Home Blog Page 138

กรมประมง เอาจริงเปิดกิจกรรม “ลงแขก ลงคลอง” นำร่องจับปลาหมอสีคางดำ 5 จังหวัด

0

จังหวัดสมุทรสงครามและประมงจังหวัดฯ นำร่องเปิดกิจกรรม “ลงแขก ลงคลอง” เดินหน้าจริงจัง ตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผนึกกำลังทุกภาคส่วนเริ่มโครงการพิชิตปลาหมอสีคางดำ ในแม่น้ำลำคลองของจังหวัด เพื่อลดการแพร่ระบาดและสนับสนุนการนำไปเพิ่มมูลค่าอย่างเหมาะสม ช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพทั้งสัตว์น้ำพื้นถิ่นและสมดุลระบบนิเวศ

นายบัณฑิต กุลละวณิชย์ ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม เปิดเผยว่า การเปิดตัวกิจกรรม “ลงแขก ลงคลอง” ในวันนี้ เป็นการเดินหน้าตามโครงการ “ปฏิบัติการล่า ปลาหมอสีคางดำ” ซึ่ง Kick Off ไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2567 พร้อมกัน 5 จังหวัดนำร่อง คือ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ เพชรบุรี และกรุงเทพมหานคร โดยร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศเป้าหมายในการกำจัดปลาหมอสีคางดำ อย่างเป็นรูปธรรม

บัณฑิต กุลละวณิชย์ ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม

สำหรับกิจกรรมจับปลาของจังหวัดสมุทรสงครามครั้งนี้ เป็นหนึ่งในปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อปกป้องผลผลิตสัตว์น้ำของเกษตรกรและทรัพยากรประมงของประเทศ ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้ เป็นความร่วมมือของหลายภาคส่วน ประกอบด้วย ชาวประมง เกษตรกร ชุมชน และข้าราชการ ในการฟื้นฟูสมดุลสิ่งแวดล้อมในแหล่งน้ำ และเป็นแหล่งอาหารของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน

กิจกรรมในวันนี้ ประกอบด้วยการลากอวนจับปลาหมอสีคางดำในบ่อพักน้ำ บริเวณสระน้ำด้านข้างศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม โดยประมงจังหวัดสมุทรสงคราม มีเป้าหมายในการจัดกิจกรรมนี้เดือนละ 1 ครั้ง ตลอดปี 2567 ควบคู่กับการจัดแสดงนิทรรศการชีววิทยาของปลาหมอสีคางดำ และการชิมอาหารจากการแปรรูปปลาหมอสีคางดำ

“กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงวางแผนและกำหนดมาตรการในการควบคุม ป้องกันและแก้ปัญหา การแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำมาอย่างต่อเนื่อง ร่วมถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสังคมและชุมชน ผ่านกิจกรรมหลายรูปแบบ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาและลดจำนวนปลาหมอสีคางดำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด” นายบัณฑิตกล่าว

สำหรับแนวทางหลักในการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาปลาหมอสีคางดำ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกอบด้วย 1. การจับปลาด้วยเครื่องมือที่เหมาะสมกับพื้นที่ ทั้งอวนล้อม อวนลาก และทอดแห 2. การปล่อยปลานักล่า เช่น ปลากะพง 3. สนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อเพิ่มมูลค่า 4. นำไปทำปลาป่น เป็นอาหารสัตว์

ที่ผ่านมา ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม มีการจัดกิจกรรมหลายรูปแบบ เพื่อฟื้นฟูแหล่งน้ำและช่วยเหลือเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อ เช่น การปล่อยปลากะพงขาว ปลาอีกง และมอบกากชา เพื่อกำจัดปลาหมอสีคางดำ ตลอดจนมีการแนะนำให้ใช้เครื่องมือประมงอย่างเหมาะสมในการจับปลาแต่ละพื้นที่ทั้งทอดแหและลากอวน โดยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561- ปัจจุบัน

นายบัณฑิต กล่าวว่า กรมประมงยังได้หาแนวทางในการนำปลาหมอสีคางดำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น ปลาแดดเดียว น้ำปลา ผงคลุกข้าวแบบญี่ปุ่น ปุ๋ยน้ำ และเมนูอาหารหลายชนิด รวมถึงอาหารทานเล่น อาทิ ไส้อั่ว ปั้นขลิบ ข้าวเกรียบ ปลาแผ่นบด เป็นต้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นรายได้ให้กับเกษตรกรและคนในชุมชน รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ สร้างความเข้าใจแก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องในการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตามเป้าหมายการกำจัดปริมาณปลาหมอสีคางดำ

ตลท. สั่ง NUSA ชี้แจงข้อมูลการประชุมคณะกรรมการที่แตกต่างกัน

0

รายงานข่าวเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2567 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีหนังสือแจ้งให้บริษัท ณุศาศิริ จำกัด (มหาชน) (NUSA) ชี้แจงข้อมูลการประชุมคณะกรรมการที่แตกต่างกัน โดยมีเนื้อหาว่า ตามที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้น (จัดตามมาตรา 100) ได้มีมติอนุมัติแต่งตั้งกรรมการใหม่และเปลี่ยนแปลงประธานคณะกรรมการบริษัทเป็นนายนพพล มิลินทางกูร ต่อมา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการประชุม คณะกรรมการเมื่อวันท่ี 15 มีนาคม 2567 ที่มีเนื้อหาที่แตกต่างกันดังนี้

• หนังสือจากนายวิษณุ เทพเจริญ แจ้งว่าในฐานะที่ตนเองเป็นประธานกรรมการมิได้รู้เห็นและเรียกประชุม กรรมการในวันดังกล่าว การประชุมจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย
• หนังสือจากนายนพพล มิลินทางกูร แจ้งว่าในฐานะประธานกรรมการ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการ ในวันดังกล่าวซ่ึงที่ประชุมคณะกรรมการได้มีมติอนุมัติให้เรียกประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2567 และได้นำส่งสารสนเทศเกี่ยวกับการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นให้กับกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทเเพื่อให้เปิดเผย สารสนเทศผ่านระบบเผยแพร่ข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน NUSA ยังไม่ได้เปิดเผยมติคณะกรรมการบริษัท

เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ NUSA ช้ีแจงข้อเท็จจริงดังกล่าว ภายในวันที่ 25 มีนาคม 2567

AIS ผนึก กระทรวง พม. เปิดตัวโครงการ “JUMP THAILAND HACKATHON 2024” ชวนนิสิต-นศ. สร้างนวัตกรรมเพื่อผู้สูงอายุและคนพิการ ชิงรางวัลรวม 2 แสนบาท

0

AIS ACADEMY ผนึก กรมกิจการผู้สูงอายุ และ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ต่อเนื่อง ร่วมเคียงข้าง ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ล่าสุดเปิดตัวโครงการ JUMP THAILAND HACKATHON 2024 ภายใต้แนวคิด “ภารกิจคิดเผื่อ ขับเคลื่อนอนาคตด้วยนวัตกรรม” เชิญชวนนิสิต-นักศึกษา จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โชว์ไอเดียออกแบบนวัตกรรม ภายใต้โจทย์ “เทคโนโลยีดิจิทัลมาเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและคนพิการได้อย่างไร” ตั้งเป้าสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มคนพิการให้มีศักยภาพในการดูแลตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมรับองค์ความรู้ใหม่ๆ และทักษะดิจิทัลจากบุคลากรของ AIS ที่จะร่วมเป็นเมนเทอร์ในกิจกรรมนี้ตลอดโครงการ

กานติมา เลอเลิศยุติธรรม

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัท AIS และกลุ่มอินทัช กล่าวว่า “AIS ACADEMY ยังคงเดินหน้าเพื่อเป็นแกนกลางในการพัฒนาศักยภาพของคนทั้งภายในและภายนอกองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทำงานร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ดูแลคุณภาพชีวิตคนไทยในองค์รวม ซึ่งที่ผ่านมาได้ร่วมมือกันจัดให้กลุ่มพนักงาน AIS ได้ร่วมส่งต่อความรู้ สร้างอาชีพกับประชาชนในช่วงสถานการณ์โควิค-19 ผ่านกิจกรรมอุ่นใจอาสาพัฒนาอาชีพ รวมถึง สร้างห้องสมุดดิจิทัลเพื่อมอบโอกาสการเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ให้กับเด็กไทย”

“ล่าสุดประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์แบบ รวมไปถึงความต้องการในการดูแลผู้พิการท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปก็มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น จึงกลายเป็นความท้าทายของสังคมอย่างมาก ดังนั้น AIS จึงขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานร่วมกับ กรมกิจการผู้สูงอายุ และ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดโครงการ JUMP THAILAND HACKATHON 2024 ภายใต้แนวคิด “ภารกิจคิดเผื่อ ขับเคลื่อนอนาคตด้วยนวัตกรรม” ในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม เปิดเวทีการแข่งขันให้นิสิต นักศึกษา ได้โชว์ไอเดียการนำนวัตกรรมมาพัฒนาเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุและคนพิการ พร้อมโอกาสในการได้รับองค์ความรู้จากพนักงาน AIS ที่จะร่วมเป็นเมนเทอร์ แบ่งปันทักษะ ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ให้แก่น้องๆ อย่างใกล้ชิดตลอดการแข่งขัน โดยความร่วมมือครั้งนี้ นับเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ของชาวเอไอเอสที่พร้อมเคียงข้างสังคมไทยโดยใช้ขีดความสามารถของการเป็นองค์กรโทรคมนาคมอัจฉริยะ – Cognitive Tech-Co นั่นเอง” นางสาวกานติมา กล่าวทิ้งท้าย

นิสิต นักศึกษา ที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ JUMP THAILAND HACKATHON 2024 เพื่อชิงรางวัลมูลค่ารวม 200,000 บาท โดยรางวัลชนะเลิศจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 100,000 บาท และโอกาสในการร่วมงานกับ AIS ในการพัฒนาโครงการให้เกิดขึ้นจริงร่วมกับกระทรวง พม. ได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 30 เมษายน 2567 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.jumpthailand.com หรือ https://www.facebook.com/AISJumpThailand

เตือนนักลงทุน ระวังโดนหลอก บัญชีปลอมแอบอ้างเป็นผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ออกหนังสือเตือนนักลงทุน โดยมีเนื้อหาว่า ตามที่ปรากฏบัญชีโซเชียลมีเดียปลอมที่แอบอ้างชื่อและภาพของผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“ตลาดหลักทรัพย์ฯ”) รวมทั้งได้มีการใช้บัญชีดังกล่าวไปชักชวนหรือหลอกลวงประชาชนทั่วไปให้มาร่วมลงทุน หรือรับข้อมูลการลงทุน นั้น

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอเตือนผู้ลงทุนและประชาชนว่า อย่าได้หลงเชื่อบัญชีปลอม เพจปลอมและโซเชียลมีเดียใด ๆ ที่มีการแอบอ้างดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จที่ต้องการหลอกลวง

ทั้งนี้ หากพบบัญชีปลอม เพจ Facebook หรือโซเชียลมีเดียใด ๆ ที่มีการแอบอ้างโลโก้และชื่อของตลาดหลักทรัพย์ฯ รวมถึงชื่อและภาพผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ ตลอดจนบุคคลที่มีชื่อเสียงในตลาดทุน เพื่อชักชวนให้เข้าร่วมลงทุนหรือรับข้อมูลการลงทุน ขอให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นการหลอกลวงโดยมิจฉาชีพ และขอให้สอบถามหรือตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลได้ที่ SET Contact Center 0 2009 9999 หรือ email: [email protected]

เมืองไทยประกันชีวิต บุกประกันออนไลน์ ส่ง “PA จุใจ ไม่เคลมมีคืน” เปิดประสบการณ์ใหม่ไม่เคลมก็ได้คืน

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า เพื่อตอกย้ำนโยบาย “Happiness, Your Way เพราะความสุขคือทุกอย่าง…ความสุขสไตล์คุณคือที่สุดของทุกสิ่ง”  ในฐานะคู่คิดด้านการวางแผนชีวิตและสุขภาพที่คุณวางใจ (No. 1 Most Trusted Partner in Life & Health Planning) และสร้างความสุขและรอยยิ้มที่ยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต ยังคงเดินหน้ารุกตลาดประกันออนไลน์อย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่ของประกันอุบัติเหตุออนไลน์ ด้วยการเปิดตัว “PA จุใจ ไม่เคลมมีคืน” เติมความมั่นใจรับมืออุบัติเหตุ หากไม่เคลมก็ได้คืน 

ทั้งนี้ “PA จุใจ ไม่เคลมมีคืน” โดดเด่นด้วยผลประโยชน์กรณีต่ออายุกรมธรรม์ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 ปี และไม่เคยเคลม จะได้รับคืนเบี้ยประกันภัย 1 ปีเท่ากับจำนวนเบี้ยประกันภัยต่อปีในปีสุดท้าย พร้อมโดดเด่นด้วยความคุ้มครองการเสียชีวิต ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง สูญเสียอวัยวะ และอื่น ๆ จากอุบัติเหตุที่ไม่ได้เกิดจากการขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์สูงสุดไม่เกิน 1,200,000 บาท หรืออุบัติเหตุที่เกิดจากการขับขี่หรือโดยสารรถจักรยานยนต์สูงสุดไม่เกิน 600,000 บาท อุบัติเหตุสาธารณะ สูงสุดไม่เกิน 2,400,000 บาท การถูกฆาตกรรมหรือถูกทำร้ายร่างกาย สูงสุดไม่เกิน 1,200,000 บาท รวมถึงเงินค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุต่ออุบัติเหตุแต่ละครั้งสูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท โดยไม่ต้องสำรองจ่าย คุ้มครอง 24 ชั่วโมง    ทั่วโลก มีให้เลือกได้จุใจถึง 3 แผน คือ S  M และ L ซื้อได้ตั้งแต่อายุ  20-60 ปี เบี้ยประกันภัยเริ่มต้นเพียง 5,000 บาทต่อปี 

พิเศษสำหรับผู้ที่ซื้อประกันอุบัติเหตุ PA จุใจ ไม่เคลมมีคืน” บนช่องทาง Online Sale และ MTL Click โดยชำระเบี้ยประกันภัยรายปี เบี้ยประกันภัยขั้นต่ำ 5,000 บาท (เฉพาะการชำระเบี้ยประกันภัยต่อกรมธรรม์ในปีแรกเท่านั้นและสำหรับการซื้อแบบประกันใหม่เท่านั้น) รับโปรโมชันผ่อนชำระ 0% นาน 3 เดือน เมื่อชำระผ่านบัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารยูโอบี ธนาคารซิตี้แบงก์ ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกรุงไทย ระยะเวลาโปรโมชันตั้งแต่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 – 31 พฤษภาคม 2567(6)  

“เมืองไทยประกันชีวิต เรามีความมุ่งมั่นในการสร้างการเข้าถึงได้ของประกันชีวิตให้กับทุก ๆ คนในสังคม(Democratizing Insurance) พร้อมเดินหน้าออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริการ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้เหมาะสมกับความต้องการที่แตกต่างกันได้อย่างเข้าใจและเข้าถึงได้จริง เพื่อเป็นส่วนช่วยให้ทุกคนได้มีความอุ่นใจ มีหลักประกันที่มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ตามแนวนโยบายสำคัญของบริษัทฯ ที่ต้องการขับเคลื่อนองค์กรด้วยการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นมิติสิ่งแวดล้อม (Environment)  มิติสังคม (Social) และมิติบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (Governance and Economy) หรือ ESG เพื่อสร้างความสุขและรอยยิ้มแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย”       

สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถเลือกซื้อประกันอุบัติเหตุออนไลน์ PA จุใจ ไม่เคลมมีคืน” จากเมืองไทยประกันชีวิต ได้ตลอด 24 ชั่วโมง  หรือศึกษารายละเอียดแบบประกันภัย โปรโมชัน และสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ได้ที่ลิงก์นี้       https://webmtl.co/4c5KRXn  ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

40 ปี “ธุรกิจห้าดาว” สานฝันผู้ประกอบการมีธุรกิจเป็นของตนเอง สร้างอาชีพมั่นคง เติบโตบนเส้นทางธุรกิจยั่งยืนไปด้วยกัน

0

นายสุนทร จักษุกรรฐ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด เปิด เผยว่า “ธุรกิจห้าดาว” (Five Star) สานฝันผู้ประกอบการมีธุรกิจเป็นของตัวเอง มุ่งสร้างงานสร้างอาชีพและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับผู้ประกอบการ มาตลอด 40 ปี ปัจจุบันมีแฟรนไชส์กว่า 5,000 รายในประเทศไทย และอีก 3,500 รายในต่างประเทศ ตั้งเป้าปี 2567 ขยายความสำเร็จเป็น 11,500 ราย ใน 10 ประเทศ โดยมุ่งเน้นการสานต่อความสำเร็จ สร้างเถ้าแก่ที่เข้มแข็งมีคุณภาพ ส่งต่ออาหารคุณภาพปลอดภัยสู่ผู้บริโภค โดยมีบริษัทฯ เป็น “เพื่อนแท้ทางธุรกิจ” ที่ช่วยสนับสนุนในทุกๆด้าน ช่วยสร้างโอกาสที่จับต้องได้ บนพื้นฐานความน่าเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจของห้าดาวที่มีมาอย่างยาวนาน ด้วยกลยุทธ์ที่โดดเด่น ซึ่งสามารถตอบโจทย์ผู้ประกอบการเป็นเถ้าแก่ที่มีการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคง

“ตลอดการดำเนินงาน 40 ปี ธุรกิจห้าดาวมุ่งมั่นสร้างอาชีพ ให้ผู้ประกอบการมีโอกาสเติบโตบนเส้นทางธุรกิจไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน จากระบบบริหารจัดการแบบครบวงจร ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเริ่มต้นธุรกิจได้อย่างมืออาชีพ โดยมีบริษัทฯ เป็นทีมหลังบ้านที่แข็งแกร่ง ด้วยการลงทุนที่ต่ำกว่าในอุตสาหกรรมใกล้เคียงกัน จึงลดความเสี่ยงของผู้ลงทุน ทำให้สามารถคืนทุนได้ในเวลาอันรวดเร็ว เป็นการสร้างอาชีพและรายได้ที่แน่นอน ช่วยสร้างงานให้กับคนในชุมชน เป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ส่งมอบอาหารปลอดภัยให้กับผู้บริโภค และมีส่วนร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปด้วยกัน” นายสุนทร กล่าว

ธุรกิจห้าดาว เป็นธุรกิจจุดจำหน่ายอาหารในรูปแบบแฟรนไชส์สัญชาติไทย ดำเนินการภายใต้ บริษัท ซีพีเอฟเรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด บริษัทย่อยของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ปัจจุบันธุรกิจห้าดาวมีแฟรนไชส์จำหน่ายอาหารหลากหลาย ตั้งแต่ ซุ้มไก่ย่าง-ไก่ทอดห้าดาว กระทะเหล็ก Hi Pork เป็ดเจ้าสัว ข้าวมันไก่ไห่หนาน และ STAR COFFEE และยังคงเดินหน้าพัฒนารูปแบบร้านให้มีความเหมาะสมกับพื้นที่ และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการ ทั้งรูปแบบ Five Star Glass House และ Five Star Shop

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการทำ Food Delivery สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะการใช้จ่ายผ่าน TrueMoney Wallet ที่ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในยุคของสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) ที่สำคัญยังมีทีมงานเข้าตรวจสอบคุณภาพมาตรฐาน QSC และประเมินการรักษามาตรฐานของร้านอยู่เสมอ ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นเจ้าของธุรกิจอาหารที่ผู้บริโภคเชื่อมั่นด้านคุณภาพ ความปลอดภัยของสินค้า และมีความเป็นเลิศในการบริการ

รู้เก็บรู้ออม : สูงวัยแบบมั่นคง

0

วันหนึ่งทุกคนก็ต้องแก่ และเป็นสมาชิกของสังคมผู้สูงวัย แต่บั้นปลายชีวิตของคนเราอาจไม่ได้สวยงาม เมื่อมีผลวิจัยพบว่า คนไทยวัยเกษียณจะประสบปัญหาทางการเงิน แม้ว่าผู้สูงอายุอาจมีเงินออมไว้ใช้หลังเกษียณ แต่มูลค่าการออมกลับอยู่ในระดับที่ต่ำและไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต

ที่สำคัญ กลุ่มผู้สูงอายุจัดเป็นกลุ่มคนที่มีระดับความรู้ทางการเงินน้อยกว่าคนวัยอื่น และมีทักษะด้านการเงินอยู่ในระดับต่ำที่สุด จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่สถานะการเงินของผู้สูงวัยจะตกอยู่ในสภาพที่เปราะบาง อาการน่าเป็นห่วงทั้งสุขภาพการเงิน และสุขภาพร่างกาย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เห็นถึงความสำคัญของเรื่องนี้ และที่ผ่านมาก็มีบทบาทด้านการส่งเสริมความรู้พื้นฐานเรื่องการบริหารเงินให้กับคนไทยวัยเกษียณและใกล้เกษียณ ล่าสุดขอชวนผู้สนใจไปเปิดมุมมองและแนวคิดสำคัญ เตรียมพร้อมวางแผนเกษียณอย่างไรให้มีความสุข กับงาน “จาก Aged Society สู่ Happy Young Old” ในวันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม 2567 นี้ ตั้งแต่เวลา 09.00–12.00 น. ที่หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ชั้น 3 อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ถนนรัชดาฯ

พบกับเสวนาหัวข้อ “เรื่องชวนคิด ออกแบบชีวิตเกษียณสุข” โดยคุณแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ, ศ.พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานคณะกรรมการ บ.ชีวามิตร วิสาหกิจเพื่อสังคม, คุณวศิน วัฒนวรกิจกุล นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย และ ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

ต่อด้วยเสวนาหัวข้อที่ชวนติดตามกับ “#Young Old อย่าง Happy ได้ สไตล์คุณ” โดยคุณประสาน อิงคนันท์ ผู้ก่อตั้งเพจมนุษย์ต่างวัย และ คุณชุติมา แสนนนท์ เจ้าของเพจ แต่งให้สวย Style 50+ คนที่ต้องการเตรียมตัวแก่แบบมั่นคงและมั่งคั่ง ต้องไม่พลาดกับงานดีๆ และไม่มีค่าใช้จ่าย โดยเปิดให้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานแล้วทาง https://www.set.or.th/th/about/event-calendar/event/eventdetails?id=86972 หรือหากไม่สะดวกเดินทาง ก็สามารถติดตามรับชมการถ่ายทอดสดผ่านทาง Facebook และ YouTube : SET Thailand

พิเศษ! ผู้ที่ลงทะเบียนล่วงหน้า และมาร่วมงานที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ 100 คนแรก รับของที่ระลึก Young Old Gift set มูลค่ากว่า 300 บาท ฟรี

คนที่อยากวางแผนการเงิน หรือรู้ตัวว่าใกล้เกษียณเข้าไปทุกที อยากจะมีชีวิตแบบเกษียณสุข สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “Happy Money สุขเงินสร้างได้” www.set.or.th/happymoney  หรือโทร.สอบถามเพิ่มเติม SET Contact Center 0-2009-9999.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ซีพีเอฟ และนิวซีแลนด์ ร่วมจัดงาน Business Matching พัฒนาคุณภาพอาหารและความยั่งยืน

0

เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำราชอาณาจักรไทย นายโจนาธาน คิงส์ (H.E. Jonathan Kings) เป็นประธานเปิดงาน Business Matching จัดขึ้นโดย บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมมือกับประเทศนิวซีแลนด์ เปิดโอกาสให้ซีพีเอฟ พบกับพันธมิตรบริษัทชั้นนำจากนิวซีแลนด์ 6 แห่ง เพื่อพัฒนากระบวนการผลิตอาหารที่ทันสมัย ปลอดภัย และยั่งยืน ตอบวิสัยทัศน์การเป็นครัวของโลกของประเทศไทย และการเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่เห็นอนาคตก่อนใคร (See Tomorrow First) ของประเทศนิวซีแลนด์ โดยมีผู้บริหารของซีพีเอฟเข้าร่วม ณ ห้อง Calla Suite โรงแรมวอลดอร์ฟ แอสโทเรีย กรุงเทพฯ

ฯพณฯ นายโจนาธาน คิงส์ กล่าวเปิดงานว่า นิวซีแลนด์มีความมุ่งมั่นสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลกเพื่อพัฒนาความยั่งยืนและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร ความร่วมมือกับซีพีเอฟครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างนิวซีแลนด์กับประเทศไทย ยังเป็นการเน้นย้ำถึงความตั้งใจจริงที่จะสร้างประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชน และความรับผิดชอบต่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

“ขอขอบคุณซีพี สำหรับความร่วมมือที่สร้างเสริมความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศของเราทั้งสอง ยกระดับผู้คนในสังคม และเป็นความร่วมมือที่เป็นไปตามวิสัยทัศน์ที่เรามีร่วมกันต่ออนาคตอันยั่งยืน ขอเฉลิมฉลองการเดินทางร่วมกันของเราต่อไป การผลักดันนวัตกรรม ความยั่งยืน และความมั่งคั่งของประเทศไทยและนิวซีแลนด์” ฯพณฯ นายโจนาธาน คิงส์ กล่าว

สำหรับงาน Business Matching เป็นการจับคู่ธุรกิจ ระหว่างซีพีเอฟ กับบริษัทด้านเทคโนโลยีจากนิวซีแลนด์ นำสู่ความร่วมมือ 3 ด้านได้แก่ ด้านปศุสัตว์และอาหาร ด้านเทคโนโลยี และด้านห่วงโซ่อุปทาน ก่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติที่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหาร ส่งเสริมความปลอดภัยของผู้บริโภค และสร้างความมั่นคงด้านอาหารให้กับผู้บริโภคทั่วโลก ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

นายพีระพงศ์ กรินชัย ผู้บริหารสุงสุด สายงานวิศวกรรมกรรมกลาง ซีพีเอฟ กล่าวขอบคุณ สำนักงานพาณิชย์นิวซีแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ และพันธมิตรธุรกิจจากนิวซีแลนด์ที่ร่วมงานครั้งนี้ ช่วยให้ซีพีเอฟได้เรียนรู้และแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีล้ำสมัยของนิวซีแลนด์ ซึ่งถือเป็นประเทศชั้นนำด้านเกษตรกรรม และเทคโนโลยีปศุสัตว์ โดยซีพีเอฟเล็งเห็นถึงศักยภาพของเทคโนโลยีที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจของบริษัทในประเทศไทย ช่วยยกระดับการเลี้ยงสัตว์ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น สนับสนุนธุรกิจของซีพีเอฟเติบโตก้าวหน้าในอนาคต

ทั้งนี้ บริษัทชั้นนำจากนิวซีแลนด์ 6 แห่งที่เข้าร่วมในครั้งนี้ ได้แก่ BECA, DSH Systems, Integrated Control Technology, PTN Munafacturing Limited, MACSO Technologies และ SEEN Safety ซึ่งแต่ละบริษัทเป็นผู้นำด้านการออกแบบนวัตกรรมเกี่ยวกับโรงงาน เทคโนโลยีการผลิตอาหารแบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีการเกษตรขั้นสูง องค์กรเหล่านี้พร้อมนำเสนอโซลูชั่นที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต การจัดการข้อมูลปศุสัตว์ เสริมสร้างความปลอดภัยและอาชีวอนามัย และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

แคมเปญ See Tomorrow First ของประเทศนิวซีแลนด์ (หรือในภาษาเมารี เรียกว่า Aotearoa) สะท้อนชีวิตของชาวนิวซีแลนด์ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นประเทศแรกๆของโลก การได้เห็นวันพรุ่งนี้ก่อนได้กระตุ้นให้คนนิวซีแลนด์ใส่ใจต่ออนาคต และพัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้วันพรุ่งนี้ดียิ่งขึ้น

CPF คว้า 2 รางวัล ASRA 2023 จากรายงานความยั่งยืนโดดเด่นด้านสิทธิมนุษยชน – สิ่งแวดล้อม   

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ รับรางวัล “รายงานความยั่งยืนยอดเยี่ยมระดับภูมิภาคเอเชีย” ประจำปี 2023  หรือ Asia Sustainability Reporting Awards (ASRA) รวม 2 ประเภท  ได้แก่  รางวัล Asia’s Best Sustainability Report (Human Rights) ระดับ Silver  และ รางวัล Asia’s Best Environmental Impact Reporting ระดับ Bronze  สะท้อนความชัดเจน ครบถ้วน  ถูกต้อง และโปร่งใสของข้อมูล ในรายงานความยั่งยืนประจำปี 2565  (Sustainability Report 2022)    

ซีพีเอฟ ได้รับ 2 รางวัลดังกล่าว จากการเปิดเผยข้อมูลที่ครอบคลุมตั้งแต่ การจัดทำนโยบายการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน ตลอดจนการรายงานผลการดำเนินงานอย่างครบถ้วน โปร่งใส ในด้านสิทธิมนุษยชน และด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในระดับสากล  

บริษัทให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนที่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มตลอดห่วงโซ่คุณค่าของซีพีเอฟ บริษัทจึงมีความมุ่งมั่นในการสื่อสารให้ผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มรับทราบถึงผลการดำเนินงานที่ถูกต้องแม่นยำ ชัดเจนและโปร่งใส ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาภายใต้กรอบการตรวจประเมินสถานะด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence Framework: HRDD) โดยการวางนโยบายและมาตรการต่าง ๆ เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบ
ด้านสิทธิมนุษยชน มีการบูรณาการในการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องและครบวงจร

บนพื้นฐานของความแตกต่างหลากหลาย ความเสมอภาคเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (Diversity Equality and Inclusivity) อาทิ การจ้างงานและบริหารด้านแรงงาน การสรรหาและจ้างงานแรงงานต่างด้าวอย่างมีจริยธรรม (Ethical Recruitment) การจัดการเรื่องร้องเรียนและเยียวยาผู้ถูกละเมิด นอกจากการเปิดเผยข้อมูลด้านสิทธิมนุษยชนสู่สาธารณชนผ่านรายงานความยั่งยืนประจำปีแล้ว บริษัทยังได้เปิดเผยข้อมูลผ่านรายงานประจำปี (แบบ 56-1 One Report) ตลอดจนช่องทางออนไลน์อื่นๆ เช่น เว็บไซต์บริษัท เว็บไซต์ข่าว โซเชียลมีเดีย เป็นต้น 

นอกจากนี้  ซีพีเอฟ มีการรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในระดับสากลมากขึ้น รวมถึงผลการดำเนินงานที่บรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมผ่านโครงการด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ อาทิ การเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับสภาพภููมิอากาศ(Task Forces on Climate-Related Financial Disclosures (TCFD)) ซึ่งช่วยให้นักลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียทราบถึงความเสี่ยงและโอกาสที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ตลอดจนกลยุทธ์ในการรับมือ และเป้าหมายในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero)

ในรายงานความยั่งยืน ยังได้รายงานถึงการบรรลุเป้าหมายในการลดการดึงน้ำจากภายนอกมาใช้ต่อหน่วยการผลิต ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยมาตรการ 3Rs คือ  Reduce ลดการใช้น้ำ Reuse นำน้ำมาใช้ซ้ำ Recycle นำน้ำผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่  และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยกิจการทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ มีการปลูกต้นไม้รวมกว่า 5.4 ล้านต้นทั่วโลก เพื่อการอนุรักษ์ ปกป้อง และฟื้นฟูป่าป่าบกและป่าชายเลน เพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถานประกอบการ ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 39,000 ตันต่อปี 

สำหรับรางวัล Asia Sustainability Reporting Awards (ASRA) จัดโดย CSR Works International Pte. Ltd. เป็นรางวัลระดับภูมิภาคเอเชียที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อยกย่องแนวปฏิบัติที่ดีของการพัฒนาความยั่งยืนผ่านกระบวนการจัดทำและรายงานผล โดยซีพีเอฟได้รับการประเมินให้ได้รับรางวัลดังกล่าวเป็นปีที่ 5

เมืองไทยประกันชีวิต และ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม สานต่อ “โครงการแสงแก้วผ่าตัดต้อกระจกผู้สูงอายุ” ปีที่ 8 

0

เมืองไทยประกันชีวิตและมูลนิธิเมืองไทยยิ้มพร้อมด้วยโรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้วและกรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์   สานต่อโครงการแสงแก้วเพื่อการผ่าตัดต้อกระจกผู้สูงอายุ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8  มุ่งสร้างสรรค์สังคมผู้สูงวัยให้มีคุณภาพ

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “บริษัทฯ เล็งเห็นถึงความสำคัญของสถานการณ์การก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย  เนื่องจากประชากรผู้สูงวัยในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการสร้างสังคมที่ให้โอกาสแก่ผู้สูงอายุในการมีชีวิตที่ดีและมีความสุขเป็นสิ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง    ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ส่งเสริมและสนับสนุนกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ การจัดกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุในพื้นที่ชุมชน เพื่อสร้างพื้นที่สังคมที่เข้มแข็งและสร้างความสุข  รวมทั้งการส่งเสริมให้ครอบครัวมีการเตรียมความพร้อมและความรับผิดชอบในการดูแลผู้สูงวัย ในโครงการอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุ 18 ชั่วโมง (Care Giver)  ที่มีการอบรมไปแล้ว  3  รุ่น 

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ร่วมกับมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม  สานต่อโครงการแสงแก้ว ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8  เป็นการผ่าตัดต้อกระจกเพื่อผู้สูงอายุที่ขาดแคลน  สำหรับช่วยเหลือดูแลปัญหาดวงตาให้แก่ผู้สูงอายุ โดยได้รับการสนับสนุนและความร่วมมือจาก กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์    ทั้งนี้โครงการเปิดหน่วยคัดกรองโรคต้อกระจกเชิงรุก สำหรับกลุ่มเป้าหมายผู้สูงอายุในบ้านพักคนชราบางแค  บ้านพักคนชราจังหวัดปทุมธานี และชุมชนใกล้เคียงเขตพื้นที่ภาษีเจริญ ยานนาวา หนองแขม พบผู้สูงวัยที่เป็นผู้ป่วยโรคต้อกระจก จำนวน 54 คน ซึ่งได้เข้ารับการรักษาผ่านการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์แก้วตาเทียมเป็นที่เรียบร้อย   โดยคนไข้ทุกท่านได้รับการดูแลตรวจติดตามจากทีมจักษุแพทย์ และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้ว เป็นอย่างดีตลอดระยะเวลา 1 เดือน  สามารถคืนการมองเห็นพร้อมสุขภาพดวงตาที่ดีให้ผู้สูงอายุทุกท่านที่เข้าร่วมโครงการฯ

โดยในโอกาสนี้ คณะผู้บริหารได้แก่นางพิตราภรณ์ บุณยรัตพันธุ์ รองประธานกรรมการมูลนิธิเมืองไทยยิ้มพร้อมด้วย นางสาวนิรัตน์ บูชาสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  และ นางสาวอนัญญา อัตชู ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค ร่วมกิจกรรมเพื่อสรุปผลการดำเนินของ “โครงการแสงแก้ว การคัดกรองและผ่าตัดโรคต้อกระจก เพื่อผู้สูงอายุ”   และยังได้จัดกิจกรรมเพื่อสร้างความสุขและรอยยิ้มให้แก่ทุกคนอีกครั้ง

“การดำเนินโครงการแสงแก้ว โดย มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม  เมืองไทยประกันชีวิต  โรงพยาบาลจักษุบ้านแพ้ว  และ  กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในครั้งนี้สำเร็จลุล่วง ถือเป็นความร่วมมือในการรองรับสังคมผู้สูงอายุอย่างเป็นองค์รวม ตลอดระยะ 8 ปีของโครงการแสงแก้วคืนการมองเห็นให้ผู้สูงอายุทั่วประเทศไทยไปแล้ว รวม 683 ดวงตา และหวังให้ผู้สูงอายุทุกท่านมีความสุขในการมองเห็น มีสุขภาพแข็งแรง เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ดีขึ้นต่อไป  ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของบริษัทฯ ที่ต้องการขับเคลื่อนองค์กรด้วยการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นมิติสิ่งแวดล้อม (Environment)  มิติสังคม (Social) และมิติบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (Governance and Economic) หรือ ESG เพื่อสร้างความสุขและรอยยิ้มแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน” นายสาระ กล่าวสรุป.