS HOT DEAL โปรโมชั่นสุดว้าว เมื่อซื้อเครื่องพร้อมแพ็กเกจ ที่จัดให้สำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าเปิดเบอร์ใหม่, ย้ายค่ายเบอร์เดิม, เปลี่ยนจากเติมเงินเป็นรายเดือน และลูกค้าปัจจุบัน โดยเลือกซื้อได้ที่ AIS Shop, Telewiz Shop และร้านค้าตัวแทนจำหน่าย ที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 29 ธ.ค. 2566 – 2 ม.ค. 2567
  3. จับมือ ซัมซุง ให้เลือกซื้อแก็ดเจ็ทราคาพิเศษ Galaxy Watch และ Galaxy Buds (เฉพาะรุ่นที่กำหนด) ที่ AIS Shop และ Telewiz Shop ที่ร่วมรายการ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 7 ม.ค. 2567

นอกจากนี้ในงาน New Year Mega Sale 2024 โดยกระทรวงพาณิชย์ นั้น เอไอเอส ยังได้ร่วมออกบูธ เพื่อส่งมอบแพ็กเกจสุดพิเศษเป็นของขวัญให้ลูกค้าวัยทีน เพียงเปิด AIS ZEED 5G SIM วันนี้ รับทันที อินเทอร์เน็ต 5G จำนวน 2GB พร้อมใช้งาน AIS SUPER WiFi ฟรีตลอดเดือน และพิเศษยิ่งกว่า สำหรับวัยทีนที่เติมเงินสะสมเพิ่ม 150 บาท รับเพิ่มทันที อินเทอร์เน็ต 12 GB ตั้งแต่วันนี้ – 31 ม.ค. 2567

สมาพันธ์ปศุสัตว์ฯ เป็นห่วงวิกฤตอาหารสัตว์ หลัง ‘ประกาศนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลือง’ หมดอายุสิ้นปี

0

“ประกาศนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลือง” ปี 2563-2566 กำลังจะสิ้นสุด 31 ธันวาคมนี้ ทั้งที่มีกำหนดต่ออายุประกาศทุกๆ 3 ปี แต่กลับไม่ได้รับการเสนอในที่ประชุม ครม. คาดนำเข้าไม่ทันการณ์ ภาคปศุสัตว์เตรียมรับผลกระทบหนัก ไม่มีวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์ เดือดร้อนทั้งระบบ

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล เลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กล่าวว่า ประเทศไทยต้องนำเข้าสินค้ากากถั่วเหลืองปีละเกือบ 3 ล้านตันเพื่อผลิตอาหารสัตว์ เนื่องจากไทยผลิตถั่วเหลืองได้เพียงปีละ 2-3 หมื่นตัน ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ สินค้ากากถั่วเหลืองอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนโยบายอาหาร กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นผู้พิจารณากำหนดนโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ (กากถั่วเหลือง ปลาป่น และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) โดยมีกำหนดพิจารณาคราวละ 3 ปี และประกาศนำเข้ากากถั่วเหลืองปี 2563-2566 กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ ซึ่งต้องผ่านการพิจารณาโดย ที่ประชุม ครม. ก่อนเข้าสู่กระบวนการอื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ สมาพันธ์ฯ ได้มีหนังสือติดตามความคืบหน้าการดำเนินการออกประกาศดังกล่าวไปแล้วหลายฉบับ ตั้งแต่ฉบับแรกเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2566 – ฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 14 กรกฏาคม 2566 – ฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2566 แต่ยังไม่เป็นผล จนกระทั่งวันที่ 20 ตุลาคม 2566 จึงมีการประชุม คณะกรรมการนโยบายอาหาร ครั้งที่ 1/2566 เพื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าว โดยกระทรวงพาณิชย์ มีหนังสือเสนอประกาศดังกล่าว เข้า ครม.ในวันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 แต่ปัจจุบันเรื่องดังกล่าวก็ยังไม่ถูกบรรจุเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งกินเวลาร่วม 2 เดือนแล้ว ล่าสุด จะถูกบรรจุวาระเข้าในการประชุม ครม.วันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา แต่สุดท้ายกลับมีการถอนวาระดังกล่าวออกโดยไม่ทราบสาเหตุ และแจ้งว่าจะบรรจุเข้าที่ประชุม ครม.อีกครั้งในวันที่ 26 ธันวาคม 2566 ซึ่งเป็นวันประชุม ครม.วันสุดท้ายของปี 2566 และเป็นไปไม่ได้เลยที่การประกาศนำเข้ากากถั่วเหลืองจะดำเนินการได้ทัน เพราะภายหลังจากผ่านที่ประชุม ครม.แล้ว จะต้องมีกระบวนการออกประกาศยกเว้นอากรของกระทรวงการคลังอีกขั้นตอนหนึ่ง

ข้อมูลขณะนี้พบว่า วันที่ 3 มกราคม 2567 จะมีเรือขนถ่ายสินค้ากากถั่วเหลืองเข้าสู่ประเทศไทยเป็นลำแรก และตลอดเดือนมกราคม 67 จะมีเรือนำเข้ากากถั่วเหลืองจำนวน 4 ลำ รวมปริมาณ 2.1 แสนตัน ซึ่งความเสียหายที่จะเกิดขึ้น หากประกาศนำเข้ากากถั่วเหลืองออกไม่ทัน ได้แก่ 1.) เรือที่ขนถ่ายสินค้ากากถั่วเหลืองที่จะเข้ามาไทยจะไม่สามารถขนถ่ายสินค้าได้ และมีค่าใช้จ่าย (Demurrage Charge) วันละ 2.5 แสนบาท/ลำเรือ และเดือน มค. มีเรือเข้ามาพร้อมกัน 4 ลำ จะมีค่าใช้จ่ายรวม 1 ล้านบาท/วัน นับไปทุกวันจนกว่ารัฐบาลจะออกประกาศ และ 2.) ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนของอัตราดอกเบี้ยสูญเปล่า กรณีประกาศลดหย่อนอัตราภาษีของกระทรวงการคลังออกล่าช้า กรณี มค.67 มีรายการเข้ามาจำนวน 2.1 แสนตัน มูลค่านำเข้าประมาณ 4,200 ล้านบาท มูลค่าภาษีที่ต้องสำรองจ่ายจะสูงถึง 336 ล้านบาท และมีอัตราดอกเบี้ยสูญเปล่า 1.68 ล้านบาท/เดือน ระยะเวลาขอคืนภาษี 6 เดือน คิดเป็นอัตราดอกเบี้ยสูญเปล่าในเดือน มค.รวม 10.08 ล้านบาท

“ทั้งหมดเป็นความเสียหายที่ไม่ได้เกิดจากผู้ประกอบการ แต่เกิดจากความล่าช้าของรัฐ ที่สำคัญ ความเสียหายต่อเนื่องยังมีอีกมาก หากเกิดการหยุดชะงักของกระบวนการผลิตอาหารสัตว์ เพราะไม่มีวัตถุดิบในการผลิต อันจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังผู้บริโภค และกระทบต่อการส่งออกสินค้า เนื้อไก่ และกุ้ง ซึ่งมีมูลค่าทั้งระบบรวมกันกว่าหนึ่งล้านล้านบาท ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดในขณะนี้คือ รัฐบาลต้องออกประกาศดังกล่าวเป็นการเร่งด่วน เพื่อจำกัดความสูญเสียให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด” นายพรศิลป์กล่าว

ล่าสุด สมาพันธ์ฯ ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2566 ยื่นถึงนายกรัฐมนตรี เร่งรัดประกาศดังกล่าวอีกครั้ง เพื่อระงับความสูญเสียต่อภาคธุรกิจอาหารสัตว์และปศุสัตว์

ทั้งนี้ สมาชิกสมาพันธ์ปศุสัตว์และเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประกอบด้วย 1.) สมาคมปศุสัตว์ไทย 2.) สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ 3.) สมาคมผู้ผลิตและแปรรูปสุกรเพื่อการส่งออก 4.) สมาคมกุ้งไทย 5.) สมาคมผู้ผลิต ผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ 6.) สมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาไทย 7.) สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ 8.) สมาคมส่งเสริมผู้ใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ 9.) สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย 10.) สมาคมผู้เลี้ยงเป็ดเพื่อการค้าและการส่งออก 11.) สมาคมสัตวบาลแห่งประเทศไทย 12.) สมาคมผู้เลี้ยงไก่พันธุ์ 13.) สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ 14.) สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย และ15.) สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย

ครม.รับทราบข้อเสนอแบงก์ชาติ บรรจุหลักสูตรทักษะความรู้การเงินตั้งแต่ชั้นอนุบาล แก้ปัญหาหนี้ระยะยาว

0
คารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรี รับทราบ ข้อเสนอแนะของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ให้สถานศึกษาต้องมีหลักสูตรบังคับด้านทักษะความรู้ทางการเงิน ตั้งแต่ระดับอนุบาล เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ในระยะยาว พร้อมอนุมัติงบประมาณ จำนวน 4,900 ล้านบาท เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบ และอุ้มผู้ประกอบการเอสเอ็มอี-รายย่อย 

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมครม. เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2566 ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ให้ข้อแนะนำสำหรับการแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบว่า ควรให้มีการกำหนดหลักสูตรวิชาบังคับในสถานศึกษา ตั้งแต่ระดับการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล ให้มีทักษะความรู้ทางด้านการเงิน ออมทรัพย์ทั้งในยามฉุกเฉินและเพียงพอในวัยเกษียณ

ทั้งนี้ ครม.ได้อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 4,900 ล้านบาท เพื่อดำเนินในโครงการแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบ โดยกระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการ 3 ข้อ ดังนี้

1.มาตรการช่วยเหลือพักหนี้ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด

2.มาตรการสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือและรองรับลูกหนี้นอกระบบ

3.มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อย ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด ตามโครงช่วยเหลือค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ

ทั้งนี้ งบประมาณ 4,900 ล้านบาท แบ่งเป็นงบสำหรับช่วยเหลือเอสเอ็มอี 400 ล้านบาท และช่วยเหลือลูกหนี้นอกระบบ 4,500 ล้านบาท โดยให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เป็นต้น โดยให้สถาบันการเงินสำรองเงินไปก่อน และตั้งของบประมาณชำระคืน จากสำนักงบประมาณต่อไป  

“การแก้ไขหนี้ในระบบและหนี้นอกระบบ จะช่วยแบ่งเบาภาระหนี้ของลูกหนี้ในระบบ ช่วยเหลือให้ลูกหนี้ที่มีหนี้นอกระบบสามารถกลับเข้ามาในระบบได้ และป้องกันไม่ให้ลูกหนี้ที่มีหนี้ในระบบกลับไปเป็นหนี้นอกระบบได้อีก  สามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน ช่วยให้ประชาชนสามารถผ่อนชำระหนี้ได้สอดคล้องกับศักยภาพในการหารายได้ พร้อมทั้งผลักดันให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้อย่างเหมาะสมเป็นธรรม” นายคารม กล่าว

รักใครให้กินไข่ “ไข่ไก่” สุดยอดอาหารจากแม่ไก่

0
บทความ โดย น.สพ.ดร.กิตติ ทรัพย์ชูกุล อุปนายกสัตวแพทยสภา คนที่ 1 และ รองประธานโครงการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ 300 ฟอง

ไข่ไก่ สุดยอดอาหารจากแม่ไก่ ประโยชน์มากมาย
มีเลซิทิน บำรุงสมอง เสริมความจำ ช่วยป้องกันการเกิดอัลไซเมอร์ บำรุงดวงตา และหัวใจ โปรตีนสูง ช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อ แร่ธาตุและสารอาหารต่างๆ ในไข่ขาวให้พลังงานและมีโปรตีนที่ดูดซึมได้ง่าย ส่วนไข่แดง อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุรวมถึงไขมันอิ่มตัวชนิดดี จึงทำให้ไข่ไก่เหมาะสำหรับทุกคนทุกวัย เป็นสุดยอดอาหารแก่คนที่คุณรัก

สำหรับปริมาณการบริโภคไข่ไก่ กรมอนามัยแนะนำว่า สามารถรับประทานได้ทุกกลุ่ม เริ่มตั้งแต่วัยทารก รับประทานได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยบดไข่แดงและป้อนให้เด็ก เมื่อเด็กอายุครบ 1 ขวบ สามารถรับประทานไข่ได้ทั้งฟอง ซึ่งเด็กๆ จะชอบกินไข่อยู่แล้ว โดยกินได้ทุกวัน วันละ 1 ฟอง หากต้องการให้เด็กเติบโตเร็วขึ้น สามารถที่จะรับประทานได้มากกว่านั้น ส่วนในวัยรุ่นบริโภคไข่ได้วันละฟอง เช่นเดียวกันกับหญิงตั้งครรภ์ซึ่งเป็นกลุ่มพิเศษที่สามารถบริโภคไข่ได้ทุกวัน วันละ 1 ฟอง

ขณะที่วัยทำงาน รับประทานไข่ได้ทุกวัน วันฟอง โดยเริ่มต้นที่มื้อเช้าด้วย ไข่ดาว ไข่ต้ม หรือโจ๊กใส่ไข่ จะรู้สึกสดชื่นทั้งวัน หรือในช่วงเวลาบ่ายหลังจากทำงานเหนื่อย แนะนำกินไข่ต้ม 1-2 ฟอง จะทำให้อิ่มยาวไปถึงเย็น เพราะโปรตีนจากไข่ไก่ดูดซึมง่าย และเป็นโปรตีนคุณภาพทำให้อิ่มท้อง

สำหรับในวัยผู้ใหญ่การออกกำลังกายจะลดลง และโปรตีนอาจจะเสื่อมสภาพไป การที่ร่างกายไม่ได้ออกกำลังกายจะทำให้กล้ามเนื้อไม่ค่อยมีแรงและขาจะลีบได้ การบริโภคไข่ต่อเนื่องจะช่วยป้องกันการเสื่อมสลายของโปรตีน พร้อมฟื้นฟูโปรตีนในกล้ามเนื้อให้กลับมาแข็งแรงเหมือนเดิม รวมถึงไข่ไก่ยังช่วยในเรื่องโครงสร้างของร่างกายด้วย จึงเห็นได้ว่าผู้ใหญ่ที่แข็งแรงจะรับประทานไข่ไก่ทุกวัน

นอกจากนี้ ไข่ไก่ มีเลซิทิน ซึ่งช่วยบำรุงสมอง เสริมความจำ การบริโภคไข่ทุกวันจึงเป็นการป้องกันการเกิดเอาซัมเมอร์ได้

ในผู้สูงวัยที่มีข้อสงสัยว่ากินไข่แล้วจะมีปัญหาเรื่องคอเลสเตอรอล ทางการแพทย์มีคำตอบชัดเจนแล้วว่า ไข่ไก่ ไม่ได้ทำให้เกิดปัญหาเรื่องคอเลสเตอรอลในเลือดสูง แต่คอลเลสเตอรอลในร่างกายของคน 80% เกิดจากที่ตับสร้างขึ้น เมื่อมีภาวะเครียดหรือมีปัญหาเกี่ยวกับตับการสร้างตัวของคอเลสเตอรอลจะผิดปกติ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คอเลสเตอรอลสูงขึ้น ผู้สูงอายุจึงสามารถบริโภคไข่ได้เป็นประจำทุกวัน วันละ 1 ฟอง

ขณะที่ผู้ที่ไม่มีปัญหาเรื่องโรคหัวใจ ความดัน เบาหวาน สามารถบริโภคได้ทุกวัน ส่วนในกลุ่มที่มีปัญหาของโรคดังกล่าว แพทย์จะแนะนำให้รับประทานไข่วันเว้นวัน หรือตามคำแนะนำของแพทย์

ทั้งนี้ ข้อมูลทางการแพทย์ ได้เคยขีดเส้นว่าคอเลสเตอรอลที่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร คือ คอเลสเตอรอลสูง แต่วันนี้ทางสหรัฐอเมริกา ระบุว่าไม่ต้องมองที่ตัวเลข 200 ให้มองเรื่องของสัดส่วนของคอเลสเตอรอลชนิดดีกับชนิดไม่ดี วันนี้การบริโภคไข่ไก่ได้รับการยอมรับมากขึ้น โดยคอเลสเตอรอล 80% ร่างกายสร้างขึ้นเอง และอีก 20% คือจากอาหารที่รับประทาน ดังนั้นการบริโภคไข่ไก่ จึงเป็นการเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีให้กับร่างกาย

สำหรับการบริโภคไข่ไก่ที่ดีที่สุด ให้บริโภคไข่ที่สดใหม่ เพราะสารอาหารและโปรตีนยังไม่เสื่อมคุณภาพ โดยสังเกตที่วันผลิตและวันหมดอายุ หรือเมื่อตอกออกมา ไข่สดจะยังเป็นวงอยู่ ส่วนไข่เก่าไข่ขาวจะเหลวเสื่อมสภาพไป ขณะที่การซื้อไข่ในห้างสรรพสินค้าที่มีการปรับอากาศให้เย็นจะช่วยรักษาคุณภาพของไข่ไก่ไว้ให้ดีกว่าการซื้อในที่อากาศร้อน และหากต้องการเก็บไข่ให้ได้นานขึ้นแนะนำให้เก็บไข่ในตู้เย็น โดยเอาด้านป้านขึ้น เอาด้านแหลมลง

ส่วนวิธีการปรุงที่ดีที่สุดของการบริโภคไข่ให้ได้ประโยชน์สูงสุดที่ทางแพทย์ยืนยันคือ ไข่ต้ม ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ 6 นาทีครึ่ง ถึง 9 นาที หากใช้เวลาต้มนานกว่านั้นจะเกิดขอบเป็นสีน้ำตาลหรือสีออกเขียว เพราะโปรตีนเสียคุณภาพไป โดยจะพบได้ง่ายในไข่พะโล้

สุดท้ายนี้ การดูแลสุขภาพที่พิเศษที่สุดคือการรับประทานอาหารให้ถูกต้อง และข้อสำคัญคือไม่เครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้สุขภาพของเราแข็งแรง

เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ AIS เปิดตัวประกันสุขภาพออนไลน์ “Health จุใจ IPD+OPD” หายห่วงเรื่องค่ารักษา พร้อมสิทธิพิเศษโดนใจ

0
เมืองไทยประกันชีวิต จับมือ AIS มอบความสุขส่งท้ายปีแก่ลูกค้า AIS Serenade ส่งโครงการ “Health จุใจ IPD+OPD” ช่วยเพิ่มความอุ่นใจ หายห่วงเรื่องค่ารักษา เปิดประสบการณ์ใหม่ประกันสุขภาพออนไลน์ และสิทธิพิเศษโดนใจ  เพียงกรอกโค้ด “AISMTL20”  พร้อมรับความสุขและความอุ่นใจ   ได้แล้วตั้งแต่ 1 พ.ย. -  30 ธ.ค. 2566

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้ารุกตลาดประกันออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจับมือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ส่งมอบความสุขส่งท้ายปี พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ด้วยแบบประกันที่โดนใจและสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า AIS Serenade โดยเฉพาะ ผ่านโครงการ “Health จุใจ IPD+OPD” ดูแลครบการรักษาโรคทั่วไป โรคระบาด อุบัติเหตุ แบบผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ที่จัดแพ็คความคุ้มครองแบบจุใจ เต็มอิ่มกับความคุ้มครองสุขภาพเหมาจ่าย คุ้ม ครบ ซื้อง่าย ตอบโจทย์ทุกความต้องการ เลือกได้ในแบบที่เป็นคุณ

สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MTL

โดยโครงการ  “Health จุใจ IPD+OPD”  โดดเด่นด้วยความคุ้มครองสุขภาพเหมาจ่ายแบบผู้ป่วยใน (IPD) นอนห้องเดี่ยวมาตรฐานทุกโรงพยาบาลทั่วไทย และเลือกคุ้มครองสุขภาพผู้ป่วยนอก (OPD) ที่คุ้มครองตั้งแต่โรคเล็ก โรคร้ายแรง โรคทั่วไป อุบัติเหตุ แอดมิตก็เหมาจ่ายตั้งแต่บาทแรกในวงเงินเดียวสูงสุด  200,000 บาทต่อครั้ง ไม่จำกัดครั้ง นอนห้องเดี่ยวมาตรฐานได้ทุกโรงพยาบาล และดูแลค่ารักษาแบบผู้ป่วยนอก (OPD) เหมาจ่ายสูงสุด 50,000 บาทต่อปี พร้อมดูแลยาวถึงอายุ 99 ปี  มีให้เลือกได้จุใจถึง 4 แพ็ค คือ S M  L และ XL เบี้ยประกันภัยแพ็คเล็กเริ่มต้นเดือนละ 999 บาท 

รพีพรรณ  แนวบุญเนียร  หัวหน้าส่วนงานบริหารบริการประกันภัยและสินเชื่อดิจิทัล AIS

คุณรพีพรรณ  แนวบุญเนียร  หัวหน้าส่วนงานบริหารบริการประกันภัยและสินเชื่อดิจิทัล AIS กล่าวว่า “ความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมประกัน อย่างเมืองไทยประกันชีวิต ในครั้งนี้ เป็นความตั้งใจร่วมกันเพื่อส่งมอบประสบการณ์และความพิเศษให้กับลูกค้า AIS Serenade ทั้งโมบายล์ และเน็ตบ้าน เราเชื่อว่าการทำงานร่วมกันครั้งนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญของบริการดิจิทัลอย่างประกันสุขภาพออนไลน์ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตสร้างความสุขและความอุ่นใจ”  

สำหรับลูกค้า AIS Serenade  ที่ซื้อประกันโครงการ “Health จุใจ IPD+OPD” ผ่านช่องทางออนไลน์  www.add-digital.co.th/life/healthjoojai   ซื้อได้ตลอด 24 ชั่วโมง แล้วเลือกชำระเงินแบบรายปี และกรอกโค้ด “AISMTL20” รับส่วนลดทันที 20% ของค่าเบี้ยประกันภัยปีแรก เมื่อเลือกแพ็ค M, L หรือ XL  โดยสิทธิพิเศษเริ่มตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน – 30 ธันวาคม 2566 สำหรับผู้ที่สนใจ  สามารถศึกษารายละเอียดแบบประกันภัย โปรโมชัน และสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ได้ที่เว็บไซต์   www.add-digital.co.th/life/healthjoojai   ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง