Home Blog Page 128

ซีพีเอฟ – เขตหนองจอก กทม. เดินหน้าโครงการปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น เพิ่มพื้นที่สีเขียวและความหลากหลายทางชีวภาพ

0

กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานเขตหนองจอก ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ หนุนนโยบายปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้นของ กทม. สร้างพื้นที่สีเขียวเป็นกำแพงกรองฝุ่นทั่วกรุง คิกออฟพัฒนาพื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ของ กทม. สู่ “ศูนย์การเรียนรู้ ป่าฉลาดพลาดไม่ได้” เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งนันทนาการให้ประชาชนในพื้นที่

เมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2567 นายไพโรจน์ จันทรอด ผู้อำนวยการเขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร เป็นประธานในกิจกรรม “KICK OFF ศูนย์การเรียนรู้ ป่าฉลาดพลาดไม่ได้” ร่วมกับ นายณฤกษ์ มางเขียว กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพีเอฟ ฟู้ด แอนด์ เบฟเวอร์เรจ จำกัด ธุรกิจอาหารสำเร็จรูป ในกลุ่มของซีพีเอฟ พร้อมด้วย นางกอบบุญ ศรีชัย ผู้บริหารสูงสุด สายงานกิจการองค์กรและลงทุนสัมพันธ์ ซีพีเอฟ คณะผู้บริหารกทม. และ ซีพีเอฟ ผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) 4 คณะครูและนักเรียน สมาชิกสภา กทม. เขตหนองจอก สส.กทม. ตลอดจนผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลลำผักชีและสุวินทวงศ์ ร่วมกันปลูกต้นไม้ บริเวณแปลงป่าสีสันพรรณไม้ดอก พื้นที่ข้างโรงเรียนบดินทรเดชาฯ 4 แขวงลำต้อยติ่ง สนับสนุนเป้าหมาย กทม. ปลูกต้นไม้ 1 ล้านต้น และร่วมฉลอง “วันความหลากหลายทางชีวภาพ” 22 พฤษภาคมของทุกปี

นายไพโรจน์ จันทรอด ผู้อำนวยการเขตหนองจอก เปิดเผยว่า นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด กทม. ร่วมกับภาคเอกชนและประชาชน ปลูกต้นไม้เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศเมืองที่ดี ทั้งในพื้นที่ความรับผิดชอบของ กทม. พื้นที่สาธารณะ สถานประกอบการ บ้านเรือนประชาชน เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวเป็นกำแพงต้นไม้กรองฝุ่นทั่ว กทม. และยังเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ซึ่งพื้นที่ทำกิจกรรมในวันนี้ เป็นพื้นที่ว่างเปล่าที่ไม่มีการใช้ประโยชน์ รวมทั้งหมด 16 ไร่ ซึ่ง กทม. และภาคเอกชน คือ ซีพีเอฟ มีแผนในการพัฒนาพื้นที่ให้เป็นแหล่งสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นต่อไป

“ขอขอบคุณซีพีเอฟ ที่ร่วมมือกับเขตหนองจอก กทม. มาปลูกป่าในวันนี้ เป็นการสร้างปอดให้กับคนกรุงเทพ และยังคืนประโยชน์กลับสู่สังคมด้วย” ผู้อำนวยการเขตหนองจอก กล่าว

ด้าน นายณฤกษ์ มางเขียว กล่าวว่า ซีพีเอฟ ดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของการตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทางของการสร้างความมั่นคงทางอาหาร มุ่งมั่นมีส่วนร่วมปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ สอดรับกับเป้าหมาย SDGs ข้อ 13 รับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ ข้อ 15 ปกป้อง ฟื้นฟูและสนับสนุนการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน และหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

นายกฤษณ์ ศรีเคลือบ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบดินทรเดชาฯ 4 กล่าวว่า ความร่วมมือในกิจกรรมปลูกต้นไม้ในวันนี้ จะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับคน กทม. ช่วยลดโลกร้อน และบรรเทาปัญหาภาวะก๊าซเรือนกระจก อยากเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อสร้างอากาศที่ดี เช่นเดียวกับ นางสาวลภาภัทร จ้ำเหล่ นักเรียนชั้นเดียวกัน เสริมว่ากิจกรรมนี้ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวรอบๆโรงเรียนของเราและแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ ที่สำคัญพื้นที่ปลูกต้นไม้อยู่ใกล้โรงเรียน ทำให้พวกเรามีโอกาสที่จะมาช่วยดูแลให้ต้นไม้เจริญเติบโต

ในส่วนของ ซีพีเอฟ มีโครงการด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งเพื่ออนุรักษ์ ฟื้นฟู ปลูกป่าใหม่ เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าต้นน้ำและป่าชายเลน รวมไปถึงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถานประกอบการ อาทิ โครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง จังหวัดลพบุรี โดยต้นทางของกล้าไม้ที่นำมาปลูกในเขตหนองจอก จำนวน 35 ชนิด รวมกว่า 600 ต้น มาจากพื้นที่โครงการฯ ดังกล่าว ด้วยการคัดเลือกชนิดพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ลุ่มต่ำของ กทม. เป็นพันธุ์ไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจ ดูแลให้แกร่งโดยชุมชน เป็นการส่งเสริมชุมชนรักษาป่าและมีรายได้จากการเพาะพันธุ์กล้าไม้ นอกจากนี้ ยังเป็นการสานต่อกิจกรรมนำร่องเมื่อ ปี 2565 ซึ่งบริษัทฯได้นำกล้าไม้มาแจกให้แก่คนใน กทม. นำไปปลูกในพื้นที่อยู่อาศัย ปัจจุบัน กิจการในประเทศไทยและกิจการต่างประเทศ (ข้อมูลจาก 8 ประเทศ) ของซีพีเอฟ ดำเนินการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปลูกป่าใหม่ไปแล้วกว่า 6.85 ล้านต้น บนพื้นที่ 19,932 ไร่ ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 4.8 หมื่นตันต่อปี

ซีพีเอฟ-คอนเน็กซ์ อีดี ร่วมมอบโอกาสให้น้องๆ “รร.บ้านพิชิตคเชนทร์” หนุนผลสัมฤทธิ์การเรียน

0

ความคาดหวังพัฒนา “ห้องเรียน” ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และคุณครูมีสื่อการสอนที่ใช้ในกิจกรรมสำหรับการเรียนรู้เชิงรุก เป็นเป้าหมายหลักที่ “โรงเรียนบ้านพิชิตคเชนทร์” อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา คิด “โครงการห้องเรียนคุณภาพเพื่อส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)” โดยได้รับการสนับสนุนงบจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว ในปีการศึกษา 2566 ที่ผ่านมา จากการที่ รร. เป็น 1 ใน 302 โรงเรียน ในความดูแลของซีพีเอฟ ภายใต้โครงการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED

รร.บ้านพิชิตคเชนทร์ เป็นโรงเรียนขนาดกลาง จำนวนนักเรียน 340 คน ครูและบุคลากร 21 คน เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปัจจุบัน มีนายอำนาจ บรรจงรอด ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียน ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่โรงเรียนจะได้รับการสนับสนุบงบจากซีพีเอฟ โรงเรียนมีข้อจำกัด อาทิ คุณครูขาดความเข้าใจในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) งบประมาณในการจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ สื่อการเรียนรู้มีจำกัด นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนจึงได้นำงบที่ได้รับจากซีพีเอฟ ภายใต้โครงการคอนเน็กซ์ อีดี จัดซื้อสื่อและอุปกรณ์ที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนการสอน เช่น นักเรียนชั้น ป.1 จัดให้มีกิจกรรมเกมบัตรคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ทำให้นักเรียนได้รู้เกี่ยวกับคำศัพท์ภาษาอังกฤษมากขึ้น ฝึกพูดและสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษจากบัตรคำ ชั้น ป.4- 6 Dictionary พจนานุกรมภาษาอังกฤษ – ไทย สามารถใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคำศัพท์ได้ด้วยตนเอง ใช้พจนานุกรมในการตรวจสอบการออกเสียงให้ถูกต้อง ได้ฝึกทักษะการพูด การอ่านและการเขียนภาษาอังกฤษ จากการใช้พจนานุกรม สื่อโมเดลเรขาคณิตสามมิติ ทำให้นักเรียนรู้จักชนิดของรู ปทรงเรขาคณิตสามมิติ พร้อมทั้งรูปคลี่ของเรขาคณิตสามมิติ เป็นต้น

น.ส.กมลชนก สุกแสง คุณครู รร.บ้านพิชิตคเชนทร์ รับผิดชอบโครงการ Active Learning กล่าวว่า สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ ที่โรงเรียนนำมาใช้ ทำให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีคุณภาพมากขึ้น ตรงกับความต้องการตามแผนการดำเนินงานในโครงการห้องเรียนคุณภาพที่ส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) นักเรียนได้รับการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยมีคุณครูเป็นผู้ชี้แนะ ส่งผลให้ผู้เรียนมีระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดีขึ้น

เปิดเทอมใหม่แล้ว น้องๆรร.บ้านพิชิตคเชนทร์ มาถึงโรงเรียนด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส หลายคนรีบตรงดิ่งมาที่ห้องเรียนของตัวเอง สนุกสนานกับการเรียนที่มีสื่อและอุปกรณ์ประกอบ

ด.ญ.วรัญญา ดึงกระโทก นร.ชั้นป. 4 เล่าว่า มีความสุขที่ได้มาโรงเรียน ที่ห้องเรียนคุณครูมีเกมสนุกๆ ให้เล่นในวิชาภาษาไทย ด้าน ด.ช. ณภัทร อินทร์กิ่ง นร.ชั้น ป. 5 บอกว่า ที่ห้องเรียนมีสื่อการสอนที่คุณครูเตรียมไว้ให้อย่างน่าสนใจ มีเกมที่เล่นแล้วได้รับความรู้และยังสนุกสนาน เช่น เกมบิงโกคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ขณะที่ พี่ๆ นร.ชั้นป. 6 ด.ญ.กนกรัตน์ ตองติดรัมย์ เล่าประสบการณ์ที่โรงเรียนได้รับการสนับสนุนในโครงการ Active Learning ทำให้พวกเรามีโอกาสได้เรียนรู้ในกิจกรรมต่างๆ จากสื่อและอุปกรณ์ที่เป็นประโยชน์ มีความสนุกสนานในการเรียน และมีความสุขที่ได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ ในชั้นเรียน

วันนี้ …. รร.บ้านพิชิตคเชนทร์ บรรลุเป้าหมายพัฒนา”ห้องเรียน” ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่เอื้อต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ในรูปแบบของ Active Learning เป็นอีกหนึ่งโรงเรียนที่ได้รับโอกาสดีๆ จากการเข้าร่วมโครงการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา CONNEXT ED ที่มุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งของยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย สู่รากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน

เมืองไทยประกันชีวิต คว้าตำแหน่งสุดยอดแบรนด์ทรงอิทธิพลต่อผู้บริโภคแห่งปี “2023 Asia’s Top Influential Brands”

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL ตอกย้ำนโยบายการบริหารงานเพื่อการเป็นผู้นำธุรกิจการประกันชีวิตในระดับภูมิภาค ที่มีความแข็งแกร่งทั้งทางด้านการเงิน การบริการ และภาพลักษณ์ ภายใต้หลักธรรมาภิบาล และระบบการบริหารความเสี่ยงระดับมาตรฐานสากล  โดยเข้าใจความต้องการและพฤติกรรมของลูกค้าอย่างลึกซึ้ง  เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการที่เหมาะสมในการสร้างความมั่นคงทางการเงิน  และเติมเต็มชีวิตของลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์ตลอดช่วงชีวิต  ตลอดจนการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนพร้อมทั้งมุ่งมั่นที่จะส่งมอบความสุขแก่ลูกค้า พนักงานพันธมิตรทางธุรกิจ ผู้ถือหุ้น และสังคม  จากนโยบายดังกล่าวทำให้บริษัทฯ  ได้รับรางวัล “2023 Asia’s Top Influential Brands”  สุดยอดแบรนด์ทรงอิทธิพลต่อผู้บริโภค ต่อเนื่องปีที่ 3  ซึ่งจัดขึ้นโดย บริษัท อินฟลูเอ็นเชี่ยล แบรนด์ ประเทศสิงคโปร์ เป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์ในเอเชียมายาวนานกว่า 20 ปี   ร่วมกับ บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด  เพื่อค้นหาสุดยอดแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคในอุตสาหกรรมต่าง ๆ จำนวน 7 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ประกอบด้วย สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ จีน และไทย  ทั้งนี้  อินฟลูเอ็นเชี่ยล แบรนด์ และนิโอ ทาร์เก็ต ได้ทำการสำรวจความเห็นของผู้บริโภค กลุ่มมิลเลนเนียล (Millennial)  เพราะเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ โดยมีสัดส่วนการใช้จ่ายสูงสุด ให้ระดับความเชื่อมั่นที่แม่นยำ และสามารถสะท้อนถึงมุมมองและความพึงพอใจต่อแบรนด์ได้ 

การมอบรางวัลเกียรติยศ “2023 Asia’s Top Influential Brands”  สุดยอดแบรนด์ทรงอิทธิพลต่อผู้บริโภค  แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน     การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีในการดำเนินงานเพื่อนำเสนอด้านผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม  การให้บริการที่มีประสิทธิภาพแก่ลูกค้าผู้เอาประกันภัย  ตลอดจนการมุ่งมั่นเพื่อเป็นบริษัทฯประกันชีวิตที่มีความมั่นคงแข็งแกร่ง และการให้บริการที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ตลอดจนการดำเนินงานเพื่อตอบแทนสังคมอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม  ซึ่งส่งผลให้บริษัทมีอัตราเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีความยั่งยืนที่แท้จริง ในโอกาสนี้ นางสาวนิรัตน์  บูชาสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นผู้แทนบริษัทฯ ขึ้นรับรางวัลอันทรงเกียรตินี้   โดยมี มร.จอร์จ  โรดิกัส กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินฟลูเอ็นเชี่ยล แบรนด์  ประเทศสิงคโปร์ และนางวรรณี ลีลาเวชบุตร ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จํากัด ประเทศไทย  ร่วมแสดงความยินดี  ณ โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพฯ.

AIS ZEED จับมือ Shopee แจกโค้ดส่วนลดพิเศษไม่มีขั้นต่ำ ให้ช้อปไอเทมเด็ดกลับไปเรียน ต้อนรับเปิดเทอม

0

AIS ZEED 5G ตอกย้ำแบรนด์ที่ครองใจกลุ่มวัยทีน ล่าสุดจับมือกับยักษ์ใหญ่ด้านแพลตฟอร์ม E-Commerce ชั้นนำอย่าง Shopee เอาใจขาช้อปต้อนรับเทศกาล Back to School อัดแคมเปญ “แจกโหด ไม่มีขั้นต่ำ วัยทีนช้อปฉ่ำ” ให้ลูกค้า AIS ZEED 5G ทั้งเติมเงินและรายเดือนที่เปิดเบอร์ใหม่ พร้อมสร้างบัญชีใหม่บน Shopee รับทันทีโค้ดส่วนลดจาก Shopee 50% ลดสูงสุดถึง 300 บาท ให้ช้อปปิ้งสินค้า ชุดนักเรียน รองเท้า เครื่องเขียน และสินค้าสำหรับนักเรียนมากมาย ไม่มียอดขั้นต่ำในการสั่งซื้อ ช้อปได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2567

นางเบญจพร กำเพ็ชร หัวหน้าส่วนงานการตลาดกลุ่มลูกค้าพรีเพด AIS กล่าวว่า “เพื่อเป็นการตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มทีนของ AIS ZEED 5G ทำให้ที่ผ่านมาเรานำเสนอสินค้า บริการ และสิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ในทุกมิติ รวมถึงครั้งนี้เราทำงานร่วมกับ Shopee แพลตฟอร์ม
E-Commerce ชั้นนำของไทย เพื่อร่วมกันส่งมอบประสบการณ์การใช้งานดิจิทัลและการช้อปปิ้งผ่านสิทธิพิเศษแบบจัดเต็มในครั้งนี้ รวมถึงในช่วงเดือนพฤษภาคมเป็นช่วง Back to School หรือการกลับมาเปิดเทอมของโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ทำให้ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ได้ตอบโจทย์เพียงแค่การใช้งานดิจิทัลของกลุ่มวัยทีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการแบ่งเบาภาระให้ผู้ปกครอง และน้องๆ นักเรียน ได้รับส่วนลดจากการช้อปปิ้งสินค้าที่ต้องใช้ในช่วงเปิดเทอม อาทิ ชุดนักเรียน รองเท้า หรือแม้แต่เครื่องเขียน แบบเรียน ต่างๆ อีกด้วย”

ด้าน นายการัน อำบานี ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจช้อปปี้ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ช้อปปี้ มีความรู้สึกยินดีที่ได้เริ่มต้นความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่กับเอไอเอสอีกครั้งในโครงการ Back to School เพื่อให้สมกับความตั้งใจ ในฐานะอีคอมเมิร์ซเบอร์ 1 ครองใจนักช้อปชาวไทย เรามีจุดมุ่งหมายและความทุ่มเทอย่างลึกซึ้ง ในยุคที่การตอบสนองความต้องการเร่งด่วนในการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันในโลกดิจิทัลในปัจจุบันที่เพิ่มมากขึ้น เราขอร่วมมอบโปรโมชั่นเพื่อการช้อปสนุกกว่า คุ้มค่า และครบครันบนช้อปปี้ และขอเชิญนักเรียน นักศึกษา และชุมชนทั่วประเทศมาร่วมกันสร้างประสบการณ์ที่ทุกคนมีโอกาสเติบโตและประสบความสำเร็จ ด้วยโปรโมชั่นสุดพิเศษของ AIS ZEED 5G บนแพลตฟอร์มของเรา”

โดยแคมเปญ แจกโหด ไม่มีขั้นต่ำ วัยทีนช้อปฉ่ำ เป็นการมอบความพิเศษให้กับลูกค้าที่เปิดเบอร์ใหม่กับแพ็กเกจ ZEED ทั้งเติมเงิน ZEED 5G Sim พร้อมสมัครแพ็กเกจเสริม ตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป รวมถึงลูกค้ารายเดือนและย้ายค่าย พร้อมสมัครแพ็กเกจ ZEED 5G ตั้งแต่ 299 บาทขึ้นไป รับโค้ดส่วนลด Shopee 50% แบบไม่มีขั้นต่ำ สูงสุด 300 บาท ลูกค้าตั้งแต่อายุ 12-24 ปี เพียงเปิดบัญชีใหม่บน Shopee รับความพิเศษได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ได้ที่ https://shopee.co.th/ais_official

AIS เตือนภัย 2 มุกใหม่มิจฉาชีพ อย่าหลงเชื่อกลโกง

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า AIS แจ้งเตือนภัยร้ายมิจฉาชีพ ใช้มุกกลลวงใน 2 รูปแบบ ที่กำลังระบาดในขณะนี้ ได้แก่

แก๊งคอลเซ็นเตอร์แอบอ้างเป็นพนักงาน AIS สร้างเรื่องหลอกลวงผู้ใช้งาน โดยใช้เบอร์มือถือ 0XX-XXXXXXX โทรหาลูกค้าแจ้งว่า มีข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า อาทิ ชื่อ ที่อยู่ บัตรประชาชน ไปเปิดเบอร์และดำเนินการผิดกฎหมาย โดยมิจฉาชีพบางรายบอกชื่อ ที่อยู่ เลขบัตรประชาชนของลูกค้าได้อย่างถูกต้อง จนอาจทำให้ลูกค้าหลงเชื่อ จากนั้นมิจฉาชีพจะหลอกว่า ต้องโอนสายไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อให้ดำเนินการเกี่ยวกับข้อมูลของลูกค้า เป็นต้น ซึ่งถือเป็นจุดที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อลูกค้าทั้งในแง่การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคล และ สูญเสียทรัพย์สิน AIS จึงขอย้ำเตือนลูกค้าอย่าหลงเชื่อการแอบอ้างในลักษณะนี้ พร้อมยืนยันว่า บริษัทฯ จะติดต่อลูกค้าผ่านเบอร์ 1175 เท่านั้น และไม่มีนโยบายขอข้อมูลส่วนบุคคลหรือแจ้งการกระทำความผิดในทุกช่องทางและทุกรูปแบบ

SMS ข้อความสแปม แนบลิงก์ปลอม ลวงให้กด โดยมิจฉาชีพแอบอ้างชื่อผู้ส่ง (Sender Name) เป็นเบอร์มือถือ หรือ SMS หรือ AIS เป็นข้อความในลักษณะว่า “…คะแนนเอไอเอส พอยท์ของลูกค้ากำลังจะหมดอายุภายใน 3 วัน ให้รีบดำเนินการแลกคะแนน…” จากนั้นแนบลิงก์ให้กดไปยังเว็บไซต์ปลอม เพื่อหลอกขอข้อมูลสำคัญของลูกค้าอันอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการสูญเสียทรัพย์สิน หรือ ความเสียหายอื่นๆ ซึ่ง บริษัทฯ ขอยืนยันว่าการสื่อสารในส่วนของการตรวจสอบ หรือ แลกคะแนนของเอไอเอส พอยท์ สามารถทำได้บนช่องทางแอปพลิเคชัน myAIS เท่านั้น บริษัทฯ ไม่มีนโยบายส่ง SMS เพื่อให้ลูกค้ากรอกข้อมูลส่วนบุคคลหรือเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมแต่อย่างใด
ทั้งนี้หากพบความผิดปกติของเบอร์โทร หรือ SMS ข้อความ ที่ติดต่อเข้ามา สามารถแจ้งผ่านสายด่วน 1185 AIS Spam Report Center ได้ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง โดย AIS จะตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

รู้เก็บรู้ออม : ห้องเรียนลงทุนเด็กมัธยม

0

การส่งเสริมและสนับสนุนด้านความรู้เรื่องการเงินและการลงทุนให้กับคนไทย ทุกเพศ ทุกวัย ถือเป็นบทบาทและหน้าที่สำคัญของ “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” ที่ทำมาต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ฯขึ้น

เพราะเมื่อคนมีความรู้เรื่องการเงินการลงทุน ก็ย่อมเห็นความสำคัญ เกิดความสนใจ นำไปสู่การเริ่มลงมือออมเงิน และลงทุนผ่านเครื่องมือการลงทุนต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเงินที่วางไว้ การปูพื้นฐานความรู้จึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ ยิ่งปลูกฝังได้ตั้งแต่วัยเรียน ก็จะเป็นผลดีต่อตัวเด็กเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งคนที่มีบทบาทสำคัญก็คือ คุณครู ที่จะทำหน้าที่ถ่ายทอด และส่งต่อความรู้ให้แก่นักเรียน

โครงการ INVESTORY Investment Learning Design Bootcamp โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงได้เกิดขึ้นในปี 2566 เพื่อเตรียมความพร้อมด้านองค์ความรู้และเครื่องมือเกี่ยวกับการลงทุน ให้แก่คุณครูเพื่อนำไปส่งต่อความรู้แก่นักเรียนมัธยมที่เริ่มสนใจเรื่องการลงทุน รวมทั้งสร้างพื้นที่เรียนรู้ของครูในการสร้างสรรค์สื่อการเรียนการสอน และจัดกระบวนการเรียนรู้ที่กระตุ้นการเรียนรู้ของนักเรียน โดยมีครูเป็นพี่เลี้ยงคอยสนับสนุน

และในปี 2567 นี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯประกาศเดินหน้าโครงการนี้ต่อเป็นปีที่ 2 สนับสนุนให้ครูระดับมัธยมศึกษาออกแบบโมเดลการเรียนรู้การเงินการลงทุน ส่งต่อความรู้ในรูปแบบ active learning

ตัวโครงการประกอบไปด้วยกิจกรรม 3 ส่วนคือ 1.Workshop ให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ครูด้วยกิจกรรมต่างๆ ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อให้ครูออกแบบหลักสูตรการสอนของตัวเอง 2.Teaching Lab ครูนำหลักสูตรการสอนที่ออกแบบไปทดลองสอน เป็นระยะเวลา 1 ภาคการศึกษา โดยมีตลาดหลักทรัพย์ฯ คอยให้คำแนะนำ และ 3.Show & Share เปิดเวทีให้ครูสาธิตห้องเรียนการลงทุนแก่บุคลากรทางการศึกษาและสาธารณชน เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและเป็นห้องเรียนตัวอย่างที่สามารถนำกลับไปใช้ได้ในโรงเรียนแต่ละแห่ง

คุณภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ พูดถึงโครงการนี้ว่า ความรู้ที่ถูกต้องจะช่วยสร้างทักษะในการบริหารจัดการเงินซึ่งเยาวชนจะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ครูจึงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ เพราะมีความใกล้ชิด รู้จักและเข้าใจนักเรียนของตัวเองเป็นอย่างดี ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงให้พื้นที่เรียนรู้แก่ครูในการนำองค์ความรู้ไปออกแบบการเรียนการสอนด้านการลงทุนให้เหมาะสมสำหรับนักเรียนในแต่ละโรงเรียนต่อไป โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ จะคอยทำหน้าที่เป็นโค้ชของครู สนับสนุนด้านองค์ความรู้ เครื่องมือ และสื่อความรู้

ที่ผ่านมา โครงการนี้ได้สร้างครูสอนการลงทุนแล้วใน 66 สถาบันการศึกษา จาก 24 จังหวัดทั่วประเทศ ขยายผลสู่นักเรียนรวม 11,422 คน ปัจจุบันมีห้องเรียนลงทุนตัวอย่างแล้ว 19 ห้องเรียน นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯจะพัฒนาชุดความรู้การลงทุนสำหรับนักเรียนมัธยมต่อไป เพื่อให้ความรู้ขยายออกไปในสถานศึกษาต่างๆ ครอบคลุมทั่วประเทศ

“คุณนายพารวย” อยากเห็นโครงการนี้พัฒนาและต่อยอดหลักสูตรการลงทุนสำหรับนักเรียนมัธยมจนสามารถบรรจุเป็นวิชาเรียนในหลักสูตรการศึกษาของทุกโรงเรียน เพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับเยาวชนของประเทศต่อไป ครูที่สนใจดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://investory.setgroup.or.th

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ซีพีเอฟ ชูแนวคิด ‘WASTE to VALUE’ หนุนรร.-ชุมชน บริหารจัดการขยะยั่งยืน

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ถ่ายทอดแนวคิด ‘WASTE to VALUE’ สู่เด็ก-เยาวชน และชุมชนรอบสถานประกอบการ สร้างความตระหนักรู้ปัญหาขยะ ใช้หลักการ 3Rs ‘ใช้น้อย ใช้ซ้ำ นำกลับมาใช้ใหม่’ (Reduce Reuse and Recycle) มุ่งบริหารจัดการขยะอย่างยั่งยืน ต่อยอดสู่ “ธนาคารขยะ” ในโรงเรียน-ชุมชน

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการใช้ทรัพยากรให้เกิดคุณค่าสูงสุดโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมขับเคลื่อนองค์กรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) การบริหารจัดการเพื่อลดขยะตลอดห่วงโซ่การผลิต เป็นสิ่งที่บุคลากรทุกคนมุ่งดำเนินการมาโดยตลอด ด้วยการนำหลักการ 3Rs มาใช้ในโรงงานผลิตอาหารสัตว์ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ เริ่มจากบุคลากรของบริษัทก่อน จากนั้นจึงขยายผลด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมกับเด็กเยาวชนและชาวชุมชน ความสำเร็จจากการสร้างเครือข่ายในสถาบันการศึกษาและชุมชน เกิดการสร้างรายได้ ลดรายจ่ายจากขยะ จากความรู้การคัดเเยกและเพิ่มมูลค่าขยะ ปัจจุบันมีชุมชน 4 แห่ง และโรงเรียน 13 แห่ง ที่เข้าร่วมโครงการ และขยายผลสู่การสร้าง “ธนาคารขยะ” ร่วมกันทั้งชุมชนและโรงเรียน

“ซีพีเอฟ มุ่งสร้างความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกองค์กร ขยายผลสู่เยาวชนและชุมชน เพื่อสร้างสังคมที่เป็น Zero Waste โดยทำให้เห็นว่าการแยกขยะเป็นเรื่องง่าย ผ่านกิจกรรมที่สนุกสนาน เริ่มตั้งแต่การสอนให้รู้จักแยกขยะเพื่อให้ง่ายต่อการรีไซเคิล ทำให้เห็นคุณค่าว่าขยะสามารถนำมาใช้ซ้ำ หรือนำกลับมาใช้ใหม่ได้ รวมถึงสร้างคุณค่าจากวัสดุเหลือใช้ หรือ WASTE to VALUE รวมถึงการกำจัดขยะอย่างถูกวิธี ที่จะช่วยลดปัญหาขยะ นำไปสู่การแก้ปัญหาขยะที่ยั่งยืน” นายเรวัติ กล่าว

ซีพีเอฟ ร่วมกับโรงเรียนเปิดพื้นที่ในการทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์แก่เยาวชน ผ่านโครงการ “อาหารสัตว์บก ปันรู้ ปลูกรักษ์” ด้วยการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับประเภทขยะ การเก็บและคัดแยกขยะที่ถูกต้อง เพื่อให้พวกเขาได้ปฏิบัติจริงในโรงเรียนและสามารถต่อยอดไปสู่ครอบครัว ส่งเสริมโรงเรียนในการสร้างอาชีพจากของเหลือใช้ พร้อมทั้งสนับสนุนวัสดุเหลือใช้ของโรงงาน ในการสร้างชุดปลูกผักไฮโดรโปรนิกส์แบบน้ำไหลเวียน พลังงานแสงอาทิตย์ ขณะเดียวกัน ยังให้ความรู้แก่ชาวชุมชนที่อยู่ใกล้กับสถานประกอบการ เพื่อร่วมกันลดการทิ้งขยะ สร้างมูลค่าจากขยะ ทำให้สามารถบริหารจัดการขยะอย่างถูกต้อง

“ข้าวกล่องพร้อมรับประทาน” มาตรฐานอุตสาหกรรมอาหารปลอดภัย

0

นักวิชาการยืนยันกระบวนการผลิตอาหาร มีกฎหมายบังคับและระบบการประกันคุณภาพ มีการตรวจสอบคัดกรองวัตถุดิบคุณภาพที่ดีและได้มาตรฐานก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิต ทั้งข้าว เนื้อสัตว์ ผัก และเครื่องปรุงรส สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย

ผศ.ดร.รชา เทพษร

ผศ.ดร.รชา เทพษร สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมการผลิตอาหาร ทั้งอาหารแปรรูป อาหารแช่เย็น อาหารแช่เยือกแข็ง หรืออาหารกล่องพร้อมรับประทาน มี “ระบบการประกันคุณภาพ” ซึ่งเป็นแนวทางการปฏิบัติที่ดีสำหรับผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตอาหาร นำไปปฏิบัติใช้เพื่อควบคุมการทำงาน ให้การผลิตอาหารในทุกขั้นตอน มีคุณภาพ มีมาตรฐานรับรอง และปลอดภัยต่อผู้บริโภค หากผู้ประกอบการรายใดไม่ปฏิบัติตามก็ไม่สามารถได้รับการรับรอง และไม่สามารถแสดง สัญลักษณ์ หรือ เครื่องหมายที่ผลิตภัณฑ์อาหารได้

สำหรับ “ระบบการประกันคุณภาพ” มีหลายมาตรฐานที่สำคัญและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล เช่น ระบบพื้นฐานของโรงงานผลิตอาหาร (Good Hygiene Practices : GHP) หรือหลักเกณฑ์และวิธีการที่ดีในการผลิต (GMP เดิม) (Good Manufacturing Practices), การวิเคราะห์อันตรายและจุดควบคุมวิกฤต (HACCP), ระบบการจัดการความปลอดภัยที่มีมาตรฐาน (ISO22000), มาตรฐานการรับรองความปลอดภัยสำหรับการผลิตอาหาร และออกแบบมาเพื่อรับรองผลิตภัณฑ์ในร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือบริษัทผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ (Food Safety System Certification : FSSC) รวมถึงมาตรฐานความปลอดภัยอาหารสากลที่เกิดจากสมาคมผู้ค้าปลีกแห่งสหราชอาณาจักร (British Retail Consortium : BRC) ซึ่งทุกมาตรฐานมีข้อกำหนดที่ตรงกันในเรื่องของคุณภาพ และความปลอดภัยของวัตถุดิบ มาตรฐานเหล่านี้จะเป็นหลักประกันที่ดี เพราะอาหารที่ดี ต้องมาจากวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ ที่ได้รับการตรวจสอบวัตถุดิบ (Test Element) โดยเฉพาะมาตรฐาน GHP (GMP เดิม) เป็นกฎหมายบังคับของกระทรวงสาธารณสุข (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 420) กำหนดให้ผู้ผลิตต้องตรวจสอบวัตถุดิบก่อนนำเข้าสู่การผลิตอาหาร

“กรณีข้าวเก่าค้างโกดัง 10 ปี และมีผู้ที่กังวลว่าจะไม่ปลอดภัยและนำมาผลิตอาหารนั้น หากผลการวิเคราะห์ออกมาแล้วว่า ปลอดภัย ก็สามารถนำมาผลิตอาหารได้ แต่หากผลการวิเคราะห์ยืนยันแล้วว่า ไม่ปลอดภัย จะไม่สามารถนำมาผลิตอาหารได้ เพราะไม่ว่าวัตถุดิบ จะเพิ่งได้มาสดใหม่แค่ไหน แต่ถ้าไม่มีคุณภาพ ไม่มีความปลอดภัย โรงงานอาหารก็ไม่สามารถนำวัตถุดิบนั้นมาผลิตอาหารได้” ผศ.ดร.รชา กล่าว

ผศ.ดร.รชา กล่าวย้ำว่า พระราชบัญญัติอาหาร ปี พ.ศ 2522 ระบุว่าห้ามผลิตอาหารไม่บริสุทธิ์ ซึ่งมีลักษณะคือไม่เป็นอาหารที่มีสิ่งที่น่าจะเป็นอันตรายแก่สุขภาพเจือปนอยู่ด้วย นั่นคือหากมีการปนเปื้อนด้วยสิ่งใดก็ตามที่อาจมีผลต่อสุขภาพของผู้บริโภค ก็ไม่สามารถนำวัตถุดิบนั้นมาผลิตอาหารได้ จึงไม่มีผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตรายใดจะเข้าไปเสี่ยงกับการนำวัตถุดิบที่ไม่มีคุณภาพมาผลิตอาหาร ขณะที่ผู้ให้การรับรองมาตรฐาน ก็จะไม่นำชื่อเสียงมาเสี่ยงกับการอนุญาตให้โรงงานนำวัตถุดิบที่ไม่ปลอดภัยมาใช้ในการผลิต เช่นกัน

นอกจากนี้ ระบบประกันคุณภาพ ยังครอบคลุมการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เพื่อติดตามสินค้าตั้งแต่ต้นทางการผลิตไปจนถึงการจัดจำหน่าย ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตติดตามแต่ละส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ จากซัพพลายเออร์ ผ่านกระบวนการผลิต ไปจนถึงผู้บริโภคในขั้นสุดท้ายได้ กรณีที่ผู้บริโภคได้รับอันตรายจากอาหาร ผู้ผลิตจะตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าเกิดจากอะไร และรัฐธรรมนูญยังระบุด้วยว่า ผู้บริโภคมีสิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหาย จากความผิดพลาดของผู้ผลิตได้ตามสมควร จึงไม่มีผู้ผลิตรายใดเสี่ยงผลิตอาหารที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะหากเกิดปัญหาจะได้รับผลกระทบต่อชื่อเสียงและความเสียหายตามมาอีกมาก ดังนั้นด้วยระบบที่ดี และกฎหมายที่เคร่งครัดของไทย ผู้บริโภคสามารถเชื่อมั่นในระบบประกันคุณภาพอาหารปลอดภัยได้

CPF หนุน​ “ธนาคารอาหารของประเทศไทย” บริหารจัดการอาหารส่วนเกิน สร้างความมั่นคงทางอาหาร

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางอาหาร เดินหน้าบริหารจัดการอาหารส่วนเกินและลดปัญหาขยะอาหารอย่างยั่งยืน พร้อมร่วมขับเคลื่อน “ธนาคารอาหารของประเทศไทย” (Thailand’s Food Bank) ภายใต้ความร่วมมือของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มูลนิธิ SOS ภาคเอกชน สอดรับโมเดลเศรษฐกิจ BCG เสริมสร้างสุขภาวะที่ดีของประชาชน และส่งเสริมเป้าหมายด้านการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืนของSDGs

นายทวิช ทัฬหะกาญจนากุล ผู้อำนวยการโลจิสติกส์และศูนย์กระจายสินค้า บริษัท ซีพีเอฟ โกลบอล ฟู้ด โซลูชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CPFGS ซึ่งเป็นบริษัทในกลุ่มของซีพีเอฟ ที่จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปของซีพีเอฟภายในประเทศไทยและจำหน่ายไปยังต่างประเทศ กล่าวว่า
ซีพีเอฟ มีพันธกิจสร้างความมั่นคงทางอาหาร นอกจากให้ความสำคัญเรื่องอาหารปลอดภัย คุณภาพอาหาร และการเข้าถึงอาหารแล้ว ยังตระหนักถึงการลดการสูญเสียอาหารและขยะอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน มุ่งมั่นลดขยะและขยะอาหารตลอดกระบวนการผลิต รวมไปถึงการวางแผนจัดการสินค้าให้เหมาะสมและเพียงพอกับความต้องการของลูกค้า การจัดการอายุการเก็บรักษา (Shelf life) หากมีสินค้าคงเหลือ เพื่อลดการตัดทำลายกลายเป็นขยะสู่หลุมฝังกลบ

บริษัทฯให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน โดยตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 เป็นต้นมา ได้ร่วมมือกับมูลนิธิสโกลารส์ ออฟ ซัสทีแนนซ์ (มูลนิธิ SOS สาขาประเทศไทย)ดำเนินโครงการ “Circular Meal มื้่อนี้เปลี่ยนโลก” นำอาหารส่วนเกินจากศูนย์กระจายสินค้าบางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเเชิงเทรา และศูนย์กระจายสินค้ามหาชัย จ.สมุทรสาคร ทั้งในรูปแบบของอาหารพร้อมทาน อาหารแช่แข็งและแช่เย็น ซึ่งเป็นอาหารที่ยังคงคุณภาพ ปลอดภัย และมีโภชนาการที่ดี ส่งมอบให้กับกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้มีรายได้น้อย เด็ก ผู้สูงอายุ ฯลฯ ในชุมชนทั่วกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยส่งมอบไปแล้วมากกว่า 200,000 มื้อ สามารถลดปริมาณขยะอาหารได้ประมาณ 50 ตัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้กว่า 124 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้มากกว่า 13,000 ต้น

“ซีพีเอฟ ให้ความสำคัญกับการผลิตและการบริโภคอย่างรับผิดชอบ มุ่งลดปริมาณขยะสู่การฝังกลบ (Zero Food Waste to Landfill) สอดรับกับนโยบายการขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ของประเทศในด้านอาหาร และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ (SDGs)ข้อ2 ยุติความหิวโหย บรรลุความมั่นคงทางอาหาร และ ข้อ12 แผนการผลิตและการบริโภคอย่างยั่งยืน และพร้อมเดินหน้าสนับสนุนความร่วมมือในการศึกษาแนวทางที่เหมาะสม เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน ลดปัญหาขยะอาหาร” นายทวิช กล่าว

ล่าสุด (15 พ.ค.) บริษัทฯ ยังได้เข้าร่วมงานเปิดตัวโครงการจัดตั้งธนาคารอาหารของประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการที่สวทช.ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร(องค์การมหาชน)หรือ สวก.ดำเนินการศึกษาต้นแบบและแนวทางการบริหารจัดการอาหารส่วนเกินที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยตัวแทนของซีพีเอฟได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การบริหารจัดการอาหารส่่วนเกิน(Surplus Food) ร่วมกับ นักวิจัยของ สวทช. ตัวแทนมูลนิธิ SOS สาขาประเทศไทย และผู้แทนจากภาคเอกชนที่ร่วมบริจาคอาหารให้กับ SOS ณ โรงเรียนคลองทรงกระเทียม เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ ถือเป็นความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ในการสร้างต้นแบบระบบการบริหารจัดการอาหารส่วนเกิน เพื่อส่งต่อให้กับผู้มีความต้องการอาหารและกลุ่มเปราะบางในสังคมไทย และส่งเสริมการเข้าถึงอาหารอย่างเท่าเทียม

บอร์ดตลท. มีมติเลือก “กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์” นั่งประธานบอร์ดคนที่ 19

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (“ตลาดหลักทรัพย์ฯ”) วันที่ 15 พ.ค. 2567 ได้มีมติเลือกศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 19 แทนนายพิชัย ชุณหวชิร ที่ได้ลาออกจากตำแหน่งไปก่อนหน้านี้ โดยศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ เป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่มาจากการแต่งตั้งจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (“คณะกรรมการ ก.ล.ต.”) ซึ่งคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พิจารณาแล้ว และเห็นว่าศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ด้านตลาดทุนมาอย่างยาวนาน จึงเหมาะสมที่จะทำหน้าที่ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ จบการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นิติศาสตรมหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, เนติบัณฑิตไทยแห่งสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา สมัยที่ 29, นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย (LL.M.) ประเทศแคนาดา และนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขานิติศาสตร์ ประเภทวิชาการ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่

ปัจจุบัน นอกจากเป็นกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ยังดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งในหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่าง ๆ อีกหลายแห่ง อาทิ กรรมการสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, กรรมการบริหารสภากาชาดไทย, กรรมการในคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), ประธานกรรมการ (กรรมการอิสระ) และประธานคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน), กรรมการอิสระ และประธานกรรมการบรรษัทภิบาลและสรรหา บริษัท เอสซีจีแพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน), กรรมการอิสระ และกรรมการบริหารความเสี่ยงระดับองค์การ บริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน), ประธานกรรมการและกรรมการอิสระ บริษัท โชติวัฒน์ อุตสาหกรรม การผลิต จำกัด (มหาชน), กรรมการและกรรมการตรวจสอบและบริหารความเสี่ยง บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด สำหรับคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ ชุดปัจจุบัน ประกอบด้วย ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ (ประธานกรรมการ), นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย (รองประธานกรรมการ), ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์, นายคมกฤช เกียรติดุริยกุล, ม.ล. ทองมกุฎ ทองใหญ่, นายธิติ ตันติกุลานันท์, นายรวินทร์ บุญญานุสาสน์, นายศุภโชค ศุภบัณฑิต, นางสาวโสภาวดี เลิศมนัสชัย และ ดร. ภากร ปีตธวัชชัย (กรรมการและผู้จัดการ) รวมทั้งสิ้น 10 ท่าน โดยตำแหน่งกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ อีก 1 ตำแหน่งที่ว่างลงนั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแต่งตั้งโดยคณะกรรมการ ก.ล.ต.