Home Blog Page 129

“ข้าวกล่องพร้อมรับประทาน” มาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารปลอดภัย

0

นักวิชาการยืนยันกระบวนการผลิตอาหาร มีกฎหมายบังคับและระบบการประกันคุณภาพ มีการตรวจสอบคัดกรองวัตถุดิบคุณภาพที่ดีและได้มาตรฐานก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต ทั้งข้าว เนื้อสัตว์ ผัก และเครื่องปรุงรส สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย

ผศ.ดร.รชา เทพษร

ผศ.ดร.รชา เทพษร สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร ทั้งอาหารแปรรูป อาหารแช่เย็น อาหารแช่เยือกแข็ง หรืออาหารกล่องพร้อมรับประทาน มี “ระบบการประกันคุณภาพ” ซึ่งเป็นแนวทางการปฏิบัติที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตอาหาร นำไปปฏิบัติใช้เพื่อควบคุมการทำงาน ให้การผลิตอาหารในทุกขั้นตอน มีคุณภาพ มีมาตรฐานรับรอง และปลอดภัยต่อผู้บริโภค หากผู้ประกอบการรายใดไม่ปฏิบัติตามก็ไม่สามารถได้รับการรับรอง และไม่สามารถแสดง สัญลักษณ์ หรือ เครื่องหมายที่ผลิตภัณฑ์อาหารได้

สำหรับ “ระบบการประกันคุณภาพ” มีหลายมาตรฐานที่สำคัญและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เช่น ระบบพื้นฐานของโรงงานผลิตอาหาร (Good Hygiene Practices : GHP) หรือหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต (GMP เดิม) (Good Manufacturing Practices), การวิเคราะห์อันตรายและจุดควบคุมวิกฤต (HACCP), ระบบการจัดการความปลอดภัยที่มีมาตรฐาน (ISO22000), มาตรฐานการรับรองความปลอดภัยสำหรับการผลิตอาหาร และออกแบบมาเพื่อรับรองผลิตภัณฑ์ในร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือบริษัทผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ (Food Safety System Certification : FSSC) รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยอาหารสากลที่เกิดจากสมาคมผู้ค้าปลีกแห่งสหราชอาณาจักร (British Retail Consortium : BRC) ซึ่งทุกมาตรฐานมีข้อกำหนดที่ตรงกันในเรื่องของคุณภาพ และความปลอดภัยของวัตถุดิบ มาตรฐานเหล่านี้จะเป็นหลักประกันที่ดี เพราะอาหารที่ดี ต้องมาจากวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ ที่ได้รับการตรวจสอบวัตถุดิบ (Test Element) โดยเฉพาะมาตรฐาน GHP (GMP เดิม) เป็นกฎหมายบังคับของกระทรวงสาธารณสุข (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 420) กำหนดให้ผู้ผลิตต้องตรวจสอบวัตถุดิบก่อนนำเข้าสู่การผลิตอาหาร

“กรณีข้าวเก่าค้างโกดัง 10 ปี และมีผู้ที่กังวลว่าจะไม่ปลอดภัยและนำมาผลิตอาหารนั้น หากผลการวิเคราะห์ออกมาแล้วว่า ปลอดภัย ก็สามารถนำมาผลิตอาหารได้ แต่หากผลการวิเคราะห์ยืนยันแล้วว่า ไม่ปลอดภัย จะไม่สามารถนำมาผลิตอาหารได้ เพราะไม่ว่าวัตถุดิบ จะเพิ่งได้มาสดใหม่แค่ไหน แต่ถ้าไม่มีคุณภาพ ไม่มีความปลอดภัย โรงงานอาหารก็ไม่สามารถนำวัตถุดิบนั้นมาผลิตอาหารได้” ผศ.ดร.รชา กล่าว

ผศ.ดร.รชา กล่าวย้ำว่า พระราชบัญญัติอาหาร ปี พ.ศ 2522 ระบุว่าห้ามผลิตอาหารไม่บริสุทธิ์ ซึ่งมีลักษณะคือไม่เป็นอาหารที่มีสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือปนอยู่ด้วย นั่นคือหากมีการปนเปื้อนด้วยสิ่งใดก็ตามที่อาจมีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค ก็ไม่สามารถนำวัตถุดิบนั้นมาผลิตอาหารได้ จึงไม่มีผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตรายใดจะเข้าไปเสี่ยงกับการนำวัตถุดิบที่ไม่มีคุณภาพมาผลิตอาหาร ขณะที่ผู้ให้การรับรองมาตรฐาน ก็จะไม่นำชื่อเสียงมาเสี่ยงกับการอนุญาตให้โรงงานนำวัตถุดิบที่ไม่ปลอดภัยมาใช้ในการผลิต เช่นกัน

นอกจากนี้ ระบบประกันคุณภาพ ยังครอบคลุมการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อติดตามสินค้าตั้งแต่ต้นทางการผลิตไปจนถึงการจัดจำหน่าย ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตติดตามแต่ละส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ จากซัพพลายเออร์ ผ่านกระบวนการผลิต ไปจนถึงผู้บริโภคในขั้นสุดท้ายได้ กรณีที่ผู้บริโภคได้รับอันตรายจากอาหาร ผู้ผลิตจะตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าเกิดจากอะไร และรัฐธรรมนูญยังระบุด้วยว่า ผู้บริโภคมีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหาย จากความผิดพลาดของผู้ผลิตได้ตามสมควร จึงไม่มีผู้ผลิตรายใดเสี่ยงผลิตอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะหากเกิดปัญหาจะได้รับผลกระทบต่อชื่อเสียงและความเสียหายตามมาอีกมาก ดังนั้นด้วยระบบที่ดี และกฎหมายที่เคร่งครัดของไทย ผู้บริโภคสามารถเชื่อมั่นในระบบประกันคุณภาพอาหารปลอดภัยได้

CPF หนุน​ “ธนาคารอาหารของประเทศไทย” บริหารจัดการอาหารส่วนเกิน สร้างความมั่นคงทางอาหาร

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางอาหาร เดินหน้าบริหารจัดการอาหารส่วนเกินและลดปัญหาขยะอาหารอย่างยั่งยืน พร้อมร่วมขับเคลื่อน “ธนาคารอาหารของประเทศไทย” (Thailand’s Food Bank) ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มูลนิธิ SOS ภาคเอกชน สอดรับโมเดลเศรษฐกิจ BCG เสริมสร้างสุขภาวะที่ดีของประชาชน และส่งเสริมเป้าหมายด้านการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนของSDGs

นายทวิช ทัฬหะกาญจนากุล ผู้อำนวยการโลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้า บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้ด โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CPFGS ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของซีพีเอฟ ที่จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปของซีพีเอฟภายในประเทศไทยและจำหน่ายไปยังต่างประเทศ กล่าวว่า
ซีพีเอฟ มีพันธกิจสร้างความมั่นคงทางอาหาร นอกจากให้ความสำคัญเรื่องอาหารปลอดภัย คุณภาพอาหาร และการเข้าถึงอาหารแล้ว ยังตระหนักถึงการลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน มุ่งมั่นลดขยะและขยะอาหารตลอดกระบวนการผลิต รวมไปถึงการวางแผนจัดการสินค้าให้เหมาะสมและเพียงพอกับความต้องการของลูกค้า การจัดการอายุการเก็บรักษา (Shelf life) หากมีสินค้าคงเหลือ เพื่อลดการตัดทำลายกลายเป็นขยะสู่หลุมฝังกลบ

บริษัทฯให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน โดยตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 เป็นต้นมา ได้ร่วมมือกับมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (มูลนิธิ SOS สาขาประเทศไทย)ดำเนินโครงการ “Circular Meal มื้่อนี้เปลี่ยนโลก” นำอาหารส่วนเกินจากศูนย์กระจายสินค้าบางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเเชิงเทรา และศูนย์กระจายสินค้ามหาชัย จ.สมุทรสาคร ทั้งในรูปแบบของอาหารพร้อมทาน อาหารแช่แข็งและแช่เย็น ซึ่งเป็นอาหารที่ยังคงคุณภาพ ปลอดภัย และมีโภชนาการที่ดี ส่งมอบให้กับกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้มีรายได้น้อย เด็ก ผู้สูงอายุ ฯลฯ ในชุมชนทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยส่งมอบไปแล้วมากกว่า 200,000 มื้อ สามารถลดปริมาณขยะอาหารได้ประมาณ 50 ตัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 124 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้มากกว่า 13,000 ต้น

“ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับการผลิตและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ มุ่งลดปริมาณขยะสู่การฝังกลบ (Zero Food Waste to Landfill) สอดรับกับนโยบายการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของประเทศในด้านอาหาร และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (SDGs)ข้อ2 ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร และ ข้อ12 แผนการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน และพร้อมเดินหน้าสนับสนุนความร่วมมือในการศึกษาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน ลดปัญหาขยะอาหาร” นายทวิช กล่าว

ล่าสุด (15 พ.ค.) บริษัทฯ ยังได้เข้าร่วมงานเปิดตัวโครงการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการที่สวทช.ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(องค์การมหาชน)หรือ สวก.ดำเนินการศึกษาต้นแบบและแนวทางการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยตัวแทนของซีพีเอฟได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการอาหารส่่วนเกิน(Surplus Food) ร่วมกับ นักวิจัยของ สวทช. ตัวแทนมูลนิธิ SOS สาขาประเทศไทย และผู้แทนจากภาคเอกชนที่ร่วมบริจาคอาหารให้กับ SOS ณ โรงเรียนคลองทรงกระเทียม เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ถือเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ในการสร้างต้นแบบระบบการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อส่งต่อให้กับผู้มีความต้องการอาหารและกลุ่มเปราะบางในสังคมไทย และส่งเสริมการเข้าถึงอาหารอย่างเท่าเทียม

บอร์ดตลท. มีมติเลือก “กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์” นั่งประธานบอร์ดคนที่ 19

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“ตลาดหลักทรัพย์ฯ”) วันที่ 15 พ.ค. 2567 ได้มีมติเลือกศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 19 แทนนายพิชัย ชุณหวชิร ที่ได้ลาออกจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้ โดยศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ เป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มาจากการแต่งตั้งจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (“คณะกรรมการ ก.ล.ต.”) ซึ่งคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พิจารณาแล้ว และเห็นว่าศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ด้านตลาดทุนมาอย่างยาวนาน จึงเหมาะสมที่จะทำหน้าที่ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เนติบัณฑิตไทยแห่งสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา สมัยที่ 29, นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย (LL.M.) ประเทศแคนาดา และนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานิติศาสตร์ ประเภทวิชาการ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่

ปัจจุบัน นอกจากเป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ยังดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ อีกหลายแห่ง อาทิ กรรมการสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรรมการบริหารสภากาชาดไทย, กรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), ประธานกรรมการ (กรรมการอิสระ) และประธานคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน), กรรมการอิสระ และประธานกรรมการบรรษัทภิบาลและสรรหา บริษัท เอสซีจีแพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน), กรรมการอิสระ และกรรมการบริหารความเสี่ยงระดับองค์การ บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน), ประธานกรรมการและกรรมการอิสระ บริษัท โชติวัฒน์ อุตสาหกรรม การผลิต จำกัด (มหาชน), กรรมการและกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยง บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด สำหรับคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ชุดปัจจุบัน ประกอบด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ (ประธานกรรมการ), นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย (รองประธานกรรมการ), ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์, นายคมกฤช เกียรติดุริยกุล, ม.ล. ทองมกุฎ ทองใหญ่, นายธิติ ตันติกุลานันท์, นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์, นายศุภโชค ศุภบัณฑิต, นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย และ ดร. ภากร ปีตธวัชชัย (กรรมการและผู้จัดการ) รวมทั้งสิ้น 10 ท่าน โดยตำแหน่งกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ อีก 1 ตำแหน่งที่ว่างลงนั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งโดยคณะกรรมการ ก.ล.ต.     

ออมสินเอาใจสายออม ออกเงินฝากให้เลือกตามต้องการ “เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 4 เดือนและ 11 เดือน” ดอกเบี้ยจัดเต็ม สุดคุ้ม ฝากเลยวันนี้ – 30 มิ.ย. 67

0

เงินฝากดอกเบี้ยสูงจนใครๆก็ต้องรีบคว้า…ทั้งเงินฝากระยะสั้นและเงินฝากระยะยาว กับเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 4 เดือน และเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 11 เดือน เปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. – 30 มิ.ย. 67 ฝากเลยที่ธนาคารออมสินทุกสาขา

▶ เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 11 เดือน รับดอกเบี้ยสูง 1.82% ต่อปี
(เทียบเท่าเงินฝากประจำ 2.14% ต่อปี)
▶ เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 4 เดือน รับดอกเบี้ยคุ้ม 1.53% ต่อปี
(เทียบเท่าเงินฝากประจำ 1.80% ต่อปี)

เงื่อนไข

  • เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท
  • ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท
  • ฝากได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ไม่จำกัดวงเงินรับฝากสูงสุด
  • *บุคคลธรรมดาไม่เสียภาษี ณ ที่จ่าย
  • ถอนหรือปิดบัญชีก่อนครบกำหนด ได้รับดอกเบี้ยเผื่อเรียก

รู้เก็บรู้ออม : เทคนิคมือใหม่บริหารเงิน!

0

สัปดาห์นี้ “คุณนายพารวย” ขอเอาใจมือใหม่หัดเก็บเงิน ด้วยการนำเทคนิควางแผนการเงินสำหรับมือใหม่ มาฝากน้องๆที่จบใหม่ เพิ่งจะมีรายได้จากการเริ่มทำงาน แล้วเริ่มรู้จักคุณค่าของเงินว่า ต้องเหน็ดเหนื่อยขนาดไหนกว่าจะหาเงินมาได้ ดังนั้น การรู้จักบริหารและวางแผนการเงินสำหรับตัวเอง ลงมือทำเสียตั้งแต่ตอนที่ตัวเองยังเป็นหนุ่มเป็นสาว มีต้นทุนเรื่องเวลาที่เหลือเฟือ ย่อมดีกว่าจะปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆ กว่าจะคิดเรื่องเก็บเงินเก็บทอง ก็อาจจะช้าหรือสายเกินไป

เทคนิคนี้ง่ายๆ ใครๆก็ทำได้ ขอแค่เริ่มลงมือทำ เริ่มต้นด้วย

1.รู้จักการออมเงิน จัดสรรเงินของเราที่หาได้แต่ละเดือน แล้วออมเงินให้ถูกที่ถูกทาง หัวใจสำคัญคือ เราต้องเก็บเงินให้อยู่ เห็นความสำคัญของการมีเงินออม ซึ่งต้องอาศัยการวางแผน การตั้งใจ และหักห้ามใจ สร้างวินัยการออมให้กับตัวเอง

2.กระจายการลงทุน เมื่อมีเงินเก็บแล้ว ก็ต้องรู้จักต่อยอดด้วยการหาความรู้เรื่องการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อไม่ให้เงินเก็บเงินออมของเรานอนนิ่งแช่อยู่ในบัญชีเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ยต่ำ การแบ่งเงินมาลงทุนรูปแบบอื่นๆ เช่น การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯจะเป็นการช่วยทำให้เงินของเรางอกเงย และสามารถนำส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นนี้ไปใช้สอย หรือลงทุนอื่นๆได้ในอนาคต

และ 3.รู้จักวางแผนภาษี ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เมื่อรายได้ถึงเกณฑ์ก็เป็นหน้าที่ของผู้มีรายได้ที่จะต้องเสียภาษี ภาษีจึงไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว และรัฐเองก็มีการกำหนดค่าลดหย่อนภาษีต่างๆ ไว้ให้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อประกัน, ซื้อกองทุนประเภทลดหย่อนภาษี, เงินบริจาค ตลอดจนมาตรการพิเศษที่ออกมาช่วยเรื่องประหยัดภาษี ดังนั้น เราต้องใช้ประโยชน์จากตรงนี้ ไม่ใช่ว่า พอถึงเวลาต้องยื่นภาษี แต่ปีที่ผ่านมาไม่ได้ใช้สิทธิอะไรเลย ถึงเวลาก็ต้องก้มหน้าจ่ายภาษีกันไปเต็มๆ การรู้จักวางแผนภาษีจึงมีความสำคัญมาก ยิ่งทำได้ตั้งแต่ต้นปีเลยยิ่งดีกับตัวเอง

มือใหม่ คนที่เพิ่งเริ่มต้นวัยทำงาน อาจต้องการช่วงเวลาของความสุขจากการใช้เงิน แต่ต้องไม่ลืมให้ความสำคัญกับเรื่องการบริหารการเงินส่วนบุคคลด้วย ซึ่งเทคนิคง่ายๆ ทั้ง 3 ข้อ จะช่วยทำให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่มนุษย์เงินเดือนประสบอยู่อีกอย่าง คือ มีเงินใช้แบบเดือนชนเดือน มีเงินไม่พอใช้ หลายคนต้องหาทางออกด้วยการหารายได้เพิ่มหลายทาง ไม่ใช่หวังพึ่งเงินเดือนประจำเพียงทางเดียวอีกต่อไป เช่น การหารายได้เสริมจากงานอดิเรกที่ตัวเองรัก

สำหรับคนที่อยากรู้เกี่ยวกับ “การทำงานประจำและทำสิ่งที่ชอบควบคู่กันอย่างไรให้ประสบความสำเร็จ” คุณนายพารวย ขอแนะนำให้เข้าไปเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ SET e–Learning ของตลาดหลักทรัพย์ฯ หลักสูตร “ทำหลายอย่างก็รุ่งได้ แถมไม่ทิ้งงานประจำ” เรียนฟรี!! แถมมีวุฒิบัตรด้วย สนใจคลิก SET e–Learning หรือสแกน QR Code ได้เลย

เผลอๆ บางทีรายได้จากงานอดิเรกของเรา อาจจะมากกว่าเงินเดือนประจำก็ได้ ใครจะไปรู้!

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

AIS เตือนภัย ระวังมิจฉาชีพปลอมเอกสารบริษัท หลอกแจ้งระงับเบอร์โทรมือถือ อ้างพัวพันพนันออนไลน์

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (AIS) เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนผู้ใช้บริการ มีเนืื้อหาว่า จากกรณีที่มีลูกค้าได้รับเอกสารแจ้งระงับเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่จากมิจฉาชีพที่มีการปลอมแปลงเอกสารของ AIS โดยมีการกล่าวอ้างว่าหมายเลขดังกล่าวได้การเข้าไปพัวพันกับการพนันออนไลน์และนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์และจะถูกระงับการใช้งานภายใน 2 ชั่วโมง ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีการแอบอ้างชื่อผู้บริหาร และหัวจดหมายของ AIS ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายให้แก่ลูกค้า นั้น

AIS จึงขอแจ้งเตือนลูกค้า และประชาชน อย่าหลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพที่ปลอมแปลงเอกสาร หรือ ข้อความที่ส่งต่อ โดยขอยืนยันว่า บริษัทไม่มีนโยบายในการส่งเอกสาร หรือ ข้อความในทุกช่องทาง ให้ดำเนินธุรกรรมเกี่ยวกับเลขหมายในลักษณะดังกล่าวทุกรูปแบบ รวมถึงจะไม่มีการทัก หรือ ติดต่อลูกค้าไปในทุกช่องทางเช่นกัน ดังนั้นหากพบเอกสารหรือข้อความ ในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งมาได้ที่ AIS Spam Report Center 1185 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

ซีพีเอฟ คว้ารางวัล Crystal Taste Award การันตีสุดยอดรสชาติระดับโลก 3 ปีซ้อน สร้างประสบการณ์ความอร่อยไร้พรมแดน

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ คว้ารางวัล ‘Crystal Taste Award’ สุดยอดรสชาติระดับโลก โดดเด่นด้วยคะแนนสูงสุด 3 ดาว ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน จากสถาบันชั้นนำของโลก International Taste Institute แก่ 2 ผลิตภัณฑ์ คือ ‘นักเก็ตไก่จากพืช’ แบรนด์ MEAT ZERO และ ‘ไส้กรอกไก่ ซีพี ซิกเนเจอร์’ แบรนด์ CP นอกจากนี้ ยังมี 16 ผลิตภัณฑ์คุณภาพในกลุ่มซีพีเอฟ ทั้งของสดและอาหารพร้อมรับประทาน ที่ได้รับรางวัล ‘สุดยอดรสชาติระดับโลก ประจำปี 2024’ (Superior Taste Award 2024) สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาสินค้า เพื่อสร้างสรรค์รสชาติอร่อย ถูกใจผู้บริโภค ควบคู่กับการคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการ และส่งเสริมสุขภาพที่ดีสู่ผู้บริโภค

นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์

นางสาวอนรรฆวี ชูรัตน์ ผู้บริหารสูงสุด สายงานการตลาดกลาง ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทฯ ในฐานะผู้นำด้านเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ 2 ผลิตภัณฑ์ อย่าง นักเก็ตไก่จากพืช MEAT ZERO และไส้กรอกไก่ ซีพี ซิกเนเจอร์ ได้รับรางวัลใหญ่ Crystal Taste Award โดยสร้างความประทับต่อคณะกรรมการ อาทิ เชฟและซอมเมลิเยร์ระดับโลก ในการตัดสินรางวัลคะแนน 3 ดาว เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำกระบวนการผลิตอาหารที่ได้คุณภาพ ปลอดภัย และมีมาตรฐานรสชาติดีเยี่ยม เป็นเครื่องการันตีให้แก่ซีพีเอฟ ที่สามารถรังสรรค์อาหารได้ถูกปากผู้บริโภคทั่วโลก

สำหรับ ‘นักเก็ตไก่จากพืช’ แบรนด์ MEAT ZERO ผลิตด้วยนวัตกรรม Plant-Tec เทคนิคการสร้างเนื้อสัมผัสและรสชาติอร่อยเหมือนเนื้อสัตว์จริง ดีต่อสุขภาพ มีโปรตีนและไฟเบอร์สูง ปราศจากคอเลสเตอรอล ทางเลือกใหม่สำหรับคนรักสุขภาพ สายมังสวิรัติหรือแบบยืดหยุ่น การันตีรสชาติด้วยรางวัล Superior Taste Award ต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน

‘ไส้กรอกไก่ ซีพี ซิกเนเจอร์’ แบรนด์ CP มีส่วนผสมจากเนื้ออกไก่ รสชาติโดดเด่นด้วยเครื่องเทศธรรมชาติสูตรเฉพาะ ให้รสชาติหอมหวาน กลมกล่อม รมควันธรรมชาติด้วยไม้บีช จนได้ผิวไส้กรอกบางกรอบกำลังดี เนื้อนุ่ม เด้ง หอมกลิ่นอ่อนๆ เพิ่มอรรถรสของผู้ที่ชื่นชอบไส้กรอก และยังมีเครื่องหมายฮาลานรับประกันคุณภาพอีกด้วย

สินค้าที่ได้รางวัลยอดเยี่ยม 3 ดาว จำนวน 5 สินค้า ได้แก่ ไก่เบญจา แบรนด์ U FARM, เกี๊ยวซ่า เนื้อจากพืชแบรนด์ MEAT ZERO, เกี๊ยวกุ้งจักรพรรดิ แบรนด์ CP, กุ้งสด จาก CP Pacific และเป็ดสดอนามัย แบรนด์ CP Selection

ด้าน รางวัลระดับ 2 ดาว จำนวน 3 สินค้า ได้แก่ ไส้กรอกไก่ จูเนียร์ คอกเทล จาก BKP, เบอร์เกอร์ไก่สไปซี่ และนักเก็ตไก่คลาสสิก แบรนด์ CP ส่วนรางวัลระดับ 1 ดาว จำนวน 6 สินค้า ได้แก่ ไส้กรอกเนื้อวัวออสเตรเลียผสมเนื้อไก่ แบรนด์ BUCHER, เบอร์เกอร์ปลาและชีสและชีสเบอร์เกอร์เนื้อ แบรนด์ CP, เป็ดสามชั้นสไลด์และเป็ดสไลด์ชาบูกริลล์พร้อมย่าง จากแบรนด์ CP Magic Chef, ไส้กรอกไก่ จูเนียร์สไปซี่ จาก BKP

รางวัล Superior Taste Award จัดโดย International Taste Institute สถาบันที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ซึ่งร่วมมือกับสมาคมอาหารและเครื่องดื่มในยุโรป 15 แห่ง เพื่อทดสอบและประเมินรสชาติผลิตภัณฑ์ที่ต้องผ่านการผลิตมาตรฐาน มีรสชาติอร่อยกลมกล่อมจากประสาทสัมผัสทั้งห้า พิจารณาให้คะแนนจากรสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัส รูปลักษณ์ และความน่าดึงดูดของสินค้า โดยคณะกรรมการมืออาชีพเป็นเชฟและซอมเมลิเยร์ชื่อดัง 200 คน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มให้โลกใบนี้เต็มไปด้วยความอร่อยและมีคุณภาพ

เนื้อหมู แหล่งโปรตีนยอดนิยม บริโภคปลอดภัยต้องปรุงสุกทุกครั้ง

0
นักวิชาการ มั่นใจประเทศไทยมีมาตรฐานการเลี้ยงและการผลิตสุกรที่ดี แนะเลือกซื้อเนื้อหมูจากผู้ผลิตและผู้จำหน่ายที่ได้มาตรฐาน แหล่งที่มาน่าเชื่อถือ มีการรับรองจากกรมปศุสัตว์ ย้ำผู้บริโภคควรรับประทานเนื้อหมูปรุงสุกเพื่อความปลอดภัย

รศ.ดร.ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ ภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “เนื้อหมู” เป็นหนึ่งในเนื้อสัตว์ที่ได้รับความนิยมมากชนิดหนึ่งของคนไทย เป็นแหล่งโปรตีนช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย มีวิตามิน กรดไขมัน และแร่ธาตุ รสชาติอร่อย หาซื้อได้ง่ายราคาสมเหตุผล และประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู

รศ.ดร.ศกร คุณวุฒิฤทธิรณ

การเลี้ยงสุกรในประเทศไทยมีการพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากลตลอดห่วงโซ่การผลิตมาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการบริหารจัดการป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสมในสุกร (Good Farming Management : GFM) การจัดการให้มีความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ด้วยระบบการจัดเก็บและใช้ประโยชน์จากข้อมูล การพัฒนาคุณภาพผลผลิต ตลอดจนการปฏิบัติตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ เพื่อตอบสนองความต้องการเนื้อสัตว์คุณภาพดีและปลอดภัยของผู้บริโภค

รศ.ดร.ศกร แนะ 3 วิธี ในการเลือกซื้อเนื้อหมูให้ปลอดภัย เริ่มต้นด้วย

  1. สังเกตราคาสินค้า ไม่ควรราคาถูกเกินไปจนผิดปกติ และ ควรเลือกเนื้อสัตว์ที่เก็บในตู้หรือห้องแช่แข็งที่อุณหภูมิเหมาะสม เพื่อรักษาสภาพความสดไว้ต่อเนื่อง
  2. เนื้อหมูที่ดี ใช้นิ้วกดเนื้อจะแน่นคืนสภาพได้ ไม่บุ๋มยุบตัว ส่วนความสดให้สังเกตที่สี สีไม่ซีดหรือเขียวคล้ำ มีสีแดงสดตามธรรมชาติ ไม่แดงเข้มจนเกินไป เพราะอาจมีการใส่สารเร่งเนื้อแดง ไม่มีลักษณะฉ่ำน้ำหรือน้ำเจิ่ง ไม่มีเมือก และไม่มีกลิ่นที่ผิดปกติ
  3. เลือกซื้อจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน ได้การรับรองจากหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางอาหาร มีตราสัญลักษณ์ หรือมีเครื่องหมาย “ปศุสัตว์ OK” รับรองความปลอดภัย ถูกสุขอนามัย สามารถตรวจสอบแหล่งผลิตต้นทางได้

สำหรับเนื้อหมูที่บรรจุในแพ็คเกจ ให้ดูวันหมดอายุ ฉลากข้อมูล ตราสินค้า ประกอบการเลือกซื้อ หรือเลือกแบรนด์ที่ได้รับความนิยม ที่มีความน่าเชื่อถือ มีระบบตรวจสอบตามมาตรฐาน จะช่วยลดความเสี่ยงปัญหาเรื่องสุขภาพได้

นอกจากนี้ รศ.ดร.ศกร ย้ำว่า การรับประทานเนื้อหมูให้ปลอดภัย ควรบริโภคที่ปรุงสุก เพราะการปรุงสุกช่วยสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยให้กับผู้บริโภคได้ ควรปรุงด้วยความร้อนที่อุณหภูมิสูงกว่า 71 องศาเซลเซียส (160 องศาฟาเรนไฮด์) เพื่อทำลายเชื้อโรคที่อาจติดมาและทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ เช่น โรคไข้หูดับ โรคพยาธิ หรือ โรคที่ทำให้เกิดท้องเสีย และเกิดอันตราย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ-CMDF เปิดแคมเปญ Money Syndromes ให้คนรุ่นใหม่รู้ทันโรคทรัพย์วาย เสริมภูมิการลงทุน

0

กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญ  “Money Syndromes รู้ทันโรคทรัพย์วาย เสริมภูมิการลงทุน” รณรงค์แนวคิดวางแผนการเงิน ปลูกฝังมุมมองให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ เรื่องการลงทุนว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว ควรเริ่มตั้งแต่อายุน้อย โดยแคมเปญมุ่งเน้นการทำความเข้าใจเรื่องการเตรียมความพร้อมด้านการเงิน และการทำความเข้าใจเรื่องการลงทุนในตลาดทุนเพื่อต่อยอดเงินออม ผ่านแคมเปญการตลาดครบวงจร

ดร. ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจด้านการวางแผนการเงินและการลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาได้ร่วมกับกองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) และหน่วยงานพันธมิตรภายใต้โครงการ “ร่วมมือ-จับปลอมหลอกลงทุน” รณรงค์ให้ความรู้ประชาชนป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพจากการหลอกลงทุน และในวาระที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 ในปีนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้ร่วมกับ CMDF จัดโครงการส่งเสริมความรู้การลงทุนแก่ประชาชนในวงกว้าง ผ่านแคมเปญ “Money Syndromes” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและให้มุมมองว่าการลงทุนไม่ใช่เรื่องไกลตัวและควรเริ่มลงทุนตั้งแต่อายุน้อย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของแต่ละคนในอนาคต โดยแคมเปญมุ่งเน้นการสื่อสารไปยังคนรุ่นใหม่ Generation Y ที่เป็นวัยทำงานช่วงต้น และ Generation Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยมีสัดส่วนสูงถึงประมาณร้อยละ 80 ของกลุ่มผู้ลงทุนใหม่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ

นายจักรชัย บุญยะวัตร ผู้จัดการ กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) เปิดเผยว่า กองทุน CMDF มีความมุ่งมั่นในการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตลาดทุน การลงทุน และการพัฒนาตลาดทุน โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นพันธกิจสำคัญของ CMDF จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการดำเนินโครงการส่งเสริมความรู้การลงทุนภายใต้แนวคิด “เรื่องต้องรู้ก่อนลงทุน” ผ่านแคมเปญ “Money Syndromes รู้ทันโรคทรัพย์วาย เสริมภูมิการลงทุน” ครอบคลุมการสื่อสารที่ครบวงจร เน้นช่องทางและวิธีการสื่อสารที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ สอดรับกับไลฟ์สไตล์ อาทิ การใช้สื่อดนตรีหรือการ์ตูนในการถ่ายทอดเรื่องราวผสานองค์ความรู้ เชื่อว่าจะช่วยเปลี่ยนมุมมองการลงทุนจากเรื่องที่ซับซ้อนสู่ความเข้าใจที่ถูกต้อง สร้างกรอบความคิดในการเริ่มวางแผนการเงิน และเตรียมความพร้อมการลงทุนเพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนแก่คนรุ่นใหม่

โดยองค์กรหรือหน่วยงานที่สนใจสามารถร่วมรณรงค์เผยแพร่ได้ และสามารถติดตามข้อมูลของแคมเปญได้ที่ www.setinvestnow.com/money-syndrome  

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าสร้างครูกระบวนกร ส่งต่อความรู้การลงทุนสู่โรงเรียน

0
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มุ่งมั่นส่งเสริม financial literacy เยาวชนไทย จัดโครงการ “INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สนับสนุนให้ครูระดับมัธยมศึกษาออกแบบโมเดลการเรียนรู้การเงินการลงทุน เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักเรียนในรูปแบบ active learning หวังต่อยอดเป็นหลักสูตรการลงทุนสำหรับนักเรียนมัธยมให้แก่ระบบการศึกษาของประเทศ โดยที่ผ่านมาสร้างครูกระบวนกรแล้วใน 66 สถาบันการศึกษาทั่วประเทศ

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งเสริมความรู้ด้านการเงินและการลงทุน หรือ financial literacy ให้แก่คนไทยมาอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน เพราะตระหนักดีว่าองค์ความรู้ที่ถูกต้องจะช่วยสร้างทักษะในการบริหารจัดการเงินซึ่งเยาวชนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ พร้อมเล็งเห็นว่าผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังและถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวก็คือครูผู้สอน เนื่องจากมีความใกล้ชิด รู้จักและเข้าใจนักเรียนของตนเป็นอย่างดี ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงให้พื้นที่เรียนรู้แก่ครูในการนำองค์ความรู้จากตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปออกแบบการเรียนการสอนด้านการลงทุนให้เหมาะสมสำหรับนักเรียนในแต่ละโรงเรียนต่อไป

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

“โครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp เน้นการสนับสนุนและเตรียมความพร้อมแก่ครูระดับมัธยม เนื่องจากพบว่านักเรียนมัธยมเริ่มมีความสนใจใฝ่รู้เรื่องการลงทุน การปูพื้นฐานตั้งแต่ช่วงแรกเริ่มจึงเป็นการเริ่มต้นที่สำคัญ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ทำหน้าที่เป็นโค้ชของครู ให้องค์ความรู้ เครื่องมือ และสื่อความรู้ เพื่อให้ครูทำหน้าที่เป็นครูกระบวนกร สร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้แบบ active learning และพัฒนาสื่อการสอนที่ตรงกับความต้องการของนักเรียนและสอดคล้องกับบริบทของแต่ละห้องเรียน ทั้งนี้ ที่ผ่านมาโครงการนี้ได้สร้างครูกระบวนกรสอนการลงทุนแล้วใน 66 สถาบันการศึกษา จาก 24 จังหวัดทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ขยายผลสู่นักเรียนรวม 11,422 คน ปัจจุบันมีห้องเรียนลงทุนตัวอย่างแล้ว 19 ห้องเรียน พร้อมกันนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะพัฒนาชุดความรู้การลงทุนสำหรับนักเรียนมัธยมที่ครูสามารถนำไปใช้ต่อได้โดยสะดวก คาดหวังว่าความรู้การลงทุนจะเข้าสู่ระบบการศึกษาได้กว้างขวางยิ่งขึ้น” นายภากรกล่าว

กิจกรรม “Show & Share” ในโครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ปีนี้ เปิดเวทีให้ครูนำกิจกรรมและกระบวนการสอนที่ได้พัฒนาขึ้นและได้ทดลองสอนในห้องเรียนจริงแล้ว มาเผยแพร่เป็นโมเดลการเรียนรู้และแบ่งปันให้แก่ครูท่านอื่น ๆ รวมถึงสาธารณชน และยังมีครูกระบวนกรสอนการลงทุน 3 คน จาก 2 โรงเรียนได้นำประสบการณ์มาแบ่งปันด้วย

นางสาวกมลชนก สกนธวัฒน์ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม เจ้าของผลงาน “ห้องเรียนพารวย” กล่าวว่า การได้เข้าร่วมโครงการในรุ่น 1 ทำให้เข้าใจชัดเจนขึ้นในประเด็นการลงทุนที่เคยเข้าใจผิด มีความมั่นใจมากขึ้นที่จะสอนการลงทุนในห้องเรียน รวมทั้งได้รู้จักพี่ ๆ เพื่อน ๆ ทั้งในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทีมงานของ BlackBox และเพื่อนครูต่างโรงเรียน ทำให้มีเครือข่ายที่ดีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไอเดียการสอน ทีมงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ และบริษัท BlackBox คอยให้คำปรึกษา ให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับการสอนเรื่องการลงทุน แม้ว่าจะจบ

การอบรมในรุ่นที่ 1 ไปแล้ว ก็ยังสามารถมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับรุ่นอื่น ๆ ได้เสมอ เรียกได้ว่าอบรมจบแต่ความเป็นกลุ่ม Bootcamp ไม่มีวันจบ

นายรัตนชาติ สาระโป โรงเรียนบ้านแม่งอนขี้เหล็ก อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าของผลงาน “แสงไฟในดงดอย” กล่าวว่า เรื่องการเงินการลงทุนเป็นสิ่งท้าทายไม่ใช่แค่กับนักเรียน แม้แต่ครูเองก็ยังต้องลองผิดลองถูกและยังไม่สามารถจัดการให้ดีได้ มันจะดีกว่าไหมถ้าเราได้ลองผิดพลาด ลองเรียนรู้ร่วมกันในห้องเรียน เพื่อปรับเปลี่ยนชีวิตและอนาคตของเราและนักเรียน ด้วยความรู้ด้านการเงินและการลงทุน ด้าน นางสาวเฉลิมขวัญ วงศ์พานิช โรงเรียนบ้านแม่งอนขี้เหล็ก เจ้าของผลงาน “แสงไฟในดงดอย” เช่นกัน กล่าวเสริมว่า โครงการนี้เป็นเพื่อนที่จริงใจกับครูในการออกแบบห้องเรียนการเงินการลงทุนให้แก่เด็ก ๆ ที่โรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ไอเดียการสอน และการเสริมแรงกายแรงใจทุก ๆ อย่าง โครงการนี้ช่วยให้เรื่องการเงินและการลงทุนเข้าใกล้เด็ก ๆ ของเรามากขึ้น รวมทั้งยังช่วยเปลี่ยนทัศนคติการใช้เงินของตัวครูเองด้วย

ครูอาจารย์ที่สนใจสามารถติดตามโครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp ได้ที่เว็บไซต์พิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY https://investory.setgroup.or.th