Home Blog Page 129

AIS ผนึก กสทช. กทม. การไฟฟ้า และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ถ.สุทธิสารวินิจฉัย จัดระเบียบสายสื่อสาร

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ร่วมมือกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรุงเทพมหานคร การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการจัดระเบียบสายสื่อสาร โดยล่าสุดทีมวิศวกรของ AIS ได้ลงพื้นที่เพื่อดำเนินงานจัดระเบียบสายสื่อสารที่ถนนสุทธิสารวินิจฉัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดย AIS พร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดระเบียบสายสื่อสารในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพราะการจัดระเบียบสายสื่อสาร ไม่เพียงแต่จะทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัยมากขึ้น แต่ยังเป็นการตอบโจทย์แนวทางการจัดระเบียบเมือง ซึ่งจะช่วยพัฒนาทัศนียภาพและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นให้กับกรุงเทพมหานครอีกด้วย

เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 9 เดือน จากออมสิน รับดบ.สูง 1.70% ต่อปี ไม่เสียภาษี

0

รับดอกเบี้ยฉ่ำๆ กับเงินฝากดอกเบี้ยสูง ต้อนรับหน้าฝน… กับเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 9 เดือน รับดอกเบี้ยสูง 1.70% ต่อปี(เทียบเท่าเงินฝากประจำ 2.00% ต่อปี) เปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ก.ค. 67 ฝากเลยที่ธนาคารออมสินทุกสาขา
เงื่อนไข

  • เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท
  • ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท
  • ฝากได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ไม่จำกัดวงเงินรับฝากสูงสุด
  • *บุคคลธรรมดาไม่เสียภาษี ณ ที่จ่าย
  • ถอนหรือปิดบัญชีก่อนครบกำหนด ได้รับดอกเบี้ยเผื่อเรียก

รายละเอียดเพิ่มเติม > https://shorturl.asia/E6O8K
? เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

AIS ชวนปักหมุด “วันแห่งความพอยท์ อร่อยช็อกโลก” ขนทัพแบรนด์ดังฉลองวันช็อกโกแลตโลก

0

รายงานข่าวเปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ  เอไอเอส เดินหน้าเติมเต็มความสุขและความสนุกในการใช้พอยท์ ด้วยการปักหมุด “วันแห่งความพอยท์ อร่อยช็อกโลก” ร่วมฉลองวันช็อกโกแลตโลกในวันที่ 7 กรกฎาคม และตลอดทั้งเดือน ชวนลูกค้าและวัยรุ่นสยามเช็กอินทำคอนเทนต์สุดชิคที่ AIS SIAM พร้อมจัดเต็มสิทธิพิเศษผนึกกำลังร่วมกับพาร์ทเนอร์และแบรนด์ดัง ขนทัพ เมนูช็อกโกแลต ขนม และเครื่องดื่ม มาให้ลูกค้าได้เติมความหวาน แลกรับความพิเศษ ที่วันนี้เอไอเอส พอยท์ 1 คะแนน มีค่ามากกว่าเคย สามารถแลกรับส่วนลดสูงสุด 50 บาท

นางสาวโอปอล เลิศอุทัย หัวหน้าฝ่ายงานบริหารข้อเสนอและความผูกพันลูกค้า เอไอเอส กล่าวว่า “เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงการเป็นผู้นำด้านงานบริการและการดูแลลูกค้า ที่มุ่งตอบโจทย์ทุกดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์บนพอยท์แพลตฟอร์ม โดยเรามีความตั้งใจในการสร้างประสบการณ์จากการใช้เอไอเอส พอยท์ ที่มีความเข้าใจในไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายและแตกต่างของลูกค้า รวมถึงยกระดับความพิเศษให้ลูกค้าสามารถเริ่มต้นใช้ 1 คะแนน ก็สามารถแลกรับความพิเศษได้มากมาย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่วันนี้เราส่งแคมเปญพิเศษ วันแห่งความพอยท์ อร่อยช็อกโลก เฉลิมฉลองต้อนรับวันช็อกโกแลตโลกกับความพิเศษที่ลูกค้าสามารถใช้ AIS Points แลกส่วนลด เครื่องดื่ม ขนม เมนูช็อกโกแลต จากพาร์ทเนอร์ที่เราจัดเต็มมาให้ลูกค้ามากมาย พร้อมแลกง่ายๆผ่านแอป myAIS”

โอปอล เลิศอุทัย หัวหน้าฝ่ายงานบริหารข้อเสนอและความผูกพันลูกค้า เอไอเอส

“กานเวลา KanVela” คราฟต์ช็อกโกแลตชื่อดัง เมนูเครื่องดื่มและขนมหวานช็อคโกแลต จากต้นโกโก้ของคนไทย เกรดพรีเมี่ยม ลูกค้าเซเรเนดใช้ 1 คะแนน แลกส่วนลดสูงสุดถึง 50 บาท เมื่อซื้อครบ 300 บาทขึ้นไป

PARADAi ภราดัย” อีกหนึ่งแบรนด์คราฟต์ช็อกโกแลตสัญชาติไทยที่กวาดรางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย โดยลูกค้าใช้ AIS Points เพียง 1 คะแนน แลกส่วนลด 20 บาท สำหรับเมนู Signature Chocolate Drink หรือ White Chocolate Match

หรือแม้แต่เมนูขนมและเครื่องดื่มจากแบรนด์ดังนำขบวนโดย ไอศกรีมสุดพรีเมียม Cold stone Creamery ใช้ 1 คะแนน แลกซื้อ Signature (Like it) + Waffle bowl เพียง 119 บาทเท่านั้น ตามมาด้วย เครื่องดื่มช็อกโกแลตคุณภาพจาก Nescafe Street Café ใช้ 1 คะแนน แลกรับส่วนลด 15 สำหรับเครื่องดื่มเมนูเย็นทุกชนิด โดนัทสดใหม่หลากหลายรูปแบบและรสชาติจาก Mister Donut ใช้ 1 คะแนน แลกซื้อโดนัทการฟิลด์ 5 ชิ้น เพียง 149 บาท เท่านั้น

พร้อมเมนูเครื่องดื่มจาก Coffee Arigato ใช้ 1 คะแนน แลกซื้อเครื่องดื่มขนาด 22 Oz. (ยกเว้นปั่น) เพียง 50 บาท ที่สาขาร้าน Mister Donut กาแฟพันธุ์ไทย ใช้ 1 คะแนน แลกส่วนลด 10 บาท เมื่อซื้อเครื่องดื่ม ร้อน/เย็น/ปั่น (ยกเว้นน้ำดื่มพันธุ์ไทย และน้ำสมุนไพรแบบขวด) และ บาว คาเฟ่ ใช้ 1 คะแนน แลกส่วนลด 10 บาทในทุกเมนู

“นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มความสนุกสนานและสร้างความทรงจำชวนลูกค้ามาเก็บโมเมนต์พิเศษที่เราย้อม AIS SIAM ให้เป็นจุดเช็กอินฉลองวันช็อกโลกกันแบบฉ่ำๆ ตลอดทั้งเดือน สำหรับแคมเปญดังกล่าวสะท้อนถึงความตั้งใจของเอไอเอส ที่ต้องการมอบความสุขและความพิเศษให้กับลูกค้าในทุกๆ เทศกาล ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลเล็กหรือใหญ่ เพื่อให้ลูกค้าทุกคนได้รับประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมในทุกการใช้งานและอยู่กับ AIS” นางสาวโอปอล กล่าวทิ้งท้าย

AIS จับมือ สพฐ และ มจธ. เปิดเวที “อุ่นใจไซเบอร์ Young Creator Challenge 2024” ปั้นครีเอเตอร์วัยทีนส่งคลิปสั้นเสริมทักษะรู้ทันภัยไซเบอร์ ชิงเงินรางวัล 1.49 แสน

0

ผู้สื่อข่่าวรายงานว่า จากการทำงานร่วมกันของ AIS สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนุบรี (มจธ.) ในการนำหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์” แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ด้านทักษะดิจิทัลหลักสูตรแรกของไทยที่ได้รับมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่วันนี้ถูกส่งต่อไปยังโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ที่ครอบคลุมเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขต รวม 29,000 โรงเรียนทั่วประเทศ ทำให้นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาได้เข้าถึงองค์ความรู้ที่จะนำไปสู่การใช้งานออนไลน์ในโลกดิจิทัลได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และสร้างสรรค์

ล่าสุด ได้ต่อยอดการทำงานเพื่อยกระดับการเรียนรู้และมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกิจกรรม “อุ่นใจไซเบอร์ Young Creator Challenge 2024” ปั้นครีเอเตอร์วัยทีน เปิดพื้นที่ให้น้องๆ นักเรียนได้โชว์ไอเดียสุดปังเพื่อกระตุ้นเตือนสังคม ผ่านคอนเทนต์ในรูปแบบคลิปวิดีโอสั้น ในหัวข้อการใช้งานออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ โดยเล่าเรื่องจากเนื้อหาหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ ชิงเงินรางวัลจำนวน 149,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า “จากนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการประจำปีงบประมาณ 2567 ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ ที่มุ่งเน้นการปลูกฝังทัศนคติ พฤติกรรม และองค์ความรู้ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์และไซเบอร์อย่างสร้างสรรค์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ตอบสนองนโยบาย โดยมุ่งมั่นในการพัฒนาเยาวชนไทยให้มีความรู้และทักษะที่ทันสมัย เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และการป้องกันภัยไซเบอร์เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ ที่ต้องได้รับการดูแล และส่งเสริมอย่างเร่งด่วน จึงได้ทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และเอไอเอส ในการนำหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ ขยายผลการเรียนรู้ไปยังสถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ทั่วประเทศ นับเป็นการยกระดับภาคการศึกษาไทยให้ทั้งผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ครูและนักเรียน ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีองค์ความรู้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี มุ่งมั่นที่จะให้เด็กไทยมีทักษะดิจิทัลและรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยให้เด็กไทยสามารถรับมือกับภัยออนไลน์ที่อยู่ใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน และส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็ก ๆ “เรียนดี มีความสุข” สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรม “อุ่นใจไซเบอร์ Young Creator Challenge 2024” เพื่อสร้างทักษะดิจิทัลให้แก่เยาวชนไทยให้มีความรู้และความสามารถในการใช้สื่อดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย”

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “กิจกรรม อุ่นใจไซเบอร์ Young Creator Challenge 2024 เป็นการต่อยอดการทำงานร่วมกันกับ สพฐ. และ มจธ. โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันการใช้งานบนโลกไซเบอร์ให้กับนักเรียนไทย ได้มีทักษะดิจิทัลที่รู้เท่าทันภัยในหลากหลายรูปแบบ ผ่านหลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ “อุ่นใจไซเบอร์” ที่วันนี้มีนักเรียนและคนไทยเข้าถึงเนื้อหาแล้วกว่า 3.5 แสนคน

โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วมและสร้างสรรค์ผลงานที่เกิดจากไอเดียของน้องๆ นักเรียน เพื่อย้ำเตือนถึงภัยไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อหากเราไม่รู้เท่าทัน ซึ่งเราได้เปิดพื้นที่ให้น้องๆ นักเรียนได้รับบทเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ จากหัวข้อการใช้งานออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ ภายใต้เนื้อหาหลักของหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ 4P4ป ได้แก่

1). Practice: ปลูกฝังให้มีความรู้ ความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างถูกต้องและเหมาะสม

2). Personality: แนะนำการปกป้องความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์

3). Protection: เรียนรู้การป้องกันภัยไซเบอร์บนโลกออนไลน์

4). Participation: รู้จักการปฏิสัมพันธ์ด้วยทักษะและพฤติกรรมการสื่อสารบนออนไลน์อย่างเหมาะสม

โดยน้องๆ นักเรียนจะผลิตเป็นผลงานในรูปแบบคลิปวิดีโอสั้น บอกเล่าเรื่องราวเพื่อเน้นย้ำ ให้ความรู้ หรือแนะนำการใช้งานออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเราเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยทั้งการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านดิจิทัลให้กับนักเรียนและเปิดโอกาสให้กับน้องๆ ได้แสดงความสามารถในการเล่าเรื่องและเป็นครีเอเตอร์ที่ดีได้ในอนาคต”

ทางด้าน อธิบการดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย กล่าวว่า “ในฐานะผู้ร่วมพัฒนาสื่อการเรียนการสอนหลักสูตรดิจิทัลอุ่นใจไซเบอร์ เรามีความตั้งใจในการทำงานร่วมกันกับทุกฝ่าย เพื่อให้หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ จะช่วยให้ทุกคนที่ปรับตัวในการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล เป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพและใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์อย่างปลอดภัย โดยกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดจากหลักสูตรสู่ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ ที่จะดีไซน์การเล่าเรื่องที่ปรับมาจากหลักสูตรให้กระชับ และง่ายต่อการสื่อสาร ซึ่งเป็นการตอกย้ำความรู้ความเข้าใจของเด็กๆ หลังจากเรียนหลักสูตรฯ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้หลักสูตรฯ ได้เผยแพร่ออกไปสู่ประชาชนเป็นวงกว้างอีกด้วย”

กิจกรรม “อุ่นใจไซเบอร์ Young Creator Challenge 2024” เปิดรับสมัครโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ส่งผลงานเข้าร่วมแข่งขัน ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ดูรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/giftedobec?mibextid=ZbWKwL และ Facebook AIS

รู้เก็บรู้ออม : ภารกิจ 21 วัน ลงทุนหุ้นนอก

0

ความท้าทาย” เป็นบททดสอบในชีวิตที่ช่วยทำให้ตัวเราเติบโตขึ้น ทุกคนต้องพบกับความท้าทายในชีวิต จะเล็กหรือใหญ่ ง่ายหรือยาก แต่เมื่อผ่านมาได้ไม่ว่าผลลัพธ์จะแพ้หรือชนะสิ่งนี้ก็จะช่วยทำให้เราเติบโต แข็งแกร่ง พร้อมกับได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

เช่นเดียวกับภารกิจท้าทายครั้งใหม่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่กลับมาในปี 2567 นี้ ที่ขอชวนให้พวกเราท้าทายตัวเองในเรื่องของการลงทุนหุ้นต่างประเทศกับ แคมเปญ “21-Day Challenge เปิดโลกลงทุนต่างประเทศผ่านตลาดหุ้นไทย

ตลอด 21 วัน นักลงทุนและผู้สนใจจะได้เรียนรู้กับเนื้อหาที่แบ่งเป็น 3 ส่วนสำคัญ คือ ส่วนแรก ปูพื้นฐานก่อนลงทุนหุ้นต่างประเทศ ทำความเข้าใจเรื่องการลงทุนหุ้นต่างประเทศ เริ่มต้นตั้งแต่ความสำคัญของการกระจายการลงทุน วิธีการวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจ ปัจจัยสำคัญ เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงความเสี่ยงที่ต้องระวัง ภาษีจากการลงทุน และแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

ส่วนที่สอง เรียนรู้ลักษณะและทางเลือกลงทุนหุ้นต่างประเทศผ่านตลาดหุ้นไทย ขั้นตอนการซื้อขาย แหล่งข้อมูลและเครื่องมือลงทุนต่างๆไม่ว่าจะเป็น DR DRx และ ETF เพื่อสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง

และส่วนที่สาม เปิดไอเดียการลงทุนหุ้นต่างประเทศ ทำความรู้จักกลุ่มประเทศต่างๆ ก่อนเลือกลงทุนในประเทศที่สนใจ เรียนรู้แนวคิดการลงทุนจากนักลงทุนตัวจริง และการแนะนำตราสารอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนต่างประเทศ

เนื้อหาทั้งหมดจัดเตรียมไว้แบบอัดแน่นครบถ้วน ทั้งบทความ คลิปสั้น และหลักสูตร e-Learning และยังมี Live สดของกูรูตัวจริง เพื่อให้คำแนะนำเคล็ดลับและตอบคำถามกันทุกวันเสาร์ของแต่ละสัปดาห์ โดยเริ่มต้นสัปดาห์แรก กับหัวข้อ “ติดอาวุธมือใหม่หัดลงทุนต่างประเทศ” ต่อด้วยสัปดาห์ที่สอง กับหัวข้อ “เปิดโลกลงทุน ค้นหาทางเลือกลงทุนนอก” และสัปดาห์ส่งท้ายแคมเปญ ด้วยหัวข้อ “เจาะลึกไอเดียลงทุนหุ้นไทย-หุ้นนอก”

เรียนจบอยากทบทวนตอนไหนก็ได้ เพราะทั้งหมดจะอยู่ใน playbook ที่รวมลิงก์เนื้อหาบทเรียนและสื่อความรู้ต่างๆให้ดาวน์โหลดฟรี สามารถเปิดเรียนทบทวนหรือดูย้อนหลังได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมร่วมสนุกจากการเข้าร่วมกิจกรรมใน Live เช็กอินและเข้าร่วมฟัง Live ครบทั้งสามครั้ง ผู้โชคดีจะได้รับ e-Voucher เป็นของรางวัลตอบแทนการขยันเรียน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดรับสมัครแล้วตั้งแต่วันนี้-31 สิงหาคม 2567 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายได้แล้วที่ https://www.setinvestnow.com/th/21day-foreigninvestment หรือสอบถามเพิ่มเติม SET Contact Center 0-2009-9999.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

แนะปราบปลาหมอสีคางดำต่อเนื่อง เน้นตัดวงจรชีวิตตั้งแต่ต้นทาง ชี้ไล่จับปลาเป็นครั้งคราวไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา

0

นักวิชาการด้านสัตว์น้ำ ย้ำ การแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ ต้องขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบและรอบด้าน ต้องตัดวงจรชีวิตปลา เพื่อควบคุมปริมาณปลาให้อยู่ในวงจำกัด ส่งเสริมการบริโภค ควบคู่กับการบริหารจัดการปลาที่จับมาได้ด้วยการสร้างมูลค่าเพิ่ม จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกระตุ้นให้มีการจับและบริโภคอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ผศ.ดร.สพ.ญ.วรรณา ศิริมานะพงษ์ อาจารย์ประจำหน่วยสัตว์น้ำ ภาควิชาเวชศาสตร์คลินิกและการสาธารณสุข คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จากการพบการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำในจังหวัดชายฝั่งทะเลทางภาคใต้ของประเทศ เช่น สงขลาและนครศรีธรรมราช จนนำไปสู่การจัดกิจกรรมตามล่า-ตามจับปลาหมอคางดำ ของทั้งสองจังหวัดนั้น ในทางวิชาการ การจับปลาชนิดนี้ จะช่วยลดปริมาณของปลาในแหล่งน้ำเท่านั้น แต่ถ้าไม่มีการจับปลาอย่างต่อเนื่อง ปลาก็จะมีการแพร่พันธุ์ใหม่อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการแก้ปัญหาดังกล่าวจึงควรทำเป็นระบบและรอบด้านตามหลักวิชาการ เพื่อให้การลดปริมาณปลาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ผศ.ดร.สพ.ญ.วรรณา ศิริมานะพงษ์

สำหรับขั้นตอนที่สำคัญและจำเป็นมากในการลดปริมาณปลาให้เกิดผลอย่างมีนัยสำคัญ คือ การศึกษาวงจรชีวิตของปลา ซึ่งจะทำให้เราเรียนรู้ถึงสภาพแวดล้อมที่ปลาแพร่พันธุ์ได้ดีที่สุด ช่วงเวลาวางไข่ ช่วงเป็นตัวอ่อน จะเป็นข้อมูลที่ช่วยสนับสนุนการพัฒนาวิธีการและเครื่องมือที่เหมาะสมในการตัดวงจรชีวิตของปลาหมอสีคางดำตั้งแต่ต้นทางและกำจัดได้อย่างรวดเร็ว ที่สำคัญการจัดกิจกรรมจับปลาแต่ละครั้งต้องทำอย่างเป็นระบบและเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม ควบคู่กับการจัดเก็บข้อมูลเพื่อทำการศึกษาวิจัยต่อยอดการแก้ปัญหาในอนาคต

“เนื่องจากปลาหมอสีคางดำ เป็นปลาที่สามารถปรับตัวได้ดีอยู่ได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำเค็ม การจับปลาชนิดนี้จึงจำเป็นต้องจับอย่างต่อเนื่องและจับในช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อตัดวงจรชีวิต ซึ่งการไล่จับปลาเป็นครั้งคราวนั้นเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ” ผศ.ดร.สพ.ญ.วรรณา กล่าว

ผศ.ดร.สพ.ญ.วรรณา ย้ำว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำในไทยขณะนี้ จำเป็นต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือ ระยะแรก ด้วยการส่งเสริมให้เป็นอาหารของมนุษย์ รวมถึงการพัฒนาให้เป็นอาหารประจำถิ่น ของแต่ะละพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของปลา แนวทางนี้จะเป็นการสร้างความต้องการให้กับตัวปลา และต้องมีการวางแผนบริหารจัดการและการตลาดอย่างดี เพื่อจูงใจให้เกิดการจับปลาต่อเนื่อง เช่น มีการรับซื้อในราคาที่เหมาะสม ส่งเสริมการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ทั้งอาหารมนุษย์และอาหารสัตว์ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเปล่าและไม่ให้มีการปล่อยปลากลับคืนลงไปในแหล่งน้ำอีก

ส่วนระยะกลาง ควรมีการระดมสมองเพื่อทำการศึกษาวงจรชีวิตของปลา ซึ่งจะนำไปสู่การกำจัดปลาอย่างมีประสิทธิภาพและลดจำนวนปลาอย่างมีนัยสำคัญ และระยะยาว จำเป็นต้องเผยแพร่ความรู้และสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสายพันธุ์ปลาหมอสีคางดำอย่างถูกต้องให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและชุมชนได้เรียนรู้ และสามารถปรับตัวอยู่กับสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันยังร่วมมือกันกำจัดปลาอย่างเป็นระบบและถูกต้องตามหลักวิชาการอย่างต่อเนื่อง สร้างความสมดุลทางนิเวศ (Ecological Balance)

ผศ.ดร.สพ.ญ.วรรณา กล่าวว่า การแก้ปัญหาปลาหมอสีคางดำระบาด ต้องเดินหน้าแบบองค์รวมและทำงานร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง สามารถลดปริมาณประชากรปลาได้ตามเป้าหมาย ตลอดจนช่วยฟื้นฟูสภาพแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพของแหล่งน้ำธรรมชาติให้เป็นแหล่งอาหารของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน

เหยื่อแก๊งคอลฯหลอกโอนเงิน ลงทะเบียนขอรับเงินคืนได้แล้วผ่าน 3 ช่องทาง

0

นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงประชาชนโอนเงิน มีมูลค่าความเสียหายนับแสนล้านบาท ล่าสุดได้รับข้อมูลว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ยึดทรัพย์เป็นของกลางแล้วรวมมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท โดยเป็นเงินสดรวมได้ประมาณ 6 พันล้านบาท อสังหาริมทรัพย์อีกจำนวนหนึ่งประมาณ 4 พันล้านบาท

โดยทรัพย์สินที่ยึดได้จากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จะต้องนำมาเฉลี่ยทรัพย์เพื่อคืนให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ทั้งนี้หลังจาก ปปง. ยึดทรัพย์มาแล้ว โดยจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการยึดทรัพย์ภายใน 90 วัน เพื่อให้ประชาชนมายื่นคําร้องขอรับการคุ้มครองสิทธิ ซึ่งผู้เสียหายจะได้รับเงินชดใช้คืนภายหลังจากที่ศาลมีคําสั่งหรือคําพิพากษาถึงที่สุดให้ผู้เสียหายได้รับเงินชดใช้คืนแทนการสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

ผู้เสียหายที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สามารถยื่นคําร้องขอคุ้มครองสิทธิ ผ่าน 3 ช่องทาง คือ

1. ยื่นด้วยตัวเองที่สํานักงาน ปปง.

2. ยื่นทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ส่งถึงสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เลขที่ 422 ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 โดยวงเล็บ 2 มุมซองด้านบนว่า “ส่งแบบคําร้องขอ คุ้มครองสิทธิรายคดี….”

และ 3. ยื่นทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านทาง https://khumkrongsit.amlo.go.th

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 02-219-3600 หรือโทร 1710

AIS จับมือ 8 เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญภาคอุตสาหกรรม พัฒนาบุคลากรในเขต EEC ติดอาวุธเทคโนโลยีดิจิทัล และ 5G รองรับตลาดแรงงานอุตฯเป้าหมาย

0

AIS Business ผู้นำด้านบริการเทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับองค์กรภาคธุรกิจในประเทศไทย ประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับสำนักงานคณะทำงานพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และ 5G ภายใต้โครงการ “ผลิตและพัฒนาบุคลากร ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และ 5G ตอบสนองเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)” เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในทุกรูปแบบ พร้อมทั้งสร้างการตระหนักรู้และเข้าใจด้านเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และ 5G สำหรับการนำไปใช้และต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบันและในอนาคตอีกด้วย

นายภูผา เอกะวิภาต รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS กล่าวว่า “AIS มีเป้าหมายในการนำเทคโนโลยี 5G มาพัฒนาเพื่อยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทุกภาคส่วนในทุกมิติ ซึ่งที่ผ่านมา AIS ทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศเพื่อเป็นการส่งต่อองค์ความรู้ และนำศักยภาพด้านดิจิทัลเทคโนโลยีของเราขยายผลให้เกิดการผลักดันแรงงานสู่ตลาดอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมในพื้นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งมีความต้องการบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยี 5G อย่างสูง ซึ่งปัจจุบันภายในพื้นที่ EEC โครงข่าย AIS 5G ครอบคลุมพื้นที่แล้ว 100% รวมถึงการริเริ่มทดลองทดสอบ 5G Use case ตั้งแต่ปี 2562 จนเกิดการใช้งานเชิงพาณิชย์ที่เป็นรูปธรรรมขึ้นในปัจจุบัน”

ด้าน ดร.อภิชาต ทองอยู่ ประธานคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กล่าวว่า “ทิศทางการทำงานของเราคือการเปลี่ยนจากโลกใบเก่ามาสู่โลกใบใหม่ โดย Landscape ขององค์กรและการทำงานต้องตอบโจทย์การปรับตัวลงทุนและเทคโนโลยีใหม่ๆ เราต้องการให้สถาบันการศึกษาตอบโจทย์การลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายและอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ อาทิเช่น ศูนย์ EEC Automation Park ศูนย์เชี่ยวชาญยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง ศูนย์การท่องเที่ยวคุณภาพสูงยุคใหม่ ศูนย์พาณิชยนาวี ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้ด้านแมคคาทรอนิกส์ ศูนย์พัฒนาบุคลากรด้านอากาศยาน เป็นต้น ซึ่งความร่วมมือกับ AIS ครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งในการผลักดันการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ EEC ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในยุคดิจิทัล ความสามารถในการเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน จะทำให้เราสามารถสร้างศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้ยุคใหม่ หรือ EEC NETs ที่ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

ซึ่งโครงการผลิตและพัฒนาบุคลากร ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และ 5G ตอบสนองเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) นั้นเป็นร่วมมือระหว่าง AIS และ ศูนย์เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญภาคอุตสาหกรรมพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC NETs) ซึ่งอยู่ภายใต้ความร่วมมือของคณะทำงานประสานงานด้านการพัฒนาบุคลากรในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC HDC) มุ่งเน้นในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะเดิม (Re-Skill) การเพิ่มเติมทักษะใหม่ (Up-Skill) และการพัฒนาทักษะใหม่ (New skill) ให้ตระหนักรู้และเข้าใจเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และ 5G สำหรับการนำไปใช้และต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม ประกอบด้วย

  • มหาวิทยาลัยบูรพา
    • ศูนย์เทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม 4.0 หรือ EEC Automation Park
    • ศูนย์พัฒนาการท่องเที่ยวคุณภาพสูงยุคใหม่ หรือ ENTOUR
    • ศูนย์เชี่ยวชาญยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง อีอีซี หรือ EV CONEX
  • มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา
  • ศูนย์เครือข่ายพาณิชยนาวี หรือ ENMATE
  • มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ
  • ศูนย์เครือข่ายการเรียนรู้ด้านแมคคาทรอนิกส์ หรือ ENMEC
  • สถาบันพัฒนาบุคลากรสาขาเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติและหุ่นยนต์ หรือ MARA
  • ศูนย์พัฒนาทักษะด้านออโตเมชั่นและหุ่นยนต์
  • สถาบันไทย-เยอรมัน
  • ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัล AI และ 5G
  • วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ
  • ศูนย์พัฒนาบุคลากรด้านอากาศยาน หรือ EEC AVIATION Center

“ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาบุคลากรและตลาดแรงงานในพื้นที่ EEC ที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนแปลง โดย AIS มีความมุ่งมั่นที่จะนำศักยภาพของโครงข่าย 5G มาสนับสนุนการพัฒนาบุคลากรและอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC เพื่อต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการยกระดับภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิตที่ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ภาคการศึกษา ร่วมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป” นายภูผา กล่าวทิ้งท้าย

ซีพีเอฟ ย้ำม.ป้องกันโรคสัตว์ปีกระดับสูงสุด ผลิตเนื้อสัตว์ปลอดภัย

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ผลิตเนื้อไก่คุณภาพปลอดภัย ใช้เทคโนโลยีป้องกันและเฝ้าระวังโรคในสัตว์ปีก ลดความเสี่ยงการติดโรคจากคนสู่สัตว์ ส่งมอบเนื้อไก่ปลอดการปนเปื้อนเชื้อ ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

สพ.ญ.ดร.นิอร บุญประเสริฐ ผู้บริหารสูงสุด สายงานบริการวิชาการสัตว์ปีกและศูนย์วินิจฉัยโรคสัตว์บก กล่าวว่า ซีพีเอฟ มุ่งเน้นในคุณภาพและความปลอดภัยทางอาหาร ดำเนินมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มงวดที่อาจปนเปื้อนตลอดกระบวนการเลี้ยงสัตว์ปีกทุกขั้นตอนและกระบวนการผลิต มีการตรวจสอบคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยได้รับการรับรองจากหน่วยงานตรวจสอบมาตรฐานระดับสากล

สพ.ญ.ดร.นิอร บุญประเสริฐ

สำหรับวัตถุดิบอาหารสัตว์ ที่จะนำมาให้สัตว์กินต้องมีความปลอดภัย ไม่มีเชื้อปนเปื้อน มีการคัดวัตถุดิบอาหารสัตว์ โดยต้องมาจากวัตถุดิบที่สะอาด มีคุณภาพ มีสารอาหารครบถ้วน ขณะเดียวกันมีการทวนสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ ต้องเป็นแหล่งที่มั่นใจได้ ไม่มีการปนเปื้อนของสารต่างๆ ที่จะส่งผลต่อตัวสัตว์และผู้บริโภค รวมทั้งต้องถูกต้องตามกฎหมาย

ด้านโรงเรือนเลี้ยงไก่ เป็นโรงเรือนระบบปิด (Evaporative Cooling System) สามารถปรับการระบายอากาศที่เหมาะสม ซึ่งในการเลี้ยงไก่สิ่งที่สำคัญคือ ไก่ต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี มีอากาศถ่ายเท ซึ่งระบบนี้ทำความเย็นด้วยการระเหยของน้ำ สามารถควบคุมอุณหภูมิ สภาพอากาศ ความชื้น ให้เหมาะสมกับสัตว์แต่ละช่วงวัย ทำให้สัตว์อยู่สบายและไม่เครียด

สพ.ญ.ดร.นิอร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน ในโรงเรือนมีการใช้ Internet of things (IOT) โดยนำระบบอินเตอร์เน็ตและระบบไวเลสมาใช้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้คนปฏิบัติงานได้ง่ายขึ้น มีการใช้คอมพิวเตอร์จากส่วนกลาง ที่สามารถมอนิเตอร์จากห้องควบคุมกลางได้เลย ซึ่งช่วยลดการเข้าไปภายในโรงเรือนของมนุษย์

ในขณะเดียวกัน มีการใช้กล้องติดตามสภาพแวดล้อมภายในโรงเรือน รวมถึงความเป็นอยู่ของสัตว์ให้อยู่อย่างสุขสบาย ได้แสดงพฤติกรรมของสัตว์อย่างมีความสุข อยู่สบาย จะกินน้ำกินอาหารดี และมีการนอนอาบแกลบ ซึ่งจะเป็นตัวบ่งบอกว่า สัตว์อยู่สบาย เมื่อสัตว์มีความสุข สุขภาพดี สวัสดิภาพสัตว์จะดีตามด้วย ส่งผลทำให้สัตว์เจริญเติบโตได้ดี และได้เนื้อไก่ที่มีคุณภาพปลอดภัยต่อผู้บริโภค

นอกจากนี้ ยังมีระบบการให้อาหารแบบอัตโนมัติ โดยรถขนส่งอาหารจากภายนอกต้องผ่านมาตรการป้องกันโรคตามมาตรฐาน เช่น การพ่นยาฆ่าเชื้อทุกครั้งก่อนเข้าฟาร์ม จากนั้นจะนำอาหารไปโหลดใส่ไซโลหน้าโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ เพื่อเข้าสู่ระบบให้อาหารแบบอัตโนมัติของฟาร์ม (Auto Feeding System) โดยที่คนไม่จำเป็นต้องเข้าไปเทอาหารภายในโรงเรือนซึ่งลดความเสี่ยงเกี่ยวกับเรื่องโรคที่จะติดจากคนสู่สัตว์ได้

ซีพีเอฟ ยังมีทีมสัตวแพทย์บริการวิชาการด้านสัตว์ปีกในการเฝ้าระวังโรค โดยสัตวแพทย์จะเข้าไปตรวจติดตามสุขภาพของสัตว์ระหว่างการเลี้ยง มีการออกโปรแกรมการเก็บตัวอย่าง เพื่อตรวจติดตามสถานะการติดเชื้อโรค โดยเฉพาะโรคที่มีความสำคัญ เช่น โรคไข้หวัดนก โรคนิวคาสเซิล รวมถึงโรคแซลโมเนลล่า ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคอาหารเป็นพิษให้กับผู้บริโภค ซึ่งมาตรการเฝ้าระวังเหล่านี้ จะยืนยันได้ว่าผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ซีพีเอฟ ปลอดจากการปนเปื้อนของเชื้อที่กล่าวมาทั้งหมด

AXONS ร่วมระดมสมองนำเทคโนโลยีการเกษตรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ในงาน Horizon 2030

0

AXONS ชี้ เทคโนโลยีการเกษตร (AgriTech) เป็นคำตอบและโอกาสของการเติบโตของเศรษฐกิจไทย เป็นตัวขับเคลื่อนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ช่วยให้เกษตรกร และผู้ประกอบการสามารถเพิ่มผลผลิต สร้างความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้น และสามารถปรับตัวทันต่อสภาวะตลาดและกฎการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นายธีรพงษ์ วิชญเรืองรมย์ รองกรรมการผู้จัดการ ด้าน Strategic and Digital Transformation เป็นผู้แทนของ AXONS ร่วมแบ่งปันข้อมูล ความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะการนำโซลูชันด้านเทคโนโลยีทางการเกษตรเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของภาคเกษตรกรรมไทยร่วมกับเอกชนในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีดิจิทัลของไทย ในงานประชุมเชิงปฏิบัติการ Horizon 2030 Collaborating for Digital Tomorrow จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีตัวแทนจากกว่า 100 องค์กรชั้นนำทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชนจากแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมมาร่วมระดมสมองและให้ข้อเสนอแนะ ในรูปแบบ Round Table Discussion นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย ใน 10 หัวข้อ เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

นายธีรพงษ์ กล่าวว่า AXONS ได้ร่วมให้ความคิดเห็นและคำแนะนำในหัวข้อ Agriculture Tech เพื่อเห็นความจำเป็นในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรและความท้าทายที่เกิดขึ้น ตลอดจนแนวทางการแก้ไขเพื่อสนับสนุนให้ภาคเกษตรกรรมของไทยมีความทันสมัย คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และข้อสรุปเบื้องต้นจากการระดมสมอง มีความเห็นร่วมกันว่าประเทศไทยมีภูมิประเทศและสภาพอากาศที่เอื้อต่อการทำการเกษตรมาก มีการผลิตสินค้าเกษตรที่หลากหลายทั้งภาคการเพาะปลูกและภาคปศุสัตว์ ซึ่ง AgriTech หรือ เทคโนโลยีทางการเกษตร จะเป็นคำตอบของการเกษตรไทยในอนาคต ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตทั้งเรื่องปริมาณและคุณภาพของผลผลิต เพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันเพื่อรองรับจำนวนประชากรที่มีแนวโน้มสูงขึ้น รวมถึงการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่อาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงาน มีการใช้ทรัพยากรมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งน้ำ ปุ๋ย พื้นที่เพาะปลูก ช่วยเพิ่มมูลค่าของสินค้า ช่วยให้เกษตรกรสามารถปรับตัวรับกับเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในปัจจุบัน ประเทศที่พัฒนาแล้วที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ โดรน หุ่นยนต์ เทคโนโลยี IoT สำหรับประเทศไทยแม้ว่าเริ่มนำเทคโนโลยีทางการเกษตรมาใช้แล้ว แต่ยังไม่แพร่หลาย จากความท้าทายคือ ต้นทุนค่อนข้างสูง ยังไม่คุ้มกับการลงทุน และที่สำคัญเกษตรกรยังเข้าถึงแหล่งทุนได้จำกัด

นายธีรพงษ์ กล่าวเสริมว่า AXONS เป็นผู้นำด้านการพัฒนา AgriTech ในระดับสากล ตระหนักดีว่า AgriTech มาช่วยยกระดับมาตรฐานการผลิตและการทำงานของบริษัทชั้นนำอย่าง บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ตลอดจนบริษัทในเครือซีพี และภาคเกษตรไทยสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ได้หลากหลายรูปแบบ อาทิ การใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมร่วมกับการใช้ IoT ช่วยวิเคราะห์ธาตุอาหารดิน นำไปสู่การเลือกปลูกพืชที่เหมาะสม การใช้โดรนถ่ายภาพช่วยการวิเคราะห์ปัญหาแปลงปลูกเพื่อใช้ปัจจัยทางการผลิตได้แม่นยำ การพัฒนาแอปพลิเคชันเป็นผู้ช่วยเกษตรกร ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ เพื่อช่วยแก้ปัญหาต่างๆ วิเคราะห์อาการโรคของพืชและสัตว์ หรือควบคุมกระบวนการผลิตประหยัดแรงงาน และค่าใช้จ่ายต่างๆ เป็นต้น

ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมฯ จะรวบรวมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาของผู้เข้าร่วมงานไปสรุปแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยเพื่อนำเสนอต่อหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องต่อไป