Home Blog Page 119

เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ของบจ. ดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวและน้ำมัน

0

บริษัทจดทะเบียน (บจ.) รายงานผลการดำเนินงานงวดหกเดือนแรกปี 2567 มีรายได้และกำไรสุทธิเติบโต ขับเคลื่อนจากการท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่าเพิ่มไปสู่ธุรกิจภาคบริการ อุปโภคบริโภค อีกทั้งกลุ่มธุรกิจน้ำมันได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวน819 บริษัท คิดเป็น 95.7% จากทั้งหมด 856 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 30 มิถุนายน 2567 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) นำส่งผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2567 พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 631 บริษัท คิดเป็น 77.05% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2567 เติบโตต่อเนื่อง โดย บจ. ใน SET มียอดขายเพิ่มขึ้น 8.4% เทียบกับช่วงเดียวกันในปีก่อน ส่งผลให้ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกปี 2567 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน บจ. ใน SET มียอดขาย 8,964,883 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.3% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้นเพียง 4.9% และ 6.0% ทำให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 922,736 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 519,312 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.7% และ 9.7% ตามลำดับ สำหรับฐานะการเงินของกิจการ ณ 30 มิถุนายน 2567 บจ. ไทยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ในระดับคงที่ที่ 1.51 เท่า

“การท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้ บจ. ภาคธุรกิจการบริการและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมีกำไรดีขึ้น เช่น อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค โรงแรม การบิน พื้นที่เช่า ค้าปลีก โรงพยาบาล และโทรคมนาคม อีกทั้งราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ธุรกิจน้ำมันปรับดีขึ้น เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ในครึ่งแรกของปี 2567 บจ. มีอัตรากำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิเติบโตได้ดี อย่างไรก็ดี ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างได้รับผลกระทบจากปริมาณงานภาครัฐ และเอกชนที่ลดลง” นายภากร กล่าว

ผลประกอบการอัตราการเติบโตเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (%yoy)
 ยอดขายกำไรจากการดำเนินงานกำไรสุทธิ
บจ. ทั้งหมดใน SET6.3%18.7%9.7%
– บจ. ธุรกิจทั่วไป5.0%16.3%9.5%
– บจ. ธุรกิจน้ำมัน7.8%22.1%10.3%
บจ. ทั้งหมดใน mai7.7%44.8%80.5%

ด้านผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) งวด 6 เดือนแรกปี 2567 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน เติบโตไปในทิศทางเดียวกับ บจ ของ SET โดย บจ. มียอดขายรวม 104,296 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7% ขณะที่ต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารควบคุมได้ดี ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 8,352 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 6,101 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.8% และ 80.5% ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ซึ่งหากไม่นับรวมบริษัทจดทะเบียน 5 อันดับแรก ที่มีผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นจากการ Turn around กำไรสุทธิจะเป็น 4,949 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.8%

ปปง. ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับความร่วมมือในการป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์

0

สำนักงาน ปปง. ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับความร่วมมือในการป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ อันเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อตัดวงจรการประกอบอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความผิดเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ และเพื่อสนับสนุนให้การดำเนินการบังคับใช้กฎหมายและการทำงานร่วมกันของแต่ละหน่วยงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยให้แก่ผู้ลงทุน สำหรับพิธีลงนามบันทึกความตกลงว่าด้วยการประสานความร่วมมือระหว่าง 3 หน่วยงานในครั้งนี้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานสักขีพยานในพิธีลงนามดังกล่าว ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วย

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ได้กล่าวถึงการลงนามบันทึกความตกลงในวันนี้ว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ในนามของหน่วยบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีบทบาทต่อตลาดทุนในแง่ของทั้งการเป็นหน่วยกำกับดูแลบรรดาบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้มีหน้าที่รายงานการทำธุรกรรมต่าง ๆ ขณะเดียวกัน ก็เป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กระทำความผิดมูลฐานที่เกิดขึ้นในตลาดทุนด้วย การดำเนินการกับผู้กระทำความผิดตามกฎหมายหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ทั้งการปั่นหุ้น หรืออินไซเดอร์ เทรดดิ้ง (Insider Trading) เราจะได้รับการประสานจากสำนักงาน ก.ล.ต. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลบริษัทหลักทรัพย์โดยตรงถึงข้อมูลของการกระทำความผิด รวมถึงข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการตรวจสอบราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นว่ามีความผิดปกติหรือไม่ จากนั้นสำนักงาน ปปง. จึงจะรับช่วงต่อในส่วนของการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินเพื่อนำไปสู่การดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินต่อไป ทั้งนี้ ภายใต้กรอบกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าหน่วยงานที่กำกับดูแลต่าง ๆ ถูกมองจากผู้ลงทุนว่าทำงานล่าช้า จนส่งผลให้ไม่สามารถป้องปรามอาชญากรรมในตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของตลาดทุนไทย ส่วนหนึ่งอาจเนื่องจากความผิดมีความซับซ้อนและมีธุรกรรมจำนวนมาก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งสำนักงาน ปปง. จึงต้องพิจารณาดำเนินการอย่างรอบคอบ ภายใต้กรอบกฎหมาย เพื่อไม่ให้กระทบต่อภาคธุรกิจ

การลงนามบันทึกความตกลงในวันนี้ จึงเป็นสิ่งยืนยันให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ในอนาคตหากมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับซื้อขายหลักทรัพย์เกิดขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพร้อมประสานข้อมูลระหว่างกัน และลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการทำงาน รวมถึงการส่งไม้ต่อระหว่างหน่วยบังคับใช้กฎหมายภายใต้กรอบกฎหมายของตนเพื่อการทำงานที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการในคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดทุนเป็นศูนย์กลางในการระดมทุนจากประชาชนซึ่งเป็นผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก อาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในตลาดทุน นอกจากจะสร้างความเสียหายต่อผู้ลงทุนโดยตรงแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมอีกด้วย โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีคดีใหญ่ ๆ เป็นที่สนใจของผู้ลงทุนเกิดขึ้นในตลาดทุนหลายคดี ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายจำนวนมากและมีผลกระทบในวงกว้าง และโดยที่ในโอกาสแรกที่ได้เข้ามารับตำแหน่งประธานกรรมการ ก.ล.ต. ผมมีความตั้งใจว่า ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการยกระดับความเชื่อมั่นในตลาดทุนคือการดูแลธรรมาภิบาล ซึ่งจะต้องมีกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจนและทันต่อเหตุการณ์ และมีนโยบายที่จะให้ความสำคัญกับการป้องปราม และบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดในตลาดทุนให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วเท่าทันกับสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนได้ จึงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นการประสานความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายในตลาดทุน โดยการร่วมลงนามนี้เป็นก้าวสำคัญในการที่จะทำให้การปฏิบัติของหน่วยงานต่าง ๆ มีช่องว่างที่ลดลง เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินการบังคับใช้กฎหมายยิ่งขึ้น

ศาสตราจารย์ ดร. พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา ก.ล.ต. ได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงาน ปปง. และตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างต่อเนื่อง โดยมีบันทึกข้อตกลงแบบทวิภาคีระหว่าง ก.ล.ต. กับสำนักงาน ปปง. และ ก.ล.ต. กับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อประสานงานและแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างกัน ทั้งนี้ การกระทำความผิดเกี่ยวกับการกระทำไม่เป็นธรรมในการซื้อขายหลักทรัพย์ ตลอดจนความผิดเกี่ยวกับการยักยอกหรือฉ้อโกงหรือประทุษร้ายต่อทรัพย์หรือกระทำการทุจริตตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 อันเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน จึงคาดหวังว่าการร่วมลงนามในบันทึกความตกลงระหว่าง 3 หน่วยงานในครั้งนี้ จะช่วยให้การป้องปรามและบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพเพิ่มมากยิ่งขึ้น ผ่านความร่วมมือระหว่างกันทั้งด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูล การประสานงาน และการพิจารณาจัดตั้งคณะทำงานร่วมกันในกรณีที่จำเป็น รวมทั้งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุน และมีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศต่อไป

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงความเป็นมาและวัตถุประสงค์ของการจัดทำบันทึกความตกลงระหว่างสำนักงาน ปปง. สำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า เนื่องจากเรื่องระยะเวลาการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดเป็นเรื่องหนึ่งที่ควรจะต้องเร่งดำเนินการ คือ การลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการทำงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย เช่น ถ้าสามารถที่จะแลกเปลี่ยนหรือแชร์ข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้โดยรวดเร็ว และไม่ต้องจัดทำข้อมูลเดียวกันซ้ำ ๆ น่าจะช่วยลดระยะเวลาดำเนินการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายได้ รวมถึงการใช้กระบวนการทางกฎหมาย ปปง. เพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในคดีที่่มีผลกระทบต่อสังคมและผู้ลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเห็นว่าจะทำให้สามารถดึงความเชื่อมั่นจากผู้ลงทุนกลับมาได้ และป้องปรามให้ผู้ที่คิดจะกระทำความผิดเกิดความเกรงกลัว ดังนั้น พิธีลงนามบันทึกความตกลงระหว่างสำนักงาน ปปง. สำนักงาน ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันนี้ จึงเป็นไปเพื่อประสานความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ อันเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเพื่อให้สามารถดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำความผิดได้อย่างรวดเร็วและเข้มข้นมากขึ้น

ดร. ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับบริษัทจดทะเบียนในช่วงที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ตระหนักถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมเพื่อป้องปรามและสนับสนุนให้มีการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้กระทำความผิดอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นของผู้ลงทุนที่มีต่อตลาดทุนไทย ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้มีการหารือและประสานการทำงานร่วมกับสำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงาน ปปง. รวมถึงหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด อันนำมาสู่การลงนามบันทึกความตกลงของทั้ง 3 หน่วยงาน เพื่อประสานความร่วมมือในการป้องปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ในวันนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการกำกับดูแลตลาดทุนไทย โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ เชื่อมั่นว่า การบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งของตลาดทุนไทยได้อย่างยั่งยืนต่อไป

หุ้นเศรษฐกิจใหม่

0

“รู้เก็บรู้ออมฯ ” โดย คุณนายพารวย

ถึงตอนนี้ประเทศไทยก็ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ รวมถึงอาจพอเห็นโฉมหน้ารัฐบาลชุดใหม่กันแล้ว หลายคนคาดหวังที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไปในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะเรื่องสำคัญคือ นโยบายในการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

นักลงทุนไทยอาจมีความหวังขึ้นมาบ้าง หลังจากที่ตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบันมีสภาพชวนท้อแท้ ทั้งดัชนีราคาตลาดหุ้นที่ลดลง และนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น การมองหาสิ่งใหม่ๆที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นความหวังของนักลงทุนท่ามกลางความท้าทายอีกครั้ง

SET investnow ได้เผยแพร่บทความเกี่ยวกับธีมการลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ว่า จะเป็นสิ่งที่นักลงทุนให้ความสนใจในเรื่องเทรนด์การลงทุนตลอดจนวิธีคิดและรูปแบบการทำธุรกิจที่จะเติบโตอย่างโดดเด่นในช่วง 3–5 ปีต่อจากนี้ ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของการมองหาหุ้นในธีมเศรษฐกิจใหม่

ตัวอย่างธุรกิจในกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ในไทย เช่น ตลาด Cybersecurity ซึ่งเติบโตท่ามกลางความจำเป็นต้องลงทุนด้านข้อมูลและการปกป้องข้อมูลของหน่วยงานเอกชนและภาครัฐ, การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ในอุตสาหกรรมโรงพยาบาลและโรงแรม ซึ่งจะดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมาใช้บริการทางการแพทย์, บริการ Cloud ที่เข้ามาทดแทนบริการแบบดั้งเดิม เนื่องจากความสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการข้อมูล

นอกจากนี้ แนวโน้มใหญ่ หรือ Megatrend ที่เกิดขึ้นทั่วโลกอย่าง Generative AI ทำให้ AI เข้ามาในสินค้าไอทีมากขึ้น กลายเป็นโอกาสของธุรกิจไทย ด้านค้าปลีกและค้าส่งสินค้าไอที นักลงทุนจึงต้องทำการบ้าน เพื่อมองหาหุ้นที่จะได้ประโยชน์ เช่น หุ้น HANA, CCET, SYNEX, SIS, COM7 และ ADVICE รวมถึง DR หรือ DRX ที่ลงทุนในหุ้น หรือกองทุนรวมหุ้นต่างประเทศที่ลงทุนในกลุ่ม Memory, อุปกรณ์ระบายความร้อน หรือกลุ่มพลังงานสะอาดที่จะได้รับประโยชน์จากสินค้า AI ด้วย

อย่างไรก็ตาม ธีมการลงทุนในเศรษฐกิจใหม่เป็นเรื่องการคาดการณ์การเติบโตในอนาคต นักลงทุนจึงต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดและติดตามผลประกอบการที่เกิดขึ้นจริง มองหาปัจจัยสนับสนุนการเติบโต ตลอดจนประเมินความเสี่ยงและปัจจัยอื่นๆให้ดี

นักลงทุนที่อยากศึกษาเทรนด์การลงทุนใหม่ๆให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลง ช่วงปลายเดือน ส.ค.นี้ จะมีงาน Thailand Focus 2024 : Adapting to a Changing World จัดโดยตลาดหลักทรัพย์ฯร่วมกับ บล.ชั้นนำอย่าง ดีบีเอส วิคเคอร์ส, เกียรตินาคินภัทร ร่วมด้วย Bank of America Securities และทิสโก้ ร่วมด้วย Jefferies ระหว่างวันที่ 28–30 ส.ค.67 ที่โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก ผู้สนใจสามารถรับชมงานสัมมนาวันแรก 28 ส.ค. แบบสดๆ เวลา 09.00–16.00 น. ผ่านทุกช่องทางออนไลน์ของ SET Thailand ทั้ง Website, Facebook และ Youtube รายละเอียดเพิ่มเติม www.set.or.th/thailandfocus

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

สมุทรปราการ ประสานพลัง ทัพบก ราชทัณฑ์​ จิตอาสาร้อยเอ็ด ซีพีเอฟ ลงพื้นที่ลุยจับหมอคางดำทำปลาร้า

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด​ หรือ ซีพีเอฟ สนับสนุนกรมประมงขจัดและควบคุมปลาหมอคางดำใน 12 จังหวัด  รับซื้อทำปลาป่นแล้วกว่า 750,000 กิโลกรัม ยังเดินหน้าขับเคลื่อนภารกิจจับปลาออกจากแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง  พร้อมลงพื้นที่รวมพลังกับจังหวัดสมุทรปราการ กรมประมง กองทัพบก กรมราชทัณฑ์ ปฏิบัติการจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำในพื้นที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ กองทัพบกบางปู พร้อมมีอาสาสมัครกว่า 100 คนเดินทางมาจากจังหวัดร้อยเอ็ดร่วมทอดแหจับปลานำไปทำปลาร้า หนุนประชาชน “กิน” พิชิต “หมอคางดำ”

นายศุภมิตร ชิณศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรปราการ เป็นประธานในกิจกรรม “ลงแขกลงคลองตัดวงจรการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำเพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศจังหวัดสมุทรปราการ ครั้งที่ 2” โดยมีนายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง ร่วมกับอาสาสมัครจากจังหวัดร้อยเอ็ด และเรือนจำกลางสมุทรปราการ ลุยกำจัดปลาหมอคางดำบริเวณแหล่งน้ำพื้นที่ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ กองทัพบกบางปู ตำบลบางปูใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ สามารถจับปลาหมอคางดำขึ้นมาได้ถึง 1,101 กิโลกรัม อาสาสมัครจากร้อยเอ็ดจะนำปลากลับไปทำปลาร้าต่อไป นอกจากนี้ ปลาที่จับได้ยังถูกส่งต่อให้การยางแห่งประเทศไทยเพื่อผลิตน้ำหมักชีวภาพสำหรับเกษตรกรชาวสวนยาง ส่งโรงงานปลาป่น มอบให้เรือนจำกลางจังหวัดสมุทรปราการใช้ปรุงเป็นอาหารให้ผู้ต้องขัง และแจกจ่ายบริโภคในครัวเรือน

นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง เปิดเผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ กระจายไปในพื้นที่ 19 จังหวัด กิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” เป็นหนึ่งในกิจกรรมภายใต้มาตรการการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำของกรมประมง ตั้งเป้าจับให้ได้ไม่น้อยกว่า 5,000 ตัน ซึ่งที่ผ่านมาทุกภาคส่วนได้ร่วมแรงร่วมใจช่วยกันหยุดวงจรการแพร่พันธุ์ของปลาหมอคางดำในหลากหลายวิธี สำหรับในเดือนสิงหาคมกรมประมงสามารถจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำได้แล้วกว่า 610,000 กิโลกรัมหรือมากกว่า 600 ตัน

นายสมพร เกื้อสกุล ประมงจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า สมุทรปราการเป็นเมืองแห่งผลผลิตด้านประมง มีกำลังการผลิตสัตว์น้ำประเภทกุ้งทะเล สูงถึง 1,400 ตันต่อปี สร้างมูลค่า 210 ล้านบาท การระบาดของปลาหมอคางดำส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมงและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ ที่ผ่านมาจังหวัดสมุทรปราการ มีการจัดตั้งทีมเฉพาะกิจในการออกปฏิบัติการกำจัดปลาหมอคางดำ ส่งผลให้ในขณะนี้สถานการณ์การระบาดของปลาหมอคางดำลดจำนวนลงได้ และการจัดกิจกรรมลงแขกลงคลองอครั้งนี้ เป็นความพยายามในขจัดปลาหมอคางดำสิ้นซาก รักษาสมดุลระบบนิเวศ ได้รับความร่วมแรงร่วมใจจากประชาชนในพื้นที่และอาสาสมัครจากร้อยเอ็ดมาช่วยกันลงแรงเพื่อจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ

ด้านนายอดิศร์ กฤษณวงศ์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานรัฐกิจและเอกชนสัมพันธ์ ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทสนับสนุนกรมประมงจำกัดปลาหมอคางดำโดยเร็วที่สุด บูรณาการขับเคลื่อน 5 โครงการเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการร่วมรับซื้อปลาหมอคางดำผลิตปลาป่น การมอบปลานักล่าเพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำกำจัดลูกปลาชนิดนี้ตามแนวทางกรมประมง รวมถึงร่วมกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ในพื้นที่หลายจังหวัด นอกจากสมุทรปราการแล้ว ซีพีเอฟได้ร่วมสนับสนุนการจับปลาใน สมุทรสงคราม สมุทรสาคร ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ระยอง เพชรบุรี นครปฐม ชุมพร สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช รวม 12 จังหวัด และพร้อมขยายความร่วมมือกับจังหวัดอื่นๆ ต่อเนื่อง สำหรับกิจกรรมครั้งนี้ยังได้รับความร่วมมือจากพันธมิตร แม็คโครจิตอาสา สาขาแพรกษา นำขนมและน้ำดื่มมาแจกให้กับผู้ร่วมกิจกรรมอีกด้วย

ซีพีเอฟแสดงความมุ่งมั่นบูรณาการขับเคลื่อน 5 โครงการเชิงรุกเพื่อร่วมแก้ปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ ฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างจริงจัง ประกอบด้วย โครงการร่วมกับกรมประมงรับซื้อปลาเพื่อทำปลาป่น 2,000,000 กิโลกรัม ที่ปัจจุบันร่วมกับโรงงานปลาป่นในสมุทรสาครจัดซื้อปลาไปแล้วกว่า 750,000 กิโลกรัม โครงการปล่อยปลานักล่า 200,000 ตัว จนถึงวันนี้ปล่อยปลากะพงลงแหล่งน้ำแล้ว 64,000 ตัว รวมถึง โครงการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำปลาไปใช้ประโยชน์ เช่น แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร และโครงการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญและมหาวิทยาลัยในการศึกษาวิจัยนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเพื่อตัดวงจรและควบคุมการแพร่พันธุ์ของปลาชนิดนี้ในระยะยาว โดยมีมหาวิทยาลัยแสดงเจตนารมณ์ร่วมโครงการวิจัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยแม่โจ้.

AIS เอาใจสายมู เปิดตัว “เบอร์ตระกูลกวนอู 639” เสริมทัพตลาดเบอร์มงคล โดยแมน การิน

0

AIS ตอกย้ำความเป็นผู้นำตัวจริง ครบ จบ ทุกเรื่องเบอร์มงคล พร้อมเปิดตัว “เบอร์ตระกูลกวนอู 639” ที่มาพร้อมกับกองทัพเบอร์มงคล ช่วยเสริมพลังแห่งชัยชนะ ความมั่งคั่ง และความสำเร็จในธุรกิจ คัดสรรเป็นพิเศษโดย แมน การิน ตอบโจทย์สายมูที่กำลังมองหาเบอร์มงคลเสริมพลังชีวิตแบบรายเดือน ให้ลูกค้าใช้งานดิจิทัลบนโครงข่าย 5G ที่ดีที่สุดของไทย พิเศษในราคาเพียง 199 บาท พร้อมแพ็กเกจรายเดือนขั้นต่ำเพียง 399 บาท/เดือน เท่านั้น

นายคณาธิป ธีรทีป หัวหน้าแผนกงานการตลาดด้านผลิตภัณฑ์และลูกค้าโพสต์เพด AIS กล่าวว่า “ผู้บริโภคสายมูเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีความชื่นชอบและหลงใหลกับความเชื่อและความศรัทธาในด้านต่างๆ ซึ่งมีความแตกต่างหลากหลาย โดย AIS มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผ่านเบอร์มงคลในหลากหลายรูปแบบผ่านการทำงานร่วมกับกูรูชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องศาสตร์ของตัวเลขในด้านเบอร์โทรศัพท์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็น เบอร์มงคล เบอร์สวย เบอร์ที่ได้ผลรวมดี หรือแม้แต่เบอร์ที่เหมาะกับอาชีพต่างๆ

โดยล่าสุดเราได้ร่วมมือกับคุณแมน การิน (แมน แมทจิเชียน) คัดสรรตัวเลขมงคลตระกูลกวนอู สุดเอ็กซ์คลูซีฟ หายาก และมีความหมายโดดเด่นให้ลูกค้าได้เสริมความมงคลในราคาสุดพิเศษ เป็นเบอร์ที่ประกอบไปด้วยเลขเทพเจ้ากวนอูแท้ 639 เป็นเลขกวนอูที่มีความหมายดี เสริมความมงคล เป็นเลขแห่งชัยชนะ ความมั่งคั่ง ร่ำรวย เสริมการงาน หนุนธุรกิจรุ่งเรือง เหมาะกับทุกอาชีพ

นอกเหนือจากเลข 639 แล้ว เรายังขนทัพเลขเบอร์มงคลในกลุ่มตระกูลกวนอูไม่ว่าจะเป็น 936, 369, 963, 396 และ 693 มาให้ลูกค้าเลือกอย่างมากมาย พร้อมให้ทุกคนได้รับพลังและสัมผัสประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดในทุกมิติ ทั้งโครงข่ายสื่อสารที่เร็วแรงที่สุด สิทธิพิเศษที่ตอบโจทย์ และงานบริการที่ดีที่สุดจาก AIS”

เป็นเจ้าของเบอร์มงคลตระกูลกวนอู เสริมพลังแห่งชัยชนะและความมั่งคั่งได้ในราคาเพียง 199 บาท พร้อมสมัครแพ็กเกจรายเดือนสำหรับลูกค้าที่เปิดเบอร์ใหม่ ขั้นต่ำ 399 บาท/เดือนเท่านั้น ที่ AIS SHOP, ร้านเทเลวิซ ตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือในช่องทางออนไลน์ AIS Online Store ที่มีบริการส่งฟรีถึงบ้าน

สามารถค้นหาเบอร์มงคลที่ต้องการ ได้ที่ https://www.ais.th/consumers/package/postpaid/postpaid-sims

ซีพีเอฟ – ประมงนครศรีธรรมราช จับปลาหมอคางดำทำเมนูพิซซ่าหน้าปลา

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สนับสนุนกรมประมง และประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช จัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ครั้งที่ 3 ร่วมเปิดปฏิบัติการล่าปลาหมอคางดำในพื้นที่ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร พร้อมทั้งสาธิตการนำปลาใช้ประโยชน์ทั้งการทำพิซซ่าหน้าปลา และสอนน้องๆ นักเรียนทำน้ำหมักชีวภาพสำหรับใช้กับแปลงผักอินทรีย์ของโรงเรียน

นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เป็นประธานในกิจกรรมลงแขก-ลงคลอง ครั้งที่ 3 จับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ ณ คลองสาขา ตำบลเกาะเพชร อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วย นายกอบศักดิ์ เกตุเหมือน ประมงนครศรีธรรมราช นายอำเภอหัวไทร หน่วยงานราชการในพื้นที่ กรมราชทัณฑ์ การยางแห่งประเทศไทย สถานีพัฒนาที่ดินนครศรีธรรม และผู้นำชุมชน นำอวนและแหมาช่วยกันจับปลาออกจากแหล่งน้ำ และเปิดจุดรับซื้อปลาที่จับได้เพื่อส่งมอบให้การยางแห่งประเทศไทยโดยมี ซีพีเอฟ สนับสนุนเครื่องมือจับสัตว์น้ำ อาหาร และน้ำดื่มให้ผู้ร่วมงานกว่า 200 คน

กิจกรรมในวันนี้ อธิบดีกรมประมง ร่วมสังเกตการณ์การถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับปลาหมอคางดำให้แก่น้องๆ นักเรียนโรงเรียนชุมชนวัดเกาะเพชร และสาธิตการทำเมนูพิซซ่าหน้าเนื้อปลาพร้อมกับเกษตรกรจากฟาร์มสุขมี เกษตรกรหนึ่งไร่โมเดล นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาที่ดินยังจัดสาธิตวิธีการทำน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำให้นักเรียนได้นำไปทำเองที่โรงเรียนสำหรับใช้กับแปลงปลูกผักอินทรีย์ของโรงเรียนต่อไป

ปลาที่จับได้ในวันนี้ 1,780 กิโลกรัมซึ่งประมงจังหวัดส่งต่อให้กับสำนักพัฒนาที่ดินผลิตน้ำหมักชีวภาพ รวมทั้งแบ่งให้กรมราชทัณฑ์ทำอาหารให้กับผู้ต้องขัง และมอบให้โรงเรียนชุมชนวัดเกาะเพชรผลิตน้ำหมักชีวภาพ

นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จังหวัดนครศรีธรรมราชสร้างการมีส่วนร่วมภาครัฐ – ชุมชน – เอกชน ในการจัดการปลาหมอคางดำ โดยมุ่งนำออกไปจากแหล่งน้ำธรรมชาติให้ได้มากที่สุด สร้างความตระหนักให้ชาวบ้านและเยาวชนได้ตระหนักถึงปัญหาและร่วมมือกันป้องกันการแพร่พันธุ์ของปลาชนิดนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมการนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้สูงสุด โดยเฉพาะ การทำน้ำหมักชีวภาพ รวมถึง การแปรรูปเป็นอาหารเมนูต่างๆ เพื่อที่จะหยุดยั้งการแพร่กระจายปลาชนิดนี้อย่างมีประสิทธิภาพ

ซีพีเอฟร่วมมือกับกรมประมงดำเนินโครงการเชิงรุกในการกำจัดปลาหมอคางดำใน 12 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ ระยอง ชลบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี นครปฐม รวมทั้งในชุมพร สุราษฎร์ธาน และนครศรีธรรมราช ซึ่งได้ช่วยกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำได้แล้วมากกว่า 10,000 กิโกกรัม และบริษัทยังเดินหน้าร่วมกับกรมประมงเพื่อช่วยกันลดจำนวนประชากรปลาหมอคางดำไห้น้อยลงมากที่สุด คืนความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศให้กับแหล่งน้ำในจังหวัด นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังให้ได้สนับสนุนปลานักล่ารวมแล้ว 64,000 ตัวแก่ประมงสมุทรสงคราม ประมงสมุทรสาคร ประมงจันทบุรี และประมงระยอง ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ

ซีพีเอฟร่วมบูรณาการกรมประมงจัดการปัญหาปลาหมอคางดำขับเคลื่อน 5 โครงการเชิงรุก ประกอบด้วย โครงการร่วมกับกรมประมงรับซื้อปลาเพื่อทำปลาป่น 2,000,000 กิโลกรัม ยังเปิดรับซื้ออย่างต่อเนื่อง โครงการปล่อยปลานักล่า 200,000 ตัว รวมถึง โครงการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรกรศาสตร์ สถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยขอนแก่นนำปลาไปใช้ประโยชน์ เช่น แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร และโครงการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญและมหาวิทยาลัยในการศึกษาวิจัยนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเพื่อตัดวงจรและควบคุมการแพร่พันธุ์ของปลาชนิดนี้ในระยะยาว.

AIS เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ พร้อมดูแลเครือข่ายสื่อสาร 24 ชั่วโมง ขยายความช่วยเหลือครอบคลุมทุกมิติ

0

รายงานข่าวเปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยในขณะนี้ AIS ขอส่งกำลังใจให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่และพร้อมอยู่เคียงข้างจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ โดยได้จัดตั้ง War Room เพื่อดูแลและติดตามสถานะเครือข่ายสื่อสารในพื้นที่ประสบภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งขยายเวลาชำระค่าบริการสำหรับลูกค้ารายเดือนและลูกค้า AIS 3BB FIBRE 3 และเพิ่มวันใช้งานสำหรับลูกค้าเติมเงิน นอกจากนี้ AIS ยังได้ส่งทีมอาสาเพื่อสนับสนุนภาครัฐในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวอย่างเต็มที่

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “AIS มีความห่วงใยต่อความปลอดภัยของประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกท่านที่กำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยในขณะนี้ AIS จึงได้เตรียมความพร้อมในทุกด้านเพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานโทรศัพท์มือถือได้อย่างต่อเนื่อง”

โดยมีมาตรการดังนี้

  • ด้านการดูแลสัญญาณเครือข่าย โดยการเปิด War Room ตลอด 24 ชั่วโมง โดยทีมงานวิศวกรจะคอยมอนิเตอร์สถานีฐานในพื้นที่ประสบภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องปั่นไฟและน้ำมันให้พร้อมสำหรับสถานีฐานในจุดเสี่ยง เพื่อให้สามารถดูแลสัญญาณในพื้นที่สำคัญได้ทันที
  • ด้านการเตรียมความพร้อม ทั้งรถสถานีฐานเคลื่อนที่และกระจายทีมวิศวกรไปยังพื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว
  • ด้านการอำนวยความสะดวกของการใช้งาน โดยได้ขยายระยะเวลาการชำระค่าบริการสำหรับลูกค้ารายเดือนและลูกค้า AIS 3BB FIBRE 3 และขยายระยะเวลาการใช้งานให้กับลูกค้าระบบเติมเงินในพื้นที่ประสบภัย
  • ด้านการประสานงานกับหน่วยงานรัฐ โดยได้ประสานงานกับหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และส่วนราชการในจังหวัดต่าง ๆ ที่เป็นพื้นที่เสี่ยง เพื่อเตรียมความพร้อมด้านเครือข่ายสื่อสารในบริเวณศูนย์อพยพ
  • นอกจากนี้ สนับสนุนสิ่งของจำเป็น เช่น น้ำดื่ม และสาธารณูปโภคต่าง ๆ ในพื้นที่ประสบภัย โดยทีมงานเอไอเอสอาสาได้ลงพื้นที่ปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องในจังหวัดพะเยา เชียงราย น่าน และแพร่

“AIS ขอยืนยันว่าเราจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปเพื่อให้มั่นใจว่าเครือข่ายสื่อสารสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง และเราจะยืนเคียงข้างประชาชนในการผ่านพ้นวิกฤตภัยธรรมชาติครั้งนี้ไปด้วยกัน” นางสายชล กล่าวทิ้งท้าย

เปิดเมนู “ปลาหมอคางดำ” หร้อยจังฮู้

0

เพจ “แอนสาวใต้” ร่วมด้วยช่วยชาติ รังสรรค์เมนูจากปลาหมอคางดำ ทั้งปลาแดดเดียว แกงส้ม ทอดมัน อร่อยไม่แพ้ปลาชนิดอื่น พร้อมชวนคนไทย นำมาลองทำเมนูเด็ดประจำบ้าน ช่วยกันกิน ช่วยกันกำจัด เพื่อลดปริมาณปลาชนิดนี้ออกจากแหล่งน้ำให้ได้มากที่สุด หวังให้หมดไปจากระบบนิเวศของไทย

นางสาวธวัลพร บำรุงการ หรือ แอน เจ้าของเพจ “แอนสาวใต้” เพจไลฟ์สไตล์ ตกปลา-ทำอาหาร ของสาวชุมพร ที่มีผู้ติดตาม 3.8 แสนคน เล่าให้ฟังว่า แอนเป็นคนชื่นชอบการทำอาหารมากๆ ประกอบกับที่คุณแม่รักการตกปลา ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็ม ในละแวกจังหวัดชุมพร ทำให้ได้ปลาหลากหลายชนิดมาเป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร และได้นำมารังสรรค์เป็นเมนูต่างๆ จึงได้เกิดไอเดียเปิดเพจทำอาหารของตนเองขึ้น เพื่อที่จะแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์การตกปลาของคุณแม่ ส่วนตนนำเสนอการปรุงเมนูรสเด็ดจากปลาและวัตถุดิบอาหารต่างๆ ที่ได้มาจากการตกปลาของคุณแม่

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นแอนไปตกปลากับคุณแม่ และได้เห็นปลาหมอคางดำเป็นครั้งแรก ขณะนั้นยังไม่ทราบว่าเป็นปลาอะไร แต่สังเกตเห็นจุดสีดำด้านข้างแก้มปลา มองลงไปในน้ำเห็นเป็นฝูงใหญ่ มีจำนวนเยอะพอสมควร ตอนนั้นก็พอจะทราบแล้วว่าปลาชนิดนี้ทำลายระบบนิเวศของไทย เพราะชาวบ้านบริเวณที่ตกปลาเล่าให้ฟังว่า ปกติจะมีปลาชนิดอื่นๆ อยู่เยอะมาก พอมีปลาหมอคางดำระบาด ปลาพื้นถิ่นก็ลดลง เพราะปลาชนิดนี้ดุ หาอาหารกินตลอดเวลา กินทุกอย่าง และกินลูกปลาพื้นถิ่นด้วย

แอนเล่าว่า คุณแม่ออกตกปลาในแต่ละครั้ง จะได้ปลาหมอคางดำ ครั้งละประมาณ 3-4 กิโลกรัม โดยวิธีตกปลาจะตกด้วยคันเบ็ดชิงหลิว (คันเบ็ดสไตล์จีน) ใช้เหยื่อกุ้งหรือกระดองปู (ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน) แต่ถ้าใครใช้อวนก็จะยิ่งดี เพราะจะทำให้จับปลาได้ปริมาณครั้งละเยอะ ๆ

ปลาหมอคางดำ สามารถนำมาประกอบอาหารได้ รสชาติเหมือนปลานิล เนื้อแน่นกว่านิดหน่อย ไม่มีกลิ่นสาบ มีกลิ่นคาวเหมือนปลาทั่วไป เพียงล้างด้วยเกลือหรือน้ำส้มสายชูก็สามารถดับกลิ่นคาวได้ และมีคุณค่าทางโภชนาการเหมือนปลาชนิดอื่นๆ

ปลาชนิดนี้ ไซส์ใหญ่สุดที่เคยเห็นอยู่ที่ประมาณฝ่ามือผู้ชาย ปริมาณเนื้อจะเยอะจึงนำมาปรุงอาหารอร่อย แต่ส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นไซส์เล็กกว่าฝ่ามือ เนื้อน้อย แนะให้แล่เอาแต่เนื้อมาทำอาหาร เพราะปลาหมอคางดำเป็นปลาที่มีก้าง ครีบทั้งตัวแข็งมาก

เมนูปลาหมอคางดำที่แอนเคยทำและอร่อยมากๆ เป็นเมนูที่อยากแนะนำ คือ ปลาหมอคางดำเค็มแดดเดียว แกงส้มใต้ปลาหมอคางดำ และทอดมันปลาหมอคางดำ แอนจะใช้ปลาหมอคางดำ 8-10 ตัว แล้วแต่เมนู สามารถทานได้ถึง 4 คน สามารถติดตามในเพจแอนได้ จะมีคลิปเมนูต่างๆ จากปลาหมอคางดำ รวมถึงรายละเอียดและส่วนผสมของแต่ละเมนูด้วย บอกเลยว่าอร่อยเด็ดมากๆ

แอนเล่าทิ้งท้ายว่า เนื่องจากปลาหมอคางดำทำลายระบบนิเวศ จึงอยากให้ทุกคนที่ตกปลาหมอคางดำมาทำเป็นอาหาร ถ้าเจอปลาตัวเล็ก ให้นำมาทำอาหารได้เลย หรือจะนำไปทำปุ๋ยชีวภาพ หรือแปรรูปเป็นปลาร้าก็ได้ ไม่ควรปล่อยกลับลงน้ำ เพื่อช่วยลดปริมาณปลาออกจากแหล่งน้ำ ถ้าปลาหมอคางดำยังระบาดหนัก ในอนาคตปลาพื้นถิ่นบ้านเราอาจจะสูญพันธ์ได้ สำหรับคนที่ยังไม่เคยลองกินเมนู ปลาหมอคางดำ อยากให้ลองเปิดใจ บอกเลยว่าอร่อยไม่แพ้ปลาชนิดอื่น ที่สำคัญจะได้ช่วยกันกำจัดปลาชนิดนี้ให้หมดไปจากระบบนิเวศของไทย

สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ IGNITE THAILAND สำหรับผู้ประกอบการจากธนาคารออมสิน ตั้งแต่วันนี้ – 30 ธ.ค. 68

0

ธนาคารออมสินร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ทะยานไกลสู่ตลาดโลก ด้วยการออก “สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) IGNITE Thailand” สำหรับกลุ่มธุรกิจ SMEs และกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายย่อย หรือ วิสาหกิจชุมชน

เพียงคุณดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็ยื่นกู้เพื่อใช้ในกิจการได้เลย
⚡ วงเงินสูงสุด 10 ล้านบาท (สำหรับกลุ่มธุรกิจ SMEs) หรือวงเงินสูงสุด 1 ล้านบาท (สำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจรายย่อยหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชน)
⚡ ดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 2.5% ต่อปี
⚡ ชำระคืนสูงสุด 10 ปี
⚡ ปลอดชำระเงินต้นสูงสุด 6 เดือน
⚡ ใช้ บสย. ค้ำประกันได้
? ติดต่อได้ที่ธนาคารออมสินทุกสาขา ตั้งแต่วันนี้ – 30 ธันวาคม 2568
รายละเอียดเพิ่มเติม >> https://fwuj.short.gy/LMNDBr

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด
⚠️ รู้ก่อนกู้ .. กู้เท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว

AIS เปิดดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัล พบคนไทยเกินครึ่งขาดทักษะความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พร้อมเปิดตัวเครื่องมือเช็กภูมิคุ้มกันภัยไซเบอร์ ครั้งแรกในไทย

0

AIS  เปิด “ผลดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัลของคนไทย Thailand Cyber Wellness Index 2024” เป็นปีที่ 2 ตอกย้ำเจตนารมณ์การทำงาน เดินหน้าส่งต่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องผ่านการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ ที่สามารถนำผลการศึกษาไปต่อยอดเพื่อสร้างความรู้ ทักษะ รวมถึงเส้นทางในการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้กับคนไทยได้ตรงกลุ่มเป้าหมายและสอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

พร้อมกันนี้ได้พัฒนาเครื่องมือเช็กภูมิคุ้มกันภัยทางไซเบอร์แบบรายบุคคล หรือ Digital Health Check เป็นครั้งแรกในไทยที่ทุกคนสามารถประเมินระดับความสามารถในการรับมือจากภัยไซเบอร์พร้อมศึกษาความรู้จากหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์เพื่อยกระดับทักษะดิจิทัลได้ด้วยตัวเอง มากไปกว่านั้น AIS ยังได้นำเสนอเครื่องมือป้องกันภัยไซเบอร์ด้วยบริการ AIS Secure Net ที่วันนี้ได้เพิ่มการปกป้องที่ครอบคลุมมากขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการกรองเว็บไซต์อันตรายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้ลูกค้า AIS ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างอุ่นใจ ปลอดภัย ไร้กังวล และที่สำคัญลูกค้า AIS สามารถใช้บริการ AIS Secure Net ได้ฟรี เป็นระยะเวลา 12 เดือน

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทย การป้องกันภัยไซเบอร์กลายเป็นประเด็นที่ไม่สามารถมองข้ามได้ ทำให้การทำงานของ AIS ในฐานะผู้นำด้านบริการดิจิทัลที่มุ่งส่งเสริมการใช้งานออนไลน์ที่ถูกต้องเหมาะสมและปลอดภัยยิ่งทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ทั้งในมุมของการสร้างภูมิปัญญาหรือ Wisdom ที่จะนำไปสู่การสร้างพลเมืองดิจิทัลที่มีความรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ และในมุมของการใช้ขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีมาส่งมอบเครื่องมือปกป้องภัยไซเบอร์และมิจฉาชีพที่แฝงมากับการใช้งานออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ”

โดยในปีที่ผ่านมา AIS ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และนักวิชาการ ได้เปิดตัวดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัลของคนไทย หรือ Thailand Cyber Wellness Index ฉบับแรกของไทยที่ทำให้เห็นถึงระดับทักษะการรับรู้และความเข้าใจการใช้งานดิจิทัลในด้านต่างๆ ที่คนไทยยังคงต้องพัฒนาทักษะความรู้เพื่อรับมือกับภัยไซเบอร์ในรูปแบบต่างๆ ทำให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนหยิบเอาผลการศึกษาของเราไปต่อยอดในการเสริมสร้างทักษะดิจิทัลให้ได้ตรงกลุ่มอายุ อาชีพ หรือแม้แต่พื้นที่อย่างสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของแต่ละหน่วยงาน

สำหรับปีนี้ผลการศึกษาก็ยังสะท้อนให้เห็นว่า แม้คนไทยจะมีการพัฒนาความเข้าใจในการใช้งานบนโลกดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นจนผลในภาพรวมอยู่ในระดับพื้นฐาน แต่ยังมีจุดที่น่ากังวล เพราะคนไทยเกินครึ่งยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Security and Safety) โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความเสี่ยงต่อภัยที่อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อการใช้งานของตนเองและองค์กร อาทิ การไม่มีความรู้ความเข้าใจการถูกโจมตีด้วยแรนซัมแวร์, การใช้ Wi-Fi สาธารณะในการทำธุรกรรมทางการเงิน, การใช้ วันเดือนปีเกิด มาตั้งเป็นรหัสผ่านซึ่งง่ายต่อการคาดเดา แม้แต่การไม่ทราบว่าการเข้าเว็บไซต์ที่ปลอดภัยลิงค์ URL ควรจะเป็น HTTPS เป็นต้น

นางสายชล อธิบายเพิ่มเติมว่า “เราจึงทำงานควบคู่กันทั้งการส่งเสริมทักษะความรู้ และพัฒนาเครื่องมือปกป้องการใช้ งานทำให้วันนี้เราพัฒนาเครื่องมือ “Digital Health Check” เพื่อให้คนไทยสามารถวิเคราะห์และประเมินทักษะด้านดิจิทัลของตนเอง พร้อมทั้งแนะนำช่องทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อเสริมสร้างทักษะและองค์ความรู้ในการป้องกันภัยไซเบอร์ให้แก่ลูกค้าและคนไทย”

โดยวันนี้ลูกค้าสามารถสมัครใช้งาน AIS Secure Net ได้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงกด *689*6# รวมถึงการเพิ่มทางเลือกให้กับลูกค้าด้วย บริการ Secure Net+ Protected by MSIG ชูจุดเด่นปกป้องภัยคุกคามทางไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นไวรัส มัลแวร์ เว็บไซต์ปลอมหลอกลวง พร้อมแถมประกันภัยเพอร์ซัลนัลไซเบอร์ จาก MSIG ที่มอบความคุ้มครอง อาทิ การโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล และโจรกรรมเงิน หรือการถูกหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ ทางออนไลน์ ด้วยวงเงินคุ้มครองสูงสุด 50,000 บาท เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานออนไลน์ในโลกไซเบอร์ได้อย่างมั่นใจ ในราคาสุดคุ้มเดือนละ 39 บาทเท่านั้น สมัครง่ายๆ เพียงกด *689*10# โทรออก

“AIS ยังคงมุ่งมั่นในการเสริมสร้างทักษะด้านดิจิทัลของคนไทย พร้อมเดินหน้าพัฒนาเครื่องมือเพื่อให้คนไทยสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้อย่างปลอดภัย รวมถึงการสนับสนุนภาครัฐเพื่อแก้ปัญหาภัยไซเบอร์จากกลุ่มมิจฉาชีพที่แฝงมากับการใช้งาน ทั้งมาตรการยืนยันตัวตน การควบคุมสัญญาณบริเวณรอยต่อชายแดน หรือ การสนับสนุนการทำงานของพี่ๆตำรวจโดยทีมวิศวกร ทั้งหมดเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ AIS เพื่อให้ภัยไซเบอร์หมดไปจากประเทศไทยอย่างยั่งยืน” นางสายชล กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ที่สนใจตรวจเช็กสุขภาวะทางดิจิทัลของตัวเอง ได้ที่ https://digitalhealthcheck.ais.th และสามารถอ่านรายละเอียดผลการศึกษาดัชนีชี้วัดสุขภาวะดิจิทัล Thailand Cyber Wellness Index 2024 ของคนไทย เพิ่มเติมที่ https://sustainability.ais.co.th/th/sustainability-projects/thailands-cyber-wellness-index