Home Blog Page 136

“TNITY” ปรับโครงสร้างองค์กรรับการแข่งขันภายใต้ตลาดผันผวน

0

“บมจ.ทรีนีตี้ วัฒนา” ปรับโครงสร้างองค์กร ตั้ง “ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล” ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมดึง “ดร.วีรพัฒน์ เพชรคุปต์” นั่งแท่นประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด มีผล 1 เม.ย.นี้  เปิดเป้าหมายการทำธุรกิจปี 2567 เดินหน้าขยายฐานลูกค้า TFEX ดันอันดับมาร์เก็ตแชร์ ให้ติด Top 10 ปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัล พัฒนา Application การซื้อขายเต็มรูปแบบ และเตรียมลุยแพลตฟอร์มซื้อขายต่างประเทศ เพื่อให้ตอบสนองการให้บริการลูกค้าแบบไร้รอยต่อ

นายภควัต โกวิทวัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท ทรีนีตี้ วัฒนา จํากัด (มหาชน) (TNITY) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติแต่งตั้ง ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ให้ดํารงตําแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารแทนนายชาญชัย กงทองลักษณ์ ที่เกษียณอายุ ซึ่งคณะกรรมการบริษัทได้แต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาบริษัทต่อไป

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ได้มีมติแต่งตั้งให้ ดร.วีรพัฒน์ เพชรคุปต์  ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด แทน ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรีนีตี้ วัฒนา โดยการปรับโครงสร้างในครั้งนี้จะมีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 เมษายน 2567

ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล

ดร.วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TNITY เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2567 ว่า ทรีนีตี้มียุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนบริษัทในปี 2567 โดยโฟกัสไปที่การเพิ่มขึ้นของ ROE และเน้นการสร้างผลกำไรให้กับบริษัทภายใต้สภาวะตลาดที่ยังมีความผันผวนและการแข่งขันสูง ขับเคลื่อนโดยการใช้ Digitalization ทั่วทั้งองค์กรและการใช้ Customer Relationship Management (CRM) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ลูกค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งฐานลูกค้า Brokering โดยตั้งเป้าที่จะขยายฐานลูกค้า TFEX และสร้างมาร์เก็ตแชร์ให้ติดอันดับ Top 10 และมุ่งหาพันธมิตรที่เป็นสถาบันการเงิน เพื่อต่อยอดในการดำเนินธุรกิจต่างๆ ของบริษัท

บริษัทจะรุกธุรกิจวาณิชธนกิจ ในการเป็นที่ปรึกษาการเงินนำบริษัทเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ซึ่งขณะนี้มีดีลในมือประมาณ 8-10 ดีล จะทยอยเข้าจดทะเบียนในปี 2567-2568 ดีลการเข้าไปเป็นที่ปรึกษา ด้านการควบรวมกิจการ (M&A) จำนวน 6-8 ดีล และยังเป็นที่ปรึกษาในการระดมทุนด้วยการออกตราสารหนี้ (Bond) 10-12 ดีล รวมถึงตั้งเป้าในส่วนของธุรกิจจัดการกองทุนส่วนบุคคล (Wealth Management)   ที่คาดว่าจะเติบโตทะลุ 3,200 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ทิศทางผลดำเนินงานของบริษัทปรับตัวดีขึ้นต่อไป

ดร.วีรพัฒน์ เพชรคุปต์

ด้าน ดร.วีรพัฒน์ เพชรคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ด้วยประสบการณ์ในการทำงานด้านธุรกิจหลักทรัพย์ที่ผ่านมา มองว่าบริษัทต้องเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และการบริการต่างๆ ที่จะนำมาเสนอให้กับลูกค้า เพื่อให้เกิดประโยชน์และผลตอบแทนสูงสุดกับลูกค้าของบริษัทต่อไป โดยบริษัทจะเข้าสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มตัวด้วยการเดินหน้าปรับปรุง Application เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าในการทำรายการซื้อขายผลิตภัณฑ์ และบริการต่างๆ ของบริษัท นอกจากนี้ บริษัทอยู่ในการพัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินของต่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้บริการกับลูกค้าแบบไร้รอยต่อ และให้สอดคล้องกับเป้าหมายหลักของบริษัทที่จะส่งมอบผลตอบแทนที่ดีที่สุดให้กับนักลงทุน

ซีพีเอฟ เดินหน้าพัฒนาคู่ค้าพันธมิตรเติบโตอย่างยั่งยืน ยกระดับการจัดหาที่รับผิดชอบ สร้างความมั่นคงทางอาหาร

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จัดงานสื่อสารคู่ค้าพันธมิตรกว่า 600 ราย ในรูปแบบ On-site และ Online เปิดตัวโครงการ “ PARTNER TO GROW 2024…เติบโต เคียงข้าง อย่างยั่งยืน” มุ่งมั่นพัฒนาคู่ค้า ร่วมคิด ร่วมพัฒนา เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนไปด้วยกัน

นางสาวธิดารัตน์ เดชายนต์บัญชา ผู้บริหารสูงสุดสายงานจัดซื้อกลาง ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟเป็นบริษัทชั้นนำด้านธุรกิจเกษตรอุตสากรรมและอาหาร ดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยตลอดห่วงโซ่คุณค่า คู่ค้าพันธมิตรเป็นส่วนสำคัญอย่างมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมองเห็นเป้าหมายเดียวกัน พัฒนาศักยภาพร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ซีพีเอฟสามารถส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพ ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อโลก แก่ผู้บริโภคทั่วโลก สร้างความมั่นคงทางอาหาร ตามวิสัยทัศน์ “ครัวของโลก” บริษัทฯ จึงได้จัดงานสื่อสารความมุ่งมั่นในการดำเนินการจัดหาอย่างรับผิดชอบ ผ่านการดำเนินโครงการ “PARTNER TO GROW…เติบโต เคียงข้าง อย่างยั่งยืน” ต่อเนื่องปีที่สอง เพื่อให้คู่ค้าพันธมิตร รับทราบทิศทางและเป้าหมายของซีพีเอฟ การดำเนินงานโครงการ แนวทางและหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงาน รวมถึงแผนการพัฒนาศักยภาพสำหรับคู่ค้าพันธมิตรในด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงานและความสามารถทางการแข่งขัน ช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจ ควบคู่กับการดูแล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล และในปีนี้ ซีพีเอฟร่วมกับคู่ค้าพันธมิตรกำหนดแนวทางเพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ Net-Zero ในปี 2050

ในปีนี้ แนวทางการประเมินผลการดำเนินงาน และแผนการพัฒนาศักยภาพคู่ค้าพันธมิตร ยังคงเน้นใน 5 ด้านหลักที่เป็นหัวใจสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน คือ 1.ด้านการส่งมอบสินค้าและบริการ โดยเน้นเรื่องการส่งมอบสินค้าและบริการได้ตรงตามเวลา ทำให้บริษัทมีความต่อเนื่องในการผลิตอาหารไปสู่ผู้บริโภคได้ รวมถึงการมอบบริการที่ดี 2.ด้านคุณภาพของสินค้า ซีพีเอฟให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารก่อนส่งถึงมือผู้บริโภค 3.ด้านความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนซึ่งสะท้อนมาจากราคาที่แข่งขันได้ ซีพีเอฟเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าในภาพรวม ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจของคู่ค้าพันธมิตร ปรับตัวรับสภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว รวมถึงเพื่อให้บริษัทสามารถส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมให้กับผู้บริโภคได้อย่างต่อเนื่อง 4.ด้านความยั่งยืน ทางซีพีเอฟส่งเสริม และสนับสนุนคู่ค้าพันธมิตรตระหนักถึงการจัดหาอย่างยั่นยืนใน 4 มิติ คือ มิติสินค้าและบริการอย่างมีมาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ มิติการบริหารบุคลากรภายในบริษัท การปฏิบัติต่อแรงงานตามกฎหมายอย่างเป็นธรรม มิติการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมิติด้านการดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล ปฏิบัติตามกฏหมาย เป็นธรรม และโปร่งใส ทั้ง 4 มิตินี้ทำให้การดำเนินธุรกิจของคู่ค้าพันธมิตรเติบโตอย่างยั่งยืน และ 5.ด้านนวัตกรรม คู่ค้าพันธมิตรจำเป็นต้องมีการพัฒนา ปรับปรุงและคิดค้นนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขัน และยั่งยืน

โครงการ “PARTNER TO GROW…เติบโต เคียงข้าง อย่างยั่งยืน” มีการรายงานผลการประเมินคู่ค้าพันธมิตรในแต่ละด้านเป็นรายไตรมาส เพื่อช่วยให้คู่ค้าพันธมิตรเห็นด้านที่สามารถพัฒนาปรับปรุงเพิ่มเติม ทั้งนี้ทางซีพีเอฟเองได้ผนึกกำลังหน่วยงานภายในองค์กร จัดโปรแกรมพัฒนาศักยภาพคู่ค้าพันธมิตรในด้านต่างๆ เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ ประสบการณ์สู่การลงมือทำปฏิบัติจริง และสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี นวัตกรรม ซึ่งเป็นประโยชน์กับคู่ค้าพันธิมิตรในการขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างเป็นเลิศ มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่คุณค่า สอดคล้องกับนโยบายด้านการจัดหาอย่างยั่งยืนและแนวปฏิบัติสำหรับคู่ค้าธุรกิจของซีพีเอฟ

กรมปศุสัตว์ จับมือ ภาคเอกชนและสัตวแพทยสมาคมฯ เดินหน้าส่งเสริมสุขภาพสัตว์ดีถ้วนหน้า

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย ข้าราชการระดับสูงและเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ รับมอบผลิตภัณฑ์กำจัดเห็บหมัดภายนอกตัวสุนัขและแมว แบบหยดหลัง จำนวน 50,000 โดส จาก นายสัตวแพทย์กมล รัตนตยารมณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยนาโอกะ ฟาร์มาซูติคอล จำกัด ร่วมกับ นายสัตวแพทย์ปราโมทย์ ตาฬวัฒน์ นายกสัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์

ทั้งนี้ เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมควบคุม ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ที่เป็นสาเหตุให้คนไทยเสียชีวิต 100-1,000 คนต่อปี ให้หมดไปภายในปี 2570 ณ กรมปศุสัตว์ พญาไท

AIS ชวนสัมผัสทะเลไทย จัดเต็มโครงข่าย 5G ถึงทุกเกาะ เร็วแรงทุกหาด ปักหมุดที่เที่ยวอันซีน กุ้ยหลินเมืองไทย – อ่าวมาหยา

0

AIS ร่วมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ในช่วงซัมเมอร์หน้าร้อนกับความสวยงามของท้องทะเลไทยทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย พร้อมเชื่อมต่อศักยภาพ 5G ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ดิจิทัล ปักหมุดสุดยอดแหล่งท่องเที่ยว Unseen Thailand กุ้ยหลินเมืองไทย เขื่อนรัชชประภา (เขื่อนเชี่ยวหลาน) ภายในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี และชายหาดที่สวยติดอันดับโลกอย่างอ่าวมาหยา เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ รวมถึงยังครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม เร็วทุกเกาะ แรงทุกชายหาด ไม่พลาดทุกไลฟ์สไตล์

            นายวสิษฐ์ วัฒนศัพท์ หัวหน้าหน่วยธุรกิจงานปฏิบัติการและสนับสนุนด้านเทคนิคทั่วประเทศ AIS กล่าวว่า “สำหรับปีนี้สถานการณ์การท่องเที่ยวของประเทศกลับมาคึกคักและฟื้นตัวอีกครั้ง จากความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม หรือแม้แต่อาหารการกิน ที่ล้วนแล้วแต่เป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาเยือนเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง AIS จึงเดินหน้าพัฒนาโครงข่ายสื่อสารสัญญาณให้มีคุณภาพความเร็วแรง และความครอบคลุมทุกพื้นที่การใช้งานให้รองรับทุกไลฟ์สไตล์ความต้องการ แน่นอนว่าการทำงานของเราหมายรวมถึงพื้นที่เดิมที่เคยครอบคลุมอยู่แล้วก็ต้องดียิ่งขึ้น ในขณะที่พื้นที่ใหม่ๆ ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เราก็ไม่หยุดยั้งในการนำศักยภาพโครงข่าย 5G เข้าเชื่อมต่อสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวอยู่ตลอดเวลา”

            AIS จึงเป็นผู้ให้บริการรายแรกและรายเดียวที่สามารถให้บริการโครงข่ายสัญญาณ 5G ภายในแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น กุ้ยหลินเมืองไทย อย่างเขื่อนรัชชประภา หรือ เขื่อนเชี่ยวหลาน ภายในเขตอุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่สามารถอำนวยความสะดวกให้นักนักท่องเที่ยวมาสัมผัสธรรมชาติความสวยงามที่เขื่อนเชี่ยวหลานปีละกว่าแสนรายสามารถใช้งานทั้งการโทร และดาต้าบนระบบโครงข่าย AIS 5G ได้อย่างราบรื่นไม่สะดุด แม้จะอยู่ท่ามกลางหุบเขาหินปูนที่โอบล้อมไปทุกด้าน

            หรือแม้แต่ชายหาดทะเลไทย ที่เป็นหนึ่งใน Destination ของ นักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยวันนี้เราสามารถให้บริการโครงข่าย 5G ครอบคลุมพื้นที่ประชากรในการใช้งานไม่ว่าจะเป็น 95% พื้นที่เกาะ 98% ในพื้นที่ชายหาดทั่วประเทศ อาทิ บริเวณอ่าวมาหยาที่สวยติดอันดับ 3 ชายหาดที่สวยที่สุดในโลก ทำให้ผู้มาเยือนสามารถถ่ายรูป ทำคอนเทนต์ โพสต์ แชร์ลงโซเชียลได้แบบเรียลไทม์

            “AIS พร้อมนำศักยภาพโครงข่าย 5G สนับสนุนภาคการท่องเที่ยวในช่วงซัมเมอร์และวันหยุดยาวให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติสัมผัสกับความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ รวมถึงสามารถใช้งานโครงข่ายสื่อสารที่ดีที่สุด ด้วยการมีคลื่นความถี่ครบทุกย่านมากที่สุด รวมถึงยังมีความครอบคลุมการใช้งาน 5G กว่า 90% ของประเทศ”  นายวสิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

ห้าดาว ร่วมโครงการ “ไม่ทอดซ้ำ” ส่งต่อน้ำมันใช้แล้ว ผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)

0

ห้าดาว (Five star) ร่วมโครงการ “ไม่ทอดซ้ำ” ในงานลงนาม MOU รณรงค์ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำระหว่าง BSFG และ กรมอนามัย เพื่อออกใบรับรองให้แก่ร้านอาหารที่ใช้น้ำมันปรุงอาหารทอดไม่ซ้ำ และจัดการน้ำมันใช้แล้วด้วยการจำหน่ายให้ BSGF นำไปผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) ร่วมสนับสนุนให้คนไทย รักษ์โลก รักสุขภาพ พร้อมผลักดันนวัตกรรมสีเขียว

“ธุรกิจห้าดาว” (Five Star) ของ บริษัท ซีพีเอฟ เรสเทอรองท์ แอนด์ ฟู้ดเชน จำกัด ผู้นำธุรกิจจุดจำหน่ายอาหารพร้อมรับประทาน ร่วมสร้างงานสร้างอาชีพให้ผู้ร่วมลงทุน และมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องกว่า 5,000 สาขา ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ บนเส้นทางการสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนในไทยมานานกว่า 40 ปี ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในโครงการ “ไม่ทอดซ้ำ” จากความร่วมมือระหว่าง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BSGF กับกรมอนามัย ในฐานะที่ห้าดาวเป็นหนึ่งกลุ่มพันธมิตรการค้า ที่มีอุดมการณ์เดียวกันในการนำน้ำมันพืชใช้แล้วไปรีไซเคิล ผลิตเป็นเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพแบบยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel) หรือ SAF เพื่อลดปัญหาสุขภาพ และสร้างความยั่งยืน โดยมี นายธนพันธ์ นามวิริยะโชติ รองผู้อำนวยการสายงานพัฒนาธุรกิจ เป็นผู้แทนห้าดาว นำทีมร่วมงาน

“ปัจจุบันมีร้านห้าดาวและเถ้าแก่ห้าดาว ร่วมโครงการฯ นี้แล้วกว่า 130 สาขาทั่วกรุงเทพฯ และบางสาขาตั้งอยู่ในสถานีบริการน้ำมันบางจากเอง ตั้งเป้าขยายสาขาเข้าร่วมโครงการฯ ทั้ง 5,000 สาขา ทั่วประเทศ ภายในปี 2567 และเดินหน้าเข้าร่วมโครงการ “ไม่ทอดซ้ำ” ตามเกณฑ์มาตรฐาน MOU การรณรงค์ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำในครั้งนี้ โดยเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อน CPF ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับทางบางจากในการผลักดันนวัตกรรมสีเขียวและการพัฒนาอย่างยั่งยืน” นายธนพันธ์ กล่าว

โครงการ “ไม่ทอดซ้ำ” เป็นการต่อยอดจากโครงการ “ทอดไม่ทิ้ง” ด้วยการรณรงค์ให้ผู้ประกอบการไม่นำน้ำมันใช้แล้วที่เป็นอันตรายกับสุขภาพมาใช้ทอดอาหารซ้ำ หรือ “ไม่ทอดซ้ำ” เพื่อช่วยขับเคลื่อนและผลักดันด้านอาหารทอดปลอดภัย จากความตระหนักถึงสุขภาพของผู้บริโภค คุณภาพชีวิต รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อม จากการกำจัดของเสียอย่างถูกวิธีด้วยการ และช่วยสร้างรายได้เสริมจากการจำหน่ายน้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว โดยหลังจาก BSGF รับซื้อน้ำมันใช้แล้ว จะออกใบประกาศนียบัตรให้กับร้านที่จำหน่ายน้ำมันดังกล่าว ว่าเป็นร้านอาหารที่ใช้น้ำมันปรุงอาหารทอดไม่ซ้ำ เพื่อยกระดับมาตรฐานร้านนั้นๆ โดยการรับรองของกรมอนามัย

สำหรับร้านอาหารที่จะได้รับใบรับรองฯ ต้องผ่าน 3 เกณฑ์สำคัญ ได้แก่ 1. ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำ 2.ขายน้ำมันปรุง อาหารใช้แล้ว นำไปผลิตเป็น SAF อย่างต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 6 เดือน 3.ผ่านการตรวจค่าสารโพลาร์ (Polar compounds) โดยมีค่าสารโพลาร์ไม่เกินร้อยละ 25 ของน้ำหนักน้ำมันตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

ทั้งนี้การลงนาม MOU โครงการ “ไม่ทอดซ้ำ” มีนายธรรมรัตน์ ประยูรสุข รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน BSGF ร่วมลงนามกับ แพทย์หญิงอัจฉรา ปวะบุตร นิธิอภิญญาสกุล อธิบดีกรมอนามัย ภายในงานห้าดาวนำผลิตภัณฑ์ไก่จ๊อห้าดาวที่ปรุงโดยใช้น้ำมันปรุงอาหารแบบทอดไม่ซ้ำไปร่วมออกบูธด้วย

ออมสิน ฉลองครบ 111 ปียิ่งใหญ่ ออกสลากออมสิน 1 ปี ลุ้นรางวัลที่ 1 สูงถึง 111 ล้านบาท

0

ธนาคารออมสิน ฉลองครบรอบ 111 ปี แจกรางวัลใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ กับ สลากออมสิน 1 ปี ลุ้นรางวัลที่ 1 มูลค่า 111 ล้านบาท !!
✔️ฝากเริ่มต้นเพียง 100 บาท ทั้งแบบใบสลากและดิจิทัล ก็รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่
✔️ฝากครบ 1 ปี รับดอกเบี้ย 0.35 บาทต่อหน่วย
✔️เงินรางวัลและดอกเบี้ย รับเต็มไม่เสียภาษี
?เปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 67 – 15 พ.ค. 67 ที่ธนาคารออมสินทุกสาขาและแอปพลิเคชัน MyMo
*ออกรางวัลที่ 1 มูลค่า 111 ล้านบาท ในวันที่ 16 พ.ค. 67

จุดเด่น สลากออมสินพิเศษ อายุ 1 ปี หน่วยละ 100 บาท มีสิทธิถูกรางวัลทุกเดือนเป็นเวลานานถึง 12 เดือน รางวัลที่ 1 มูลค่ารางวัล 10 ล้านบาท และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย เงินรางวัลและดอกเบี้ยของบุคคลธรรมดา ไม่เสียภาษี ฝากครบอายุจะโอนเงินต้นและดอกเบี้ยเข้าบัญชีเงินฝากที่เป็นบัญชีคู่โอนโดยอัตโนมัติ

หลักเกณฑ์รายละเอียด
ระยะเวลารับฝากตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2567 เป็นต้นไป
ผู้มีสิทธิเปิดบัญชี–  บุคคลธรรมดา อายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป
–  นิติบุคคลทุกประเภท
อายุ 1 ปี (สิทธิการถูกรางวัล 12 ครั้ง)
หน่วยละ100 บาท
รายละเอียดดอกเบี้ยฝากครบ 1 ปี ได้รับดอกเบี้ย  0.35  บาทต่อหน่วย


รายละเอียดเพิ่มเติม > https://shorturl.asia/CdTDK
*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

AIS พร้อมต้อนรับสงกรานต์ จัดเต็มโครงข่ายมือถือ-เน็ตบ้าน ทีมวิศวกร 24 ชม. ให้เที่ยวสงกรานต์ทั่วไทย “รวมกันที่ไหน อุ่นใจยกแก๊ง”

0

AIS ยืนยันความพร้อมต้อนรับเทศกาลสงกรานต์ เสริมศักยภาพโครงข่ายสื่อสารเต็มกำลังทั้งมือถือ และเน็ตบ้าน รวมถึงความพร้อมของบุคลากรด้านงานบริการและทีมวิศวกรตลอด 24 ชั่วโมงอย่างเต็มความสามารถ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าทั้ง AIS และ AIS 3BB Fibre3 ในการเดินทางกลับภูมิลำเนา ให้สามารถใช้งานระบบสื่อสารและบริการดิจิทัลเฉลิมฉลองช่วงวันปีใหม่ไทยในเทศกาลสงกรานต์แบบชุ่มฉ่ำความสุขจัดเต็ม กับแคมเปญ “สงกรานต์ รวมกันที่ไหน อุ่นใจยกแก๊ง” ให้ลูกค้าเอนจอยโมเมนต์ดีๆ กับการใช้คะแนนสะสม AIS Points เพียง 1 คะแนน ในการแลกรับประสบการณ์ความพิเศษมากมายไม่ว่าจะเป็น สุดยอดคอนเทนต์ความบันเทิง ช้อปปิ้งไอเทมสงกรานต์ รวมถึงมอบความห่วงใยด้วยประกันอุบัติเหตุ ให้ลูกค้าอุ่นใจในทุกการเดินทางท่องเที่ยวตลอดช่วงสงกรานต์

นายปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าทั่วไป AIS กล่าวว่า “เราให้ความสำคัญกับการส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลให้กับลูกค้าในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะในวันปีใหม่ไทยอย่างวันสงกรานต์ที่ลูกค้าและคนไทยจะเดินทางกลับต่างจังหวัด หรือแม้แต่ใช้โอกาสนี้ในการท่องเที่ยว รวมถึงยังเป็นช่วงที่ประเทศมีโอกาสได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่อยากเข้ามาสัมผัสกับความสนุกของเทศกาลสงกรานต์ที่จัดขึ้นทั่วประเทศ ในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัลอันดับ 1 เราขอยืนยันความพร้อมในศักยภาพของโครงข่ายสื่อสาร AIS 5G ที่ครอบคลุมกว่า 90% ของพื้นที่ประชากร เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้าทุกคนจะได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดจาก AIS”

โดย AIS นำเทคโนโลยี AI และ Autonomous Network มาช่วยมอนิเตอร์ปริมาณการใช้งานในการบริหารจัดการโครงข่าย และยังเสริมศักยภาพของโครงข่ายสัญญาณจากสถานีฐานเดิมของ 4G,5G และ AIS SUPER WiFi รวมถึงยังเพิ่มรถสถานีฐานเคลื่อนที่ (Mobile Base Station Car) และสถานีฐานชั่วคราวเฉพาะจุด ในพื้นที่สำคัญที่คาดว่าจะมีการใช้งานอย่างหนาแน่น อาทิ

  • ถนนสายหลัก รวมถึงจุดพักรถที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาทั้ง ถนนมิตรภาพในเส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ถนนพหลโยธิน และเอเชียในเส้นทางภาคเหนือ, ถนนสุขุมวิทในเส้นทางภาคตะวันออก และถนนเพชรเกษมในเส้นทางภาคใต้
  • จุดบริการขนส่งสาธารณะ อาทิ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ สถานี บขส. และสนามบินทั่วประเทศ
  • สถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ อย่างวัด พื้นที่อุทยาน ทะเล รวมถึงในจุดที่มีการจัดกิจกรรมรดน้ำขอพรและเล่นน้ำสงกรานต์ทั่วประเทศ อาทิ กรุงเทพฯ ที่ ถนนข้าวสาร ถนนสีลม, เชียงใหม่ ที่คูเมืองประตูท่าแพ, ขอนแก่น ที่ถนนข้าวเหนียว, ชลบุรี บางแสน ที่ถนนข้าวหลาม , สงขลา ที่ถนนธรรมนูญวิธี หาดใหญ่

ทางด้านบริการเน็ตบ้าน นายธีร์ สีอัมพรโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจบรอดแบนด์ AIS 3BB Fibre3 ให้ความมั่นใจในคุณภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง “โดยเตรียมความพร้อมในการดูแลลูกค้าอย่างเต็มที่ เทศกาลสงกรานต์เป็นช่วงแห่งความสุขของคนไทย และเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนใช้เวลาร่วมกันในบ้าน เราได้เตรียมความพร้อมบุคลากร รวมถึงระบบเทคโนโลยีที่พร้อมให้ข้อมูลช่วยเหลือดูแลลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าลูกค้า AIS 3BB Fibre3 ใช้งานอินเทอร์เน็ตช่วงสงกรานต์และรับชมความบันเทิงที่ได้มากกว่ากับทุกคนในบ้านอย่างมีความสุข รวมถึงวันนี้ลูกค้า 3BB Fibre3 สามารถโอน 3BB Points มาเป็น AIS Points เพื่อรับความพิเศษในแคมเปญ รวมกันที่ไหน ก็อุ่นใจได้ยกแก๊ง ได้เช่นกัน”

นอกจากนี้ยังเตรียมความพิเศษเป็นของขวัญวันปีใหม่ไทยแทนความห่วงใยและความปรารถนาดีกับแคมเปญ สงกรานต์ รวมกันที่ไหน อุ่นใจยกแก๊ง ให้ลูกค้าได้เอนจอยกับโมเมนต์ดีๆ ชุ่มฉ่ำความสุขตลอดเทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ ตั้งแต่ วันที่ 5 – 19 เมษายน 2567

  • อยู่บ้านสุขใจ สนุกไปกับ  เอไอเอส คาราโอเกะ ชวนทุกคนในครอบครัวมาร้องเพลินๆ กับเพลงโดนๆ จากค่ายดังทั้ง อาร์เอส และ แกรมมี่ ผ่าน AIS PLAY BOX ได้ฟรีๆ สำหรับลูกค้าที่มีกล่อง AIS PLAY BOX
  • แลกสุดคุ้ม AIS Point 1 คะแนน รับความสุขสุดคุ้มแบบฉ่ำรับหน้าร้อน ไม่ว่าจะเป็น
  • รับชมซีรีส์แบบจุใจ แลกรับ Content WeTV VIP เพื่อดู WeTV แบบจุกๆ ไปเลย 15 วัน
  • สายช้อปพลาดไม่ได้ ลูกค้าเอไอเอสที่สมัครสมาชิกใหม่บิ๊กพอยต์ แลกรับคูปองส่วนลดจาก Big C มูลค่า 100 บาท เมื่อซื้อครบ 700 บาท จะซื้ออุปกรณ์เล่นน้ำ หรือจะซื้อของเลี้ยงฉลองก็ได้ทั้งนั้น
  • ไอเทมสุดเฟี้ยว อุ่นใจซองกันน้ำ แลกรับได้ที่ AIS SHOP ทั่วประเทศ

และงานสงกรานต์สยาม ผ้าขาวม้า อยู่เย็น เป็นสนุก 2567 ที่ AIS SIAM ในวันที่ 13 -15 เม.ย.67 หรือบูธ AIS ที่จัดงานสงกรานต์ ทั่วประเทศไทย

  • หรือซื้อมือถือสมาร์ทโฟนผ่าน AIS Online Store รับฟรี! อุ่นใจซองกันน้ำเช่นกัน (จนกว่าของจะหมด)
  • เดินทางอุ่นใจ รับกรมธรรม์ประกันภัยกลุ่มสงกรานต์คลายร้อน (ไมโครอินชัวรันส์) ปี 2567 กับบริษัทเมืองไทยประกันชีวิต คุ้มครองสูงสุด 100,000 บาท
  • ลูกค้า AIS Serenade Platinum เดินทางปลอดภัย อุ่นใจ กับสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า รับสิทธิ์ชาร์จฟรี 1 ชม.ที่ EVolt Charger Station ทั่วประเทศ
  • เอ็นจอยไม่ขาดตอน รับชมความบันเทิงไปกับแพ็กเกจอุ่นใจ AIS 5G Netflix สนุกครบ จบในตัวทุกที่ทุกเวลา ทั้งเน็ต โทร และ Netflix ในราคาเพียง 499 บาท เท่านั้น

AIS ขอส่งความปรารถนาดีไปยังลูกค้า และคนไทย ให้เดินทางกลับภูมิลำเนาอย่างปลอดภัย อุ่นใจทุกการใช้งาน เต็มอิ่มไปกับความพิเศษจากพวกเราตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่แอป myAIS และ https://m.ais.co.th/n1HgWBxTq

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้การสนับสนุนสมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสฯ ต่อเนื่อง เดินหน้ายกระดับกีฬาไทยเป็น Soft Power

0

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) สนับสนุนสมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาและวงการเทเบิลเทนนิสไทย พร้อมผนึกพลังตลาดทุนไทย โดยมีบริษัทจดทะเบียน 16 แห่ง ร่วมสนับสนุนสมาคมกีฬา 19 สมาคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนวงการกีฬาไทยให้เป็น Soft Power ของประเทศ ภายใต้แนวทางความร่วมมือการสนับสนุนสมาคมกีฬา ตามนโยบายของภาครัฐ

นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมาย และดูแลฝ่ายบริหารกิจกรรมเพื่อสังคม ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า การร่วมสนับสนุนสมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทยของ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างอนาคตสำหรับ ทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด Make it “Work” for Every Future ในโอกาสที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 ในปีนี้ ซึ่งกิจกรรมที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดำเนินการครอบคลุมทั้งการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยด้านกีฬาตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ให้การสนับสนุนสมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย มาต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 แล้ว ภายใต้โครงการ SET Star Table Tennis เพื่อพัฒนานักกีฬาและวงการเทเบิลเทนนิส ของไทยทั้งระบบ และได้สนับสนุนนักกีฬาเทเบิลเทนนิสทีมชาติไทยร่วมแข่งขันในรายการที่มีการจัดอันดับของโลก เพื่อให้นักกีฬาไทยได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้น ซึ่งที่ผ่านมามีนักกีฬาเทเบิลเทนนิสทีมชาติไทย และนักกีฬาเทเบิลเทนนิสคนพิการทีมชาติไทย สร้างผลงานคว้าเหรียญรางวัลจากการแข่งขันกีฬาทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลกหลายรายการ โดยในปี 2567 นี้ นักกีฬาเทเบิลเทนนิสทีมหญิงของไทยได้โควต้าจากการจัดอันดับโลกผ่านเข้าร่วมแข่งขัน กีฬาโอลิมปิก 2024 ที่ประเทศฝรั่งเศส เป็นครั้งแรกได้สำเร็จ ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการกีฬาเทเบิลเทนนิสไทย

“ตามที่คณะกรรมการนโยบายการสนับสนุนสมาคมกีฬาจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและภาคเอกชน ซึ่งดำเนินการผ่านสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ได้ขอความร่วมมือหลายภาคส่วนในการร่วมผลักดันและขับเคลื่อนด้านกีฬาเพื่อสร้าง Soft Power สำคัญของประเทศ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ในฐานะหนึ่งในองค์กรภาคตลาดทุนได้ร่วมสนับสนุนการเดินหน้าขับเคลื่อนด้านกีฬาด้วย โดยจะลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อให้ทุนสนับสนุนสมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสแห่งประเทศไทย อีกทั้งยังช่วยทำหน้าที่เป็นกลไกในการเชื่อมโยงองค์กรธุรกิจในภาคตลาดทุนเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนวงการกีฬาให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยได้เชิญชวนบริษัทจดทะเบียน 16 แห่ง มาร่วมสนับสนุนสมาคมกีฬา 19 สมาคม ด้วยทุนสนับสนุนกว่า 59 ล้านบาท ซึ่งการสนับสนุนกีฬานอกจากจะเป็นการยกระดับวงการกีฬาไทยให้โดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลแล้ว ยังเป็นการพัฒนาอาชีพ ทั้งนักกีฬา ผู้ฝึกสอน ผู้ตัดสิน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา และอาชีพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีผลพลอยได้ที่สำคัญ คือ การได้มีส่วนในการส่งเสริมสุขภาพที่ดีของประชาชนด้วย” นายรองรักษ์กล่าว

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมุ่งส่งเสริมให้กีฬาเทเบิลเทนนิสเป็นกีฬาสำหรับทุกเพศทุกวัย ภายใต้แคมเปญ “เทเบิลเทนนิส สร้างสุข สนุกได้ทุกวัย” โดยร่วมกับสมาคมกีฬาเทเบิลเทนนิสไทยแห่งประเทศไทย และกรุงเทพมหานคร ทำการพัฒนาศูนย์กีฬาหรือพื้นที่ในความดูแลของกรุงเทพมหานคร ให้มีสถานที่สำหรับการเล่นกีฬาเทเบิลเทนนิสได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งยังขยายไปชุมชนในต่างจังหวัดด้วย อาทิ สร้างลานกีฬา และมอบโต๊ะเทเบิลเทนนิสและอุปกรณ์ รวมทั้งจัดโค้ชฝึกสอนให้กับโรงเรียนบ้านสามขา จ.ลำปาง และโรงเรียนบ้านอ้อยวิทยาคาร จ.แพร่ เพื่อส่งเสริมสุขภาพและทักษะการเล่นกีฬาให้กับเด็ก ครู และชุมชนในพื้นที่ด้วย

สำหรับบริษัทจดทะเบียนที่ร่วมสนับสนุนสมาคมกีฬา ได้แก่

  1. ธนาคาร กสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  2. ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน)
  3. ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน)
  4. บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน)
  5. บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
  6. บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน)
  7. บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
  8. บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)
  9. บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
  10. บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
  11. บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน)
  12. บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน)
  13. บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน)
  14. บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน)
  15. บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด (มหาชน)
  16. บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน)

บริษัทจดทะเบียนที่สนใจสนับสนุนสมาคมกีฬาสามารถสอบถามได้ที่ การกีฬาแห่งประเทศไทย

แนะวิธีรับประทานอาหารและเก็บรักษา ในช่วงฤดูร้อน

0

นักกำหนดอาหารวิชาชีพ ย้ำ ฤดูร้อนอาหารเสียง่าย ควรใส่ใจในการรับประทานอาหาร ย้ำยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และควรกินอาหารปรุงสุก เสร็จใหม่ หลีกเลี่ยงการกินอาหารสุก ๆ ดิบๆ เพื่อความปลอดภัย

ดร.วนะพร ทองโฉม นักสุขศึกษา (นักกำหนดอาหารวิชาชีพ) งานสร้างเสริมสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ฤดูร้อน เป็นช่วงเวลาที่มีอุณหภูมิเหมาะสมต่อการเติบโตของจุลินทรีย์ก่อโรคในระบบทางเดินอาหาร ผู้บริโภคควรระวังการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ก่อโรคในอาหารและน้ำ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อและเกิดโรคท้องร่วง โรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด โรคไทฟอยด์และอหิวาตกโรค

สุขอนามัยพื้นฐานของการรับประทานอาหารอย่างปลอดภัย คือ การปรุงอาหารให้สุกด้วยความร้อนสูงในระดับที่สามารถทำลายเชื้อก่อโรคต่าง ๆ ที่ปนเปื้อนมากับอาหารได้ ผู้บริโภคควรรับประทานอาหารหลังจากปรุงสุก เสร็จใหม่ ยึดหลักกินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ หลีกเลี่ยงการกินอาหารสุกๆ ดิบ ๆ และหากต้องกินอาหารร่วมกันกับผู้อื่นควรใช้ช้อนกลาง และก่อนกินอาหาร ต้องล้างมือด้วยน้ำและสบู่ให้สะอาดทุกครั้ง เพื่อลดสื่อนำโรคติดต่อจากอาหารและน้ำ

นอกจากนี้ อาหารที่ปรุงสุกแล้ว ไม่ควรวางไว้ที่อุณหภูมิปกติเป็นเวลานานหลายชั่วโมง เพราะอุณหภูมิที่จุลินทรีย์และแบคทีเรียก่อโรคขยายตัวได้ดี คือ “ช่วงอุณหภูมิอันตราย” (Danger Zone) ระหว่าง 5-60 องศาเซลเซียส หมายความว่า อาหารที่อยู่ในอุณหภูมิช่วงนี้ แบคทีเรียจะสามารถเติบโตและเพิ่มปริมาณได้ดี ทำให้เชื้อเพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุของอาหารบูดเสีย ผู้ที่รับประทานอาหารเหล่านี้เข้าไปจะเกิดอาหารเป็นพิษได้

องค์การอนามัยโลกและกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา แนะนำว่า ไม่ควรทิ้งอาหารไว้ที่อุณหภูมิปกติเกิน 2 ชั่วโมง และหากอุณหภูมิเกิน 32 องศาเซลเซียส ไม่ควรทิ้งอาหารไว้เกิน 1 ชั่วโมง ซึ่งสภาพอากาศในประเทศไทยโดยเฉพาะฤดูร้อนอุณหภูมิมักจะสูงเกิน 32 องศาเซลเซียส จึงไม่ควรวางอาหารปรุงสุกแล้วไว้ที่อุณหภูมิปกติเกิน 1 ชั่วโมง เนื่องจากจุลินทรีย์มีอยู่ทั่วไปและสามารถขยายตัวในอาหารที่ตั้งทิ้งไว้ได้

สำหรับวิธีการเก็บรักษาอาหาร แนะนำการแช่เย็น ที่อุณหภูมิต่ำกว่าหรือเท่ากับ 4 องศาเซลเซียส เพราะจุลินทรีย์และแบคทีเรียเติบโตได้ช้าลง ขณะที่การแช่แข็ง อุณหภูมิเท่ากับหรือต่ำกว่า -18 องศาเซลเซียส จะหยุดการเติบโตของจุลินทรีย์ ทำให้เก็บอาหารได้นานขึ้น โดยทั่วไปตู้เย็นในช่องแช่เย็นจะมีอุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียส และช่องแช่แข็งจะอยู่ที่ประมาณ -20 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม การเก็บอาหารที่อุณหภูมิต่ำทั้งการแช่เย็นและการแช่แข็งไม่ได้เป็นการทำลายหรือกำจัดเชื้อแบคทีเรีย แต่เป็นพียงการชะลอหรือยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียเท่านั้น ซึ่งอาหารแช่เย็นยังมีวันหมดอายุและเน่าเสียได้ ในกรณีอาหารที่ปรุงประกอบด้วยส่วนผสมหลายอย่าง ให้ยึดระยะเวลาของส่วนผสมที่เสียเร็วที่สุดเป็นเกณฑ์

ส่วนการทำอาหารในปริมาณมากและต้องการแบ่งอาหารเก็บไว้รับประทานหลายมื้อ ควรแบ่งใส่ภาชนะในสัดส่วนขนาดพอดีมื้อ ปิดให้มิดชิด และนำเข้าเก็บในช่องแช่แข็งหรือแช่เย็นภายใน 1 ชั่วโมง หากรับประทานอาหารไม่หมดและต้องการเก็บอาหารไว้รับประทานในมื้อต่อไป ควรอุ่นร้อนอาหารนั้นก่อน เพื่อทำลายเชื้อแบคทีเรียที่อาจปนเปื้อนมาในอาหาร และเมื่ออาหารอุณหภูมิเย็นลงแล้วให้แบ่งเก็บในภาชนะที่ปิดมิดชิด เก็บเข้าตู้เย็นภายใน 1 ชั่วโมง เช่นกัน โดยสามารถเลือกเก็บได้ทั้งการแช่แข็งและการแช่เย็น ตามเวลาที่ต้องการเก็บรักษาอาหารนั้น

ขณะเดียวกัน ก่อนการรับประทานอาหารปรุงสุกที่ทำไว้นานเกิน 2 ชั่วโมง หรือเก็บค้างคืนไว้ในตู้เย็น ต้องนำมาอุ่นด้วยความร้อนอย่างทั่วถึง ที่อุณหภูมิอย่างน้อย 74 องศาเซลเซียส หรืออุ่นจนกระทั่งเดือด เพื่อให้เพียงพอที่จะทำลายเชื้อแบคทีเรีย

รู้เก็บรู้ออม : วีซ่าลงทุนหุ้นนอก!!

0

การลงทุนในยุคนี้ มีเครื่องมือลงทุนใหม่ๆ ที่เอื้ออำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุกอย่างมาก ใครจะไปคิดว่า การลงทุนในหุ้นต่างประเทศ จะสามารถทำได้อย่างสะดวกสบายด้วยเครื่องมือลงทุนอย่าง DR และ DRx ผ่านตลาดหุ้นไทย แถมซื้อขายด้วยเงินสกุลบาท โดยที่นักลงทุนได้รับสิทธิประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นเหมือนเราได้ฟรีวีซ่าให้บินไปคว้าหุ้นนอกตัวเจ๋งๆ มาสะสมในพอร์ตตัวเองเลยทีเดียว

หุ้นสหรัฐฯ เป็นเป้าหมายของนักลงทุนที่อยากโกอินเตอร์ เพราะตลาดหุ้นสหรัฐฯ เป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีขนาดตลาดประมาณ 50 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือครึ่งหนึ่งของขนาดตลาดหุ้นทั้งโลกรวมกัน ถ้าเทียบกับ SET Index ของไทยแล้ว หุ้นสหรัฐฯ บางตัวที่เรารู้จัก มีขนาดหรือมูลค่ามาร์เก็ตแคปพอ ๆ กับหุ้นทั้งหมดในตลาดหุ้นไทยรวมกัน เช่น ห้าง Walmart ธนาคาร JP Morgan Chase หรือ หุ้น Apple มีขนาดถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใหญ่เป็น 6 เท่าของ SET Index เลยทีเดียว

ดังนั้น หุ้นสหรัฐฯ จึงเป็นทางเลือกลงทุนที่น่าสนใจ ซึ่งนักลงทุนไทยสามารถลงทุนโดยตรง โดยเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ไทยที่มีบริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ แต่วิธีนี้ นักลงทุนจะต้องเสีย “ภาษีกำไรจากการลงทุน” ด้วย ขณะที่ช่องทางลงทุนผ่านเครื่องมือ DR ไม่มีเงื่อนไขเรื่องภาษีนี้ โดยปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ มี DR หุ้นต่างประเทศรวมกว่า 20 ตัว และมี DR ที่อิงดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้แก่ NDX01 ซึ่งลงทุนอ้างอิงดัชนี NASDAQ 100 และ DRx 10 ตัว ซึ่งทั้งหมดเป็นหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และครอบคลุมหุ้น 7 นางฟ้าทั้ง Apple, Amazon, Alphabet, Meta, Microsoft, Nvidia และ Tesla

สัปดาห์นี้ “คุณนายพารวย” จึงมีข่าวดีมาแจ้งนักลงทุนและผู้สนใจที่กำลังเล็งหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นต่างประเทศตัวอื่นๆ รวมทั้งหุ้นไทย โดย “ตลาดหลักทรัพย์ฯ” กำลังจะมีงานสัมมนาให้ความรู้แบบจุกๆ ในวันอาทิตย์ที่ 31 มีนาคม 2567 นี้

สัมมนา “ปรับพอร์ต เปิดโอกาส…คัดหุ้นตัวท็อปเข้าพอร์ต” ตั้งแต่ 9.30-12.00 น. ที่หอประชุมศุกรีย์ฯ ชั้น 3 อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนมองหาแนวทางลงทุน ปรับกลยุทธ์ จัดพอร์ตให้ทันสถานการณ์ลงทุน ฟังมุมมองและโอกาสลงทุนหุ้นและคัดสรรสินทรัพย์ทั่วโลกเพื่อเสริมพอร์ตแกร่ง พบกับหัวข้อที่ไม่ควรพลาด “ปรับกลยุทธ์ จัดพอร์ตลงทุน ด้วยหุ้นไทย-หุ้นเทศ”, “เปิดโอกาส คัดหุ้นนอกตัวท๊อป” พร้อมรับโผ DR-DRx ในดวงใจนักวิเคราะห์ เพิ่มโอกาสลงทุนหุ้นต่างประเทศง่าย ๆ ผ่านตลาดหลักทรัพย์ไทย อย่างมั่นใจ พบบูธผู้ออกหลักทรัพย์ เจาะลึก DR และ DRx

งานนี้คนที่กำลังมองหาโอกาสลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดเต็มแบบจุใจ เพื่อให้ผู้สนใจตักตวงความรู้ และข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการลงทุนกันแบบเต็มๆ ที่สำคัญงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้สนใจ สามารถลงทะเบียนร่วมงานได้เลย โดยสแกน QR Code ไม่อยากเสียโอกาสลงทุนดีๆ ต้องห้ามพลาดงานนี้!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ