Home Blog Page 136

ซีพีเอฟ ชูระบบคอมพาร์ทเมนต์ ป้องกันไก่ไทยปลอดไข้หวัดนก

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ชูระบบ “คอมพาร์ทเมนต์” ป้องกันโรคไข้หวัดนกอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ไก่ไทยปลอดไข้หวัดนกได้อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอาหารสู่มาตรฐานขั้นสูงสุดระดับอวกาศ ย้ำผู้บริโภคต้องปรุงสุก และแยกชุดอุปกรณ์ปรุงอาหารระหว่างวัตถุดิบสดและอาหารปรุงสุก เพื่อความปลอดภัย

สพ.ญ.ดร.นิอร บุญประเสริฐ ผู้บริหารสูงสุด สายงานบริการวิชาการสัตว์ปีกและศูนย์วินิจฉัยโรคสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญและเอาใจใส่ทุกขั้นตอนในห่วงโซ่การผลิต เน้นคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์อาหารเป็นหลัก โดยเฉพาะการนำมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันโรคที่อาจปนเปื้อนในกระบวนการผลิต ผ่านการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่วัตถุดิบอาหารสัตว์ ที่จะนำมาให้สัตว์กินต้องมีความปลอดภัย ตลอดจนกระบวนการเลี้ยงและการจัดการฟาร์มสัตว์ปีกทุกขั้นตอน ทั้งฟาร์มพ่อแม่พันธุ์ โรงฟักไข่ ฟาร์มไก่เนื้อ รวมถึงโรงงานชำแหละและแปรรูป ต้องปลอดเชื้อปนเปื้อน

ซีพีเอฟ ยังได้ยกระดับเนื้อไก่ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับอวกาศ (Space Food Safety Standard) ซึ่งเป็นมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด และสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ความปลอดภัยด้านอาหารขององค์การ NASA ที่นักบินอวกาศสามารถรับประทานได้ เป็นเครื่องยืนยันได้ว่า เนื้อไก่จากซีพีเอฟมีความปลอดภัย ปลอดสาร 100% ที่องค์การระดับโลกยอมรับ ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมผลิตอาหารที่ยั่งยืน

ระบบคอมพาร์ทเมนต์ (Compartment) คือ การป้องกันตั้งแต่ต้นทางที่มีประสิทธิภาพ เป็นระบบการเลี้ยงสัตว์ปีกในฟาร์มและโรงเรือนระบบปิด ภายใต้มาตรฐานการจัดการระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ และการเฝ้าระวังโรค ที่มีขั้นตอนการวิเคราะห์ อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุมและวางมาตรการในการป้องกัน เพื่อลดโอกาสในการเกิดโรคไข้หวัดนกในฟาร์ม มีการตรวจติดตามสุขภาพสัตว์อย่างใกล้ชิด โดยเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบหาเชื้อโรคต่างๆ ที่อาจปนเปื้อนและส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภคและสุขภาพของสัตว์ อาทิ เชื้อไวรัสไข้หวัดนก เชื้อแบคทีเรียซาลโมเนลลา เชื้อไวรัสนิวคาสเซิล โดยทีมสัตวแพทย์บริการวิชาการด้านสัตว์ปีก เข้าติดตามเฝ้าระวังสุขภาพสัตว์ระหว่างการเลี้ยงอย่างใกล้ชิด ซึ่งบริษัทฯ นำระบบนี้มาใช้และได้การรับรองจากกรมปศุสัตว์ตั้งแต่ปี 2554

ปัจจุบัน ซีพีเอฟ ใช้ระบบคอมพาร์ทเมนต์ในทุกฟาร์มสัตว์ปีกตลอดห่วงโซ่การผลิต 100% มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อยอดให้กับฟาร์มเกษตรกรประกันราคา (Contract Farming) มีระบบการเลี้ยงการจัดการ การป้องกันโรคที่ได้มาตรฐานช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิตสัตว์ปีกของไทย สนับสนุนเกษตรกรให้สามารถเลี้ยงไก่ปลอดจากเชื้อไข้หวัดนก ได้ผลผลิตดี มีรายได้ที่มั่นคง เมื่อเกษตรกรอยู่ได้ อุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกของไทยอยู่ได้ ทำให้เกิดความยั่งยืนในอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกและเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป

สำหรับระบบคอมพาร์ทเมนต์ มีมาตรการในการควบคุม ป้องกัน และเฝ้าระวังโรคตลอดกระบวนการผลิต ประกอบไปด้วย 4 พื้นฐานหลัก คือ

  1. มีการกำหนดมาตรการด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity management system) โดยดำเนินการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติที่ต้องควบคุมและวางมาตรการป้องกัน (HACCP) ตลอดกระบวนการผลิต
  2. มีการตรวจเชิงรุกเพื่อเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกในฝูงสัตว์ปีกที่เลี้ยงในฟาร์มและสัตว์ปีกในพื้นที่รัศมีกันชน 1 กิโลเมตร รอบฟาร์มอย่างต่อเนื่อง (Surveillance)
  3. วางมาตรการควบคุมโรคไข้หวัดนกในฟาร์มและพื้นที่กันชนรัศมี 1 กิโลเมตร รอบฟาร์มตามข้อกำหนดของกรมปศุสัตว์ (Disease Control)
  4. วางระบบทวนสอบย้อนกลับ (Traceability System) เพื่อติดตามข้อมูลการผลิตได้ตลอดห่วงโซ่อาหาร

นอกจากนี้ ซีพีเอฟเลี้ยงสัตว์ปีกในโรงเรือนระบบปิดที่มีการควบคุมสภาพแวดล้อม (Evaporative Cooling System) และนำระบบควบคุมทางไกลผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และ Internet of Thing (IoT) ติดตามสุขภาพสัตว์ภายในฟาร์มตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ลดการเข้าภายในโรงเรือนของเจ้าหน้าที่สัตวบาลโดยไม่จำเป็น ลดความเสี่ยงที่จะนำโรคเข้าสู่สัตว์

สพ.ญ.ดร.นิอร แนะนำว่า การบริโภคอย่างปลอดภัย หากพบสัตว์ปีกป่วยตายอย่างผิดปกติ ห้ามนำไปประกอบอาหาร ทั้งควรเลือกซื้อวัตถุดิบและอาหารจากผู้ผลิตที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน และต้องปรุงสุกด้วยอุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป พร้อมแยกชุดอุปกรณ์วัตถุดิบสดและอาหารที่ปรุงสุกแล้ว และล้างมือหลังปรุงประกอบอาหาร ขณะที่ผู้เลี้ยงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีกที่มีอาการผิดปกติหรือสงสัยว่าป่วย หากจำเป็นต้องสัมผัสให้ใช้สบู่ล้างมือให้สะอาดทันที

AIS จับมือ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ผลักดันภารกิจ “คนไทยไร้ e-waste”

0

AIS ผนึกกำลัง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เดินหน้าแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และเสริมสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญต่อกระบวนการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี ภายใต้โครงการ “รณรงค์ Going Zero E-WASTE กับศูนย์อาเซียน” พร้อมขยายช่องทางการรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ณ ตึกของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เชิญชวนประชาชนและบุคลากรในสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่กระบวนการจัดการรีไซเคิล Zero e-waste to landfill อย่างถูกวิธี ผ่านแอป E-Waste+ พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเป้าหมายในการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “AIS เดินหน้าทำภารกิจคนไทยไร้ E-Waste มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปัจจุบันได้ยกระดับการทำงานสู่การเป็นศูนย์กลางการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ หรือ HUB of E-Waste ที่มีพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนมากกว่า 190 องค์กร โดยวันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เข้าร่วมโครงการ “รณรงค์ Going Zero E-WASTE กับศูนย์อาเซียน” ในการขยายจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ตึกของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และขอเชิญชวนประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง และบุคลากร นำขยะอิเล็กทรอนิกส์มาทิ้งกับทาง AIS เพื่อให้ขยะทุกชิ้นเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี ปราศจากการฝังกลบ หรือ Zero to landfill ซึ่งนอกจากจุดรับทิ้งแล้ว เรายังยกระดับในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปอีกขั้นด้วยการใช้เทคโนโลยี Blockchain มาพัฒนาเป็นแอปพลิเคชัน E-Waste+ ที่สามารถเข้ามาช่วยในการจัดการและติดตามขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ผ่านบุคลากรของทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจากทุกหน่วยงาน มาร่วมเป็น Agent ในการรับฝากทิ้งขยะผ่าน App E-Waste+”

ว่าที่ร้อยตำรวจตรีอาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า “ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับทาง AIS ในการร่วมกันดำเนินโครงการรณรงค์ “Going Zero E-WASTE กับศูนย์อาเซียน” ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อขับเคลื่อนสู่ SMART Parliament โดยผลักดันให้องค์กรมีการบริหารจัดการด้วยระบบที่ทันสมัยมีขีดความสามารถและสมรรถนะสูง พร้อมปรับเปลี่ยนการทำงานและมุ่งสู่รูปแบบของรัฐสภาดิจิทัล โดยยังคงหลักคุณธรรม จริยธรรมและความโปร่งใส ควบคู่ไปกับการเดินหน้าสู่ Green Parliament อย่างยั่งยืน ผ่าน Green Office ของสำนักงานฯ ถือเป็นอีกเป้าหมายหนึ่งที่มีความสำคัญและดำเนินการคู่ขนานกับ Digital Transformation โดยมีแนวทางในการบริหารจัดการทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดของเสียและมลพิษอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งมีส่วนร่วมในจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลง

สภาพภูมิอากาศเพื่อมุ่งสู่ Net Zero ซึ่งโครงการรณรงค์เพื่อไปสู่ Zero E-WASTE จึงสามารถตอบโจทย์ของทั้งสองประเด็น ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะเสริมสร้างองค์ความรู้และยกระดับความตระหนักรู้ในเรื่องการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธีแล้ว ยังทำให้ทุกคนได้มีทั้งความรู้เท่า รู้ทัน พร้อมทั้งได้ลงมือปฏิบัติจริงและยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนองค์กรเพื่อบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนอีกด้วย”

สามารถทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์กับ AIS ณ จุดรับทิ้งขยะ E-Waste ร่วมกันมากกว่า 2,500 จุดทั่วประเทศหรือมาทิ้งที่ศูนย์บริการ AIS Shop สาขาที่ร่วมรายการ โดยสามารถทิ้งผ่านแอปพลิเคชัน E-Waste+ สามารถดูรายละเอียดที่ https://sustainability.ais.co.th/th/sustainability-projects/ais-ewaste/collection-channels

ซีพีเอฟ เดินหน้ารับซื้อผลผลิตช่วยเกษตรกรรายย่อย ลดความเสี่ยงตลาดผันผวน

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าหนุนเกษตรกรรายย่อย มากกว่า 5,500 รายทั่วประเทศ รับหน้าที่เป็นตลาดรับผลผลิตแทน ลดความเสี่ยงตลาดผันผวน เกษตรกรมีรายได้แน่นอน มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้-เทคโนโลยีสู่เกษตรกรรายย่อย-รายกลาง สร้างความมั่นคงในอาชีพ ร่วมสร้างอาหารมั่นคง ส่งมอบอาหารปลอดภัยสู่ผู้บริโภค

นายสมพร เจิมพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจสุกร ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ มุ่งยกระดับการเลี้ยงสัตว์แก่เกษตรกรรายย่อย ทั่วประเทศมากกว่า 5,500 ราย ในรูปแบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการเลี้ยงสัตว์ที่ดี ภายใต้การบริหารจัดการด้านการเลี้ยงสัตว์ที่มีมาตรฐาน ด้วยการนำขีดความสามารถของบริษัทฯ มาถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมการเลี้ยงแก่เกษตรกร ที่สำคัญเกษตรกรต้องมีตลาดรองรับผลผลิต บริษัทฯจึงทำหน้าที่เป็นตลาดรับซื้อผลผลิตคืนจากเกษตรกร เพื่อให้มีอาชีพที่ไร้ความเสี่ยงด้านราคาและการตลาด และมีหลักประกันรายได้ที่มั่นคง โดยเฉพาะในช่วงที่ผ่านมาที่ราคาสุกรผันผวนมาก จากการเข้ามาของขบวนการลักลอบนำเข้าเนื้อสุกรเถื่อน หากแต่เกษตรกรรายย่อยที่เลี้ยงสุกรกับซีพีเอฟ ไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากมีการทำสัญญาตกลงราคากันไว้ล่วงหน้า และบริษัทฯ รับซื้อผลผลิตของเกษตรกรไว้ทั้งหมด

“นอกจากการส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยได้รับทั้งความรู้ด้านการเลี้ยงสัตว์อย่างมีประสิทธิภาพ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ทำให้เกษตรกรสามารถดำเนินกิจการได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญคือเกษตรกรไม่ได้รับความเสี่ยงตลาดผันผวน โดยสินค้าที่ซีพีเอฟผลิตส่งจำหน่ายในตลาดและห้างโมเดิร์นเทรดต่างๆ ก็มาจากเกษตรกรรายย่อยที่บริษัทฯรับความเสี่ยงโดยตรง และยังมีเกษตรกรรายกลางอีกร่วม 500 ราย ที่ซีพีเอฟ เข้าไปช่วยสนับสนุนองค์ความรู้ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยในอาหาร เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรในห่วงโซ่คุณค่าเติบโตไปด้วยกัน” นายสมพร กล่าว

ตลอดระยะเวลานับตั้งแต่ปี 2518 ที่ซีพีเอฟ นำระบบคอนแทรคฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) มาประยุกต์ใช้กับธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมแบบครบวงจร เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์แบบพันธสัญญาแก่เกษตรกรรายย่อย ภายใต้หลักคิด “เกษตรกรคือคู่ชีวิต” ร่วมสนับสนุนความมั่นคงทางอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อยของไทย มีความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน พึ่งพาตนเองอย่างเข้มแข็ง มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับชุมชนและประเทศ ควบคู่กับการผลิตเนื้อสัตว์ที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกันผลิตและส่งมอบสินค้าอาหารคุณภาพมาตรฐานสูง สร้างความมั่นคงด้านอาหารให้คนไทย

เมืองไทยประกันชีวิตจัดงาน KICK OFF 2024 ปลุกพลังฝ่ายขายทั่วประเทศอย่างยิ่งใหญ่

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นประธาน จัดงาน KICK OFF 2024 ภายใต้ธีม THE LEGEND OF GAME CHANGER  แก่ผู้บริหารและฝ่ายขายทั่วประเทศอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อปลุกพลัง และร่วมสร้างตำนานการเปลี่ยนแปลง พร้อมก้าวเข้าสู่เส้นชัยของเป้าหมายที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนไปด้วยกัน   

นอกจากนี้ ยังได้มอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน ตามแผนยุทธศาสตร์ของปี 2567  โดยมี นายภูมิชาย ล่ำซำ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและฝ่ายขายเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง  ณ ห้องรอยัลจูบิลี่ บอลรูม  อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ซีพีเอฟ ยกขบวนสินค้าคุณภาพ ร่วมงาน ‘วันเกษตรภาคอีสาน’ พร้อมโปรโมชันพิเศษมากมาย

0

ซีพีเอฟ ร่วมงาน ‘วันเกษตรภาคอีสาน’ ยกทัพสินค้าคุณภาพ ทั้งอาหารสด อาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมรับประทาน มาจำหน่ายในราคาพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 4 ก.พ. 2567 ณ อุทยานเทคโนโลยีการเกษตร ม.ขอนแก่น

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ร่วมมหกรรมงาน ‘วันเกษตรภาคอีสาน’ ประจำปี 2567 นำสินค้าจากบริษัทในกลุ่มซีพีเอฟ อาทิ แบรนด์ซีพี ห้าดาว (FIVE STAR) Hi-Pork STAR Coffee ทั้งอาหารสด อาหารแช่แข็ง อาหารพร้อมรับประทาน อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารกินเล่น ขนม และทรู มาจำหน่ายในราคาพิเศษ เพื่อให้ชาวขอนแก่นและจังหวัดใกล้เคียงได้เข้าถึงอาหารคุณภาพดี สะอาด ปลอดภัย ตั้งแต่วันนี้ ถึง 4 กุมภาพันธ์ 2567 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ อุทยานเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น

บรรยากาศเต็มไปด้วยประชาชนที่มาร่วมช้อปและชิมอาหารคุณภาพตลอดทั้งวัน พร้อมทั้งร่วมสนุกกับกิจกรรมมากมายในบูธซีพีเอฟ ที่นำสินค้าต่างๆ มาจำหน่ายในราคาพิเศษ อาทิ ไข่ไก่สดซีพี ถาด 30 ฟอง ไส้กรอก ซีพี ต่างๆ อาทิ โบโลน่า โบโลน่าหมูพริก แฟรงค์เฟอร์เตอร์ไก่ เป็นต้น 3 แพ็ก ราคา 100 บาท เกี๊ยวกุ้งสับ เกี๊ยวกุ้งดับเบิ้ลชีสพร้อมปรุง บะหมี่เกี๊ยวกุ้ง โจ๊กหมู ซีพี 3 แพ็ก ราคา 100 บาท เกี๊ยวซ่าหมู เกี๊ยวซอสญี่ปุ่น 5 แพ็ก ราคา 100 บาท เกี๊ยวกุ้งต้มยำ แพ็กละ 45 บาท และคูโรบูตะ หมูดำ พอร์คช็อพ สะโพก สเต๊กหมักพริกไทยดำ สเต๊กหมักซอสฮอตแอนด์สไปซี่ 2 แพ็ก 100 บาท สำหรับกิจกรรมนาทีทอง ซื้อสินค้าครบ 300 บาท แถมฟรี! น้ำจิ้มแจ่วปลาร้า หรือ น้ำจิ้มบาร์บีคิวสไตล์ญี่ปุ่น 1 ขวด (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

CPF ชูนวัตกรรมเลี้ยงสัตว์ด้วยโปรไบโอติกส์ ส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพ “หมู-ไก่-เป็ด-กุ้ง”สู่ผู้บริโภค

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มุ่งมั่นผลิตและส่งมอบเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัยสูงสุดสู่ผู้บริโภค ด้วยกระบวนการเลี้ยงที่ใช้นวัตกรรม
โปรไบโอติกส์ (Probiotics) ผสมในอาหารสัตว์ ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์เนื้อหมู ไก่ เป็ด กุ้ง ตอบโจทย์ดีต่อสุขภาพคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม ล่าสุด พัฒนานวัตกรรม
อาหารสำหรับจุลินทรีย์ในไบโอแก๊ส เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าในฟาร์มสุกร ช่วยบำบัดน้ำเสีย ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ดร.ไพรัตน์ ศรีชนะ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักวิชาการอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ใส่ใจและให้ความสำคัญกับกระบวนการเลี้ยงสัตว์
ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตอาหารสัตว์ที่เรามุ่งมั่นวิจัยและพัฒนา นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ ภายใต้หลักคิดอาหารที่
ส่งเสริมให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรงตามธรรมชาติ ส่งผลให้เนื้อสัตว์มีคุณภาพดี พร้อมส่งมอบสู่ผู้บริโภคและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามหลักสุขภาพหนึ่งเดียว
(One Health) ตอบโจทย์การผลิตอาหารปลอดภัยและยั่งยืน

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับหลักโภชนาการแม่นยำ ด้วยการพัฒนาสูตรอาหารสัตว์ที่ตรงกับความต้องการของสัตว์ในแต่ละช่วงวัย ควบคู่กับกระบวนการเลี้ยงตามหลัก
สวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) เลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดที่มีการป้องกันโรค ทำให้สัตว์มีความเป็นอยู่สุขสบายในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จึงทำให้สัตว์
ไม่ป่วยและไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ส่งผลทำให้ได้เนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพดี ปลอดสารตกค้าง ลดการปลดปล่อยสารอาหารส่วนเกินสู่สิ่งแวดล้อม อาทิ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส
เป็นต้น

นอกจากนั้น ซีพีเอฟ ได้คิดค้น วิจัยและพัฒนานวัตกรรมโปรไบโอติกส์ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ชนิดดีที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของสัตว์ ทำให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง
สามารถต่อต้านเชื้อก่อโรคได้ดี โดยคัดเลือกจากฐานข้อมูลจุลินทรีย์ในห้องปฏิบัติการ จนได้โปรไบโอติกส์ที่ดีที่สุดเพียง 10 สายพันธุ์ ผสมในอาหารสัตว์ ทั้งหมู ไก่ เป็ด
ได้เป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้ แบรนด์ CP อาทิ ผลิตภัณฑ์เนื้อหมู ผลิตภัณฑ์เนื้อไก่ ผลิตภัณฑ์เนื้อเป็ด และผลิตภัณฑ์กุ้ง CP Pacific ซึ่งผลิตภัณฑ์กุ้งมาจาก
กระบวนการเพาะเลี้ยงตามหลัก 3 สะอาด คือ ลูกกุ้งสะอาด น้ำสะอาด บ่อสะอาด ใส่ใจทุกขั้นตอน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

กลุ่มผลิตภัณฑ์รักษ์โลก เน้นการเลี้ยงด้วยอาหารนวัตกรรมจากธรรมชาติ 100 % อาทิ หมูชีวา (Cheeva Pork) จากแบรนด์ U FARM เนื้อหมูที่อุดมด้วย
โอเมก้า 3 มาจากการเลี้ยงสุกรด้วย Super Food เช่น Flax Seed น้ำมันปลา สาหร่ายทะเลลึก ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล ปลอดสาร
ปลอดภัย ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะตลอดการเลี้ยง ได้รับการรับรองมาตรฐานโดย NSF สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่การผลิต ช่วยลดไนโตรเจนในมูลสุกร
20-30 % ผลิตภัณฑ์ไก่เบญจา (Benja Chicken) มาจากการเลี้ยงไก่ด้วย ข้าวกล้อง Flax Seed ทำให้เนื้อไก่มีโอเมก้า 3 กลิ่นหอม เนื้อนุ่มและฉ่ำ
ได้รับการรับรองมาตรฐานโดย NSF เช่นกัน ผลิตภัณฑ์เป็ดจักรพรรดิ (Chakkraphat Duck) แบรนด์ U FARM มาจากเป็ดที่ถูกคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดี
เลี้ยงด้วยอาหารจากธัญพืชที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 ทำให้เป็ดเนื้อนุ่มฉ่ำกว่าเนื้อเป็ดทั่วไป

นอกจากซีพีเอฟให้ความสำคัญสูงสุดในการส่งมอบเนื้อสัตว์คุณภาพ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคแล้ว บริษัทฯ ยังตระหนักถึงการมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม
โดยได้พัฒนานวัตกรรมเพื่อเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ในบ่อไบโอแก๊ส ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย เพิ่มผลผลิตแก๊สมีเทน
เพิ่มความเข้มข้นแก๊สมีเทนสำหรับใช้ในการปั่นไฟฟ้า ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และทำให้คุณภาพน้ำเสียจากการบำบัดดีขึ้น โดยในปี 2566 นำไปใช้ในฟาร์มสุกร
แล้วรวม 70 แห่ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการปั่นไฟ ลดค่าใช้จ่ายในการใช้ไฟฟ้าในฟาร์ม และในอนาคตวางแผนวิจัยและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อนำไปใช้ใน
ฟาร์มของซีพีเอฟและฟาร์มภายนอก

เมืองไทยประกันชีวิต ชูกลยุทธ์ “Happiness, Your Way” ตั้งเป้าเป็นคู่คิดด้านวางแผนชีวิต และสุขภาพที่ลูกค้าวางใจอันดับหนึ่ง

0
เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้าปักธงผู้นำแบรนด์แห่งการสร้างความสุขและรอยยิ้มอย่างยั่งยืน เปิดตัวแนวคิดการดำเนินงานประจำปี 2567 “Happiness, Your Way เพราะความสุขคือทุกอย่าง ความสุขสไตล์คุณคือที่สุดของทุกสิ่ง” มุ่งเติมเต็มความสุขในแบบที่เป็นคุณ ตั้งเป้าเป็นอันดับหนึ่งในการเป็นคู่คิดด้านการวางแผนชีวิตและสุขภาพที่คุณวางใจ ที่เน้นตอบโจทย์ทุกความเป็นคุณ (Personal) ในทุกช่วงของชีวิต (Life) เติมเต็มความสุข เพื่อให้คุณเป็นตัวคุณและรู้สึกดีที่สุดในรูปแบบของตัวคุณเอง แม้จะเป็นเรื่องของประกันก็ตาม

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เปิดเผยว่า ในปี  2567  นี้  เมืองไทยประกันชีวิต  เดินหน้าสานต่อการเป็นคู่คิดด้านการวางแผนชีวิตและสุขภาพที่คุณวางใจ (No. 1 Most Trusted Partner in Life & Health Planning)  พร้อมเปิดตัวกลยุทธ์ประจำปี  “Happiness, Your Way เพราะความสุขคือทุกอย่าง… ความสุขสไตล์คุณคือที่สุดของทุกสิ่ง” ที่จะเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจในปีนี้ เพื่อความสุขและรอยยิ้มของพนักงานภายใน พาร์ทเนอร์ ลูกค้า และสังคมอย่างยั่งยืน โดยบริษัทฯ จะดำเนินงานผ่าน 2 แนวคิดหลัก ได้แก่ 

  • Personal  เน้นการสร้างสรรค์พัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความเป็นคุณอย่างแท้จริง    โดยใช้ภาษาที่ง่ายต่อความเข้าใจ ช่องทางที่เข้าถึงได้ง่าย และส่งมอบความเป็นตัวตนในแบบที่เป็นคุณ อาทิ ความร่วมมือในการขายประกันชีวิตและสุขภาพผ่านความร่วมมือกับ LineBK ที่ใคร ๆ ก็เข้าถึงได้ ซื้อง่าย จ่ายเบา ผ่าน Line และยังให้ข้อมูลด้วยภาษาและเงื่อนไขที่เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยากอีกด้วย หรือแพลตฟอร์มอื่น ๆ ของบริษัทฯ ที่ให้บริการลูกค้าอย่าง MTL Online Sales website (online.muangthai.co.th/)  แอปพลิเคชัน  MTL  Click  รวมถึงแอปพลิเคชันใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวอย่าง MTL Connect ที่จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ตัวแทนประกันชีวิตของบริษัทฯ ในการดูแลลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการพัฒนาอย่างรอบด้านเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ บริการ ช่องทางการขาย ที่ใช่ที่เหมาะสม ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงได้ในแบบที่เป็นตนเองอย่างเท่าเทียมและง่ายมากยิ่งขึ้น ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ทุกบทบาทชีวิต ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งคนตัวเล็ก คนตัวใหญ่ เพราะเราเข้าใจทุกความแตกต่างและความเสี่ยงของแต่ละคน
  • Life มุ่งสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ทุกช่วงชีวิตของผู้คนทุกกลุ่ม เพื่อให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการได้อย่างเต็มที่ จึงมีการดำเนินธุรกิจที่เชื่อมโยงกันอย่างครบด้าน ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและสุขภาพเพื่อส่งมอบความคุ้มครองให้กับคุณและคนที่คุณรัก การส่งเสริมการดูแลสุขภาพที่ดีเพื่อลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วย การรักษาอย่างครอบคลุมและตรงจุด และสิทธิประโยชน์สำหรับทุก ๆ ไลฟ์สไตล์ ซึ่งโครงการเหล่านี้ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกันและเอื้อให้ทุกๆ คน ทั้งลูกค้าของบริษัทฯ และประชาชนทั่วไป   ที่ยังไม่ได้เป็นลูกค้าของบริษัทฯ สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่  เช่น บุคคลทั่วไปสามารถใช้แอปพลิเคชัน MTL Fit เพื่อเก็บข้อมูลการออกกำลังในรูปแบบต่างๆ พร้อมสะสมคะแนนเพื่อนำไปใช้แลกเป็นสิทธิประโยชน์อย่างส่วนลดค่าเบี้ยประกันสุขภาพ จากนั้นเมื่อลูกค้าจ่ายเบี้ยประกันภัย นอกจาก     จะได้รับความคุ้มครองสุขภาพตามแผนที่ลูกค้าเลือกสรร เบี้ยประกันภัยดังกล่าวจะถูกนำไปคำนวนเป็นคะแนน Smile Point เพื่อแลกรับสิทธิพิเศษต่าง ๆ จากเมืองไทยสไมล์คลับต่อไป นอกจากนี้ เมื่อเจ็บป่วย บริษัทฯ ก็มีสถานพยาบาลในเครือข่ายมากกว่า 860 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าสามารถเลือกเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ตามที่ตนเองต้องการ

อย่างไรก็ตาม เมืองไทยประกันชีวิตสามารถส่งมอบความสุขและรอยยิ้มได้ตามแนวทางที่วางไว้ โดยการนำเอา เทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ามาช่วยเติมเต็ม ทั้ง AI, Machine Learning, Automation และ Digital Tools อื่น ๆ ในทุก ๆ กระบวนการ ทั้งการขาย การพิจารณารับประกัน การพิจารณาสินไหม ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับกรมธรรม์ เพื่อตอบโจทย์ร่วมกับพาร์ทเนอร์ทางการขายและเจ้าหน้าที่บริการ ซึ่งทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เพื่อมอบความสุขในทุกรูปแบบของผู้คนทุกกลุ่มในทุกช่วงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพนักงานภายใน พาร์ทเนอร์ ลูกค้า และบุคคลต่าง ๆ ในสังคม 

นอกจากนี้ การดำเนินธุรกิจของเมืองไทยประกันชีวิตไม่ได้เน้นการเติบโตด้านรายได้แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนอีกด้วย 

นายสาระ กล่าวถึงการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัทเมืองไทยประกันชีวิตไว้ว่า “สิ่งสำคัญที่สุดของการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนคือการประสานความยั่งยืนให้เป็นหนึ่งเดียวกับการดำเนินธุรกิจในทุกๆวัน ทั้งนี้ ธุรกิจหลักของบริษัทฯ เป็นเรื่องของประกันชีวิต จึงทำให้ความยั่งยืนแรกในมิติสังคมของเราเกี่ยวข้องกับประกันชีวิตโดยตรง กล่าวคือ เรามุ่งสร้างการเข้าถึงได้ของประกันชีวิตให้กับทุกคน (Democratize Insurance)  ไม่ว่าจะเป็นการขยายอายุรับประกันภัยสำหรับแบบประกันภัยหลัก ๆ  ถึง  90  ปี  พร้อมให้ความคุ้มครองต่อเนื่องสูงสุดถึงอายุ  99  ปี      

การพัฒนาแบบประกันภัยสำหรับคนที่เข้าไม่ถึงแบบประกัน ด้วยข้อจำกัดทั้งด้านอายุ โรคประจำตัวที่เป็นอยู่ หรือไหวแค่ไหนก็ออกแบบให้เข้าถึงได้เพื่อสร้างความอุ่นใจโดยไม่เป็นภาระ  รวมถึงการเปิดการเข้าถึงความคุ้มครองและสุขภาพที่ดีในรูปแบบใหม่ ๆ ตามสภาวะโลกที่เปลี่ยนไป สำหรับมิติสิ่งแวดล้อม เมืองไทยประกันชีวิตได้ลงทุนและเปิดโอกาสให้ลูกค้า  Unit-Linked สามารถลงทุนในสินทรัพย์สีเขียว ไม่ว่าจะเป็น ตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) ตราสาร ESG (ESG Bond) และตราสารส่งเสริมความยั่งยืน พร้อมปลูกฝังวัฒนธรรมสีเขียวให้แก่พนักงานในองค์กร อาทิ การแยกขยะ การลดใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง การลดใช้กระดาษผ่านกระบวนการดิจิทัลต่างๆ  การเปลี่ยนมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น เพื่อให้มีการขยายผลสู่สังคมในวงกว้างต่อไป ท้ายที่สุดบริษัทฯ ยังยึดมั่นและให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจด้วยการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการบริหารความเสี่ยงตามมาตรฐานสากล และรักษาไว้ซึ่งจรรยาบรรณสูงสุดอย่างเคร่งครัดเป็นสำคัญ ตามพันธกิจด้านความยั่งยืนที่ว่า

“บริษัทฯ ยึดมั่นการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดี และการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงการสร้างสมดุลทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (ESG) เพื่อสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย”  

จากแนวทางที่ผ่านมา ส่งผลให้เมืองไทยประกันชีวิต ในปี 2566 ที่ผ่านมา มีการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับใหม่ในกลุ่มสินค้าหลัก อาทิ เบี้ยประกันภัยโรคร้ายแรงเติบโต 70% และ เบี้ยประกันภัยบำนาญเติบโต 13% ขณะที่ด้านธุรกิจในภูมิภาค CLMV ยังมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นอย่างต่อเนื่อง  รวมถึงมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน ณ สิ้นปี 2566 สูงกว่า 300% ซึ่งสูงกว่าระดับเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามเกณฑ์ที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนดที่ 140%  ด้านความแข็งแกร่งและเสถียรภาพทางด้านการเงิน บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับความแข็งแกร่ง ทางการเงินจาก S&P Global Ratings ที่ระดับ BBB+ โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้รับการจัดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินสากลและภายในประเทศจาก Fitch Ratings ที่ระดับ A- และ AAA(tha) ตามลำดับ โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ ซึ่งถือเป็นอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินระดับประเทศที่สูงที่สุดพร้อมรับรางวัลการันตีทั้งในด้านองค์กร ผลิตภัณฑ์ และบริการ ในระดับประเทศและระดับสากล สะท้อนถึงการได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและความสำเร็จในการดำเนินงานของบริษัทฯ อย่างยั่งยืน

รู้เก็บรู้ออม : ดอกเบี้ย ตัวชี้ทิศทางเศรษฐกิจ

0

ผ่านพ้นช่วงเทศกาลรื่นเริงฉลองปีใหม่มาได้เกือบเดือน คงถึงเวลาแล้วที่เราต้องมองชีวิตตามความเป็นจริง โดยเฉพาะสภาพเศรษฐกิจที่หลายฝ่ายมีมุมมองในแง่ดีว่าปีนี้เศรษฐกิจประเทศจะกระเตื้องขึ้น

แต่หากพิจารณาแล้ว ปัจจัยที่เป็นตัวกดดันเศรษฐกิจยังอยู่กันครบ โดยเฉพาะปัจจัยภายนอก คือ ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นสงครามรัสเซีย-ยูเครน, การสู้รบของอิสราเอล- ปาเลสไตน์ หรือกรณีล่าสุด ความตึงเครียดของจีน-ไต้หวัน หลังเลือกตั้งประธานาธิบดีของไต้หวัน

ส่วนปัจจัยในประเทศ หนีไม่พ้นทิศทางของดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีผลต่อสภาพเศรษฐกิจ เพราะ “ดอกเบี้ยนโยบาย” เป็นเครื่องมือที่ธนาคารแห่งประเทศไทยใช้กำหนดนโยบายการเงินของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ, การลงทุน ผ่านการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย หรือการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อ

การปรับตัวขึ้นลงของ “อัตราดอกเบี้ยนโยบาย” จึงส่งผลกระทบกับชีวิตและการลงทุน เพราะสิ่งที่ตามมาอันดับแรกคือ การเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์คิดกับลูกค้าธนาคารทั้งผู้กู้ และผู้ฝากเงิน ในทิศทางเดียวกัน เรียกได้ว่า กระทบกับกระเป๋าตังค์ของทุกคนกันถ้วนหน้า

รอบปีที่ผ่านมา ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายเป็นขาขึ้น ทำให้ผู้คนรัดเข็มขัด จับจ่ายใช้สอยน้อยลง แม้จะมีหลายฝ่ายมองว่า ปีนี้ขาขึ้นของดอกเบี้ยนโยบายน่าจะสิ้นสุดลง จะไม่มีการปรับขึ้นหลายครั้งแบบปีที่ผ่านมาอีก และจะเริ่มมีทิศทางเป็นขาลงตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นไป แต่ถึงกระนั้น นักลงทุนต้องติดตาม เพื่อประเมินสถานการณ์และทิศทางการลงทุนให้ดี

เป็นโอกาสดีที่ “ห้องเรียนนักลงทุน Live!” โดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ต้อนรับปี 2567 ด้วยการชวนนักลงทุน และผู้สนใจทั่วไปมาร่วมจับสัญญาณเศรษฐกิจ พร้อมวางแผนปรับพอร์ตสู้กับความผันผวน เข้าใจกลไกของเศรษฐกิจระดับมหภาคไปกับกูรูผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนมืออาชีพ พร้อมแนะนำเคล็ดลับดีๆ ที่ใช้ในการปรับพอร์ตลงทุนให้เข้ากับสถานการณ์ โดยพบกันทุกวันอาทิตย์สุดท้ายของเดือน ตั้งแต่เดือน ม.ค.-มิ.ย.67

เริ่มต้นหัวข้อแรกของปีด้วยเรื่อง “เข้าใจดอกเบี้ย… กุญแจสำคัญบอกทิศทางเศรษฐกิจ” บรรยายโดย ดร.มิ่งขวัญ ทองพฤกษา Chief Economist ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงาน Fund Management บลจ.บัวหลวง

ผู้เข้าร่วมงานจะได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจถึงกลไกการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบของดอกเบี้ยที่มีต่อเศรษฐกิจและการลงทุน พร้อมเคล็ดลับดีๆในการปรับพอร์ตลงทุนเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนในยุคเศรษฐกิจผันผวน

อย่าพลาด! งานมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 ม.ค.67 นี้ ตั้งแต่เวลา 10.00-12.00 น. ดูสดผ่าน ออนไลน์ได้ฟรีทาง Facebook, YouTube และ TikTok “SET Thailand”

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนล่วงหน้า โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ที่ https://www.set.or.th/th/about/event-calendar/event/eventdetails?id=86776 และ พิเศษสุดสำหรับคนที่ลงทะเบียนล่วงหน้า พร้อมชมสดและ Check in ในวันงาน จำนวน 100 คนแรก รับฟรี ชุดสื่อความรู้ออนไลน์อีกด้วย รีบเลยค่าา!!

คุณนายพารวย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จับมือ PwC ต่อยอดความรู้ให้ผู้ประกอบการเพื่อสังคม สอนทำงบการเงินอย่างง่าย

0

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าต่อยอดความรู้การเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม ผ่านโปรแกรมการเรียนรู้ SET SE101: Online Offering เป็นปีที่ 4 ส่งเสริมความรู้สร้างศักยภาพการทำธุรกิจ โดยปีนี้จับมือกับ PwC ประเทศไทย ให้ความรู้ความเข้าใจการจัดทำงบการเงินอย่างง่าย 4 หัวข้อ ภายใต้แนวคิด “บัญชีง๊ายง่าย” ประกอบด้วย พื้นฐานบัญชีที่จำเป็น เรียนรู้เรื่องรายรับ รายจ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการเพื่อสังคมและผู้สนใจรับชมผ่านช่องทางออนไลน์ เริ่ม 25 มกราคม 2567 ที่ www.setsocialimpact.com และ Facebook: SET Social Impact

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการในทุกระดับ รวมถึงผู้ประกอบการเพื่อสังคม หรือ Social Enterprise: (SE) ที่เป็นข้อต่อที่สำคัญในการสร้างและขยายผลลัพธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างยั่งยืน สอดคล้องวิสัยทัศน์ “To Make the Capital Market ‘Work’ for Everyone” โดยโปรแกรมการเรียนรู้ SET SE101: Online Offering มีเส้นทางการให้ความรู้ SE ตั้งแต่ในปีแรก ด้วยการปูพื้นฐานเรื่องการสร้างผลลัพธ์ทางสังคม ทักษะการประกอบธุรกิจ ขยายผลสู่นวัตกรรมการสร้างความยั่งยืน และโมเดลธุรกิจเพื่อสังคม ด้วยเนื้อหาแบบ How-to ที่ SE สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที

“ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา SET SE101: Online Offering ไม่เพียงแต่ได้รับความสนใจจาก SE แต่ยังครอบคลุมไปถึงวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายภาคสังคม รวมไปถึงอาจารย์ นิสิต นักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ที่นำเนื้อหาไปเป็นสื่อการเรียนการสอนในหลักสูตรวิชาผู้ประกอบการเพื่อสังคม และปีนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความยินดีที่ได้ร่วมกับพันธมิตร PwC ประเทศไทย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านบัญชีและภาษี ร่วมกันพัฒนาเนื้อหาความรู้เรื่องบัญชีอย่างง่าย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของ SE ที่ยังขาดทักษะความรู้ด้านบัญชีและวิธีทำงบการเงิน โดยเนื้อหาที่ร่วมกันจัดทำนั้นเป็นเนื้อหาที่เข้าใจง่าย นำไปใช้ได้ทันที พร้อมเทคนิคตัวอย่างการลงงบการเงินที่ถูกต้องเพื่อเสริมความเข้าใจ ตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อว่า SET SE101: Online Offering ปีนี้จะช่วยส่งเสริมทักษะการทำธุรกิจของ SE ให้แข็งแกร่งมากขึ้น เพื่อขยายผลลัพธ์ทางสังคมต่อไป” นายภากรกล่าว

นายไพบูล ตันกูล หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี และหัวหน้าสายงานความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม PwC ประเทศไทย กล่าวว่า PwC ประเทศไทยให้ความสำคัญกับเป้าหมายและการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงการสร้างความยั่งยืนให้สังคมและสิ่งแวดล้อมมาตลอด โดยเราได้ร่วมสนับสนุนการทำงานกับ SET Social Impact Platform มาเป็นปีที่ 2 ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้นำผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาและคำแนะนำด้านบัญชีและภาษีแก่ SE ที่เข้าร่วมโครงการ SET Social Impact GYM 2023 และพบว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจด้านพื้นฐานเกี่ยวกับบัญชี เช่น ความเข้าใจด้านรายรับ รายจ่าย การลงงบการเงิน เป็นต้น จึงได้ร่วมพัฒนาความรู้ผ่านโปรแกรมการเรียนรู้ SET SE101: Online Offering 2024 ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ดำเนินการอยู่ และหวังว่าโปรแกรมนี้จะได้รับความสนใจและเป็นประโยชน์ต่อยอดทักษะให้กับ SE

โปรแกรมการเรียนรู้ SET SE101: Online Offering 2024 ความรู้เบื้องต้นการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม ด้วยบัญชีอย่างง่าย ภายใต้แนวคิด “บัญชีง๊ายง่าย” มีทั้งหมด 4 หัวข้อ ได้แก่ “เรียนรู้…พื้นฐานบัญชีที่ SE ต้องรู้” “SE…กับบัญชีรายรับ” “SE…กับบัญชีรายจ่าย และต้นทุน” และ “SE…กับภาษีมูลค่าเพิ่ม” รับชมตอนแรก 25 มกราคม 2567 เป็นต้นไปที่ www.setsocialimpact.com ในเมนู impact program หรือ Facebook: SET Social Impact

ไข้หูดับ ภัยเงียบที่ป้องกันได้ เพียงงดหมูดิบ และแยกอุปกรณ์สุก-ดิบ

0

สัตวแพทย์ ม.มหิดล แนะผู้บริโภคสายชาบู หมูกระทะ ตระหนักเรื่องการใช้อุปกรณ์แยกเนื้อหมูสุกและดิบ พร้อมขอผู้ประกอบการให้มีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค เตรียมอุปกรณ์คีบเนื้อหมูดิบโดยเฉพาะ เพื่อลดความเสี่ยงโรคไข้หูดับ

ผศ. ดร. นายสัตวแพทย์ดุสิต เลาหสินณรงค์

ผศ. ดร. นายสัตวแพทย์ดุสิต เลาหสินณรงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า โรคไข้หูดับ เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียเฉียบพลัน เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สเตร็พโตค็อกคัส ซูอิส (STREPTOCOCCUS SUIS) ที่ก่อโรคในหมู ส่วนมากแบคทีเรียชนิดนี้จะอยู่ในต่อมทอมซิลของหมู ซึ่งในกระบวนการชำแหละเนื้อหมูที่ไม่ถูกวิธี หากเฉือนคอไปโดนเชื้อ อาจทำให้เชื้อปนเปื้อนในเนื้อหมู เลือดหมู และส่วนอื่นๆ ได้

ในปี 2566 ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มขึ้น 30% จากปี 2565 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ป่วยที่พบส่วนมากได้รับเชื้อจากการกินเนื้อหมูดิบ กึ่งสุกกึ่งดิบ หรือ เลือดหมู ที่ปนเปื้อนเชื้อ อาการติดเชื้อเริ่มต้นจะมีไข้อ่อน การกินยาลดไข้ไม่สามารถช่วยรักษาได้ เมื่อเชื้อเข้าสู่ระบบประสาท อาการที่เด่นชัด คือ หูไม่ได้ยิน มีอาการหูอื้อ จึงเรียกโรคนี้ว่า ไข้หูดับ หากเข้ารับการรักษาไม่ทันอาจทำให้มีความเสี่ยงถึงแก่ชีวิตได้

นอกจากนี้ ยังมีความเข้าใจผิดและไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการป้องกันโรคไข้หูดับ เช่น การกินยาถ่ายพยาธิ จะช่วยป้องกันโรคนี้ได้ ความจริงคือ ยาถ่ายพยาธิไม่สามารถป้องกันหรือขับเชื้อแบคทีเรียออกจากร่างกายได้ ขณะที่ยังมีอีกหนึ่งความเชื่อว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะกินเนื้อหมูดิบจะช่วยฆ่าเชื้อโรคนั้น ความเชื่อนี้ก็ไม่เป็นความจริง แอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ แม้แต่การบีบมะนาวก็เป็นเพียงการบีบกรดลงบนเนื้อสัตว์ทำให้เนื้อสัตว์เปลี่ยนสีไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคได้เช่นกัน ดังนั้น การรับประทานเนื้อหมูสุก และหลีกเลี่ยงอุปกรณ์ที่ใช้กับเนื้อหมูดิบมาใช้กับอาหารที่จะรับประทาน ก็จะช่วยป้องกันโรคไข้หูดับได้

ด้านผู้ประกอบการร้านอาหาร ชาบู หมูกระทะ ขอให้มีความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ด้วยการเตรียมอุปกรณ์สำหรับคีบเนื้อหมูดิบโดยเฉพาะ ให้เพียงพอกับจำนวนผู้ใช้บริการ หากคิดว่าเป็นการเพิ่มต้นทุน สามารถซื้อแบบใช้แล้วล้างเพื่อใช้ซ้ำได้ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ผู้ประกอบการทุกร้านควรมีอุปกรณ์แยกคีบของสุกและของดิบ

ในส่วนของผู้บริโภค ควรตระหนักเรื่องการใช้อุปกรณ์แยกหมูสุกและดิบ หากทางร้านไม่ได้เตรียมให้ควรร้องขอกับทางร้าน พร้อมควรหยุดนิสัยหรือความเคยชินในการใช้ตะเกียบคีบของดิบร่วมกับของสุก อย่าคิดว่าเป็นเรื่องเพียงเล็กน้อยและคงไม่เป็นไร เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคเอง ที่สำคัญก่อนรับประทานต้องแน่ใจว่าเนื้อหมูสุกแล้วเท่านั้น

ขณะที่ผู้บริโภคที่ซื้อเนื้อหมูกลับไปประกอบอาหารเองที่บ้าน แนะเลือกซื้อจากร้านจำน่ายที่เชื่อถือได้ ในขั้นตอนการทำอาหาร หากผู้ประกอบอาหารมีบาดแผลที่ร่างกาย ต้องปิดแผลให้มิดชิดเพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่บาดแผล จนนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดได้