Home Blog Page 118

ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกร่วมรับฟังข้อมูลสร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย ในงาน Thailand Focus 2024

0
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก้าวสู่ปีที่ 50 จัดงาน “Thailand Focus 2024 : Adapting to a Changing World” เชิญผู้บริหารจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ ตลาดเงิน ตลาดทุน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) 112 บริษัท จากทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ร่วมให้ข้อมูลสร้างความเชื่อมั่น เชื่อมโยงโอกาสการลงทุนแก่ผู้ลงทุนสถาบัน 178 ราย จาก 80สถาบันทั่วโลก สะท้อนตลาดทุนไทยยังเป็นเป้าหมายการลงทุนในสายตาผู้ลงทุนต่างประเทศ

นายภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยถึงการจัดงาน Thailand Focus 2024 ครั้งที่ 18 ภายใต้แนวคิด “Adapting to a Changing World” ว่า งาน Thailand Focus เป็นเวทีสำคัญที่แสดงถึงศักยภาพการลงทุนในไทยแก่ผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลก โดยปีนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ลงทุนสถาบันทั่วโลกร่วมงาน 178 ราย จาก 80 สถาบันทั่วโลก และในจำนวนนี้มีผู้ลงทุนจากกลุ่มประเทศหลัก ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และสวีเดน ที่ให้ความสนใจเข้าร่วมงาน รับฟังความพร้อมและศักยภาพของภาคเอกชน ตลาดทุน และเศรษฐกิจไทย ซึ่งหนุนความเชื่อมั่นและดึงดูดความสนใจลงทุนในประเทศไทย โดยมีผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน 112 บริษัท จากทุกกลุ่มอุตสาหกรรมร่วมให้ข้อมูลความแข็งแกร่งธุรกิจและทิศทางการเติบโตผ่านการประชุมทั้งรูปแบบ one-on-one และ group meeting

ภากร ปีตธวัชชัย กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ

งาน Thailand Focus 2024 จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นเชื่อมโยงโอกาสการลงทุนแก่ผู้ลงทุนสถาบันต่างชาติ พร้อมนำเสนอให้เห็นถึงการปรับตัวและก้าวไปข้างหน้าของภาครัฐ ภาคตลาดทุน รวมถึงภาคเอกชนไทย โดยได้รับเกียรติจากหน่วยงานภาครัฐ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงนโยบายและโครงการภาครัฐที่จะขับคลื่อนเศรษฐกิจของไทยสู่การเติบโตในอนาคต และนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจและเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทย รวมถึงสถานการณ์ด้านสินเชื่อในภาคการเงิน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงในวงการธุรกิจและตลาดทุนที่ให้ข้อมูลการปรับตัวของตลาดทุนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่ปรับตัวต่อยอดจากจุดแข็งของประเทศไทย และศักยภาพในการที่จะคว้าโอกาสจากบริบทใหม่ของโลก

“ผู้ลงทุนต่างชาติยังให้ความสนใจและติดตามการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย การขับเคลื่อนนโยบายที่มีอยู่เดิมให้เดินหน้าและแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต ที่จะส่งผลอย่างยิ่งต่อการลงทุนและการเติบโตของประเทศและตลาดทุนไทย ในส่วนของการประชุมร่วมระหว่างบริษัทจดทะเบียนกับผู้ลงทุนสถาบัน ก็ยังคงได้รับความสนใจเช่นกัน ทั้งบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในภาคธุรกิจที่เป็นจุดแข็งของประเทศและบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ให้ความใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการก้าวเข้าสู่ธุรกิจที่เป็น New Economy” นายภากรกล่าว

AIS ชู Secure Net+ Protected by MSIG บริการป้องกันการเข้าถึงเว็บไซต์หลอกลวง แถมประกันภัยเพอร์ซัลนัลไซเบอร์จาก MSIG 

0

AIS ตอกย้ำภารกิจปกป้องการใช้งานของลูกค้าให้อุ่นใจปลอดภัยจากแก๊งมิจฉาชีพ เปิดตัวบริการ Secure Net+ Protected by MSIG ชูจุดเด่นปกป้องการใช้งานและภัยคุกคามทางไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นไวรัส มัลแวร์ เว็บไซต์ปลอมหลอกลวง พร้อมแถมประกันภัยเพอร์ซัลนัลไซเบอร์ จาก MSIG ผู้นำธุรกิจประกันภัยและบริการด้านการเงินระดับโลก ที่มอบความคุ้มครอง อาทิ การโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล และโจรกรรมเงิน หรือการถูกหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ ทางออนไลน์ ด้วยวงเงินคุ้มครองสูงสุด 50,000 บาท ภายในระยะเวลา 12 เดือน เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานออนไลน์ในโลกไซเบอร์ได้อย่างมั่นใจ

นายศรัณย์ ผโลประการ หัวหน้าธุรกิจโมบาย และสินค้าคอนซูเมอร์ AIS กล่าวว่า “ประกันภัยเพอร์ซัลนัลไซเบอร์ Secure Net+ Protected by MSIG เป็นการยกระดับและเพิ่มทางเลือกจากบริการ  AIS Secure Net โดย แถมประกันภัยคุ้มครองจาก MSIG ด้วยวงเงินคุ้มครองสูงสุด 50,000 บาท ภายในระยะเวลา 12 เดือน นับแต่เมื่อสมัครบริการ เพื่อช่วยป้องกันความเสี่ยงจากการเข้าถึงเว็บไซต์อันตรายหรือหลอกลวง และยังคุ้มครองจากภัยไซเบอร์ที่แฝงมากับการใช้งานในหลากหลายรูปแบบ นับเป็นอีกหนึ่งบริการที่ตอกย้ำถึงเป้าหมายการทำงานของ AIS ในฐานะผู้ให้บริการดิจิทัลที่มุ่งสร้างสังคมการใช้ดิจิทัลให้มีความเหมาะสมและสร้างสรรค์ เป็นโครงข่ายอัจฉริยะที่มีปลอดภัยในทุกการใช้งานสำหรับของลูกค้าและคนไทย”

นายรัฐพล กิติศักดิ์ไชยกุล กรรมการผู้อำนวยการ บมจ. เอ็ม เอส ไอ จี ประกันภัย (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ทาง MSIG รู้สึกดีใจที่ได้ผนึกกำลังกับทาง AIS มอบผลิตภัณฑ์ประกันภัยเพอร์ซัลนัลไซเบอร์ที่ตอบโจทย์ป้องกันความเสี่ยงทางไซเบอร์ในปัจจุบัน สำหรับบริการ Secure Net+ Protected by MSIG เป็นบริการประกันภัยที่มอบความคุ้มครองจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นไวรัส มัลแวร์ หรือเว็บไซต์หลอกลวง ด้วยวงเงินคุ้มครองสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาทที่มอบความคุ้มครองใน 4 รูปแบบหลัก

  • การคุ้มครองการสูญเสียเงินจากการถูกโจรกรรมทางการเงินออนไลน์ (Theft of Funds) ให้ความคุ้มครองไม่เกิน 50,000 บาท
  • การคุ้มครองความเสียหายจากการถูกขโมยข้อมูลส่วนบุคคล (Identity Theft) ให้ความคุ้มครองไม่เกิน 50,000 บาท
  • การคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการกู้คืนข้อมูลที่สูญหายหรือเสียหายจากการโจมตีทางไซเบอร์ (Data Restoration) ให้ความคุ้มครองไม่เกิน 25,000 บาท
  • การคุ้มครองความเสียหายจากการซื้อสินค้าหรือบริการออนไลน์ที่ไม่ได้รับสินค้า (E-Commerce Shopping) ให้ความคุ้มครองไม่เกิน 25,000 บาท

ทั้งนี้ วงเงินคุ้มครองข้อ 1-4 รวมกันจะไม่เกิน 50,000 บาท ตลอดระยะเวลาประกันภัย 12 เดือน”

โดยวันนี้ลูกค้าสามารถสมัครบริการ Secure Net+ Protected by MSIG จะแถมประกันภัยไซเบอร์จาก MSIG ในราคาสุดคุ้มเดือนละ 39 บาทเท่านั้น สมัครง่ายๆ เพียงกด *689*10# โทรออก หรือรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.ais.th/consumers/lifestyle/apps-and-services/aunjai-cyber/securenet-plus

AIS ชวนคนไทยเชียร์ทัพนักกีฬาไทย คว้าเหรียญรางวัลในศึกพาราลิมปิกเกมส์ ปารีส 2024 ดูฟรีทุกเครือข่ายบน AIS PLAY

0

AIS เตรียมส่งมอบความสุขให้กับคนไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำความบันเทิงด้านความหลากหลายของคอนเทนต์ กับการถ่ายทอดสดมหกรรมกีฬาระดับโลก พาราลิมปิกเกมส์ ปารีส 2024 ในฐานะ Official Broadcaster อย่างเป็นทางการ พร้อมชวนคนไทยร่วมส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทยหัวใจเหล็กทั้ง 79 คนใน 15 ประเภทกีฬา ยิงสด มากที่สุด จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ให้คนไทยได้รับชมผ่าน AIS PLAY ในทุกช่องทาง รับชมฟรี! ทุกเครือข่าย พร้อมจัดเต็มทั้งไฮไลท์และการรับชมย้อนหลังให้ลูกค้า AIS รับชมฟรี

นางสาวรุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ หัวหน้าส่วนงาน AIS PLAY กล่าวว่า “หลังจากที่ AIS ทำหน้าที่สำคัญในการถ่ายทอดสดการแข่งขันโอลิมปิก เกมส์ ปารีส 2024 ในฐานะ Official Broadcaster ซึ่งได้ผลตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดีถึงการนำความสุขมาให้คนไทยได้รับชมโดยเฉพาะการคว้าเหรียญรางวัลของทัพนักกีฬาไทยทั้ง เทควันโด แบดมินตัน มวยสากล ยกน้ำหนัก รวมถึงการแข่งขันในกีฬาชนิดต่างๆ ที่สร้างความประทับใจมากมาย และเพื่อเป็นการตอกย้ำการนำคอนเทนต์ระดับโลกที่สร้างความสุขมาให้คนไทยได้รับชม AIS ขอเป็นส่วนหนึ่งในส่งต่อความทรงจำความสำเร็จของนักกีฬาไทยอีกครั้งกับการถ่ายทอดสดการแข่งขัน พาราลิมปิก เกมส์ ปารีส 2024 ในฐานะ Official Broadcaster มหกรรมกีฬาคนหัวใจเหล็กที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมาให้คนไทยได้รับชมฟรีทุกเครือข่ายผ่าน AIS PLAY แบบจัดเต็มอีกครั้ง”

สำหรับทีมชาติไทยในปีนี้ มีนักกีฬาพาราลิมปิกเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 79 คนใน 15 ประเภทกีฬา การแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงถึงความเข้มแข็งและศักยภาพของนักกีฬาหัวใจเหล็กของไทย แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนไทยทุกคนได้รับชมและร่วมส่งแรงใจเชียร์ทัพนักกีฬาไทยให้คว้าเหรียญรางวัลมาฝากคนไทย

AIS PLAY พร้อมประเดิมการถ่ายทอดสดพิธีเปิดในวันที่ 29 ส.ค. 2567 เวลา 01.00 น. (คืนวันที่ 28 ส.ค. 2567) ซึ่งเป็นครั้งแรกที่พิธีเปิดถูกจัดขึ้นนอกสนามกีฬาเช่นเดียวกับพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกของปีนี้ โดยขบวนพาเหรดจะเคลื่อนผ่านถนนช็องเซลีเซ ไปจนถึงจัตุรัสคองคอร์ด ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญและเป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีส โดยมีหอไอเฟลเป็นฉากหลัง พร้อมยิงยาวการถ่ายทอดการแข่งขันแบบจัดเต็มถึง 8 กันยายน 2567

โดยการถ่ายทอดสดครั้งนี้ AIS PLAY ได้เตรียมถึง 10 ช่องกีฬา มากที่สุดในไทย พิเศษบรรยายไทย 2 ช่อง แบบ FULL HD ให้คนไทยดูฟรีทุกเครือข่าย พร้อมไฮไลท์และรีรันให้ลูกค้าเอไอเอสชมฟรี รับชมได้ในทุกช่องทางของ AIS PLAY ทั้งแอปพลิเคชันบนมือถือ กล่อง AIS PLAYBOX, SAMSUNG Smart TV, Apple TV และเว็บไซต์ https://aisplay.ais.co.th/portal/ สามารถดูตารางการแข่งขัน ได้ที่ www.ais.th/paralympic

นอกจากนี้ AIS ยังส่งต่อประสบการณ์การรับชมการถ่ายทอดสดโอลิมปิก เกมส์ ปารีส 2024 ให้ลูกค้า 3BB Fibre3 ได้รับชมผ่านกล่อง GIGA TV และ GIGA TV App แบบส่งผ่านสัญญาณจาก AIS PLAY ถึง 10 ช่อง พร้อมไฮไลท์ และรีรัน

กินอาหารปลอดภัย ใส่ใจสุขภาพ ในภาวะอุทกภัย

0

ผู้เชี่ยวชาญ แนะนำผู้ประสบอุทกภัย ควรคำนึงถึงความปลอดภัยในอาหารเป็นสำคัญ เพื่อป้องกันการเกิดโรคติดต่อทางอาหารและน้ำ ควบคู่กับการกินอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ ให้ได้รับสารอาหารที่จำเป็นและพลังงานเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เป็นการรักษาสุขภาพให้แข็งแรงในช่วงสถานการณ์น้ำท่วม ด้านหน่วยงานช่วยเหลือ ควรหลีกเลี่ยงมอบอาหารที่บูดง่าย ให้เลือกอาหารที่สามารถเก็บได้นาน และตรวจสอบคุณภาพอาหารก่อนนำไปมอบทุกครั้ง

ดร.วนะพร ทองโฉม

ดร.วนะพร ทองโฉม นักสุขศึกษา (นักกำหนดอาหารวิชาชีพ) งานสร้างเสริมสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ ทำให้ประชาชนจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน ทั้งในเรื่องที่อยู่อาศัย สาธารณูปโภคต่างๆ และที่สำคัญคือเรื่องของอาหารการกิน เนื่องจากอาหารเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิต

“ในภาวะน้ำท่วม ผู้ประสบภัยไม่สามารถประกอบอาหารเองได้ และไม่สะดวกในการออกไปซื้ออาหาร จึงจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เข้ามาดูแล ทั้งในรูปแบบอาหารที่ปรุงสำเร็จ และอาหารแห้งที่สามารถกักตุนไว้กินได้หลายวัน ทั้งนี้ เรื่องอาหารการกิน ยังคงจำเป็นต้องใส่ใจความสะอาด และความปลอดภัยเป็นหลัก ที่สำคัญวัตถุดิบอาหารต้องมีคุณภาพดี เนื่องจากอาหารเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีวิต ต้องระมัดระวังและตรวจสอบคุณภาพตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงผู้รับ เพื่อให้อาหารปลอดภัยต่อการบริโภคและดีต่อสุขภาพ” ดร.วนะพร กล่าว

สำหรับอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงในการนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย คือ อาหารที่เสียง่ายหรือบูดง่าย ได้แก่

  1. อาหารที่ปรุงด้วยกะทิ เพราะอาหารไทยหลายเมนูมักใช้กะทิเป็นส่วนประกอบหลัก ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาว เช่น แกงเขียวหวาน แกงพะแนง และอาหารหวาน ที่มีส่วนผสมของกะทิ ซึ่งกะทิมีองค์ประกอบของสารอาหารที่เอื้อต่อการเจริญของจุลินทรีย์ที่เป็นตัวการทำให้อาหารเสียง่าย
  2. อาหารประเภทลาบหรือยำ เนื่องจากวัตถุดิบผ่านการลวกหรือรวนซึ่งเป็นการผ่านความร้อนเพียงระยะเวลาสั้น ๆ ไม่สามารถทำลายจุลินทรีย์ก่อโรคได้
  3. อาหารที่ใส่ผักลวก ในเมนูน้ำพริกต่าง ๆ มีการใส่ผักลวกหรือผักต้มไปในกับข้าวอื่น ๆ จะทำให้อาหารมีความชื้น และเสียง่าย
  4. ข้าวผัด เนื่องจากข้าวผัดจะมีความชื้นและข้าวเป็นอาหารกลุ่มที่มีความเป็นกรดต่ำ เอื้อต่อการเจริญของแบคทีเรียก่อโรค

ส่วนอาหารปรุงสดที่ควรเลือก คือ อาหารที่ไม่เสียง่ายหรือบูดยาก เก็บไว้ได้นาน และมีคุณค่าโภชนาการ โดยแนะนำให้แยกข้าวออกจากกับข้าว เพื่อทำให้อาหารบูดช้าลง อาทิ

  1. ข้าวสวย หรือ ข้าวเหนียว + เนื้อสัตว์ (หมู/ไก่/เนื้อ/ปลา) ทอด ย่างหรืออบ หรือ ไข่เจียว/ไข่ต้ม + ผัดผัก
  2. ข้าวสวย + กับข้าวประเภทผัดหรือต้มที่ใส่เนื้อสัตว์และผัก (ไม่มีส่วนผสมของแป้งและกะทิ)
  3. ผลไม้ที่ยังไม่ได้ปลอกเปลือกหรือยังไม่หั่น เช่น กล้วย ส้ม แอปเปิ้ล ฝรั่ง มะม่วง แตงโม

สำหรับอาหารที่เก็บไว้ได้นาน และเหมาะสำหรับนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย อาทิ

  1. ปลากระป๋อง เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแมคเคอเรล
  2. อาหารปรุงสำเร็จบรรจุกระป๋อง
  3. ไข่
  4. ผักสดที่เก็บได้นาน เช่น กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว แตงกวา มะเขือ
  5. นมพลาสเจอร์ไรซ์
  6. ขนมปังกรอบหรือเครกเกอร์

ดร.วนะพร แนะนำว่า ลักษณะอาหารที่ไม่ควรกิน เสี่ยงเป็นอาหารที่เสีย สามารถสังเกตจาก 3 สัญญาณต่อไปนี้

  1. กลิ่นของอาหารเปลี่ยน เช่น กลิ่นเปรี้ยว กลิ่นหืน กลิ่นบูด
  2. เนื้อสัมผัสอาหารเปลี่ยนไป เช่น เป็นเมือก เป็นฟอง
  3. รสชาติเปลี่ยน เช่น เปรี้ยว ขม

สำหรับข้อสังเกตอาหารปรุงสำเร็จ หรืออาหารบรรจุกระป๋อง ที่ไม่ควรรับประทาน ได้แก่

  1. อาหารที่หมดอายุแล้ว
  2. อาหารที่บรรจุภัณฑ์อยู่ในสภาพที่ไม่ปลอดภัย เช่น กระป๋องเป็นสนิม ถุงฉีกขาดมีรอยรั่ว
  3. อาหารที่ขึ้นรา เช่น มีใยสีขาว มีจุดสีดำบนอาหาร

ในขณะที่ น้ำดื่ม ควรเลือกจากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐาน ส่วนน้ำใช้ แนะนำใช้น้ำจากแหล่งน้ำที่มั่นใจได้ในความสะอาด กวนสารส้ม หยดคอรีน ป้องกันเชื้อโรคที่มากับน้ำ

ดร.วนะพร กล่าวย้ำว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม สุขภาพยังเป็นสิ่งที่ทุกคนควรคำนึงอยู่เสมอ หากเจ็บป่วยในขณะที่อยู่ในสถานการณ์น้ำท่วมยิ่งจะสร้างความลำบากในการเดินทางไปสถานพยาบาลเพื่อรับการรักษา ดังนั้น จึงต้องใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของอาหารที่รับประทานเป็นลำดับแรก ควบคู่กับคุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่กินในแต่ละวันเพื่อให้ได้รับพลังงานและสารอาหารที่จำเป็นเพียงพอกับความต้องการของร่างกาย.

ซีพีเอฟ  หนุนกรมประมงปราบปลาหมอคางดำ ลงแขกลงคลองใน 13 จังหวัด กำจัดปลาได้กว่า 15,000 กก.

0

ประมงจังหวัดราชบุรี ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมประมง หน่วยงานในพื้นที่ ผู้นำชุมชน ชาวบ้านในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ลงพื้นที่ทำกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” กำจัดปลาหมอคางดำออกจากลำคลอง ในตำบลโพหัก อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ประมงราชบุรีย้ำสถานการณ์ปลาหมอคางดำในจังหวัดพบปลาไม่หนาแน่น

จนถึงวันนี้ ซีพีเอฟเดินหน้าสนับสนุนกรมประมงปฏิบัติการจับปลาหมอคางดำในกิจกรรม ลงแขกลงคลองในพื้นที่ต่างๆ แล้วรวม 13 จังหวัด ช่วยล่าปลาออกจากแหล่งน้ำได้ร่วม 15,000 กิโลกรัมแล้ว พร้อมมอบปลานักล่าปล่อยสู่แหล่งน้ำตามแนวทางกรมประมงแล้ว 64,000 ตัว

นายอนันต์ สุนทร ประมงจังหวัดราชบุรี กล่าวว่า สถานการณ์ปลาหมอคางดำในราชบุรีพบใน 6 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง โพธาราม ดำเนินสะดวก ปากท่อ บางแพ และวัดเพลง สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นครั้งนี้ ที่คลองในตำบลโพหัก อ.บางแพ ได้รับความร่วมมือจากชุมชนและซีพีเอฟใช้แหและตาข่ายจับปลาหมอคางดำขึ้นมาได้ 20 กิโลกรัม จึงแบ่งปันให้ชุมชนนำกลับไปบริโภค

“ในราชบุรียังพบปลาหมอคางดำไม่หนาแน่น มีการแพร่กระจายประมาณ 10% ของสัตว์น้ำทั้งหมด ประมงราชบุรีกำหนดแผนกำจัดปลาในแหล่งน้ำอย่างจริงจัง มีทีมเฉพาะกิจออกไปจับปลาในคลองต่างๆ ทันทีที่ได้รับแจ้งเบาะแส และมอบเครื่องมือประมงให้ผู้นำชุมชนเพื่อช่วยกันจับปลาขึ้นจากแหล่งน้ำให้มากที่สุด เตรียมปล่อยปลาผู้ล่าลงไปเพื่อควบคุมประชากรปลาหมอคางดำ” นายอนันต์กล่าว  

ด้านนายอดิศร์ กฤษณวงศ์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานรัฐกิจและเอกชนสัมพันธ์ ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทเดินหน้าบูรณาการกรมประมง ขับเคลื่อน 5 โครงการเชิงรุกจัดการปัญหาปลาหมอคางดำอย่างเต็มกำลัง ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม โครงการรับซื้อปลาเพื่อทำปลาป่น 2,000,000 กิโลกรัมในราคา 15 บาทต่อกิโลกรัม ที่วันนี้สามารถรับซื้อได้มากกว่า 800,000 กิโลกรัมแล้ว  โครงการสนับสนุนปล่อยปลานักล่าลงสู่แหล่งน้ำตามแนวทางกรมระมง ซึ่งมอบปลาเพื่อปล่อยแล้ว 64,000 ตัว ในสมุทรสงคราม สมุทรสาคร จันทบุรี และระยอง  โครงการสนับสนุนการจับปลาออกจากแหล่งน้ำ ที่ซีพีเอฟได้เดินหน้าสนับสนุนกรมประมงจัดกิจกรรมลงแขกลงคลองแล้วใน 13 จังหวัด ช่วยจับปลาออกจากแหล่งน้ำได้มากกว่า 15,000 กิโลกรัมแล้ว นอกจากนี้  โครงการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยนำปลาไปใช้ประโยชน์  และโครงการสนับสนุนสถาบันการศึกษาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเพื่อตัดวงจรและควบคุมการแพร่พันธุ์ของปลาชนิดนี้ในระยะยาว

สำหรับกิจกรรมลงแขกลงคลองปลาหมอคางดำโดยเร็วที่สุด  ซึ่งจนถึงวันนี้ บริษัทได้สนับสนุนการจัด “ลงแขกลงคลอง” ในพื้นที่รวม 13 จังหวัด ประกอบด้วย สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ระยอง เพชรบุรี นครปฐม ชุมพร สุราษฎร์ธานี  นครศรีธรรมราช ล่าสุดราชบุรี  สามารถจับปลาออกจากแหล่งน้ำได้แล้วมากกว่า 15,000 กิโลกรัม และพร้อมขยายความร่วมมือกับจังหวัดอื่นๆ ต่อเนื่อง เพื่อร่วมมือฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำ.

‘รวมพลังชุมชน’ ปราบปลาหมอคางดำ

0

ความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ หน่วยงานราชการ ภาคเอกชน และพลังของชุมชน เป็นแนวทางสำคัญในการกำจัดปลาหมอคางดำ

ซีพีเอฟ ยังคงเดินหน้าบูรณาการขับเคลื่อน 5 โครงการเชิงรุก ภายใต้ความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน ทั้งกรมประมง ภาคประชาสังคม คณาจารย์และนักวิชาการ เพื่อเร่งกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง

เริ่มจาก 1. โครงการร่วมกับกรมประมงรับซื้อปลาเพื่อทำปลาป่น 2 ล้านกิโลกรัม ปัจจุบันร่วมมือกับโรงงานปลาป่นในสมุทรสาคร จัดซื้อปลาไปแล้วกว่า 750,000 กิโลกรัม และยังคงเปิดรับซื้อต่อเนื่อง

  1. โครงการปล่อยปลานักล่า 2 แสนตัว สู่แหล่งน้ำ ตามแนวทางของกรมประมง ปัจจุบันส่งมอบปลากะพงขาวไปแล้ว 64,000 ตัว พบว่าพื้นที่สมุทรสงครามมีจำนวนปลาหมอคางดำลดลงไปกว่า 80%
  2. โครงการสนับสนุนกรมประมง เปิดปฏิบัติการไล่ล่าปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง โดยซีพีเอฟร่วมกับประมงจังหวัด 12 จังหวัด ด้วยการมอบอุปกรณ์จับปลา สนับสนุนกำลังคน อาหาร และน้ำดื่ม พร้อมสนับสนุนโครงการผลิตน้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  3. โครงการร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการนำปลาไปใช้ประโยชน์ อย่างเช่น แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆได้หลากหลายเมนู

และ 5. โครงการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ มหาวิทยาลัย ทั้งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการศึกษาวิจัยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อตัดวงจรและควบคุมการแพร่พันธุ์ของปลาชนิดนี้ในระยะยาว.

ซีพี-ซีพีเอฟ ผนึกกำลัง ส่งอาหารจากใจ บรรเทาความเดือดร้อน สู้ภัยน้ำท่วมภาคเหนือ

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ผนึกกำลังร่วมกับบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้แก่ ซีพีออลล์, ซีพี แอ็กซ์ตร้า แม็คโคร โลตัส, ข้าวตราฉัตร, ซีพีแรม, เจียไต๋ และทรู คอร์ปอเรชั่น เดินหน้าโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม” โดยนำอาหารสดและน้ำดื่ม ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น พร้อมส่งกำลังใจให้พี่น้องที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ

นายชัยนรงค์ วงศ์ใหญ่ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน พร้อมด้วย พล.ต.คณิศร อาสมะ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 38 พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน และนายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน รับมอบวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารพร้อมรับประทานจากจิตอาสาเครือซีพี ได้แก่ เนื้อไก่ 400 กิโลกรัม เนื้อหมู 400 กิโลกรัม ไข่ไก่ 12,000 ฟอง น้ำดื่มซีพี 12,000 ขวด ข้าวตราฉัตร 2,000 กิโลกรัม อาหารพร้อมรับประทาน รวมถึงสิ่งของที่จำเป็น อาทิ ถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภค 1,000 ชุด รถโมบายสัญญาณทรู 5G เพื่อสนับสนุนโรงครัว 10 แห่ง ให้กลุ่มแม่บ้านจิตอาสา ใช้สำหรับปรุงอาหาร เพื่อแจกจ่ายให้ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใน 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองน่าน อ.ภูเพียง อ.ท่าวังผา และ อ.เวียงสา

ด้าน นายพุฒิพงศ์ ศิริมาตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย รับมอบอาหารสด ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด ไข่ไก่จากซีพีเอฟ และน้ำดื่ม ให้แก่โรงครัวพระราชทาน กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 ในองค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โดยมี พ.อ.สิงหนาท โลสุยะ รักษาราชการ รองเสธนาธิการ มณฑลทหารบกที่ 37

พร้อมกันนี้ จิตอาสากลุ่มธุรกิจห้าดาวภาคเหนือ ลงพื้นที่มอบข้าวสารและน้ำดื่ม แก่ศาลากลางจังหวัดเชียงราย และเทศบาลเมืองดอกคำใต้ จ.พะเยา เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม” ของซีพีเอฟ ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ประสบอุทกภัย โดยจิตอาสาซีพีเอฟระดมสรรพกำลังกับบริษัทในเครือซีพี ร่วมกับหลายภาคส่วนลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนได้เข้าถึงอาหารและของใช้ที่จำเป็นอย่างเพียงพอ พร้อมทั้งเตรียมขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ต่อไป .

ชมศิลปะอยุธยาดั้งเดิม สืบต่อลมหายใจแห่งอยุธยา ณ เมืองพริบพรี หรือ เพชรบุรี

0

คำกล่าวที่ว่า หากอยากสัมผัสอยุธยาที่ยังมีลมหายใจ ต้องมาเยือนจังหวัดเพชรบุรี หรือ เมืองพริบพรี ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกินจริงแต่อย่างใด เมื่อผู้เขียนมีโอกาสเดินทางท่องเที่ยวในเส้นทางลุ่มน้ำเพชรบุรี ทำให้มีโอกาสได้ชมวัดเก่าที่สร้างตั้งแต่สมัยอยุธยามีอยู่มากมาย ซึ่งแ่ต่ละแห่งล้วนมีความโดดเด่นของสถาปัตยกรรมและศิลปะแบบสมัยอยุธยา และมีความสวยงามที่ข้ามเวลาจากอดีตมาสู่ปัจจุบัน

วัดใหญ่สุวรรณาราม วรวิหาร

วัดเก่าสมัยอยุธยาในจังหวัดเพชรบุรีที่ผู้เขียนเคยเดินทางมาก่อนหน้านี้ คือ วัดใหญ่สุวรรณาราม วรวิหาร ซึ่งครั้งนั้น ก็รู้สึกประทับใจในความงดงามและความขลังของลวดลายภาพวาดฝาผนังในพระอุโบสถที่มีอายุประมาณ 300 ปี ซึ่งเลือนรางไปกาลเวลา แต่ก็ยังมีความสวยงาม และอวดฝีมือของช่างโบราณในสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี

อุโบสถเก่า วัดลาดศรัทธาธรรม

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ ผู้เขียนมีโอกาสได้แวะเที่ยววัดเก่าอีกสองสามวัดที่อยู่ในเส้นทางนอกเมืองออกไป ยิ่งรู้สึกหลงเสน่ห์ในความเก่าขลังของโบราณสถานในจังหวัดเพชรบุรี เริ่มตั้งแต่ วัดลาดศรัทธาราม ที่บ้านลาด ริมแม่น้ำเพชรบุรี ที่นี่เราจะได้ชมความงามของอุโบสถเก่าที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ ผู้เขียนเดินรอบอุโบสถเพื่อชมความงามของลวดลายปูนปั้นตามซุ้มประตูและหน้าต่าง รวมถึงหน้าบรรณที่เป็นปูนปั้นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑยุคนาค ซึ่งแม้จะเดินทางผ่านเวลามาแสนนาน แต่ลวดลายตลอดจนสีสันที่คงอยู่ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หากสภาพสมบูรณ์จะงดงามขนาดไหน แต่ก็รู้สึกอดห่วงไม่ได้ เพราะปัจจุบันตัวอุโบสถมีสภาพชำรุดทรุดโทรมมากทีเดียว

จากนั้นเราเดินทางย้อนกลับเข้ามาในเมือง เพื่อมาที่วัดสระบัว ซึ่งตั้งอยู่ที่คลองกระแชง ไม่ไกลจากบริเวณด้านหนัาทางเข้าเขาวัง ที่นี่ เราะจะได้ชมอุโบสถเก่าที่ภายในมีลวดลายปูนปั้นโบราณ ตัวอุโบสถมีรูปทรงอ่อนโค้งเหมือนเรือสำเภา จากข้อมูลที่ทราบคือ สถาปัตยกรรมของอุโบสถแห่งนี้เป็นเหมือนตอนแรกเมื่อสร้างวัด และยังไม่เคยผ่านการบูรณะมาก่อนเลย ดังนั้น หากเราต้องการชมศิลปะอยุธยาแบบแท้ๆ ที่ไม่มีการเสริมเติมแต่ง ต้องมาชมที่วัดสระบัวแห่งนี้

นอกจากทั้งสองวัดที่กล่าวมาแล้ว ยังมีวัดเกาะ ซึ่งตั้งอยูบริเวณหัวถนนพานิชเจริญ เป็นอีกวัดที่ควรค่ากับการมาเที่ยวชม เพราะเป็นวัดเก่าสมัยอยุธยาอีกแห่งที่มีจุดเด่นคือ ภาพเขียนเก่าแก่ จิตรกรรมบนฝาผนังทั้ง 4 ด้านภายในอุโบสถที่มีอายุกว่า 300 ปี แต่ยังคงทำหน้าที่อวดสีสันและความสวยงามของฝีมือช่างวาดในอดีตให้คนรุ่นหลังได้ชมกัน

จิตรกรรมฝาผนังในอุโบสถวัดเกาะ

ตลอดแนวถนนพานิชเจริญ ยังมีความน่าสนใจ เพราะเป็นย่านการค้าสำคัญในอดีตของเมืองเพชรบุรี จึงมีบ้านเรือนเก่าตั้งอยู่เรียงรายตลอดทาง และเปิดบ้านรอต้อนรับนักท่องเที่ยวให้เข้าชม ไม่ว่าจะเป็นบ้านทำขนมครูปราณี , บ้านของช่างทองโบราณ, บ้านโบราณจันทเพ็ญ เป็นต้น และเมื่อถึงเวลาช่วงเย็นของทุกวันเสาร์ ถนนพานิชเจริญ ก็จะเปลี่ยนเป็นถนนคนเดิน โดยปิดถนนให้ชาวบ้านนำของมาตั้งร้านขาย ทั้งอาหาร ของกิน สินค้า ของที่ระลึกต่างๆ ตลอดจนมีการการแสดงศิลปรวัฒนธรรม และกิจกรรมต่างๆ สร้างความเพลิดเพลินใจในยามเย็นแก่ผู้มาเดินเที่ยวชม โดยถนนคนเดินจะเริ่มเปิดตั้งแต่เวลาห้าโมงเย็นยาวไปจนถึงสามทุ่มของทุกวันเสาร์

แทนที่จะนึกถึงแต่ชะอำ หรือเป็นทางผ่านขับรถข้ามไปประจวบฯ ในตัวจ.เพชรบุรี ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปอยู่มากมาย หากใครชอบเที่ยววัด อยากชมศิลปะอยุธยาแท้ๆ ขอแนะนำให้แวะมาเที่ยวชมวัดเก่าที่นี่ รับรองว่าต้องรู้สึกอิ่มเอมใจแน่นอน หรือหากมีเวลา ก็สามารถแวะเที่ยวชมสวนตาลลุุงถนอม ที่จะเห็นต้นตาลเป็นดงตาล พร้อมกับชมการสาธิตปีนต้นตาล และแวะอุดหนุนสินค้าของชาวบ้านได้อีกด้วย

“สาระ ล่ำซำ” รับรางวัล Executive Champion of the Year ตอกย้ำภาพผู้นำธุรกิจประกันชีวิตที่แข็งแกร่งและโดดเด่นของเอเชีย

0

เมืองไทยประกันชีวิต ปลื้มนายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) รับรางวัล “Executive Champion of the Year” ในงาน 9th Asia Trusted Life Agents & Advisers Awards 2024 นับเป็นการรับรางวัลดังกล่าวเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งจัดโดยนิตยสาร Asia Insurance Review และ Asia Advisers Network   

รางวัล Executive Champion of the Year” เป็นรางวัลที่มอบให้กับผู้บริหารองค์กรธุรกิจประกันชีวิตที่มีคุณสมบัติโดดเด่นในด้านการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เปิดกว้างรับฟังไอเดียใหม่ และมุ่งเน้นพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งแก่ธุรกิจให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยหลักเกณฑ์ของผู้ที่ได้รับรางวัลมาจากการคัดเลือกผู้ประกอบการชั้นนำในภูมิภาคเอเชีย และผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ และผู้บริหารในระดับแนวหน้าของเอเชีย รวมถึงหน่วยงานกำกับดูแลธุรกิจประกันภัย

ทั้งนี้ นายสาระ ล่ำซำ เป็นผู้บริหารเพียงรายแรกและรายเดียวจากธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทยที่ได้รับรางวัลประเภท “Executive Champion of the Year 2024” แห่งภูมิภาคเอเชียในครั้งนี้ ซึ่งเป็นการรับรางวัลดังกล่าวเป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งที่ 1 รับรางวัลในปี 2019 การได้รับรางวัลอันทรงเกียรติดังกล่าวสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของการเป็นผู้นำที่มุ่งมั่นนำพาธุรกิจประกันชีวิตและบริษัท สามารถก้าวตามการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีใหม่มาสร้างนวัตกรรมเพื่อสนองความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบัน อีกทั้งยังเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการพัฒนาช่องทางการขายผ่านตัวแทนให้เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานระดับสากล อาทิ คุณวุฒิ MDRT ที่สะท้อนถึงความเป็นเลิศในการขาย และคุณวุฒิ GAMA ที่มุ่งเน้นทักษะการบริหารทีมและการสร้างทีมงานคุณภาพ เป็นต้น

นายสาระ ล่ำซำ กล่าวว่า “ผมเชื่อว่าทุกคนมีความต้องการและแรงบันดาลใจที่แตกต่างกันเพื่อความมั่นคงในชีวิต การใช้การเล่าเรื่องจากประสบการณ์ของแต่ละคน เพื่อทำให้ลูกค้าตระหนักถึงความสำคัญของประกันชีวิต จะช่วยเพิ่มโอกาสในการขายและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ “ชิลด์ไลฟ์” ที่เน้นการคุ้มครองที่ครอบคลุม ซึ่งคำว่า “ชิลด์” ไม่เพียงหมายถึงการป้องกัน แต่ยังสื่อถึงคำในภาษาไทยที่มีความหมายว่า ‘ผ่อนคลาย’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความง่ายดายและความสะดวกสบาย”

สำหรับในปีที่ผ่านมา บริษัทได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ผลิตภัณฑ์นี้ให้ความคุ้มครองเต็มรูปแบบสำหรับการดูแลในบ้านพักคนชรา ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทยที่ต้องการความมั่นคงทางการเงินหลังเกษียณ ภายใต้การขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรมของคุณสาระ และได้รับการสนับสนุนจากความร่วมมือกับบ้านพักคนชราชั้นนำทั่วประเทศ ทำให้ผลงานการขายสัญญาเพิ่มเติมคุ้มครองสุขภาพและโรคร้ายแรง เติบโต 7% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และอยู่ในอันดับที่ 2 ของภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ ในปี 2023 บริษัทมีตัวแทนที่สามารถพิชิตคุณวุฒิ MDRT จำนวน 325 คน เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน และมีตัวแทนที่ได้รับการรับรองคุณวุฒิ GAMA จำนวน 152 คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสัดส่วนของตัวแทนที่มีคุณสมบัติเพิ่มขึ้น ส่งผลให้คะแนน NPS หรือคะแนนการมีส่วนร่วมของลูกค้า ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 58 คะแนน เพิ่มขึ้น 17 คะแนนจากปีก่อนหน้า คิดเป็นการเติบโต 23%

บจ. mai รายงานผลดำเนินงาน 6 เดือน ปี 2567 ยอดขายรวม 104,296 ล้านบาท กำไรสุทธิรวม 6,101 ล้านบาท

0

บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนปี 2567 มียอดขายรวม 104,296 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7% ต้นทุนขาย และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 5.6% และ 4.1% ตามลำดับ ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 44.8% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนใน mai จำนวน 212บริษัท คิดเป็น 96% จากทั้งหมด 221 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด) นำส่งผลการดำเนินงาน โดย 6 เดือน ปี 2567 พบ บจ. รายงานกำไรสุทธิจำนวน 152 บริษัท คิดเป็น 72% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ mai

ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนปี 2567 ของ บจ. mai เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน มียอดขาย 104,296 ล้านบาท และต้นทุนขาย 76,217 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7% และ 5.6% ตามลำดับ ส่งผลให้มีกำไรขั้นต้น 28,079 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.6% และมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 19,727 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.1% ทำให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 8,352 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 6,101 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.8% และ 80.5 % ตามลำดับ ซึ่งหากไม่นับรวมบริษัทจดทะเบียน 5 อันดับแรก ที่มีผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นจากการ Turn around กำไรสุทธิจะเป็น 4,949 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22.8% อย่างไรก็ตาม งวด 6 เดือน ปี 2567 บจ. มีความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น โดยพิจารณาจาก Gross Profit Margin Operating Profit Margin และ Net Profit Margin อยู่ที่ระดับ 26.9% 8.0% และ 5.7% เพิ่มขึ้น 1.4% 2.0% และ 2.3% ตามลำดับ
“ภาพรวมผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนปี 2567 ของ บจ. ใน mai ปรับตัวดีขึ้น บจ. มีการควบคุมทั้งต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารมาตั้งแต่ไตรมาสแรกในปีนี้ ทำให้ความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น และหากพิจารณารายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่ายอดขายเติบโตในเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ยกเว้นกลุ่มทรัพยากรที่มียอดขายลดลงเล็กน้อย แต่หากพิจารณากำไรจากการดำเนินงานและกำไรสุทธิ เกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรมมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น มีเพียงกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเทคโนโลยีที่มีกำไรลดลง” นายประพันธ์กล่าว

ในส่วนของฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 333,749 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากสิ้นปี มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.76 เท่า ลดลงจากสิ้นปี 2566 ที่เท่ากับ 0.77 เท่า

ปัจจุบันมี บจ.ใน mai 221 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 23 สิงหาคม 2567) ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 329.40 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) อยู่ที่ 337,943 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 1,639 ล้านบาทต่อวัน