Home Blog Page 121

กรมประมง จับไม่หยุด “ปลาหมอคางดำ” เดินหน้าฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมประมงและประมงจังหวัดสมุทรสงคราม จัดกิจกรรม “ลงแขก-ลงคลอง” ครั้งที่ 4 จับปลาไม่หยุด ขับเคลื่อนนโยบายการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและคืนความหลากหลายทางชีวภาพสู่ธรรมชาติและชุมชน

สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม ขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ตลอดจนมีการบูรณาการมาตรการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทั้งการควบคุมปริมาณและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด และมีการพัฒนาเครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดปลาหมอคางดำ ตามเป้าหมายในการลดปริมาณปลาชนิดนี้อย่างมีนัยสำคัญ

กิจกรรม “ลงแขก-ลงคลอง” ครั้งที่ 4 จัดขึ้น ณ คลองแพรกหนามแดง หมู่ที่ 4 ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่พบการระบาดของปลาหมอคางดำในระดับต้นๆ ตามแผนงานของกรมประมง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของคนในชุมชน อย่างไรก็ตาม ในการจับปลาแต่ละครั้งและแต่ละพื้นที่มีปัญหาและอุปสรรคแตกต่างกัน แต่เจ้าหน้าที่ไม่เคยละความพยายามในการจับปลาโดยมีการปรับเปลี่ยนวิธีการและเครื่องมือให้เหมาะสม เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น

สำหรับปัญหาและอุปสรรคที่พบในวันนี้ คือ ในคลองมีท่อนไม้และกิ่งไม้ชิ้นใหญ่จำนวนมาก มีเศษวัสดุเหลือใช้ถูกนำมาทิ้งจมอยู่ใต้น้ำ ทำให้การลากอวนไม่ถึงหน้าดิน ปลาหมอคางดำจึงหลุดรอดออกไปได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ปรับวิธีการโดยนำตาข่ายมาดักจับเพิ่มเติมอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการเล็ดลอดของปลาหมอคางดำ

สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม รายงานว่า จากกิจกรรมลงแขก-ลงคลอง ครั้งที่ผ่านมา พบมีสัตว์น้ำตามธรรมชาติชนิดอื่นๆ ติดขึ้นมากับการจับปลาด้วย เช่น กุ้งทะเล กั้ง ปู แมงดาทะเล นับเป็นสัญญาณที่ดีด้านความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ยังต้องรอสรุปประเมินผลสัมฤทธิ์ของกิจกรรมตามหลักวิชาการ เพื่อความถูกต้องและแม่นยำอีกครั้ง จากกิจกรรม 3 ครั้งที่ผ่านมา สามารถจับปลาหมอคางดำได้ 740 กิโลกรัม และมีการนำไปเพิ่มมูลค่าเป็นปุ๋ยชีวภาพ ผลิตภัณฑ์อาหารและเมนูอาหารต่างๆ

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการจับปลาหมอคางดำเพื่อการบริโภคและใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และสร้างสรรค์เมนูอาหารในรูปแบบใหม่ๆ ตามแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มและเป็นรายได้ให้กับคนในชุมชน เพื่อจูงใจให้มีการจับปลาหมอคางดำมากขึ้น โดยดำเนินการควบคู่ไปกับกิจกรรมลงแขก-ลงคลอง กำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติทุกพื้นที่ของจังหวัดสงคราม

ทั้งนี้ การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ เป็นมาตรการเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการควบคุมและลดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ เน้นการจับด้วยเครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพและเหมาะกับสภาพพื้นที่ ควบคู่กับการกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมถึงการปล่อยปลาผู้ล่าเพื่อช่วยกำจัดลูกปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำซึ่งเป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดของปลาดังกล่าว

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าลดปริมาณปลาหมอคางดำอย่างจริงจังนำร่องใน 5 จังหวัด คือ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ เพชรบุรี และกรุงเทพมหานคร โดยมุ่งเน้นการแก้ไขแบบบูรณาการด้วยการผนึกกำลังกัน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากที่สุดในการบรรเทาความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ ช่วยฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและความอุดมสมบูรณ์ให้กลับคืนสู่แหล่งน้ำอย่างยั่งยืน

AIS ชวนลูกค้าที่ถือ 6 – 100 เบอร์ ยืนยันตัวตนตามประกาศ กสทช. พร้อมรับสิทธิ์ร่วมลุ้นโชคปังอลังการ ก่อนโดนระงับ 13 กค. นี้

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนโยบายภาครัฐ ที่เป็นห่วงความปลอดภัยของประชาชนที่อาจถูกมิจฉาชีพแอบอ้าง  หรือ ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล นำไปสู่การสูญเสียทรัพย์สิน จึงได้กำหนดมาตรการให้ประชาชนที่ครอบครองหมายเลขตั้งแต่ 6 เบอร์ขึ้นไป ดำเนินการยืนยันตัวตนให้ถูกต้อง ในช่วงที่ผ่านมานั้น

บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS จึงขอเชิญชวนลูกค้ากลุ่ม 6-100 เบอร์ (เฉพาะผู้ที่ได้รับแจ้งเตือนเมื่อมีการโทรออก) ดำเนินการยืนยันตัวตน พร้อมมอบสิทธิ์ในการเข้าร่วมแคมเปญลุ้นโชคกับ AIS POINTS 1 สิทธิ์ ต่อ 1 เบอร์ เพื่อร่วมลุ้นโชคปังอลังการกับ Samsung Galaxy S24 Ultra หรือ สร้อยคอทองคำ (ภายใน 30 มิ.ย. 67)  ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาสิทธิและป้องกันการถูกระงับใช้งานชั่วคราว ลูกค้าสามารถยืนยันตัวตน Update ข้อมูลการจดทะเบียนได้ ผ่าน AIS Shop, AIS Telewiz และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือสามารถดำเนินการได้ด้วยตนเองผ่าน 3 ช่องทาง ดังนี้

1.      กด*161*2*เลขบัตรประชาชน# โทรออก ฟรี (รอรับ SMS ทำตามขั้นตอน)

2.      ผ่านแอป myAIS (สำหรับลูกค้าระบบเติมเงิน)

3.      เว็บไซต์ http://kyc.cloud.ais.th/repi    

อย่างไรก็ตาม สำหรับลูกค้าที่ไม่ได้ดำเนินการยืนยันตัวตนตามกรอบเวลาที่กำหนด คือ 13 กรกฎาคม 2567 จากนโยบายของภาครัฐ  บริษัทฯ จึงจำเป็นจะต้องดำเนินการระงับการใช้งานชั่วคราว เพื่อความปลอดภัยจากการถูกมิจฉาชีพลักลอบนำเบอร์ไปใช้ ตามประกาศของทาง กสทช. โดยท่านจะยังคงรับสายและใช้อินเทอร์เน็ตเข้า AIS Website และ แอป myAIS ได้ แต่ไม่สามารถโทรออกได้ (สามารถโทรหมายเลข Emergency และ AIS Call Center ได้) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ais.th/consumers/lifestyle/blog/public-relations/identity-verification-policy-for-user-registration

ตลท. เดินหน้าปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลการขายชอร์ต และโปรแกรมเทรดดิ้ง ยกระดับความเชื่อมั่นนักลงทุน เริ่ม 1 ก.ค. 67

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เดินหน้าปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลการขายชอร์ต และโปรแกรมเทรดดิ้งต่อเนื่อง ได้แก่ คุณสมบัติของหุ้นที่ขายชอร์ตได้ ราคาในการขายชอร์ต การขึ้นทะเบียนผู้ลงทุนที่ส่งคำสั่งซื้อขายด้วย HFT และการเปิดเผยข้อมูลผู้ลงทุนที่มีพฤติกรรมการส่งคำสั่งซื้อขายที่ไม่เหมาะสม เพื่อยกระดับการกำกับดูแลการซื้อขาย และเพิ่มความเชื่อมั่นผู้ลงทุน เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 67 เป็นต้นไป

มาตรการกำกับดูแลการขายชอร์ต
1) ปรับปรุงคุณสมบัติของหุ้นในกลุ่ม non-SET100 ที่สามารถขายชอร์ตได้ ให้เป็นหุ้นที่มีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงขึ้น โดยกำหนดให้หุ้นที่ขายชอร์ตได้ ต้องมีขนาด Market Capitalization เฉลี่ย 3 เดือน ไม่น้อยกว่า 7,500 ล้านบาท และมีค่าเฉลี่ยของปริมาณการซื้อขายหมุนเวียนต่อเดือน (Monthly Turnover) ในรอบ 12 เดือน ไม่น้อยกว่า 2% รวมทั้งมีการกระจายการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นสามัญรายย่อย (Free Float) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุนชำระแล้ว ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะประกาศรายชื่อกลุ่มหลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตได้ตามเกณฑ์ใหม่ผ่านทางเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ

2) ปรับปรุงเกณฑ์ราคาขายชอร์ต โดยกำหนดให้ราคาเสนอขายชอร์ตต้องเป็นราคาที่สูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย (Uptick) จากเดิมที่ให้เสนอขายชอร์ตได้ในราคาที่เท่ากับหรือสูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย (Zero-Plus Tick)

มาตรการกำกับดูแลโปรแกรมเทรดดิ้ง
3) กำหนดให้มีการขึ้นทะเบียนผู้ลงทุนที่ส่งคำสั่งซื้อขายด้วยความเร็วสูง (High Frequency Trading: HFT)* ก่อนเริ่ม
ใช้งาน เพื่อยกระดับการกำกับดูแลผู้ลงทุนกลุ่มดังกล่าวให้เข้มงวดขึ้น

การเปิดเผยข้อมูลผู้ลงทุนที่มีพฤติกรรมการส่งคำสั่งซื้อขายที่ไม่เหมาะสม
4) ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเปิดเผยข้อมูลผู้ลงทุนที่มีพฤติกรรมการส่งคำสั่งซื้อขายที่ไม่เหมาะสมให้แก่บริษัทสมาชิกทุกรายทราบ เพื่อให้บริษัทสมาชิกสามารถกำกับดูแลผู้ลงทุนกลุ่มดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ มาตรการข้างต้นจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 เป็นต้นไป

ผู้ลงทุนและผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเกณฑ์ที่ปรับปรุงดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ www.set.or.th ภายใต้หัวข้อ “กฎเกณฑ์/การกำกับ” และ “กฎเกณฑ์ – หนังสือเวียนส่วนที่เกี่ยวกับสมาชิก”

เมืองไทยประกันชีวิต จัดงานมอบรางวัล “Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2023”  ให้รพ.คู่สัญญา ยกระดับมาตรฐานบริการ

0

บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) จัดพิธีมอบรางวัลเกียรติยศ “Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2023” อย่างยิ่งใหญ่โดยในพิธีได้รับเกียรติจาก นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในฐานะประธานกิตติมศักดิ์ เป็นประธาน   ในพิธีขึ้นมอบรางวัลให้แก่โรงพยาบาลคู่สัญญา เพื่อเชิดชูเกียรติและยกย่องในความมีมาตรฐานและความมุ่งมั่นพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานในทุกด้าน นำมาซึ่งการส่งมอบการให้บริการที่เป็นเลิศในทุกมิติและสร้างความ      พึงพอใจแก่ลูกค้าคนสำคัญ โดยมี นายสันติ วิริยะรังสฤษฎ์ ประธานบรรณาธิการ  วารสารการเงินธนาคาร          นางวิลาสินี พุทธิการันต์  Director of SCB Tech X Co., LTD. นายเผ่าทอง ทองเจือ ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้าน Environmental, Social and Governance (ESG) บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นายณัฐวุฒิ อมรวิวัฒน์ กรรมการและกรรมการบริหาร  บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) นางสาวชินตา ศรีจินตอังกูร Thailand Site Leader บริษัท นีลเส็นไอคิว (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วย นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ ดร.สุธี โมกขะเวส กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมในพิธี โดยงานจัดขึ้น  ณ โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ กรุงเทพฯ

นายสาระ กล่าวว่า การจัดงานมอบรางวัลเกียรติยศ “Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2023” จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบริษัทฯ และโรงพยาบาลคู่สัญญาทั่วประเทศ นอกจากนี้เป็นการยกระดับการให้บริการด้านการประกันชีวิตและการประกันสุขภาพ มีการริเริ่มคิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่พร้อมรองรับและตอบโจทย์ความต้องการของผู้เอาประกันภัยได้มากขึ้น เป็นการเพิ่มขีดความสามารถและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการและยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าได้เป็นอย่างดี  ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายหลักของบริษัท ฯ ที่มุ่งมั่นสร้างความสุขและรอยยิ้มที่ยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ที่ต้องการขับเคลื่อนองค์กรด้วยการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติของ ESG 

ทั้งนี้ คณะกรรมการได้พิจารณาคัดเลือกและให้คะแนนผลการปฎิบัติงานของโรงพยาบาลคู่สัญญา ตามเกณฑ์การตัดสินในแต่ละด้าน รวมทั้งสิ้น 6 ประเภทรางวัล จำนวน 31 รางวัล ได้แก่

1.รางวัลเกียรติยศสูงสุด “The Pink Gold of Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2023 มาจากคณะกรรมการและผลสำรวจความพึงพอใจที่มีต่อบริการในทุกด้านโดยมีคะแนนรวมสูงสุดของรางวัลในแต่ละด้าน

2.รางวัลด้านความรวดเร็ว มีคุณภาพและเข้าใจความต้องการของลูกค้า “Customer Centric Award” มอบให้แก่โรงพยาบาลที่มีวิสัยทัศน์ มุ่งเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า

3.รางวัลด้านบริหารจัดการทางการแพทย์ “Commitment to Success Award” มอบให้แก่โรงพยาบาลที่มุ่งมั่นในการให้บริการและการบริหารทรัพยากรทางการแพทย์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า

4.รางวัลด้านริเริ่ม เปิดรับ ตอบรับนวัตกรรมใหม่ “Creativity and Innovation Award”   มอบให้แก่โรงพยาบาลที่มีกระบวนการการคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง แนวทางใหม่ ๆ ในแบบที่แตกต่างให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ลูกค้า

5.รางวัลด้านความร่วมมือระหว่างองค์กร “Collaboration Award”   มอบให้แก่โรงพยาบาลที่มีการทำงานเป็นกระบวนการร่วมกัน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า

6.รางวัลด้านการดูแลใส่ใจอย่างเป็นเลิศ “Caring Award” มอบให้แก่โรงพยาบาลที่มอบการดูแลการเข้ารับบริการและลดระยะเวลารอคอยการเข้ารับบริการของลูกค้าเมื่อออกจากโรงพยาบาล

“ผมขอแสดงความยินดีกับทางโรงพยาบาลคู่สัญญาที่ได้รับรางวัลในวันนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่ารางวัลนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นในการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการให้บริการ ตลอดจนช่วยผลักดันให้ทั้งบุคลากรและองค์กรเกิดการพัฒนานวัตกรรมการบริการใหม่ ๆ ที่เข้าถึงความต้องการและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เอาประกันภัยในการเข้ารับบริการต่อไป” นายสาระ กล่าว

รายชื่อโรงพยาบาลที่ได้รับรางวัล

รางวัลเกียรติยศสูงสุด

The Pink Gold of Muang Thai Life Assurance Hospital Awards 2023”

ได้แก่ “โรงพยาบาล กรุงเทพ”

รางวัลด้านความรวดเร็ว มีคุณภาพ และเข้าใจความต้องการของลูกค้า  “Customer Centric Award””

โรงพยาบาลขนาดใหญ่ 

อันดับ 1  –   โรงพยาบาล พญาไท พหลโยธิน 

อันดับ 2  –   โรงพยาบาล เชียงใหม่ ราม

อันดับ 3  –   โรงพยาบาล พญาไท 3

โรงพยาบาลขนาดกลาง

อันดับ 1  –   โรงพยาบาล กรุงเทพราชสีมา

อันดับ 2  –    โรงพยาบาล ศรีสวรรค์

อันดับ 3  –    โรงพยาบาล บี.แคร์ เมดิคอลเซ็นเตอร์

รางวัลด้านบริหารจัดการทางการแพทย์ “Commitment to Success Award””

โรงพยาบาลขนาดใหญ่

 อันดับ 1  –  โรงพยาบาล  กรุงเทพ

 อันดับ 2  –  โรงพยาบาล พญาไท 1

อันดับ 3  –   โรงพยาบาล ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์

โรงพยาบาลขนาดกลาง

 อันดับ 1  –  โรงพยาบาล เจ้าพระยา

 อันดับ 2  –  โรงพยาบาล ลาดพร้าว

 อันดับ 3  –  โรงพยาบาล แพทย์รังสิต

รางวัลด้านริเริ่ม เปิดรับ ตอบรับนวัตกรรมใหม่ “Creativity and Innovation Award”

โรงพยาบาลขนาดใหญ่

 อันดับ 1  –  โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

 อันดับ 2  –  โรงพยาบาล รามคำแหง

 อันดับ 3  –  โรงพยาบาล กรุงเทพพัทยา

โรงพยาบาลขนาดกลาง

 อันดับ 1  –  ศูนย์ศรีพัฒน์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 อันดับ 2  –  โรงพยาบาล บางปะกอก 1

 อันดับ 3  –  โรงพยาบาล พระรามเก้า

รางวัลด้านความร่วมมือระหว่างองค์กร “Collaboration Award”

โรงพยาบาลขนาดใหญ่

 อันดับ 1  –  โรงพยาบาล กรุงเทพ

 อันดับ 2  –  โรงพยาบาล พญาไท 2

                         อันดับ 3  –  โรงพยาบาล เมดพาร์ค

โรงพยาบาลขนาดกลาง

 อันดับ 1  –  โรงพยาบาล บางปะกอก 9 อินเตอร์เนชั่นแนล

 อันดับ 2  –  โรงพยาบาล บางปะกอก สมุทรปราการ

 อันดับ 3  –  โรงพยาบาล สมิติเวช ศรีนครินทร์

รางวัลด้านการดูแลใส่ใจที่เป็นเลิศ “Caring Award”

โรงพยาบาลขนาดใหญ่

 อันดับ 1  –  โรงพยาบาล เวชธานี

 อันดับ 2  –  โรงพยาบาล วิภาวดี

                         อันดับ 3  –  โรงพยาบาล นนทเวช

โรงพยาบาลขนาดกลาง

อันดับ 1  –  โรงพยาบาล กรุงเทพหาดใหญ่

อันดับ 2  –  โรงพยาบาล สมิติเวช ศรีราชา

อันดับ 3  –  โรงพยาบาล มหาชัย 2

ซีพีเอฟ- สจล. เซ็น MOU ความร่วมมือบูรณาการการศึกษารูปแบบใหม่ “เรียนร่วมกับการทำงาน” สร้างนวัตกรรมรองรับอุตสาหกรรมอาหาร

0

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MoU) บูรณาการการศึกษารูปแบบใหม่ “เรียนร่วมกับการทำงาน” ผ่านโครงการ Co-Creation ยกระดับศักยภาพนักศึกษา ติดอาวุธระหว่างเรียน เปิดโอกาสคนรุ่นใหม่นำทักษะความรู้ด้าน STEM (Science Technology Engineering Mathematics) และ ดิจิทัล ควบคู่กับความเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ สร้างสรรค์นวัตกรรมรองรับความต้องการอุตสาหกรรมอาหาร และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

การลงนามในครั้งนี้ เป็นการผนึกกำลังระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจพัฒนาการศึกษาของเยาวชนไทย “ร่วมสร้างคน สร้างอนาคต สร้างเครือข่าย” ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงาน โดยซีพีเอฟมีส่วนร่วมเพื่อผลิตบัณฑิตวิศวกรคุณภาพที่มีแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการ (entrepreneurial mindset) นอกจากการเรียนภาคทฤษฎีที่มหาวิทยาลัยแล้ว นักศึกษามีโอกาสได้ทำงานและเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงจากผู้เชี่ยวชาญของซีพีเอฟ โดยนำร่องความร่วมมือด้านวิศวกรรมศาสตร์ ใน 4 หลักสูตรสาขาวิชา ได้แก่ วิศวกรรมการผลิตเชิงบูรณาการ วิศวกรรมระบบไอทีและสารสนเทศ วิศวกรรมอุตสาหกรรมเกษตร วิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า สจล.และซีพี-ซีพีเอฟ มีความร่วมมือด้านการศึกษาและวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือระหว่าง สจล. และซีพีเอฟ ในครั้งนี้ เป็นการเชื่อมโยงศักยภาพของภาคการศึกษากับภาคธุรกิจอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างนักศึกษาที่ความสามารถที่รอบด้าน สร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์และตอบโจทย์ภาคการเกษตรและอาหาร โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีประสบการณ์ทำงานจริงตั้งแต่ก่อนจบการศึกษา เสริมสร้างความเป็นผู้ประกอบการจากการได้นำความรู้มาลงมือทำงานหรือแก้ปัญหาจริง ผนวกกับการได้เรียนรู้โดยตรงกับผู้เชี่ยวชาญของซีพีเอฟ สนับสนุนให้เด็กมีทักษะความพร้อมในการทำงานทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนขีดความสามาถทางการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน

ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ความร่วมมือกับ สจล. สถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย เป็นการผนึกพลังกันสร้างคน สร้างอนาคต และสร้างเครือข่าย ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยซีพีเอฟเข้ามาร่วมบูรณาการองค์ความรู้และเน้นการปฏิบัติจริงมากขึ้น สนับสนุนการพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีทักษะตรงตามความต้องการของธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร โดยเฉพาะแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship Mindset) เพื่อให้วิศวกรรุ่นใหม่สามารถดำเนินอาชีพในศตวรรษที่ 21 และมีความสามารถเทียบเท่ามาตรฐานระดับสากลได้ เป็นประโยชน์ต่อนักศึกษามีความพร้อมทำงานร่วมกับบริษัทได้ทันที ซึ่งองค์กรต้องการเห็นความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมจากคนรุ่นใหม่ ร่วมขับเคลื่อนซีพีเอฟเติบโตสู่การ เป็น “ครัวของโลก” ที่ยั่งยืน

“ซีพี-ซีพีเอฟ มีความเชื่อมั่นในคนรุ่นใหม่มีความคิดก้าวหน้า และทักษะด้านเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับองค์กร ความร่วมมือกับสจล. เป็นการเปิดเวทีให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากการลงมือทำงานจริง สนับสนุนให้นักศึกษาได้แสดงความรู้ความสามารถด้าน STEM และเทคโนโลยี เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและสิ่งใหม่ๆ ให้กับองค์กร ได้โดยไม่ต้องรอเรียนจบ นับเป็นการสร้างทรัพยากรบุคคลรุ่นใหม่ที่มีขีดความสามารถสนับสนุนการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน และเป็นประโยชน์ต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง สอดคล้องกับเป้าหมายและพันธกิจของซีพีเอฟ และหลักปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนของท่านประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ ที่มุ่งดำเนินธุรกิจที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กรก็จะได้ประโยชน์ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนในซีพีเอฟยึดถือปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง” นายประสิทธิ์กล่าว

นอกจากนั้น ซีพีเอฟ ยังได้ร่วมมือกับ สจล. จัดกิจกรรมเพื่อสนับสนุนการศึกษาและสร้างโอกาสให้กับนักศึกษาของสจล. อย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรม CPF Open House 2024 ซึ่งสนับสนุนให้นักศึกษาได้เรียนรู้ธุรกิจซีพีเอฟ กิจกรรม CPF Build Young Business Entrepreneur Workshop หรือโครงการสร้างเถ้าแก่น้อยในรั้วมหาวิทยาลัย สร้างทักษะและแนวคิดการเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ โครงการ KOSEN หรือสถาบันโคเซ็นแห่ง สจล. พัฒนากำลังคนด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม ให้มีความรู้และศักยภาพสูง เพื่อช่วยส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยกิจกรรมต่างๆ นำไปสู่ความร่วมมือทางด้านวิชาการ งานวิจัยที่ต่อยอดองค์ความรู้และนวัตกรรมระหว่างภาคธุรกิจและภาคการศึกษา ยกระดับมาตรฐานการศึกษาและการวิจัยของประเทศไทยเพื่อเตรียมพร้อมต่อแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกปัจจุบัน

เอไอเอส ผนึกพลัง ตำรวจ เปิดยุทธการทลายเครือข่ายแก๊งตระเวนลักแบตเตอรี่สำรองเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือ

0

ผู้สื่อข่าวรานงานว่า ปฏิบัติการครั้งนี้อยู่ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.ฉัตรชัย สุรเชษฐพงษ์ รอง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ ผบก.สส.ภ.2, พ.ต.อ.พัฒนา ปรีชานันท์ รอง ผบก.สส.ภ.2, พ.ต.อ.พัลลภ สุภิญโญ รอง ผบก.สส.ภ.2, พ.ต.อ.วราวุธ เจริญชนม์ รอง ผบก.สส.ภ.2, พ.ต.อ.กฤตยา เลาประสพวัฒนา รอง ผบก.สส.ภ.2, พ.ต.อ.เอนก บุตรอินทร์ รอง ผบก.สง.ก.ต.ช. ปฏิบัติราชการ บก.สส.ภ.2

พร้อมด้วยชุดสืบสวน บก.สส.ภ.2 ทำการสืบสวน เนื่องจากได้รับแจ้งว่ามีเหตุคนร้ายตระเวนลักทรัพย์แบตเตอรี่(ลิเธียม)ที่ติดตั้งกับเสาสัญญาณโทรศัพท์มือถือของบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค จำกัด ในกลุ่ม เอไอเอส จำนวนหลายท้องที่ในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของ กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 จากการประสานของมูลจาก บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค จำกัด ว่าในห้วงระยะเวลา ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2566 ถึงปัจจุบัน พบว่าเกิดเหตุคนร้ายได้ตระเวนก่อเหตุในลักษณะเดียวกัน กว่า 150 ครั้ง ได้ทรัพย์สินเป็นแบตเตอรี่ ไม่ต่ำกว่า 300 ลูก ทำให้บริษัทได้รับความเสียหายคิดเป็นมูลค่าความเสียหายมากกว่าสิบล้านบาท คนร้ายได้ตระเวนลักทรัพย์ในพื้นที่หลายจังหวัดในภาคตะวันออก โดยเลือกพื้นที่ห่างไกลและไม่ค่อยมีกล้องวงจรปิด ออกตระเวนลักทรัพย์อย่างต่อเนื่อง และจากแผนประทุษกรรมการก่อเหตุพบว่าคนร้ายเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับระบบเสาสัญญาณโทรศัพท์เป็นอย่างดี ซึ่งคาดว่าคนร้ายเป็นกลุ่มคนที่เคยประกอบอาชีพเกี่ยวกับการติดตั้งระบบในเสาสัญญาณโทรศัพท์

ด้านนายสมภพ กิตติวิรุฬห์วัฒน รักษาการหัวหน้างานปฏิบัติการภูมิภาค-ภาคตะวันออก เอไอเอส กล่าวว่า “จากกรณีที่มีมิจฉาชีพขโมยแบตเตอรี่ สถานีฐานโทรศัพท์เคลื่อนที่ ของเอไอเอส ในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบกับความเสี่ยงของการให้บริการสัญญาณเครือข่ายอย่างยิ่ง เนื่องจากทำให้สถานีฐานขาดระบบสำรองแหล่งพลังงาน อันอาจทำให้ไม่สามารถให้บริการสัญญาณได้ตามปกติ ดังนั้นทีมวิศวกร และฝ่ายกฎหมายของเอไอเอส จึงเดินหน้าทำงานสืบสวนในเชิงลึกร่วมกับตำรวจ  โดยกองบังคับการสืบสวน สอบสวนตำรวจภูธร ภาค 2 มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามกลุ่มมิจฉาชีพและสามารถเข้าจับกุมรายใหญ่ได้ในครั้งนี้ ซึ่งในนามของเอไอเอส ต้องขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกท่านอย่างยิ่ง ที่ให้ความสำคัญกับคดีนี้ ทั้งนี้เชื่อมั่นว่า ในพื้นที่อื่นๆ หากมีการผนึกกำลังร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนในลักษณะนี้ จะทำให้สามารถติดตามจับกุม และนำทรัพย์สินกลับมาเพื่อให้สามารถส่งมอบสัญญาณเครือข่ายได้อย่างมีคุณภาพต่อไป อย่างไรก็ตามหากประชาชนพบเหตุต้องสงสัย สามารถแจ้งมาที่บริษัทฯ หรือ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตลอดเวลาเช่นกัน”

สำหรับ แบตเตอรี่ลิเธียม ที่ได้ทำการติดตั้งกับเสาสัญญาณโทรศัพท์ มีไว้สำหรับเป็นกระแสไฟฟ้าสำรองกรณีหากมีเหตุไฟฟ้าดับ แบตเตอรี่จะทำงานจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับเสาสัญญาณโทรศัพท์ทำให้ประชาชนที่มีพื้นที่การใช้งานบริเวณเสาสัญญาณนั้นๆ ยังสามารถใช้สัญญาณโทรศัพท์ในการติดต่อสื่อสารได้ บริษัทจึงต้องใช้แบตเตอรี่ลิเธียมที่มีกำลังวัตต์สูง เพื่อสำรองกระแสไฟฟ้าให้เพียงพอที่จะทำให้สัญญาณโทรศัพท์ไม่ขัดข้องในกรณีที่ไฟฟ้าดับ โดยในเสา 1 ต้น จะติดตั้งประมาณ 2-3 ลูก ราคาอยู่ที่ประมาณ ลูกละ 40,000 บาท ซึ่งแบตเตอรี่ลิเธียม ประเภทนี้จะไม่ได้มีการนำมาขายตามท้องตลาด ทางบริษัทนำเข้าแบตเตอรี่ จะจำหน่ายให้กับบริษัทที่จะต้องนำไปใช้งานจริงเท่านั้น

คนร้ายได้กระทำกันเป็นขบวนการเครือข่าย โดยหลังจากที่คนร้ายได้ทำการลักทรัพย์แบตเตอรี่แล้ว จะรีบนำไปส่งขายให้กับกลุ่มรับซื้อของโจร ในราคาลูกละ 5,000-8,000 บาท จากนั้น กลุ่มคนรับซื้อของโจรจะดำเนินการปลด Alert ในตัวแบตเตอรี่ แล้วนำไปลงขายใน Social ตลาดมืด ในราคาลูกละ 12,000 – 14,000 บ. และหากซื้อจำนวนมากๆ ราคาจะถูกลง ซึ่งตลาดมืดที่มีความต้องการแบตเตอรี่ประเภทนี้สูงที่สุด คือ กลุ่มตลาดที่รับติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ เนื่องจากเป็นแบตเตอรี่ ที่มีกำลังวัตต์สูง ในการเก็บไฟฟ้า รองลงมาจะเป็น กลุ่มเครื่องเสียงรถยนต์ กลุ่มเครื่องเสียงรถแห่ กลุ่มทำเหมืองขุดบิทคอย เป็นต้น

ชุดสืบสวน บก.สส.ภ.2 ได้ รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและได้ร่วมกันประชุมวางแผนกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมายและวิศวกร ของบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค จำกัด เพื่อประสานข้อมูลในการสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ และทำลายเครือข่ายขบวนการลักแบตเตอรี่เสาสัญญาณโทรศัพท์ ในครั้งนี้ ซึ่งชุดสืบสวนสามารถรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 7 คน และขออนุมัติศาลขอหมายค้นเพื่อตรวจยึดของกลาง อีกจำนวน 8 จุด ซึ่งได้ดำเนินการวางแผน Operation ตั้งแต่ วันที่ 21–23 มิ.ย. 67 ซึ่งรายละเอียดผลการปฏิบัติการ มีดังนี้

จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 6 ราย ประกอบด้วย

1.นายอัศวิน สงวนนามสกุล

2.นายอิบรอฮีม สงวนนามสกุล

3.นายนาวิน สงวนนามสกุล

4.นายรุ่งอนัน สงวนนามสกุล

5.นายศราวุธ สงวนนามสกุล

6.นายปริวัฒน์ สงวนนามสกุล

7.นายวีระวุฒฺ สงวนนามสกุล หลบหนีการจับกุม

รวมจับกุม 6 คน ตรวจยึดของกลางรวม จำนวน 114 ลูก

ซึ่งการตรวจยึดจากผู้ที่รับซื้อรวมถึงคนกลางที่รับซื้อแบตเตอรี่ซึ่งถูกขายบน Social ด้วยจากการขยายผลพบกลุ่มผู้กระทำความผิดที่เป็นตัวลงมือลักทรัพย์และตัวกลางรับซื้ออีกหลายราย ซึ่งจะได้จับกุมให้หมดทั้งขบวนการและได้ประสานงานกับชุดสืบสวน บก.สส.ภ.3,กก.สืบสวน ภ.จว.นครราชสีมา,กก.สืบสวน ภ.จว.ชลบุรี การตรวจยึดในครั้งนี้

การกระทำของผู้ลงมือและตัวกลางรับซื้อ เป็นความผิดฐานลักทรัพย์/รับของโจร ซึ่งมีอัตราโทษสูงถึง 5 ปี และหากมีพฤติการณ์ลักทรัพย์ อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ หรือรับของโจร เฉพาะที่เกี่ยวกับการช่วยจำหน่าย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้ด้วยประการใด ซึ่งทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิดอันมีลักษณะเป็นการค้า ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฟอกเงิน อีกส่วนหนึ่ง ต้องระวางโทษตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะถูกดำเนินการตามมาตรการยึดทรัพย์

ในส่วนตัวกลางรับซื้อ รับจำหน่าย ได้มีการอายัดบัญชีไว้แล้ว กว่า 1,000,000 บาท และจะถูกดำเนินคดีทุกกรรม เป็นกระทงความผิดไป

รู้เก็บรู้ออม : Happy Money, Happy Jobbers!!

0

ปัจจุบัน คนที่ทำงานอาชีพอิสระแบบฟรีแลนซ์ และทำงานหลายจ๊อบ หลายอาชีพพร้อมกัน หรือ Multi–Jobbers มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นและมีแนวโน้มสูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เห็นได้จากตัวเลขจำนวนผู้มีงานทำของปี 2566 มีทั้งสิ้น 39 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้มีอาชีพอิสระ สูงถึง 20 ล้านคน และยังพบว่ารูปแบบการทำงานของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น อาชีพคอนเทนต์ครีเอเตอร์, อินฟลูเอนเซอร์ เป็นอาชีพที่มาแรง มีคนจำนวนมากที่อยากทำงานสายนี้ เพราะเงินดี มีหน้าตา และชื่อเสียง โดยปัจจุบันตลาดแรงงานบ้านเรามีคนเป็นอินฟลูฯ มากถึง 9 ล้านคน

แต่ปัญหาของผู้ประกอบอาชีพทั้งสองกลุ่มอาชีพนี้ คือ การมีรายได้ที่ไม่แน่นอน และขาดความเข้าใจด้านการบริหารเงิน, การจัดการภาษี และการเข้าถึงสวัสดิการสังคมด้วยเหตุนี้เอง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จึงริเริ่มโครงการ “Happy Money, Happy Jobbers ชีวิตอิสระ งานโปรเงินปัง” เพื่อส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ที่ทำอาชีพฟรีแลนซ์ และ Multi–Jobbers มีความรู้พื้นฐานการวางแผนการเงิน วางแผนประกัน และบริหารภาษี

โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่ประกอบด้วย SET e-Learning ใหม่ล่าสุด 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรวางแผนการเงิน และหลักสูตรวางแผนภาษี สไตล์ Multi-Jobbers & Freelancers เนื้อหากระชับเข้าใจง่าย ตรงประเด็น, กิจกรรม Wealth Studio “Life Hacks” The New Me for Fin Freedom ฝึกการใช้เครื่องมือจัดการเงิน บริหารความเสี่ยง วางแผนภาษี และวางแผนลงทุน, Financial Mentor แลกเปลี่ยนความรู้ และรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านวางแผนการเงิน

โครงการนี้จะช่วยทำให้ผู้เข้าร่วมได้รู้จักเคล็ดลับที่นำไปสู่อิสรภาพการเงินฉบับอาชีพอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเป้าหมายในชีวิตที่สามารถปรับได้ตามช่วงชีวิต, การสร้างหลักประกันด้านสุขภาพและการเงินที่จะช่วยคุ้มครองเงินที่เก็บหอมรอมริบ และยกระดับชีวิตความเป็นอยู่, การวางแผนการเงินที่ดีให้กับตัวเองอย่างยั่งยืน ทั้งแผนประหยัดภาษี, ซื้อประกัน, ออมและลงทุน

ตลาดหลักทรัพย์ฯมั่นใจว่าโครงการนี้จะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงิน และเพิ่มความมั่งคั่ง ให้กับอาชีพฟรีแลนซ์และ Multi-Jobbers ให้เตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน โดยคาดว่าปีนี้จะมีกลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมเรียนรู้ 3,000 คน สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ http://www.set.or.th/

Happy Money–happy Jobbers หรือมีข้อสงสัย สอบถามเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ SET Contact Center 0–2009–9999.

คุณนายพารวย

AIS ชวนคนไทยก้าวข้ามการโดนบูลลี่ในโลกออนไลน์ทุกรูปแบบ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า ทุกวันศุกร์ที่ 3 ของเดือนมิถุนายน มูลนิธิ Cyber Smile ได้กำหนดให้เป็นวันต่อต้านการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์สากล หรือ Stop Cyberbullying Day โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสังคมไทยเกิดความตื่นตัวกับประเด็นปัญหาดังกล่าวค่อนข้างมาก ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนรวมถึง AIS ได้หยิบยกเรื่องการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ หรือ ไซเบอร์บูลลี่ ขึ้นมาสื่อสาร เพื่อสร้างความเข้าใจในการใช้งานอินเทอร์เน็ต สื่อออนไลน์ โซเชียล อย่างสร้างสรรค์

แม้วันนี้ หลายคนจะเข้าใจและรู้จักกับการบูลลี่ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปัญหาการบูลลี่ในโลกออนไลน์ยังคงเกิดขึ้นและมีให้เราเห็นอยู่บ่อยๆ ดังนั้นเนื่องในวัน Stop Cyberbullying Day ปีนี้ AIS โดย AIS อุ่นใจ CYBER จึงตั้งใจชวนคนไทยเห็นคุณค่าและเชื่อมั่นในตัวเอง พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันที่จะช่วยให้สามารถก้าวข้ามผ่านประสบการณ์ถูกบูลลี่ในโลกออนไลน์ให้ได้ โดยถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้รับมือกับการถูกกลั่นแกล้งและใช้ชีวิตในโลกยุคดิจิทัลได้ดียิ่งขึ้น

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “จากผลการศึกษาดัชนีชี้วัดสุขภาวะด้านดิจิทัลของคนไทยในปี 2023 ที่พบว่า แม้ทักษะดิจิทัลด้านการรู้เท่าทันการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์จะอยู่ในระดับสูง ที่หมายความว่าคนไทยส่วนใหญ่มีความเข้าใจถึงปัญหาในด้านดังกล่าวแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ยังพบเห็นพฤติกรรมบนโลกออนไลน์ที่มีการพิมพ์คอมเมนต์กลั่นแกล้ง วาทะการสร้างความเกลียดชัง หรือ Hate speech ที่ระราน กลั่นแกล้ง สร้างความโกรธ ความรุนแรง ความอับอายต่อกัน ผ่านโซเชียลมีเดีย หรือกลุ่มแชทต่างๆ จนนำไปสู่ปัญหาสังคมอยู่บ่อยครั้ง

ที่ผ่านมา AIS อุ่นใจ CYBER อุ่นใจปลอดภัยในโลกออนไลน์ จึงขอร่วมเป็นกระบอกเสียงเพื่อกระตุ้นเตือนสังคมให้หยุดพฤติกรรมการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการทำงานในหลากหลายรูปแบบ สร้างความเข้าใจให้แก่ผู้ใช้งานบนโลกออนไลน์ เข้าใจความแตกต่าง และที่สำคัญคือการเห็นคุณค่าในตัวเอง สามารถรับมือกับความคิดเห็นต่างๆ โดยเฉพาะคอมเมนต์เชิงลบได้เป็นอย่างดี

สำหรับวัน Stop Cyberbullying Day ปีนี้เรามุ่งเน้นการสื่อสารให้ทุกคนเชื่อมั่นในการแสดงออกของตัวเองและก้าวข้ามกับคำดูถูก เหยียดหยาม เพราะเราเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงเหล่านั้นมาได้ ดังนั้นการเห็นคุณค่าในตัวเองคือแนวทางการรับมือกับการบูลลี่ในโลกออนไลน์ได้ดีที่สุด โดยเราได้หยิบยกเรื่องราวของ แร็ปเอก นราวุธ อำนวย แร็ปเปอร์ที่ต่อต้านการถูกบูลลี่ในโลกออนไลน์ในทุกรูปแบบ เพราะเป็นหนึ่งในคนที่เคยถูกทำร้ายจิตใจบนโลกออนไลน์มาตลอดชีวิต แต่ด้วยการเห็นคุณค่าในตัวเอง ทำให้สามารถก้าวข้ามผ่านมาได้ จนกลายเป็นแร็ปเปอร์ที่มีผลงานมานานกว่า 10 ปี มีแฟนคลับติดตามมากมาย กับวลีแร็ปคุ้นหู อั๊ยย่ะ ใช่ๆ”

แร็ปเอก นราวุธ อำนวย เล่าถึงการทำงานร่วมกับ AIS ในครั้งนี้ พร้อมให้คำแนะนำว่า “อยากให้น้องๆ ที่ทำผลงานในโลกออนไลน์ค่อยๆ ก้าว ค่อยๆ เรียนรู้การใช้ชีวิต ยอมรับฟังคำคน เลือกทำในสิ่งที่ดีงาม มีคุณค่าต่อตัวเองและสังคมที่จะทำให้ก้าวเดินต่อไปได้ พิสูจน์ตัวเองผ่านผลงานที่เรารัก อย่างผม ผมรักในสิ่งที่ผมทำ ผมทดลองทำเพลงมาหลากหลายแนว ผ่านการคอมเมนต์บนโลกออนไลน์ที่แย่ๆ มาเยอะ ผมก็ได้กำลังใจจากครอบครัว ได้กำลังใจจากแฟนคลับที่ชื่นชอบผลงาน ทำให้เราทำต่อ สู้ต่อไปเรื่อยๆ แม้จะบอกให้เลิกทำอาชีพ โดนบอกไม่ให้ร้องเพลงอีก แม้ว่าจะรู้สึกสะเทือนใจ น้อยเนื้อต่ำใจไม่กล้าที่จะก้าวต่อ เพราะตอนแรกผมไม่คิดว่าในโลกออนไลน์จะรุนแรงกันขนาดนี้ แต่ผมก็ฟันฝ่าอุปสรรคต่อสู้และผ่านมาได้ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ผมเห็นคุณค่าของสิ่งที่ทำและใช้เวลาเพื่อพิสูจน์ตัวเองผ่านผลงานเพลงจนทำให้หลายคนรู้จักผมในวันนี้ อั๊ยยะ ใช่ ๆ”

รับชมเรื่องราวแรงบันดาลใจรับมือการบูลลี่บนโลกออนไลน์จาก แร็ปเอก ได้ที่นี่ https://www.facebook.com/watch/?v=1381527529194093 และ Facebook AIS เนื่องในวัน Stop Cyber Bullying Day จากAIS อุ่นใจ CYBER

ซีพีเอฟ รับโล่เกียรติยศ”คนดี รักษ์โลก” ร่วมขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ รับโล่เกียรติยศ “คนดี รักษ์โลก” จากคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ด้านคุณธรรมและจริยธรรมในกมธ. การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา สะท้อนความมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจโดยมีแนวปฏิบัติที่ดี ร่วมขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และจริยธรรม

ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในพิธีเปิดงานและมอบโล่เกียรติยศ “คนดี รักษ์โลก” จัดโดยคณะอนุ กมธ.ด้านคุณธรรมและ
จริยธรรม ในคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ร่วมกับคณะทำงานคนดี รักษ์โลก เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติองค์กรที่มีหลักการและแนวปฏิบัติที่ดีในการขับเคลื่อนและตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งในปีนี้ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เป็นองค์กรเอกชนที่ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัลดังกล่าว โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนของซีพีเอฟ รับมอบรางวัล ณ ห้องประชุมสัมมนา ชั้น B 1-1 อาคารรัฐสภา

รางวัล “คนดีรักษ์โลก”สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจของซีพีเอฟ ในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ที่ยึดมั่นในหลักปรัชญา 3 ประโยชน์ คือ ประโยชน์ต่อประเทศชาติ ประชาชน และบริษัท ควบคู่กับการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทางของความมั่นคงทางอาหาร ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ตลอดกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตลอดจนการดำเนินโครงการเพื่อลดปัญหาขยะ โดยนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)มาใช้

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ปลูกฝังพนักงานในองค์กรทุกระดับ มีส่วนร่วมอนุรักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติด้วยการ “ลงมือทำ” ผ่านการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อม อาทิ โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ โครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชายเลน โครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถานประกอบการ ฯลฯ ซึ่งปัจจุบัน กิจการซีพีเอฟทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีส่วนร่วมอนุรักษ์ ฟื้นฟู และปลูกป่าไปแล้วรวมมากกว่า 6 ล้านต้น รวมไปถึงการส่งเสริมให้ชุมชนรอบสถานประกอบการ และเยาวชนในสถานศึกษาช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าให้กับคนในสังคมอย่างยั่งยืน

ออมสินแจกใหญ่แจกต่อ กับสลากออมสินพิเศษ 1 ปี ลุ้นรางวัล “ทองคำแท่งหนัก 10 กิโลกรัม”

0

ผ่านพ้นไปได้ไม่นานกับการต้อนรับเศรษฐีใหม่ร้อยล้าน ซึ่งเป็นผู้โชคดีจากการถูกสลากออมสินพิเศษ 1 ปีซึ่งเป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มูลค่าถึง 111 ล้านบาท  ล่าสุด ธนาคารออมสินไม่ยอมปล่อยเวลาให้เนิ่นนาน ขอแจกใหญ่แจกต่อแบบไม่ต้องหยุดพักหายใจด้วยการออกโปรโมชันสลากออมสินพิเศษ 1 ปี กับรางวัลใหญ่ “ทองคำแท่ง หนัก 10 กิโล”  มูลค่ากว่า 26 ล้านบาท  (ราคา ณ วันที่ 23 เม.ย. 67 โดยราคาทองคำอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามราคาตลาด)

นอกจากจะได้ลุ้นรางวัลทองคำแท่งหนัก 10 กิโลแล้ว ผู้ฝากสลากฯ ยังมีสิทธิถูกรางวัลอื่นๆ ตลอดระยะเวลาที่ฝากสลาก ไม่ว่าจะเป็นการได้ลุ้นรางวัลที่หนึ่ง มูลค่า 10 ล้านบาท และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย เป็นประจำทุกเดือน

ไม่อยากให้ใครพลาดโอกาสนี้กับการออมเงินที่มีแต่ได้ ไม่มีเสีย เพราะนอกจากจะได้ลุ้นรางวัลใหญ่แล้ว เมื่อถือสลากจนครบกำหนดอายุ 1 ปี ผู้ฝากสลากฯ ก็จะได้รับผลตอบแทนในรูปแบบของดอกเบี้ยในอัตรา 0.35 %  นอกจากนี้ ทั้งดอกเบี้ยและเงินรางวัล ยังได้รับการยกเว้น ไม่ต้องเสียภาษีบุคคลธรรมดาอีกด้วย

แต่งานนี้ต้องรีบหน่อย เพราะรางวัลทองคำแท่งหนัก  10 กิโล มีกำหนดการออกรางวัลในวันที่ 16 ก.ค. 67 นี้ ดังนั้น ใครที่อยากลุ้นได้เป็นเศรษฐีป้ายแดงรายต่อไป ห้ามพลาดเด็ดขาด  ธนาคารออมสินเปิดให้ผู้สนใจฝากสลากออมสินพิเศษ 1 ปี ทั้งแบบใบสลากและดิจิทัล ได้ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ค. 67 – 15 ก.ค. 67  โดยสามารถฝากเริ่มต้นหน่วยละ  100 บาท และไม่จำกัดวงเงินรับฝากสูงสุดอีกด้วย

คนที่พลาดโอกาสครั้งที่แล้ว อย่ามัวรอช้า สามารถติดต่อเพื่อฝากสลากออมสินพิเศษ 1 ปี แบบใบสลากได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขาและแบบดิจิทัล ฝากได้ทางแอปฯ MyMo by GSB  หรือผู้ที่สนใจศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://shorturl.asia/dBiaW

หรือหากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ GSB Contact Center 1115 หรือ ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ www.gsb.or.th และ Facebook  : GSB Society