Home Blog Page 118

นวัตกรรมเนื้อสัตว์ หมู-ไก่ มีโอเมก้า-3 ดีต่อสุขภาพ

0

โอเมก้า-3 กรดไขมันดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย ปัจจุบันมีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเป็นส่วนผสมในอาหารสำหรับเลี้ยงหมู-ไก่ ส่งเสริมให้ผู้บริโภคเข้าถึงสารอาหารที่มีคุณค่าอย่างโอเมก้า-3 ได้ง่ายขึ้น

รศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล หัวหน้าภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โอเมก้า-3 เป็นกรดไขมันดี ที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพ ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ โดยกลไกของโอเมก้า-3 จะช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ลดการอักเสบ และทำให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น เลือดไม่อุดตันเป็นลิ่มเลือด ทำให้ป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้

รศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล

ไขมันในอาหาร มีทั้งไขมันชนิดดีและไม่ดี โดยชนิดที่ไม่ดี อาทิ ไขมันอิ่มตัว (Saturated fat) ไขมันทรานส์ (Trans fat) หากรับประทานมากเกินไปก็จะทำให้คอเลสเตอรอลตัวร้าย (LDL) สูงขึ้น และคอเลสเตอรอลตัวที่ดี (HDL) ลดลง ขณะที่การรับประทานอาหารที่เป็นไขมันชนิดดี เช่น ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดียว จะช่วยลดไขมันตัวร้ายและไตรกลีเซอร์ไรด์ลง โอเมก้า-3 อาจเพิ่มไขมันตัวที่ดี ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพ

“โอเมก้า-3 มาจากอาหารธรรมชาติที่เรารับประทานเข้าไป โดยแหล่งของโอเมก้า-3 พบได้ในปลา ปลาทะเล หรือปลาที่มีไขมันที่ค่อนข้างมาก ส่วนในปลาไทยก็มี เช่น ปลาทู ปลาทับทิม นอกจากนี้ ยังมีในถั่วเปลือกแข็ง อาทิ ถั่ววอลนัท พิสตาชิโอ เป็นต้น” รศ.ดร.พัชราณี กล่าว

ปัจจุบัน มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอาหารใหม่ๆ ที่สามารถเติมโอเมก้า-3 ลงไปในอาหารได้ โดยในต่างประเทศผลิตภัณฑ์อาหารที่นิยมเติมโอเมก้า-3 ลงไปเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ อาทิ ไข่ นม ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยมี “เนื้อสัตว์” ที่เพิ่มโอเมก้า-3 โดยการเลี้ยงด้วยนวัตกรรมสูตรอาหารสัตว์ที่ทำให้เนื้อสัตว์มีโอเมก้า-3 สูง เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภคที่ทำให้สามารถเข้าถึงโอเมก้า-3 ได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น

จากรายงานด้านสุขภาพของสหรัฐอเมริกา พบว่า ปริมาณโอเมก้า-3 ในการรับประทานที่เหมาะสม ในวัยผู้ใหญ่เพศหญิงปริมาณแนะนำอยู่ที่ 1.1 กรัมต่อวัน ในผู้ชาย 1.6 กรัมต่อวัน โดยอาหารที่เป็นแหล่งโอเมก้า-3 มีหลากหลาย และแต่ละชนิด ปริมาณของกรดไขมันแตกต่างกัน อาหารง่ายๆ ที่แนะนำให้บริโภค คือ เนื้อปลา ปลาทะเล อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละปริมาณ 2-4 ช้อนกินข้าว หรือ น้ำมันปลา น้ำมันคาโนล่า หรือ พวกถั่วเปลือกแข็ง อาจบริโภคให้บ่อยมากขึ้น 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็จะทำให้ร่างกายได้รับปริมาณโอเมก้า-3 ที่เหมาะสม

รศ.ดร.พัชราณี ภวัตกุล ย้ำว่า อาหารสามารถป้องกันโรคได้ ขณะเดียวกันก็สามารถทำให้เราเกิดโรคได้เช่นกัน หากกินไขมันสูงไป น้ำตาลมากเกินไป หรือ เค็มเกินไป ดังนั้นจึงควรบริโภคให้ได้สารอาหารครบถ้วนทุกหมู่ และการเลือกอาหารที่เหมาะสม เช่น ข้าวไม่ขัดสี เลือกที่เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ที่มีประโยชน์ในการสร้างพลังงานในร่างกาย ช่วยในการรักษาสุขภาพและควบคุมน้ำหนัก ธัญพืชที่ไม่ขัดสี เนื้อสัตว์ชนิดที่ไขมันต่ำ เพิ่มการบริโภคผักผลไม้ ถั่วต่างๆ ให้มากขึ้น รวมถึง ไขมัน หากเลือกไขมันที่ดี ก็จะส่งผลดีต่อสุขภาพ หากกินอาหารทุกอย่างอย่างสมดุลในปริมาณที่เหมาะสม ถูกต้องตามสัดส่วน ตามปริมาณที่แนะนำจะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโรค ชีวิตเราก็จะมีคุณภาพที่ดี และมีชีวิตยืนยาว./

อีกด้านของ “ปลาหมอสีคางดำ” ลักลอบนำเข้าเพื่อส่งออก

0

ปลาหมอสีคางดำ (Blackchin Tilapia) ปลาเอเลี่ยนสปีชีส์ (Alien Species) ชนิดพันธุ์ปลาต่างถิ่นรุกราน (Invasive alien species) ปรับตัวได้ดีทั้ง 3 น้ำ คือ น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม และเป็นปลาที่มีความแข็งแรง มีความอึดอยู่ในสภาพน้ำที่ไม่สะอาดได้ ซึ่งขณะนี้ระบาดในจังหวัดที่ติดชายฝั่งทะเล 14 จังหวัด ทำให้ตื่นตัวไล่ล่าปราบปลาตัวร้ายตัวให้หมดสิ้น ตามแนวทางการแก้ปัญหาเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้วยวิธีการจับและเพิ่มการบริโภค 

ข้อมูลเว็บไซด์ของกรมประมง รายงานว่า ไทยมีการส่งออกปลาหมอสีคางดำ เป็นปลาสวยงามต่อเนื่องช่วงปี 2556-2559 จำนวนมากว่า 320,000 ตัว มูลค่าส่งออกรวม 1,510,050 บาท และส่งออกไป 15 ประเทศ เช่น  แคนาดา ซิมบับเว ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย รัสเซีย มาเลเซีย อาเซอร์ไบจาน เลบานอน ปากีสถาน อียิปต์ สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ อิสราเอล อิหร่าน โปแลนด์ และตุรกี โดยมีปริมาณการส่งออกรวมเฉลี่ยในแต่ละปีตั้งแต่ 10,000-100,000 ตัว ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตว่า กรมประมงมีการอนุญาตให้นำปลาหมอสีคางดำเข้าในราชอาณาจักรเพียงรายเดียว เพื่อการวิจัยแลปรับปรุงพันธุ์ตามเงื่อนไขของกฎหมาย แล้วพ่อแม่พันธุ์ที่ใช้เพาะเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม เพื่อการส่งออกมาจากที่ไหนและใครเป็นผู้นำเข้า

นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ยอมรับว่ามีสัตว์เอเลี่ยนส์สปีชีส์หลายชนิดระบาดในประเทศไทย ขณะที่ปลาหมอสีคางดำอาจมีที่มาได้ 2 สมมุติฐาน คือ 1. การลักลอบนำเข้ามาในประเทศ เพราะเรามีการจับปลาลักลอบนำเข้าซึ่งปลาปิรันย่า ได้ที่ดอนเมือง 2. การขออนุญาตนำเข้าปี 2553  เพื่อทดลองวิจัยปรับปรุงพันธุ์ปลานิล ซึ่งอาจมีการหลุดรอดได้ 

กรมประมง มีการรายงานว่า ในปี 2553 บริษัทเอกชนรายหนึ่งมีการนำเข้าจำนวน 2,000 ตัว ซึ่งพบว่ามีปลามีสุขภาพไม่แข็งแรงและมีการตายจำนวนมากในระหว่างทาง ทำให้เหลือปลาที่ยังมีชีวิตแต่อยู่ในสภาพอ่อนแอเพียง 600 ตัว ซึ่งได้รับการตรวจสอบ ณ ด่านกักกันโดยกรมประมง ทั้งนี้เนื่องจากปลามีสุขภาพไม่แข็งแรง จึงมีการตายต่อเนื่อง จนเหลือเพียง 50 ตัว บริษัทจึงตัดสินใจหยุดการวิจัยในเรื่องนี้ โดยมีการทำลายซากตามมาตรฐานและแจ้งต่อกรมประมง พร้อมส่งตัวอย่างซากปลาซึ่งดองในฟอร์มาลีนทั้งหมด 50 ตัวไปยังกรมประมง  

หลังจากนั้น กรมประมงได้มีการแก้ไขประกาศกระทรวงฯ ห้ามนำเข้าปลาหมอสีคางดำ ในปี 2561 ซึ่งช่วงก่อนหน้าประกาศฉบับนี้เป็นช่วงที่มีการนำเข้าปลาหมอสีคางดำมาเพาะพันธุ์เพื่อการส่งออกอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่า ปลาหมอสีคางดำ หรือ ปลาหมอคางดำ ยังมีการลักลอบนำเข้ามาในประเทศไทยหรือไม่ เพราะมีเพียงรายเดียวที่นำเข้าและทำลายถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น กรมประมง จึงต้องเป็นผู้พิสูจน์ความถูกต้อง

จนถึงขณะนี้ ภาครัฐยังมีการให้ข้อมูลกับประชาชนน้อยมาก ในเรื่องของปลาชนิดสามารถบริโภคได้ แต่เมื่อมีนามสกุลเป็น “เอเลี่ยนสปีชีส์” ทำให้คนกลัว หากเราบอกว่าปลาชนิดนี้เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ปลานิล ทำเมนูต่างๆ ได้เหมือนเนื้อปลาทั่วไป มีโปรตีนและมีคุณค่าทางโภชนาการ ส่งเสริมให้มีการจับและบริโภคเพิ่มขึ้น และอาจกลายเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมได้ ผลที่ตามมา คือปลาจะลดลงตามลำดับ

การแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าและการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ ต้องทำแบบบูรณาการทุกภาคส่วนต้องผนึกกำลังกันปฏิบัติตามแนวทางของกระทรวงเกษตรฯ คือ  ควบคุมและกำจัดปลาหมอสีคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด ปล่อยปลาผู้ล่าอย่างต่อเนื่อง กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ สำรวจและเฝ้าระวังการแพร่กระจายประชากรปลาหมอสีคางดำในพื้นที่เขตกันชน สร้างความรู้ และการมีส่วนร่วมในการกำจัดปลาหมอสีคางดำ หาแนวทางป้องกันพร้อมทั้งส่งเสริมและกระตุ้นให้จับปลาหมอสีคางดำให้นำมาใช้ประโยชน์เพื่อสร้างรายได้ รวมถึงการติดตาม ประเมินผล และบริหารโครงการ เพื่อลดปริมาณปลาหมอสีคางดำให้ได้มากที่สุด.

CPF ชูนวัตกรรมเกษตรสีเขียว พัฒนาฟาร์มไก่อัจฉริยะ รักษ์โลกยั่งยืน

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำนวัตกรรมและเทคโนโลยี พัฒนาฟาร์มเลี้ยงไก่อัจฉริยะ (Smart Farm) เพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงตอกย้ำความปลอดภัยทางชีวภาพ(Biosecurity) ยกระดับรูปแบบโรงเรือน ใช้วัสดุก่อสร้างรักษ์โลก บริหารจัดการการใช้พลังงานและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เปลี่ยนพื้นที่ว่างในฟาร์มและโรงงานเป็นพื้นที่สีเขียว

นายสิริพงศ์ อรุณรัตนา ประธานผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟเป็นบริษัทผลิตอาหารชั้นนำที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และมีโภชนาการให้แก่ผู้บริโภค สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ตลอดกระบวนการผลิต ทั้งระบบอัตโนมัติ AI IoT เป็นต้น ควบคู่กับการคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์คุุ้มค่าสูงสุด มีส่วนร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเพิ่มพื้นที่สีเขียว อาทิ ธุรกิจไก่เนื้อซึ่งเป็นธุรกิจหลักของซีพีเอฟที่มีการนำนวัตกรรมมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงไก่ โดยบริษัทฯ ได้ส่งเสริมให้ฟาร์มบ้านธาตุ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เป็นต้นแบบของฟาร์มไก่ที่มุ่งเน้นการดำเนินงานตามหลักปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) และเป็นฟาร์มที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Farm) มีการใช้พื้นที่ว่างในฟาร์มและโรงงานให้เป็นพื้นที่สีเขียว เกิดประโยชน์ต่อโรงงานและชุมชนรอบข้าง

ครั้งนี้ ซีพีเอฟได้ริเริ่มโครงการ”ป่าในฟาร์ม” เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นมีส่วนร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี รวมถึงสร้างพื้นที่สีเขียวในฟาร์มและโรงงานที่มีศักยภาพในการปลูกต้นไม้ ผ่าน 4 กิจกรรมหลัก คือ อนุรักษ์ฟื้นฟูป่า สร้างความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการไม้ใหญ่ในฟาร์ม และการจัดการคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะมีการขยายผลไปยังฟาร์มและโรงงานอื่นๆ ของซีพีเอฟต่อไป

ด้านนายพีรพงศ์ กรินชัย ผู้บริหารสูงสุด สายงานวิศวกรรมกลาง กล่าวว่า ซีพีเอฟมุ่งมั่นพัฒนารูปแบบฟาร์มสมัยใหม่ โดยนำความรู้ด้านวิศวกรรมและระบบฟาร์มอัจฉริยะมาใช้ โดยคำนึงถึงการออกแบบฟาร์มให้มีพื้นที่เลี้ยงเหมาะสม ใช้พื้นที่เต็มประสิทธิภาพ มีระยะป้องกันโรคที่เหมาะสมตามมาตรฐานระดับโลก ยกระดับรูปแบบโรงเรือนใหม่ให้มีการกระจายลมที่เหมาะสม อุณหภูมิสม่ำเสมอ ออกแบบแสงสว่างให้กระจายทั่วทุกพื้นที่ สามารถรองรับการใช้ระบบอัตโนมัติต่างๆ ทั้ง AI IoT ช่วยเก็บข้อมูลการเลี้ยงไก่ มีการบริหารจัดการการใช้พลังงาน อาทิ นำมูลไก่มาผลิตไฟฟ้า เป็นต้น

“ฟาร์มรูปแบบใหม่มีการออกแบบให้ใช้วัสดุก่อสร้างรักษ์โลก อาทิ ใช้คอนกรีตรักษ์โลก 100% ในการก่อสร้าง ใช้ระบบก่อสร้างสำเร็จรูป เพื่อให้เหลือเศษวัสดุเหลือทิ้งที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด จัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงานและการนำมูลไก่มาผลิตไฟฟ้า มีการจัดการน้ำเสียอย่างเป็นระบบ มีเป้าหมายไปสู่ฟาร์ม Zero Discharge ยกระดับฟาร์มไก่กระทง เป็นฟาร์มต้นแบบที่จะตอบโจทย์ธุรกิจ พร้อมไปกับการอยู่ร่วมกับชุมชนและโลกอย่างยั่งยืน” นายพีรพงศ์ กล่าว

สำหรับกิจกรรม “โครงการป่าในฟาร์ม” ครั้งนี้ คณะผู้บริหารและพนักงานจากสายธุรกิจต่างๆของซีพีเอฟมากกว่า 300 คน พร้อมด้วย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตูม รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าคล้อ ปศุสัตว์อำเภอแก่งคอย ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านธาตุ ร่วมกันปลูกต้นไม้ จำนวน 4,500 ต้น บนพื้นที่ 30 ไร่ บริเวณฟาร์มบ้านธาตุ ซึ่งเป็นต้นแบบของการใช้พื้นที่ว่างเปล่าให้เป็นพื้นที่สีเขียว ดั่งป่าเลียนแบบธรรมชาติ

เมืองไทยประกันชีวิต จัดงาน “เมืองไทยมอบทุนน้องน้อย ครั้งที่ 35” พร้อมเปิดโลกเรียนรู้ นำชมการแสดงโขน ชุด “หนุมาน” 

0

เมืองไทยประกันชีวิต  ตอกย้ำนโยบายการดำเนินธุรกิจควบคู่การดำเนินกิจกรรม เพื่อตอบแทนกลับคืนสู่สังคม  จัดงาน “เมืองไทยมอบทุนน้องน้อย ครั้งที่ 35” ให้แก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์    ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร ตลอดจนบุตรหลานเจ้าหน้าที่เขต ในพื้นที่เขตห้วยขวาง    เขตดินแดง และเขตปทุมวัน เพื่อสานต่อโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กนักเรียนที่มีความสามารถและประสิทธิภาพในการเรียน พร้อมนำชมการแสดงโขน ชุด “หนุมาน” เปิดประสบการณ์ใหม่แห่งการเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรม ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง 

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  เปิดเผยว่า บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาในการสร้างอนาคตที่ดีให้กับเด็กนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กที่มีความสามารถแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ที่จำเป็นในการศึกษา เมืองไทยประกันชีวิต จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและเสริมสร้างสังคมที่มีความเท่าเทียมในการเข้าถึงการศึกษา เพื่อการเติบโตและการพัฒนาของเยาวชนไทย พร้อมตอกย้ำนโยบายการดำเนินธุรกิจควบคู่การดำเนินกิจกรรมเพื่อคืนกำไรสู่สังคม  ด้วยการจัดโครงการมอบทุนการศึกษา “เมืองไทยมอบทุนน้องน้อย ครั้งที่ 35” เพื่อมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร  ตลอดจนบุตรหลานเจ้าหน้าที่เขต ในพื้นที่           เขตห้วยขวาง  เขตดินแดง และเขตปทุมวัน  รวมจำนวน 195 ทุน  โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศตรีสุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง และกรรมการโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง นางสาวศุภร  คุ้มวงศ์  รองผู้อำนวยการสำนักการศึกษา นายประเทืองวิทย์ ดีใจ ผู้อำนวยการเขตดินแดง           นายไพฑูรย์ งามมุข ผู้อำนวยการเขตห้วยขวาง นางสาวสกุนตลา สงวนงาม หัวหน้าฝ่ายการศึกษาเขตปทุมวัน และนางอริศรา รัตนพงษ์สถิตย์ ผู้อำนวยการกองเสริมสร้างสมรรถนะนักเรียน สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร ร่วมในพิธี  งานจัดขึ้น  ณ โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้จัดกิจกรรมแห่งความสุขและรอยยิ้ม เพื่อส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของเยาวชน  ด้วยการนำนักเรียนที่เข้ารับทุน เข้าร่วมกิจกรรมรับชมการแสดงโขน ชุด “หนุมาน”  ที่โรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง โรงมหรสพแห่งแรกในเอเชียที่ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ พร้อมเปิดประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทยที่มีความสง่างาม อีกทั้งยังทำให้เกิดความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการแสดงไทย โดยนำเหตุการณ์สำคัญในเรื่องรามเกียรติ์ ถ่ายทอดผ่านตัวละครหลักคือ “หนุมาน” นำเสนอในรูปแบบที่กระชับ สนุกสนาน แต่ยังคงแบบแผนและความสวยงามของ “โขน” ผสมผสานกับเทคนิคเวทีสมัยใหม่อย่างลงตัว อีกทั้งยังได้ความรู้เรื่องศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ที่สอดแทรกอยู่ในการแสดง โดยในช่วงท้ายของกิจกรรม น้องๆ ผู้เข้ารับทุนยังได้รับชุดอาหารและเครื่องดื่มเติมเต็มความสุข ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก บริษัท แมคไทย จำกัด กลับไปทานอย่างเต็มอิ่มอีกด้วย  

เมืองไทยประกันชีวิต มีความมุ่งมั่นในการเดินหน้าแนวนโยบายด้วยการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นมิติสิ่งแวดล้อม (Environment)  มิติสังคม (Social) และมิติบรรษัทภิบาลและเศรษฐกิจ (Governance and Economy) หรือ ESG เพื่อสร้างความสุขและรอยยิ้มแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ซึ่งการจัดพิธีมอบทุนน้องน้อยอย่างต่อเนื่องนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการสานต่อโอกาสด้านการศึกษาให้กับน้องๆ ได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ และยังได้เปิดประสบการณ์นอกห้องเรียนจากกิจกรรมชมโขนชุดหนุมานที่จะทำให้ทุกคนได้สนุกเพลิดเพลินและได้รับความรู้ไปในเวลาเดียวกัน” นายสาระกล่าวสรุป

“เมนูกู้แหล่งน้ำ”  “ขนมจีนน้ำยาปลาหมอคางดำ”

0

ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แนะนำเมนูเด็ด “ขนมจีนน้ำยาปลาหมอคางดำ” ทำง่าย ด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน เชิญชวนร่วมด้วยช่วยกัน “กู้แหล่งน้ำ” โดยนำปลาหมอคางดำมาปรุงเป็นอาหาร อร่อย ได้คุณค่าทางโภชนาการโปรตีนจากเนื้อปลา

ผศ.ดร.นันทิภา พันธุ์สวัสดิ์ ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า จากการแพร่ระบาดอย่างหนักของปลาหมอคางดำที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดขณะนี้ และการตื่นตัวในการจับลดจำนวนปลาหมอคางดำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ แล้วนำไปกำจัดทิ้ง นำไปทำอาหารสัตว์ ปุ๋ย หรือปรุงเป็นอาหาร ซึ่งกรณีหลังยังมีผู้บริโภคที่ไม่กล้ารับประทานปลาชนิดนี้ เนื่องจากมีการนำเสนอว่าเป็นปลาต่างถิ่นและเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์ (Alian Species) ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการบริโภคปลาหมอคางดำ ซึ่งสามารถรับประทานได้ ใช้ปรุงอาหารได้เหมือนปลาทั่วไป รังสรรค์ได้หลากหลายเมนู

วานนี้ (10 กรกฎาคม 2567) ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง จัดกิจกรรมชวนชิมเมนูจากปลาหมอคางดำ โดย อ.ดร.สหภพ ดอกแก้ว ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้นำเสนอหนึ่งใน “เมนูกู้แหล่งน้ำ” นำปลาหมอคางดำมาปรุงเป็นอาหารเมนูคุ้นเคย  “ขนมจีนน้ำยาปลาหมอคางดำ” ซึ่งอุดมด้วยสมุนไพรไทยและคุณค่าทางโภชนาการโปรตีนจากเนื้อปลาให้ผู้สนใจได้ทดลองชิม ร่วมกับการบอกเล่าเรื่องราวของปลาหมอคางดำ เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับปลาชนิดนี้ให้มากขึ้น ซึ่งเมนูน้ำยาปลาหมอคางดำ ได้รับการตอบรับจากบุคลากร นิสิต และบุคคลทั่วไปเป็นอย่างดี และเสียงสะท้อนส่วนใหญ่บอกว่าก็ไม่ต่างจากน้ำยาปลาปกติ

สำหรับเมนูขนมจีนปลาหมอคางดำเสิร์ฟ 100 ที่  ใช้ปลาหมอคางดำประมาณ 10 กิโลกรัม ตัดแต่งควักไส้และนำไปนึ่ง แกะเนื้อ จะได้เนื้อสุกประมาณ 2 กิโลกรัม โขลกหรือปั่นผสมกับเครื่องแกง กะทิ ต้ม ปรุงรสให้กลมกล่อม สำหรับปลาหมอคางดำที่มาจากแหล่งน้ำกร่อยจะไม่มีกลิ่นดิน ส่วนปลาจากแหล่งน้ำจืดอาจมีกลิ่นเฉพาะตัวตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม เมนูขนมจีนน้ำยา ปรุงรสเข้มข้นด้วยสมุนไพรไทย จึงลดอุปสรรคด้านกลิ่นรสของปลาน้ำจืดได้

ดร.สหภพ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากขนมจีนน้ำยาปลาหมอคางดำที่ทำได้ไม่ยากและสามารถปรุงให้มีเครื่องเทศและรสชาติหลากหลายถูกใจทุกภาคของประเทศไทยแล้ว ในกิจกรรมครั้งต่อไป มีแผนนำเสนอขนมจีน 4 น้ำ คือ นำยากะทิ นำยาป่า น้ำยาไตปลา น้ำยาเขียวหวาน โดยใช้ปลาหมอคางดำเป็นวัตถุดิบหลัก รวมถึงเมนูอาหารอื่นๆ ที่ครัวเรือนสามารถนำไปปรับใช้ได้ เช่น ปลาแดดเดียว ปลาหวาน ปลาส้ม ปลาทอดกรอบ ปลากวน น้ำพริก หรือปลาร้า รวมถึงเมนูอาหารต่างๆ ที่ทำได้ไม่ยาก

ด้าน ผศ.ดร.นันทิภา กล่าวย้ำว่า การร่วมด้วยช่วยกันบริโภคปลาหมอคางดำ อาจเป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยลดปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำตามแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับกรณีหอยเชอรี่ที่เคยระบาดอย่างหนักเมื่อหลายปีที่ผ่านมา

AIS ชวนแอ่วเหนือหน้าฝนแบบ “จริงๆอุ่นใจทั่วไทยเน็ตแรง” ครอบคลุมเร็วแรงทุกจุดเช็คอินทุกพื้นที่ พร้อมหนุนเที่ยวเมืองรอง

0

AIS ชวนเที่ยวเหนือหน้าฝน แบบ “จริงๆอุ่นใจ ทั่วไทย เน็ตแรง” ไปกับ AIS 5G  พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ เช็คอินสุดยอดแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองทั่วภาคเหนือ อาทิ เมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ มรดกโลกแห่งที่ 7 ของไทย, ทะเลหมอกเขาค้อ, ชมความสวยงามตระการตา มหาวิหารสมเด็จองค์ปฐม วัดจันทร์ตะวันตก จังหวัดพิษณุโลก, สัมผัสมนต์เสน่ห์เมืองเก่า อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย, สโลว์ไลฟ์ที่เมืองน่าน พร้อมมีความสุขกับประสบการณ์สิทธิพิเศษจาก AIS Points จากพาร์ทเนอร์ ทั้งร้านค้ารายย่อย แบรนด์ชั้นนำ รีสอร์ท ร้านค้า ในพื้นที่ภาคเหนือ ที่ทำถึงทั่วไทยให้ลูกค้าแลกรับด้วย 1 พ้อยท์ ที่ใช้รับความพิเศษทั้ง ฟรี ลด อัปไซส์  

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี AIS กล่าวว่า “ภาคการท่องเที่ยว คือ หนึ่งในหัวใจสำคัญที่สุดของการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจไทย โดยในวันนี้พฤติกรรมของทุกคนล้วนเกี่ยวข้องกับการใช้งานบนดิจิทัลทั้งหมด โดยมิใช่เพียงแค่การสื่อสารเท่านั้น แต่ยังรวมถึง การทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ , การจองโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร, ช้อปปิ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำ content บนโลกออนไลน์ ในระหว่างการเดินทางท่องเที่ยว  ดังนั้นโครงข่ายดิจิทัลเทคโนโลยีที่จะทำให้การเชื่อมต่อออนไลน์ไม่สะดุด และเป็นไปอย่างราบรื่น รวดเร็วจึงมีความสำคัญสูงสุด เราจึงทุ่มเทพัฒนาเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกพื้นที่การใช้งาน รองรับทุกไลฟ์สไตล์ตามความต้องการ ทั้งนี้ หมายรวมถึงพื้นที่เดิมที่ครอบคลุมอยู่แล้ว ก็ต้องดียิ่งขึ้น และรวมถึงพื้นที่ใหม่ๆ ที่เพิ่งถูกค้นพบ และได้รับความนิยม เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายหนุนการท่องเที่ยวเมืองรอง กระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศอย่างเต็มกำลัง”

“เพราะเครือข่ายสื่อสารที่ดี นอกจากจะสนับสนุน อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นสื่อกลางที่จะประชาสัมพันธ์ประเทศผ่านมุมมองของนักท่องเที่ยวที่ Share ประสบการณ์ผ่าน Social Media อีกด้วย โดยเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ทุกการเชื่อมต่อ

บนโครงข่าย 5G ที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งกว้างสุด ไกลสุด สูงสุด ลึกสุดในไทย จะพร้อมเติมเต็มประสบการณ์การท่องเที่ยวครอบคลุมทุกมิติ รวมถึงสิทธิพิเศษจาก AIS POINTS ที่ “แลกได้ทั่วไทย จริงๆ” ทั้งเหนือ ใต้ ออก ตก, “ยิ่งใช้ยิ่งได้” จากการจ่ายบิล ซื้อสมาร์ทโฟนและดีไวซ์ รวมถึง  “ยิ่งโอนยิ่งเพิ่ม” เพราะสามารถโอนคะแนนจากพาร์ทเนอร์มาใช้ได้ โดยนอกจากนี้ลูกค้าก็จะได้รับประสบการณ์กินคุ้ม ช้อปฟิน ที่ร้านถุงเงินในทุกช่วงเวลาเมื่อเดินทางท่องเที่ยว และปักหมุดใช้ 1 พอยท์ แลกรับส่วนลดสูงสุด 20 บาท ที่ร้านกาแฟท้องถิ่นกว่า 800 ร้าน จาก 70 จังหวัดทั่วไทย ทั้งหมดนี้ นอกจากจะมอบประสบการณ์ความสุขแล้ว ยังได้ร่วมส่งเสริมเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วไทยให้เติบโตและแข็งแกร่งต่อไป

AIS ผนึก กสทช. กทม. การไฟฟ้า และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ถ.สุทธิสารวินิจฉัย จัดระเบียบสายสื่อสาร

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ร่วมมือกับคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กรุงเทพมหานคร การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการจัดระเบียบสายสื่อสาร โดยล่าสุดทีมวิศวกรของ AIS ได้ลงพื้นที่เพื่อดำเนินงานจัดระเบียบสายสื่อสารที่ถนนสุทธิสารวินิจฉัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดย AIS พร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดระเบียบสายสื่อสารในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพราะการจัดระเบียบสายสื่อสาร ไม่เพียงแต่จะทำให้การใช้ชีวิตประจำวันของประชาชนในพื้นที่มีความปลอดภัยมากขึ้น แต่ยังเป็นการตอบโจทย์แนวทางการจัดระเบียบเมือง ซึ่งจะช่วยพัฒนาทัศนียภาพและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้นให้กับกรุงเทพมหานครอีกด้วย

เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 9 เดือน จากออมสิน รับดบ.สูง 1.70% ต่อปี ไม่เสียภาษี

0

รับดอกเบี้ยฉ่ำๆ กับเงินฝากดอกเบี้ยสูง ต้อนรับหน้าฝน… กับเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 9 เดือน รับดอกเบี้ยสูง 1.70% ต่อปี(เทียบเท่าเงินฝากประจำ 2.00% ต่อปี) เปิดรับฝากตั้งแต่วันที่ 1 – 31 ก.ค. 67 ฝากเลยที่ธนาคารออมสินทุกสาขา
เงื่อนไข

  • เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท
  • ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท
  • ฝากได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ไม่จำกัดวงเงินรับฝากสูงสุด
  • *บุคคลธรรมดาไม่เสียภาษี ณ ที่จ่าย
  • ถอนหรือปิดบัญชีก่อนครบกำหนด ได้รับดอกเบี้ยเผื่อเรียก

รายละเอียดเพิ่มเติม > https://shorturl.asia/E6O8K
? เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

AIS ชวนปักหมุด “วันแห่งความพอยท์ อร่อยช็อกโลก” ขนทัพแบรนด์ดังฉลองวันช็อกโกแลตโลก

0

รายงานข่าวเปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ  เอไอเอส เดินหน้าเติมเต็มความสุขและความสนุกในการใช้พอยท์ ด้วยการปักหมุด “วันแห่งความพอยท์ อร่อยช็อกโลก” ร่วมฉลองวันช็อกโกแลตโลกในวันที่ 7 กรกฎาคม และตลอดทั้งเดือน ชวนลูกค้าและวัยรุ่นสยามเช็กอินทำคอนเทนต์สุดชิคที่ AIS SIAM พร้อมจัดเต็มสิทธิพิเศษผนึกกำลังร่วมกับพาร์ทเนอร์และแบรนด์ดัง ขนทัพ เมนูช็อกโกแลต ขนม และเครื่องดื่ม มาให้ลูกค้าได้เติมความหวาน แลกรับความพิเศษ ที่วันนี้เอไอเอส พอยท์ 1 คะแนน มีค่ามากกว่าเคย สามารถแลกรับส่วนลดสูงสุด 50 บาท

นางสาวโอปอล เลิศอุทัย หัวหน้าฝ่ายงานบริหารข้อเสนอและความผูกพันลูกค้า เอไอเอส กล่าวว่า “เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงการเป็นผู้นำด้านงานบริการและการดูแลลูกค้า ที่มุ่งตอบโจทย์ทุกดิจิทัลไลฟ์สไตล์ ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์บนพอยท์แพลตฟอร์ม โดยเรามีความตั้งใจในการสร้างประสบการณ์จากการใช้เอไอเอส พอยท์ ที่มีความเข้าใจในไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายและแตกต่างของลูกค้า รวมถึงยกระดับความพิเศษให้ลูกค้าสามารถเริ่มต้นใช้ 1 คะแนน ก็สามารถแลกรับความพิเศษได้มากมาย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่วันนี้เราส่งแคมเปญพิเศษ วันแห่งความพอยท์ อร่อยช็อกโลก เฉลิมฉลองต้อนรับวันช็อกโกแลตโลกกับความพิเศษที่ลูกค้าสามารถใช้ AIS Points แลกส่วนลด เครื่องดื่ม ขนม เมนูช็อกโกแลต จากพาร์ทเนอร์ที่เราจัดเต็มมาให้ลูกค้ามากมาย พร้อมแลกง่ายๆผ่านแอป myAIS”

โอปอล เลิศอุทัย หัวหน้าฝ่ายงานบริหารข้อเสนอและความผูกพันลูกค้า เอไอเอส

“กานเวลา KanVela” คราฟต์ช็อกโกแลตชื่อดัง เมนูเครื่องดื่มและขนมหวานช็อคโกแลต จากต้นโกโก้ของคนไทย เกรดพรีเมี่ยม ลูกค้าเซเรเนดใช้ 1 คะแนน แลกส่วนลดสูงสุดถึง 50 บาท เมื่อซื้อครบ 300 บาทขึ้นไป

PARADAi ภราดัย” อีกหนึ่งแบรนด์คราฟต์ช็อกโกแลตสัญชาติไทยที่กวาดรางวัลระดับโลกมาแล้วมากมาย โดยลูกค้าใช้ AIS Points เพียง 1 คะแนน แลกส่วนลด 20 บาท สำหรับเมนู Signature Chocolate Drink หรือ White Chocolate Match

หรือแม้แต่เมนูขนมและเครื่องดื่มจากแบรนด์ดังนำขบวนโดย ไอศกรีมสุดพรีเมียม Cold stone Creamery ใช้ 1 คะแนน แลกซื้อ Signature (Like it) + Waffle bowl เพียง 119 บาทเท่านั้น ตามมาด้วย เครื่องดื่มช็อกโกแลตคุณภาพจาก Nescafe Street Café ใช้ 1 คะแนน แลกรับส่วนลด 15 สำหรับเครื่องดื่มเมนูเย็นทุกชนิด โดนัทสดใหม่หลากหลายรูปแบบและรสชาติจาก Mister Donut ใช้ 1 คะแนน แลกซื้อโดนัทการฟิลด์ 5 ชิ้น เพียง 149 บาท เท่านั้น

พร้อมเมนูเครื่องดื่มจาก Coffee Arigato ใช้ 1 คะแนน แลกซื้อเครื่องดื่มขนาด 22 Oz. (ยกเว้นปั่น) เพียง 50 บาท ที่สาขาร้าน Mister Donut กาแฟพันธุ์ไทย ใช้ 1 คะแนน แลกส่วนลด 10 บาท เมื่อซื้อเครื่องดื่ม ร้อน/เย็น/ปั่น (ยกเว้นน้ำดื่มพันธุ์ไทย และน้ำสมุนไพรแบบขวด) และ บาว คาเฟ่ ใช้ 1 คะแนน แลกส่วนลด 10 บาทในทุกเมนู

“นอกจากนี้ เพื่อเพิ่มความสนุกสนานและสร้างความทรงจำชวนลูกค้ามาเก็บโมเมนต์พิเศษที่เราย้อม AIS SIAM ให้เป็นจุดเช็กอินฉลองวันช็อกโลกกันแบบฉ่ำๆ ตลอดทั้งเดือน สำหรับแคมเปญดังกล่าวสะท้อนถึงความตั้งใจของเอไอเอส ที่ต้องการมอบความสุขและความพิเศษให้กับลูกค้าในทุกๆ เทศกาล ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลเล็กหรือใหญ่ เพื่อให้ลูกค้าทุกคนได้รับประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมในทุกการใช้งานและอยู่กับ AIS” นางสาวโอปอล กล่าวทิ้งท้าย

AIS จับมือ สพฐ และ มจธ. เปิดเวที “อุ่นใจไซเบอร์ Young Creator Challenge 2024” ปั้นครีเอเตอร์วัยทีนส่งคลิปสั้นเสริมทักษะรู้ทันภัยไซเบอร์ ชิงเงินรางวัล 1.49 แสน

0

ผู้สื่อข่่าวรายงานว่า จากการทำงานร่วมกันของ AIS สำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนุบรี (มจธ.) ในการนำหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์” แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ด้านทักษะดิจิทัลหลักสูตรแรกของไทยที่ได้รับมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่วันนี้ถูกส่งต่อไปยังโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ที่ครอบคลุมเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 245 เขต รวม 29,000 โรงเรียนทั่วประเทศ ทำให้นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษาได้เข้าถึงองค์ความรู้ที่จะนำไปสู่การใช้งานออนไลน์ในโลกดิจิทัลได้อย่างถูกต้อง ปลอดภัย และสร้างสรรค์

ล่าสุด ได้ต่อยอดการทำงานเพื่อยกระดับการเรียนรู้และมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกิจกรรม “อุ่นใจไซเบอร์ Young Creator Challenge 2024” ปั้นครีเอเตอร์วัยทีน เปิดพื้นที่ให้น้องๆ นักเรียนได้โชว์ไอเดียสุดปังเพื่อกระตุ้นเตือนสังคม ผ่านคอนเทนต์ในรูปแบบคลิปวิดีโอสั้น ในหัวข้อการใช้งานออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ โดยเล่าเรื่องจากเนื้อหาหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ ชิงเงินรางวัลจำนวน 149,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า “จากนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการประจำปีงบประมาณ 2567 ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ ที่มุ่งเน้นการปลูกฝังทัศนคติ พฤติกรรม และองค์ความรู้ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์และไซเบอร์อย่างสร้างสรรค์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ตอบสนองนโยบาย โดยมุ่งมั่นในการพัฒนาเยาวชนไทยให้มีความรู้และทักษะที่ทันสมัย เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยีในปัจจุบัน ซึ่งการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และการป้องกันภัยไซเบอร์เป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญ ที่ต้องได้รับการดูแล และส่งเสริมอย่างเร่งด่วน จึงได้ทำความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และเอไอเอส ในการนำหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ ขยายผลการเรียนรู้ไปยังสถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ทั่วประเทศ นับเป็นการยกระดับภาคการศึกษาไทยให้ทั้งผู้บริหารสถานศึกษา บุคลากรทางการศึกษา ครูและนักเรียน ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีองค์ความรู้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี มุ่งมั่นที่จะให้เด็กไทยมีทักษะดิจิทัลและรู้เท่าทันภัยไซเบอร์ ซึ่งเป็นทักษะที่สำคัญและจำเป็นอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยให้เด็กไทยสามารถรับมือกับภัยออนไลน์ที่อยู่ใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน และส่งเสริมการเรียนรู้ให้เด็ก ๆ “เรียนดี มีความสุข” สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมกิจกรรม “อุ่นใจไซเบอร์ Young Creator Challenge 2024” เพื่อสร้างทักษะดิจิทัลให้แก่เยาวชนไทยให้มีความรู้และความสามารถในการใช้สื่อดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย”

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “กิจกรรม อุ่นใจไซเบอร์ Young Creator Challenge 2024 เป็นการต่อยอดการทำงานร่วมกันกับ สพฐ. และ มจธ. โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันการใช้งานบนโลกไซเบอร์ให้กับนักเรียนไทย ได้มีทักษะดิจิทัลที่รู้เท่าทันภัยในหลากหลายรูปแบบ ผ่านหลักสูตรการเรียนรู้ออนไลน์ “อุ่นใจไซเบอร์” ที่วันนี้มีนักเรียนและคนไทยเข้าถึงเนื้อหาแล้วกว่า 3.5 แสนคน

โดยกิจกรรมดังกล่าวเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการมีส่วนร่วมและสร้างสรรค์ผลงานที่เกิดจากไอเดียของน้องๆ นักเรียน เพื่อย้ำเตือนถึงภัยไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อหากเราไม่รู้เท่าทัน ซึ่งเราได้เปิดพื้นที่ให้น้องๆ นักเรียนได้รับบทเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ จากหัวข้อการใช้งานออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ ภายใต้เนื้อหาหลักของหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ 4P4ป ได้แก่

1). Practice: ปลูกฝังให้มีความรู้ ความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างถูกต้องและเหมาะสม

2). Personality: แนะนำการปกป้องความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์

3). Protection: เรียนรู้การป้องกันภัยไซเบอร์บนโลกออนไลน์

4). Participation: รู้จักการปฏิสัมพันธ์ด้วยทักษะและพฤติกรรมการสื่อสารบนออนไลน์อย่างเหมาะสม

โดยน้องๆ นักเรียนจะผลิตเป็นผลงานในรูปแบบคลิปวิดีโอสั้น บอกเล่าเรื่องราวเพื่อเน้นย้ำ ให้ความรู้ หรือแนะนำการใช้งานออนไลน์ได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเราเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยทั้งการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านดิจิทัลให้กับนักเรียนและเปิดโอกาสให้กับน้องๆ ได้แสดงความสามารถในการเล่าเรื่องและเป็นครีเอเตอร์ที่ดีได้ในอนาคต”

ทางด้าน อธิบการดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย กล่าวว่า “ในฐานะผู้ร่วมพัฒนาสื่อการเรียนการสอนหลักสูตรดิจิทัลอุ่นใจไซเบอร์ เรามีความตั้งใจในการทำงานร่วมกันกับทุกฝ่าย เพื่อให้หลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ จะช่วยให้ทุกคนที่ปรับตัวในการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัล เป็นพลเมืองดิจิทัลที่มีคุณภาพและใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์อย่างปลอดภัย โดยกิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นการต่อยอดจากหลักสูตรสู่ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กๆ ที่จะดีไซน์การเล่าเรื่องที่ปรับมาจากหลักสูตรให้กระชับ และง่ายต่อการสื่อสาร ซึ่งเป็นการตอกย้ำความรู้ความเข้าใจของเด็กๆ หลังจากเรียนหลักสูตรฯ ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมให้หลักสูตรฯ ได้เผยแพร่ออกไปสู่ประชาชนเป็นวงกว้างอีกด้วย”

กิจกรรม “อุ่นใจไซเบอร์ Young Creator Challenge 2024” เปิดรับสมัครโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ส่งผลงานเข้าร่วมแข่งขัน ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ดูรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/giftedobec?mibextid=ZbWKwL และ Facebook AIS