Home Blog Page 117

AIS – สพฐ. – มจธ. ปลื้ม นร.ไทยโชว์ไอเดียสร้างสรรค์ VDO ต้านภัยไซเบอร์ พร้อมมอบรางวัลกิจกรรม อุ่นใจไซเบอร์ Young Creator Challenge 2024

0

AIS ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดกิจกรรม ‘อุ่นใจไซเบอร์ Young Creator Challenge 2024’ เวทีสร้างสรรค์ที่ส่งเสริมความสามารถด้านคอนเทนต์ครีเอเตอร์ โดยให้น้องๆ นักเรียนในสังกัด สพฐ. ได้โชว์ไอเดียผลิตผลงานในรูปแบบคลิปวิดีโอสั้น ภายใต้หัวข้อการใช้งานออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ โดยเล่าเรื่องจากเนื้อหาหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ งานนี้ได้รับความสนใจจากโรงเรียนทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมศักยภาพของน้องๆ นักเรียนให้มีพื้นที่ในการแสดงความสามารถควบคู่ไปกับการเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมองค์ความรู้และเพิ่มพูนทักษะดิจิทัล สามารถต่อยอดผลงานสู่สื่อการเรียนรู้ที่จะช่วยแก้ปัญหาภัยไซเบอร์ได้อย่างยั่งยืน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า “กิจกรรม อุ่นใจไซเบอร์ Young Creator Challenge 2024 นับเป็นกิจกรรมตัวอย่างที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ และเอกชน เพื่อใช้ขีดความสามารถร่วมกันเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนและเยาวชนได้ตระหนักถึงการใช้งานออนไลน์อย่างปลอดภัย และสร้างทักษะที่สำคัญสำหรับอนาคตของพวกเขา ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยให้กลุ่มนักเรียนได้เข้าใจถึงความเสี่ยงจากการใช้งานบนโลกออกไลน์ แต่ยังเป็นการช่วยสร้างสรรค์สื่อการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบเพื่อส่งต่อไปยังเพื่อนๆ ผู้ปกครอง และชุมชนได้อีกด้วย ขอขอบคุณทุกโรงเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม และขอแสดงความยินดีกับทีมที่ได้รับรางวัลจากกิจกรรมในครั้งนี้ ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าพลังของพวกเราทุกคนจะช่วยทำให้เราก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี เข้าใจทักษะดิจิทัลสามารถรับมือกับภัยออนไลน์ที่อยู่ใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน”

ดร.วิษณุ ทรัพย์สมบัติ ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษา สพฐ. กล่าวว่า “กิจกรรม ‘อุ่นใจไซเบอร์ Young Creator Challenge 2024’ เป็นกิจกรรมส่งเสริมความเป็นพลเมืองดิจิทัลและความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ ผ่านการประกวดคลิปวิดีโอที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์และความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งในปัจจุบันทักษะดิจิทัลและความปลอดภัยในโลกไซเบอร์เป็นเรื่องจำเป็นสำหรับนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา โดยการแข่งขันครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนทั่วประเทศได้สร้างสรรค์ผลงานคลิปวิดีโอที่สะท้อนถึงการใช้ทักษะและความรู้ที่ได้รับจากหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์”เพื่อเสนอแนะและเตือนสังคมถึงการใช้พื้นที่ออนไลน์อย่างมีคุณภาพและสร้างสรรค์ และนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถถ่ายทอดไปยังเพื่อน ๆ และครอบครัวได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างสมาชิกทีมทั้ง 5 คน ซึ่งได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้ดูแลทีม และนักเรียนทีมละ 3 คน โดยทุกคนผ่านการอบรมหลักสูตร “อุ่นใจไซเบอร์” และเปลี่ยนจากผู้เรียนรู้ สู่ผู้สร้างสรรค์เนื้อหาเพื่อสังคม

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “กิจกรรม ‘อุ่นใจไซเบอร์ Young Creator Challenge 2024’ ถือเป็นการต่อยอดความรู้ความเข้าใจหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ ที่วันนี้ได้เป็นส่วนหนึ่งในการเรียนของโรงเรียนในสังกัด สพฐ. นับเป็นกิจกรรมต้นแบบที่ช่วยสร้างแรงขับเคลื่อนในการแก้ไขปัญหาภัยไซเบอร์ได้อย่างสร้างสรรค์ เพราะจากความสนใจของโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ ทำให้เราเห็นถึงวิธีการเล่าเรื่องเพื่อส่งเสริมทักษะดิจิทัลในวิธีการที่หลากหลาย ขอขอบคุณ กระทรวงศึกษาธิการ, สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี รวมถึงบุคลากรทางการศึกษา คณะครู จากทุกโรงเรียนที่ส่งผลงานเข้าร่วมการแข่งขัน ในกิจกรรมครั้งนี้ ทำให้น้องๆ นักเรียนได้มีพื้นที่ในการแสดงความสามารถควบคู่ไปการเติมเต็มความรู้เพื่อให้เด็กนักเรียนไทย ไม่ตกเป็นเหยื่อจากภัยไซเบอร์”

รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวเสริมว่า “จากกิจกรรมการแข่งขันคลิปวิดีโอสั้นอุ่นใจไซเบอร์ Young Creator Challenge 2024 ในครั้งนี้ ทำให้เราเห็นถึงศักยภาพของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจากทั่วประเทศ ในการผลิตผลงานที่เรียกว่าเป็นสื่อการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะดิจิทัลที่ยอดเยี่ยม เพราะเกิดจากกระบวนการคิด ออกแบบ และผลิตเนื้อหาโดยน้องๆ ที่ศึกษาจากหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ ซึ่งในขั้นตอนเหล่านี้จะช่วยหล่อหลอมให้นักเรียนมีความเข้าใจจนสามารถถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานที่ช่วยสร้างประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาภัยไซเบอร์ได้อย่างแน่นอน”

สำหรับกิจกรรมอุ่นใจไซเบอร์ Young Creator Challenge 2024 เป็นการแข่งขันผลิตผลงานในรูปแบบคลิปวิดีโอสั้น บอกเล่าเรื่องราวเพื่อเน้นย้ำ ให้ความรู้ หรือแนะนำการใช้งานออนไลน์ได้อย่างเหมาะสมจากหัวข้อการใช้งานออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ ภายใต้เนื้อหาหลักของหลักสูตรอุ่นใจไซเบอร์ 4P4ป ประกอบไปด้วย 1) Practice: ปลูกฝังการใช้งานความเข้าใจในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างถูกต้องและเหมาะสม 2) Personality : ปกป้องความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ 3) Protection : ป้องกันภัยออนไลน์บนโลกออนไลน์ 4) Participation : ปฏิสัมพันธ์ที่ดีด้วยทักษะและพฤติกรรมการสื่อสารบนออนไลน์อย่างเหมาะสม โดยแบ่งออกเป็นระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา จากโรงเรียนในสังกัด สพฐ.ทั่วประเทศ ชิงทุนการศึกษารวมกว่า 150,000 บาท พร้อมโล่รางวัลและเกียรติบัตร โดยตัดสินจากความสมบูรณ์ของข้อมูลและความน่าเชื่อถือ, ความชัดเจนและความเข้าใจในเนื้อหา, ความเหมาะสมและการเชื่อมโยงกับหัวข้อ, ความคิดสร้างสรรค์ และคุณภาพของการผลิตสื่อโดยได้ทีมโรงเรียนชนะเลิศดังนี้

ระดับประถมศึกษา

หัวข้อ Practice โรงเรียนบ้านหนองเมืองกลาง สพป.ยโสธร เขต 2
หัวข้อ Personality โรงเรียนสังข์อ่ำวิทยา สพป.ปทุมธานี เขต 1
หัวข้อ Protection โรงเรียนบ้านละหานทราย (คุรุราษฎร์บํารุงวิทยา) สพป.บุรีรัมย์ เขต 3
หัวข้อ Participation โรงเรียนวัดปากน้ำ (ประสาทวิทยาคาร) สพป.จันทบุรี เขต 2

ระดับมัธยมศึกษา

หัวข้อ Practice โรงเรียนนาสาร สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 3
หัวข้อ Personality โรงเรียนระหานวิทยา สพม.กำแพงเพชร
หัวข้อ Protection โรงเรียนบ้านนา “นายกพิทยากร” สพม.ปราจีนบุรี นครนายก
หัวข้อ Participation โรงเรียนปางมะค่าวิทยาคม สพม.กำแพงเพชร
รางวัล Popular Vote โรงเรียนหนองกุงวิทยาคม สพป.กาฬสินธุ์ เขต 1

โรงงานปลาป่นจ.สมุทรสาคร – ซีพีเอฟ รับซื้อปลาหมอคางดำ ทะลุ 1 ล้านกก. เดินหน้ารับซื้อต่อเนื่อง

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)​ หรือ ซีพีเอฟ โชว์ผลการดำเนินโครงการเชิงรุกสนับสนุนกรมประมงกำจัดปลาหมอคางดำมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดร่วมมือโรงงานปลาป่น จ.สมุทรสาครรับซื้อปลาหมอคางดำผลิตปลาป่นได้มากกว่า 1 ล้านกิโลกรัมแล้ว และยังเดินหน้ารับซื้ออย่างต่อเนื่องที่เป้าหมาย 2,000,000 กิโลกรัม พร้อมบูรณาการกับทุกภาคส่วนเพื่อช่วยกันกำจัดปลาหมอคางดำให้หมดไป

นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานรัฐกิจและเอกชนสัมพันธ์ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟร่วมมือกับโรงงานศิริแสงอารำพีเปิดรับปลาหมอคางดำเพื่อผลิตปลาป่นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม และรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 15 บาทเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมเป็นต้นมา จนถึงวันนี้ โรงงานสามารถรับซื้อปลาหมอคางดำได้แล้วมากกว่า 1,000,000 กิโลกรัม (1,000 ตัน) ขณะเดียวกันซีพีเอฟยังได้ร่วมสนับสนุนประมงจังหวัดหลายพื้นที่จัดกิจกรรมจับปลาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด สนับสนุนกรมประมงใน 13 จังหวัดจับปลาได้กว่า 12,000 กิโลกรัมแล้ว และบริษัทยังเดินหน้าร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการลดจำนวนปลาหมอคางดำในทุกพื้นที่

นายปรีชา ศิริแสงอารำพี เจ้าของบริษัท ศิริแสงอารำพี จำกัด โรงงานผลิตปลาป่นมาตรฐานระดับสากล จังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำเชิงรุกในจังหวัดสมุทรสาคร บูรณาการของหลายภาคส่วน ตั้งแต่ประมงจังหวัด ประมงพื้นบ้าน แพปลา เกษตรกร และซีพีเอฟ มีแหล่งรับซื้อในราคารับซื้อที่เหมาะสม ช่วยสนับสนุนให้ประมงพื้นบ้าน และเกษตรกรช่วยกันจับปลากันออกจากแหล่งน้ำอย่างจริงจัง โดยได้รับความร่วมมือที่ดีจากแพปลาทั้งในสมุทรสาคร รวมทั้งกลุ่มเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำช่วยกันเปิดจุดรับซื้อให้สามารถครอบคลุมทั้งจังหวัด และยังได้ประสานความร่วมมือกับประมงจังหวัดรับซื้อปลาหมอคางดำจากจังหวัดใกล้เคียงทั้งสมุทรปราการ สมุทรสงคราม เพชรบุรี และกรุงเทพ สะท้อนให้เห็นถึงความคืบหน้าของการแก้ปัญหาปลาหมอคางดำในจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะแหล่งน้ำธรรมชาติในจังหวัดสมุทรสาครมีจำนวนปลาหมอคางดำลดลงอย่างเป็นรูปธรรม

“ความร่วมมือกับซีพีเอฟในการรับซื้อปลาหมอคางดำเพื่อผลิตปลาป่นเป็นแนวทางที่ช่วยลดปริมาณของปลาหมอคางดำได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก ชาวประมงพื้นบ้านในสมุทรสาครเป็นกำลังสำคัญในการกำจัดปลาหมอคางดำสามารถมีรายได้จากการจับปลาชนิดนี้ ซึ่งส่งผลให้จำนวนปลาหมอคางดำลดลงในแหล่งน้ำหลายแห่ง” นายปรีชากล่าว

นายวิชาญ เหล็กดี เจ้าของแพปลาวิชาญ จังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า แพปลาวิชาญร่วมเป็นจุดรับซื้อปลาหมอคางดำจากชาวประมงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสมุทรสาครมีประมงพื้นบ้านที่สามารถใช้อวนรุนเคยมาประยุกต์จับปลาได้ เมื่อมีโครงการรับซื้อปลา 15 บาทต่อกิโลกรัมของซีพีเอฟมีส่วนช่วยสนับสนุนชาวประมงพื้นบ้านเร่งจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำ ทำให้แหล่งน้ำหลายจุดปลาหมอคางดำลดลง เห็นได้จากชาวประมงต้องย้ายจุดจับปลา

ด้านนายสนิท แดงพยนต์ ตัวแทนกลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง บ้านแพ้ว กล่าวว่า ในพื้นที่บ้านแพ้วมีเกษตรกรเลี้ยงสัตว์น้ำจำนวนมากแต่อยู่ห่างจากแพปลาที่รับซื้อ ดังนั้นการเปิดจุดรับซื้อปลาหมอคางดำขึ้นในอำเภอบ้านแพ้ว และช่วยรวบรวมปลามาส่งให้โรงงานปลาป่นศิริแสงอารำพี เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่บ้านแพ้วมีจุดรับซื้อใกล้แหล่งจับ ซึ่งมีส่วนช่วยแก้ปัญหาจำนวนปลาหมอคางดำในจังหวัดสมุทรสาครสามารถกำจัดปลาได้ครอบคลุมทั้งแหล่งน้ำในธรรมชาติและบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร

ซีพีเอฟดำเนิน 5 โครงการเชิงรุก เป็นส่วนหนึ่งสนับสนุนกรมประมงจัดการปัญหาปลาหมอคางดำ ได้แก่ ร่วมมือกับโรงงานปลาป่นช่วยรับซื้อเพื่อผลิตปลาป่น การสนับสนุนปลานักล่าเพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ การสนับสนุนประมงจังหวัดต่างๆ จัดกิจกรรมจับปลา ตลอดจนความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญและมหาวิทยาลัยในการศึกษาการใช้ประโยชน์ปลาหมอคางดำ และการวิจัยและพัฒนาแนวทางการควบคุมประชากรปลาในระยะยาว.

เชสเตอร์ สานต่อ ‘ปันรัก ปันน้ำใจ’ ปีที่ 11 ส่งมอบมื้อกลางวันให้น้องๆ ที่มูลนิธิอนุเคราะห์ผู้พิการฯ นนทบุรี

0

บริษัท เชสเตอร์ ฟู้ด จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร เชสเตอร์ (Chester’s) ในกลุ่มบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เดินหน้าโครงการ “เชสเตอร์ ปันรัก ปันน้ำใจ” ต่อเนื่องปีที่ 11 นำพนักงานจิตอาสาจำนวน 70 คน พร้อมด้วยเมนูคุณภาพของเชสเตอร์ส่งมอบมื้อกลางวันให้แก่เด็กๆ และเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี รวมกว่า 380 คน เพื่อส่งเสริมให้พนักงานตระหนักรู้ถึงความสำคัญของคุณภาพชีวิตและการศึกษา ตลอดจนมีความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ ภายใต้หลักปรัชญา 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืนของเครือเจริญโภคภัณฑ์

นางสาวลลนา บุญงามศรี กรรมการผู้จัดการ เชสเตอร์ ฟู้ด กล่าวว่า พนักงานทุกคนมีความยินดีเป็นอย่างมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อสังคมนี้ ซึ่งมากกว่า 1 ทศวรรษ และในปีนี้ได้ร่วมกับมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการฯ เติมเต็มมื้อกลางวันด้วยเมนูเชสเตอร์ ได้แก่ ข้าวอบไก่ย่างและข้าวไก่เผ็ดเชสเตอร์ นักเก็ตไก่ และไอศกรีม รวมถึงทำกิจกรรมสันทนาการ จัดกลุ่มเล่นดนตรีโฟลค์ซอง เพื่อสร้างเสียงหัวเราะและรอยยิ้มให้ทุกคน และนับเป็นโอกาสที่ดี พนักงานทุกคนได้ทำหน้าที่คุณครูผู้ช่วยสอนเด็กๆ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และ 2 อีกด้วย

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จำเป็นให้แก่มูลนิธิฯ รวมมูลค่า 156,000 บาท ซึ่งมาจากเงินบริจาคของพนักงานเชสเตอร์ทุกท่านและลูกค้าที่มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุนผ่านกล่องรับบริจาคร้านเชสเตอร์สาขาทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย ตลอดจนสร้างประโยชน์ต่อไป

“เชสเตอร์ มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม สานต่อโครงการ ‘เชสเตอร์ ปันรัก ปันน้ำใจ’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนองค์กรหรือมูลนิธิต่างๆ ที่ช่วยเหลือสังคม ด้วยการส่งมอบอาหารผ่านเมนูคุณภาพของเชสเตอร์ เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้เข้าถึงอาหารอร่อย มีคุณภาพและคุณค่าทางโภชนาการที่ดี” นางสาวลลนา กล่าว

โครงการ “เชสเตอร์ ปันรัก ปันน้ำใจ” ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน ผนึกกำลังพันธมิตร อาทิ โรงพยาบาล มูลนิธิ และสถานสงเคราะห์ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มอบอาหารพร้อมรับประทาน และจัดกิจกรรมสันทนาการ เพื่อสร้างสังคมแห่งการแบ่งปันแก่พนักงาน ร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน .

หุ้นหลุมหลบภัย

0

บทความ “รู้เก็บรู้ออมฯ ” โดย คุณนายพารวย

ภาวะตลาดหุ้นไทยที่ช่วงนี้แม้จะปรับตัวดีขึ้นมาบ้าง แต่ในภาพรวมถือว่ายังขึ้นมาได้ไม่มากเมื่อเทียบกับการปรับตัวลงมาตลอดทั้งปีนี้ และปัจจัยภายนอกประเทศก็ยังมีความผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯและความขัดแย้งในด้านภูมิรัฐศาสตร์ แม้ธนาคารกลางสหรัฐฯจะมีทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยลงที่ชัดเจนขึ้นก็ตาม

ทางออกที่ดีที่สุดของนักลงทุนช่วงนี้คือ การมองหา “หุ้นปลอดภัย” หรือ Defensive Stock ซึ่งเป็นหุ้นที่มีภูมิต้านทานสูง ทนทานต่อทุกสภาพตลาด โดยคุณสมบัติของหุ้นประเภทนี้ จะเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแรง ธุรกิจเติบโตสม่ำเสมอ ความเสี่ยงต่ำ และที่สำคัญสามารถจ่ายเงินปันผลได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ

แต่ข้อเสียคือ เป็นหุ้นที่ไม่หวือหวา มีกำไรแต่เติบโตไปได้เรื่อยๆ เมื่อเป็นหุ้นที่อึด ถึก ทน แบบนี้ จึงเหมาะกับการลงทุนในช่วงนี้โดยเฉพาะกับนักลงทุนที่ใจบาง รับความเสี่ยงได้ต่ำ เน้นรับเงินปันผล แบบเอาชัวร์ไว้ก่อน!!

เว็บ SET investnow มีทริคคัดหุ้นปลอดภัยมาเป็นของฝากนักลงทุนสำหรับเลือกซื้อหุ้นกลุ่มนี้มาเก็บเข้าพอร์ต ดังนี้ คือ 1.ควรเลือกหุ้นที่มีมาร์เกตแคปใหญ่ เป็นบริษัทขนาดใหญ่ มีฐานะการเงินมั่นคง ผลกำไรเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ต่อเนื่อง 2.ผันผวนต่ำ หุ้นกลุ่มนี้จะเป็นหุ้นที่มีความผันผวนน้อยกว่าตลาด คือหุ้นที่มีความผันผวนของราคาเมื่อเทียบกับความผันผวนของดัชนีตลาด หรือค่า beta ต่ำ

3.มีหนี้น้อย เลือกหุ้นที่ไม่มีภาระหนี้สินหรือมีหนี้สินต่ำกว่าทุน (D/E Ratio) 4.กำไรสม่ำเสมอ สะท้อนถึงความสามารถในการบริหารจัดการไม่ว่าจะอยู่ในภาวะเศรษฐกิจแบบใด 5.จ่ายปันผลตลอด พิจารณาหุ้นที่จ่ายปันผลติดต่อกันหลายปี และ 6.ราคาไม่แพง สัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E Ratio) ไม่ควรเกิน 15 เท่า และราคาหุ้นเทียบกับมูลค่าทางบัญชีของบริษัท (P/BV Ratio) ไม่ควรเกิน 1.5 เท่า

การเลือกหุ้นปลอดภัยก็เหมือนกับตัวเรารู้สึกปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน หรือจะเรียกว่าเป็นหุ้น “หลุมหลบภัย” ของนักลงทุน เพราะช่วงตลาดขาลง ราคาหุ้นปลอดภัยจะปรับลงน้อยกว่าตลาด

อย่างไรก็ตาม เมื่อตลาดหุ้นเปลี่ยนแปลง ปรับตัวเป็นขาขึ้น หรือกลับมาร้อนแรง นักลงทุนก็ต้องกล้าปีนขึ้นจากหลุมหลบภัย ก้าวออกจาก safe zone เพื่อไปลงทุนในหุ้นเติบโต หรือหุ้นที่มีราคาผันผวนมากกว่า แม้จะมีทริคคัดหุ้นปลอดภัยแล้ว แต่นักลงทุนก็ยังจำเป็นต้องทำความเข้าใจธุรกิจจากรายงานประจำปีและวิเคราะห์งบการเงินอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ เพื่อจะได้เลือกหุ้นได้ถูกตัวและประสบความสำเร็จในการลงทุน

ปิดท้ายวันนี้ “คุณนายพารวย” ขอความเมตตาคุณผู้อ่าน ช่วยเสียสละเวลาทำแบบสอบถาม เพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงเนื้อหาให้ตรงใจคุณผู้อ่านมากยิ่งขึ้น และเป็นกำลังใจให้ตัวเองด้วยที่ลิงก์นี้นะคะ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSethmYMCkhlikRR7z-Flk0XkuPd1vR4RnIGNmpHQWFlx1rSlg/viewform?pli=1 

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง"  หน้าเศรษฐกิจ  หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

ประมงสมุทรสงครามเดินหน้าจับปลาหมอคางดำไม่หยุด จัดลงแขกลงคลองต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 8

0

กรมประมง โดย สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสงคราม คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกรมประมง (FC) สมุทรสงคราม น.อ.อชิตะสิน กำมะณี รอง ศรชล.จว.สส. สภ.ลาดใหญ่ กอ.รมน.จว.สส. ภาคเอกชน ผู้นำชุมชน เดินหน้าต่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ จัดกิจกรรมลงแขกลงคลองต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 8/2567 ลงพื้นที่สำรวจความหนาแน่นปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำและจับปลาหมอคางดำ

นายบัณฑิต กุลละวณิชย์ ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมกับคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกรมประมง (FC) สมุทรสงคราม หน่วยงานราชการภาคีที่เกี่ยวข้อง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ลงพื้นที่เปิดปฏิบัติการจับปลาหมอคางดำ ณ คลองลาดใหญ่ (บริเวณหน้าวัดลาดใหญ่) หมู่ที่ 11 ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมแรงร่วมใจจับปลาหมอคางดำพร้อมทั้งบูรณาการทำงานร่วมศูนย์วิจัยพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสมุทรสงครามเพื่อศึกษาความหนาแน่นของปริมาณปลาในหมอคางดำในแหล่งน้ำเพื่อกำหนดแผนการจัดการปลาชนิดนี้อย่างเป็นระบบ และรวบรวมปลาหมอคางดำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์โครงการวิจัยการเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4n ของ ศพช.สมุทรสงครามดัดแปลงโครโมโซมปลาหมอคางดำ ทำให้เป็นหมัน แพร่พันธุ์ไม่ได้ นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนแห กากชา รวมทั้งอาหารและเครื่องดื่มสำหรับผู้ร่วมงาน จากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) อีกด้วย

นายบัณฑิต กุลละวณิชย์ ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม กล่าวว่า กิจกรรมลงแขกลงคลอง เป็นหนึ่งในแนวทางการลดและควบคุมประชากรปลาหมอคางด ไม่ให้ทำลายสัตว์น้ำพื้นถิ่นในแหล่งน้ำสาธารณะ รวมถึงบ่อเพาะเลี้ยงของเกษตรกร และเป็นกิจกรรมที่ช่วยสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนและเกษตรกรได้มาร่วมมือกันหยุดยั้งการแพร่พันธุ์ของปลาชนิดนี้ ทั้งนี้ สมุทรสงครามจัดกิจกรรม “ลงแขก-ลงคลอง” 7 ครั้งที่ผ่านมา สามารถจับปลาได้มากกว่า 3,300 กิโลกรัม มีการสนับสนุนปลานักล่า (ปลากะพงขาว) ให้กับกลุ่มเกษตรกรเครือข่าย จำนวน 8,000 ตัว เพื่อนำไปอนุบาลหรือเลี้ยงให้มีขนาดโตขึ้น มีความแข็งแรงสามารถไล่ล่าได้ดี จากนั้นนำมาวางแผนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำร่วมกัน พร้อมทั้งติดตามประเมินผลอย่างจริงจัง

การจัดกิจกรรมลงแขก-ลงคลองในครั้งนี้ มีการดำเนินการใน 3 พื้นที่ ดังนี้

  1. บริเวณคลองย่อยคลองลาดใหญ่ (หน้าวัดลาดใหญ่) ต.ลาดใหญ่ อ.เมืองสมุทรสงคราม ดำเนินการโดยสำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกรมประมง (FC) สมุทรสงคราม หน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง สามารถจับสัตว์น้ำได้จำนวน 408.20 กิโลกรัม แบ่งเป็นปลาหมอคางดำ จำนวน 267.10 กิโลกรัม และปลากระบอก จำนวน 141.10 กิโลกรัม
  2. บริเวณคลองเลียบถนนเอกชัย ต.ลาดใหญ่ อ.เมืองสมุทรสงคราม ดำเนินการโดย สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกรมประมง (FC) สมุทรสงคราม สามารถจับปลาหมอคางดำได้ 100 กิโลกรัม
  3. บริเวณคลองสาม ต.บางแก้ว อ.เมืองสมุทรสงคราม ดำเนินการโดยผู้นำชุมชนและประชาชนในพื้นที่ตำบลบางแก้ว การดำเนินงานอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเจ้าหน้าที่ประมง สามารถจับปลาหมอคางดำได้ จำนวน 6,240 กิโลกรัม.

รวมยอดการกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติจากกิจกรรมที่จัดขึ้นในวันนี้ (30 สิงหาคม 2567) ทั้งสิ้น 6,607.10 กิโลกรัม และมีการนำปลาหมอคางดำที่ถูกกำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ 3 ช่องทาง คือ นำไปเป็นเหยื่อเลี้ยงปูทะเล นำไปเป็นอาหารเลี้ยงเป็ด และนำส่งโรงงานปลาป่น

นอกจากนี้ จังหวัดยังได้ร่วมมือกับหลายภาคส่วนเพื่อส่งเสริมให้มีการจับปลาหมอคางดำมากขึ้น ต่อเนื่องจากการดำเนินโครงการผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง ของการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งสำนักงานประมงสมุทรสงครามได้ดำเนินการรับซื้อปลาหมอคางดำในพื้นที่ได้ครบตามโควต้าที่ได้รับการจัดสรรเรียบร้อยแล้ว พร้อมกันนี้ ประมงสมุทรสงครามได้ประสานกับโรงงานปลาป่น บริษัท ศิริแสงอารำพี จำกัด ในจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อขายปลาหมอคางดำทำปลาป่นในราคา 15 บาทต่อกิโลกรัม (โดยผู้ขายได้ 12 บาท แพปลาได้ 3 บาท) แพปลาในจังหวัดสมุทรสงครามได้นำส่งปลาหมอคางดำเข้าโรงงานศิริแสงอารำพี ในระหว่างวันที่ 20-29 สิงหาคม 2567 แล้ว 53,070 กิโลกรัม

การแก้ปัญหาปลาหมอคางดำ ต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจจากทุกภาคส่วนช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อให้ปริมาณปลาในจังหวัดสมุทรสงครามลดลงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ประมงสมุทรสงคราม ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันแจ้งเบาะแสการพบปลาหมอคางดำให้กับกรมประมง เพื่อจัดทีมไล่ล่าปลาหมอคางดำในครั้งถัดไป

AIS ผนึก Singtel และ Bridge Alliance เตรียมเปิดให้บริการหน่วยประมวลผลกราฟิก รายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

0

AIS ประกาศความพร้อมในการนำบริการหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU-as-a-Service – GPUaaS ) มาให้บริการแก่ลูกค้าองค์กรธุรกิจ ผ่านการร่วมผนึกกำลังกับ Singtel และ Bridge Alliance ที่มีสมาชิกกว่า 34 รายทั่วโลกโดยร่วมมือกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ได้แก่ Maxis และ Telkomsel ซึ่งถือเป็นกลุ่มแรกที่เห็นโอกาสการเติบโตและความต้องการใช้งานการประมวลผลด้าน AI ของแต่ละองค์กรเป็นรายแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ความร่วมมือนี้เป็นการต่อยอดจากการประกาศของ Singtel ในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมาว่า จะเริ่มเปิดให้บริการ GPUaaS ในช่วงปลายปีนี้ โดยจะเปิดให้ลูกค้าองค์กรธุรกิจ ได้เข้าถึงการใช้งานการประมวลผลด้าน AI จาก NVIDIA ซึ่งจะเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน AI ได้รวดเร็วขึ้น ด้วยต้นทุนที่คุ้มค่า อันจะทำให้เป็นประโยชน์ต่อการเติบโตและการพัฒนานวัตกรรม ทั้งนี้พบว่า การนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้จะสามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูงถึง US$1 trillion ในปี 2030 อีกทั้งยังสะท้อนการให้ความสำคัญของ AI ผ่านนโยบายของภาครัฐในภูมิภาคนี้ ที่มีการเปิดตัวแผนงาน AI ระดับชาติ พร้อมกับการกำหนดแผนการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ เพื่อส่งเสริมการใช้งานให้ได้เต็มประสิทธิภาพ

ภายใต้ข้อตกลงนี้ สมาชิกผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมภายใต้ Bridge Alliance จะสามารถเข้าถึงบริการ GPUaaS จาก Singtel และด้วยความต้องการ GPU ในภูมิภาคที่เพิ่มสูงขึ้น การขยายกลุ่มการใช้ GPU ก็จะเท่ากับเป็นการเร่งการขยายธุรกิจในกลุ่มประเทศเหล่านี้ด้วย

นายภูผา เอกะวิภาต รักษาการหัวหน้าคณะผู้บริหารกลุ่มลูกค้าองค์กร AIS กล่าวว่า “เทคโนโลยี AI ได้มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ถูกใช้งานในหลากหลายอุตสาหกรรมเพื่อยกระดับและเร่งการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ รูปแบบการให้บริการ AI ด้วยการประมวลผล ‘GPU as-a-Service’ จะสนับสนุนให้องค์กรเหล่านี้ ได้เข้าใช้งานเทคโนโลยีในการขยายตัวอย่างมีประสิทธิภาพ AIS เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า GPUaaS จาก Singtel และ Bridge Alliance จะเสริมขีดความสามารถด้านเครือข่ายและดิจิทัลจาก AIS พร้อมช่วยสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจดิจิทัลที่ยั่งยืนให้กับองค์กรภาคธุรกิจในประเทศไทย”

Mr. Bill Chang, CEO of Singtel’s Digital InfraCo unit กล่าวว่า “เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากจาก AIS, Maxis และ Telkomsel ในการร่วมให้บริการ GPUaaS กับเราตั้งแต่การเปิดตัว ความร่วมมือของ Bridge Alliance และ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมในภูมิภาค จะช่วยให้เข้าถึงเทคโนโลยีและใช้งาน AI ได้เร็วขึ้นสำหรับภาคองค์กรธุรกิจในทุกอุตสาหกรรม เป็นการมอบเครื่องมือที่จะช่วยสร้างผลิตภาพและคุณค่าให้แก่ธุรกิจ พร้อมกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโซลูชันส์ยุคใหม่ นี่เป็นการเสริมเป้าหมายของเราที่ต้องการเป็นตัวกระตุ้นสำหรับนวัตกรรมและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและเศรษฐกิจดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

Singtel ยังถือเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายแรกที่ได้นำ AI มาสู่ 5G Edge ผ่านแพลตฟอร์ม Paragon ซึ่งให้บริการภายใต้สิทธิบัตรของ Singtel ในการทดสอบโครงการ 5G@Sentosa สำหรับหน่วยงานรัฐบาลสิงคโปร์ โดยแพลตฟอร์ม Paragon ช่วยเชื่อมโยงและบริหารการทำงานของการประมวลผลแบบ Multi-edge ร่วมกับ NVIDIA GPU เพื่อเปิดให้ลูกค้าองค์กรธุรกิจสามารถพัฒนาการใช้งานร่วมกับ 5G พร้อมรองรับการขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว “ด้วยจำนวนผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่ให้บริการ 5G เพิ่มขึ้น เราเห็นการนำเสนอการใช้งาน AI แบบ real-time โดยใช้ความสามารถของ GPUaaS ร่วมกับ 5G edge ที่มีความหน่วงต่ำ ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ” Mr. Chang กล่าวเสริม

Dr. Ong Geok Chwee, CEO of Bridge Alliance กล่าว “ในฐานะกลุ่มพันธมิตรผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำซึ่งรวบรวมขีดความสามารถของสมาชิกในกลุ่มเข้าด้วยกัน เพื่อส่งมอบการริเริ่มของบริการใหม่ๆ ระดับภูมิภาค เรามีความดีใจและภูมิใจ ในความร่วมมือเพื่อนำประโยชน์จาก GPUaaS และการประมวลผลด้าน AI มาสู่กลุ่มลูกค้าองค์กรธุรกิจ ด้วยความครอบคลุมที่กว้างขวางและความสามารถของเราในการบูรณาการบริการในประเทศต่างๆ การริเริ่มนี้ถือเป็นหนึ่งในหลายโครงการที่พิสูจน์คุณค่าของระบบนิเวศของ Bridge Alliance ในฐานะพันธมิตรด้านโซลูชันส์ที่ได้รับการยอมรับ สำหรับการขับเคลื่อนนวัตกรรมที่เหมาะสมและคุ้มค่า โดยเฉพาะสำหรับองค์กรที่มีการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ”

Mr.Goh Seow Eng, CEO of Maxis กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่จะเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายแรกที่นำเสนอ GPUaaS ให้กับภาคธุรกิจในมาเลเซีย ข้อเสนอนี้จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงระบบการประมวลผล และการจัดการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูงได้อย่างคุ้มค่า อีกทั้งยังมีความยืดหยุ่นในการปรับขนาดทรัพยากรตามความต้องการสำหรับงานที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น AI, Machine Learning, การสร้างแบบจำลอง 3 มิติ และการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ในฐานะผู้นำด้านการสื่อสารโทรคมนาคมครบวงจรชั้นนำของมาเลเซีย เรายังคงมุ่งมั่นทำให้ลูกค้าสามารถใช้ประโยชน์จากการเชื่อมต่อ และดิจิทัลโซลูชันส์ที่ดีที่สุดได้อย่างง่ายดาย เพื่อให้ลูกค้าสามารถมุ่งเน้นไปที่การเติบโตทางธุรกิจของตนเองได้ต่อไป”

Mr. Wong Soon Nam, Director Planning and Transformation at Telkomsel กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ช่วยให้ภาคธุรกิจในอินโดนีเซียสามารถเร่งการนำ AI มาใช้ได้อย่างง่ายดาย โดยการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานล้ำสมัยที่ให้ความมั่นใจได้ทั้งความสามารถในการปรับขนาดทรัพยากร รวมไปถึงความคุ้มค่าในการใช้งาน ด้วยการให้บริการจากแพลตฟอร์มแบบครบวงจรที่ครอบคลุมการทำงานในหลายตลาด และมอบความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจในการใช้ AI พร้อมการปรับแต่งให้เหมาะสมกับโครงข่าย 5G เพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้วยการวางแผนเส้นทาง การยกระดับประสบการณ์ลูกค้าผ่านการแนะนำผลิตภัณฑ์ การเสริมสร้างความปลอดภัยด้วยการตรวจจับความผิดปกติหรือการทุจริต หรือการปรับปรุงการตัดสินใจด้วยการวิเคราะห์วิดิโอขั้นสูง ทั้งหมดนี้โดยไม่ต้องการมีการลงทุนล่วงหน้า ซึ่งเป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของเราในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของอินโดนีเซีย และเสริมสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ”

เมื่อเริ่มเปิดให้บริการ บริการ GPUaaS ของ Singtel จะใช้ H100 Tensor Core GPU-powered clusters ของ NVIDIA ซึ่งจะให้บริการจาก data center ที่มีอยู่มากกว่าหนึ่งแห่ง Singtel จะเป็นกลุ่มผู้ให้บริการรายแรกๆ ที่ใช้เครื่องประมวลผลรุ่นใหม่ GB200 AI Server จาก NVIDIA บริการนี้จะขยายความสามารถในการให้บริการด้วย data center ที่พร้อมสำหรับ AI, มีการเชื่อมต่อความเร็วสูง, และมีความยั่งยืนโดย Nxera ธุรกิจให้บริการ data center ระดับภูมิภาคหลายแห่ง ทั้งในประเทศสิงคโปร์, ประเทศอินโดนีเซีย, ประเทศมาเลเซีย และในประเทศไทย (ได้แก่ GSA DC ร่วมกับ Gulf และ AIS) โดยจะเริ่มให้บริการได้ตั้งแต่กลางปี 2025 เป็นต้นไป

คอนเน็กซ์ อีดี ปูทางอาชีพนักเรียน รร.บ้านโนนสูงน้อย บุรีรัมย์ ดันร้านกาแฟ “CP สานฝันเด็กไทย”

0

การจัดการเรียนรู้ในปัจจุบันไม่ได้มุ่งเพียงเนื้อหาวิชาการเท่านั้น หลายโรงเรียนยังให้ความสำคัญกับแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” โดยจัดให้มีการสอนที่สัมพันธ์กับชีวิตประจำวันหรือชีวิตจริงของเด็กนักเรียนมากยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับการพัฒนาทักษะความสามารถรให้กับเด็กและเยาวชน

นายวินิต ศิริสันติเมธาคม ผู้อำนวยการ โรงเรียนบ้านโนนสูงน้อย ต.หนองชัยศรี อ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ เล่าว่า โรงเรียนบ้านโนนสูงน้อย เป็นโรงเรียนขนาดกลาง เปิดสอนระดับอนุบาล 2 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีนักเรียน 246 คน การเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านโนนสูงน้อย มุ่งให้ “นักเรียนเป็นศูนย์กลาง” นอกจากด้านวิชาการที่เป็นพื้นฐานแล้ว ยังเน้นการเพิ่มเวลารู้ ด้วยการเพิ่มเวลาและโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง เพื่อให้มีประสบการณ์ตรง รู้จักคิดวิเคราะห์ ฝึกการทำงานเป็นทีม และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีความสุข จากกิจกรรมสร้างสรรค์ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน โรงเรียนบ้านโนนสูงน้อย ที่เป็นโรงเรียนดีประจำตำบล และเป็นหนึ่งในสถานศึกษาในโครงการ สานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี (CONNEXT ED) อยู่แล้ว จึงตัดสินใจเสนอโครงงานเรื่อง ร้านการแฟเด็กน้อย ร้อยเรียงสู่อาชีพ เพื่อสร้างทักษะในการประกอบอาชีพให้กับนักเรียน ถือเป็นการฝึกกระบวนการทำงาน และยังช่วยสนับสนุนการสร้างงาน สร้างอาชีพเสริม แลเพิ่มรายได้ให้กับตนเองและครอบครัวของนักเรียน หลังจากเสนอโครงการแล้ว ก็ได้รับการอนุมัติและการสนับสนุนจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ให้จัดทำร้านจำหน่ายกาแฟและเครื่องดื่ม ภายใต้ชื่อร้าน “CP สานฝันเด็กไทย”

“ร้านกาแฟ “CP สานฝันเด็กไทย” เป็นโครงการที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชน และสอดคล้องกับนโยบายการดำเนินงานของโรงเรียน ที่ต้องการเสริมทักษะความรู้และอาชีพให้กับเด็กนักเรียน เพื่อปูพื้นฐานอาชีพให้กับพวกเขาในอนาคต ซึ่งร้านจำหน่ายกาแฟและเครื่องดื่มชงนั้นใช้เงินลงทุนไม่มาก หากนักเรียนจะนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดเป็นอาชีพของตนเองและครอบครัวก็สามารถทำได้ โรงเรียนก็อยากให้เด็กๆ ได้เป็นเจ้าของกิจการ โครงการฯ นี้จึงช่วยสานฝันการประกอบอาชีพของพวกเขาได้ สำหรับนักเรียนจะมีรายได้จากส่วนแบ่งการขาย และร้านเปิดเป็นบัญชีร้านเพื่อควบคุมรายรับรายจ่าย มีการทำบัญชีควบคู่ เพื่อให้ร้านดำเนินงานได้อย่างยั่งยืน มีคุณครูดูแล 4 คน มีนักเรียน 10 คนเป็นคนดูแลประจำร้าน โดยเด็กๆมีโอกาสเข้าเรียนรู้ทุกคน” ผอ.วินิต กล่าว

สำหรับน้องๆ นักเรียนที่ผ่านการฝึกประกอบอาชีพจากร้านกาแฟ ที่ผ่านมาจำนวนหนึ่งรุ่น เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 จำนวน 40 คน ซึ่งเป็นการเพิ่มเวลารู้ในที่คาบชุมนุมที่ ในช่วงบ่ายสามถึงสี่โมง ทุกวันจันทร์ จึงไม่กระทบกับการเรียนการสอน โดยมีน้องๆ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 24 คน ที่จบการศึกษาและได้ไปศึกษาต่อในลำดับชั้นที่สูงขึ้น ในจำนวนนี้ได้ใช้ความรู้จากการได้ศึกษาลงมือปฏิบัติจากโรงเรียน ไปใช้ในงาน Part Time ได้ทันที

ดญ.ฑิมพิกา ผมพันธุ์ หรือน้องแก้ม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หนึ่งในแกนนำนักเรียน บอกว่า ดีใจมากและขอขอบคุณที่ซีพีเอฟ สนับสนุนการเปิดร้านกาแฟ ทำให้มีร้านกาแฟและวัตถุดิบในการเปิดร้านกาแฟอย่างครบถ้วน และยังมีพี่ๆจากร้านสตาร์คอฟฟีมาเป็นวิทยาการช่วยสอน ฝึกอบรมการชงกาแฟสด และเครื่องดื่มต่างๆทำให้มีสูตรชงที่แน่นอน จนลูกค้าต่างติดใจในรสชาติที่อร่อย โครงการนี้ทำให้เรามีความรู้สามารถนำไปต่อยอดสร้างรายได้ให้ตัวเองและครอบครัวได้หลังจากจบการศึกษา หรือแม้แต่ช่วงวันหยุดปิดภาคเรียนก็สามารถแล้ว ทำเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ ที่สำคัญทักษะเหล่านี้ยังทำให้คว้ารางวัลในการประกวดโครงงานสร้างความภูมิใจให้กับพวกเรา

เช่นเดียวกับ ดช.ทีทายุ เทินสะเกษ หรือน้องอชิ นักเรียนชั้นเดียวกัน กล่าวว่า การได้ฝึกทักษะอาชีพร้านกาแฟ ทำให้มีโอกาสได้ทำงานร่วมกับเพื่อนๆ รู้เทคนิคการขาย การพบปะผู้คน สร้างความมั่นใจให้กับตนเองและเพื่อนๆ นอกจากการจำหน่ายกาแฟและเครื่องดื่มต่างๆที่หน้าร้าน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านข้างสหกรณ์โรงเรียนแล้ว เรายังขยายการจำหน่ายเป็นเครื่องดื่มชงบรรจุขวด ราคาย่อมเยาเพียงขวดละ 5 บาท ทำให้สะดวกต่อการดื่มและสามารถซื้อหาไปฝากครอบครัวได้ ถือเป็นอีกช่องทางการจำหน่ายที่สร้างรายได้เพิ่มให้กับโครงการ ขณะเดียวกัน ยังมีการรับคำสั่งซื้อสินค้าสำหรับงานต่างๆ รวมถึงการออกบูธในงานแสดงสินค้าต่างๆ อย่างเช่น งานของดีลำปลายมาศ ซึ่งบูธของเราได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก และยังได้วางแผนต่อยอดสู่การทำเบเกอรี่ในอนาคตด้วย

โครงการ สานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี และซีพีเอฟ ภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ให้กับเด็กไทย และเป็นอีกพลังในการสนับสนุนให้น้องๆนักเรียนมีวิชาความรู้ติดตัวสู่อนาต และเปิดโลกกว้างทางการศึกษาและการยกระดับพัฒนาเด็กๆ มาอย่างต่อเนื่อง.

จิตอาสาซีพีเอฟ-เครือซีพี ลงพื้นที่ช่วยชาวบ้านประสบภัยน้ำท่วมจ.สุโขทัย

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ เดินหน้าโครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม” ร่วมกับบริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้แก่ ซีพีออลล์, ซีพี แอ็กซ์ตร้า แม็คโคร โลตัส, ข้าวตราฉัตร, ซีพีแรม, เจียไต๋ และทรู คอร์ปอเรชั่น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน พร้อมส่งกำลังใจให้พี่น้องผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือต่อเนื่อง

ล่าสุด นายสุชาติ ทีคะสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย รับมอบเนื้อหมูสด 100 กิโลกรัม และไข่ไก่สด 5,000 ฟอง จากซีพีเอฟ เพื่อส่งต่อให้แก่ โรงครัว ศูนย์ประสานการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ปี 2567 จ.สุโขทัย สำหรับไข่ไก่จำนวนนี้ 500 ฟอง พร้อมหมูบด 40 กิโลกรัม นำไปมอบแก่โรงครัวมูลนิธิเพชรเกษม วัดคลองกระโจง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย และอีก 1,500 ฟอง มอบให้แก่เพจอีจันช่วยน้ำท่วม

ก่อนหน้านี้ จิตอาสาได้ลงพื้นที่ จ.เชียงราย มอบอาหารสด ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด ไข่ไก่ และน้ำดื่ม สนับสนุนโรงครัวพระราชทาน กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 ในองค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

ขณะเดียวกัน ที่ จ.น่าน บริษัทฯ มอบวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหาร ได้แก่ เนื้อไก่ เนื้อหมู ไข่ไก่ น้ำดื่มซีพี ข้าวตราฉัตร อาหารพร้อมรับประทาน รวมถึงสิ่งของที่จำเป็น อาทิ ถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภค รถโมบายสัญญาณทรู 5G สำหรับโรงครัว 10 แห่ง ของกลุ่มแม่บ้านจิตอาสา เพื่อแจกจ่ายให้ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมใน 4 อำเภอ ได้แก่ อ.เมืองน่าน อ.ภูเพียง อ.ท่าวังผา และ อ.เวียงสา

ด้าน จิตอาสากลุ่มธุรกิจห้าดาวภาคเหนือ ลงพื้นที่มอบข้าวสารและน้ำดื่ม แก่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย และผู้แทนนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองดอกคำใต้ จ.พะเยา

โครงการ “CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม” ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อคลายความเดือดร้อนของประชาชน โดยจิตอาสาซีพีเอฟระดมสรรพกำลังกับบริษัทในเครือซีพี ร่วมกับหลายภาคส่วนเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้เข้าถึงอาหารและของใช้ที่จำเป็นอย่างเพียงพอ .

AIS และ กสทช. เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ พร้อมดูแลเครือข่ายสื่อสาร 24 ชม.

0

AIS และ กสทช. เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคเหนือ พร้อมดูแลเครือข่ายสื่อสาร 24 ชั่วโมง ขยายเวลาชำระค่าบริการสำหรับลูกค้ารายเดือนและลูกค้า AIS 3BB FIBRE 3 เพิ่มวันใช้งานสำหรับลูกค้าเติมเงิน เพื่อให้สื่อสารได้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดลงพื้นที่มอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ อ.ศรีสำโรง และ อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือ AIS และ กสทช. มีความห่วงใยต่อประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกท่านที่กำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยในขณะนี้ พร้อมอยู่เคียงข้างจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ โดยมีมาตรการดังนี้

ด้านการดูแลสัญญาณเครือข่ายเปิด War Room ตลอด 24 ชั่วโมง โดยกระจายทีมวิศวกร ไปยังพื้นที่เสี่ยงต่างๆ พร้อมมอนิเตอร์สถานีฐานในพื้นที่ประสบภัยอย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องปั่นไฟและน้ำมันให้พร้อมสำหรับสถานีฐานในจุดเสี่ยง รวมถึงส่งรถสถานีฐานเคลื่อนที่ (COW) เข้าไปในพื้นที่เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการสื่อสารได้ต่อเนื่องอย่างดีที่สุด

ด้านการอำนวยความสะดวก เพื่อให้ติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างต่อเนื่อง AIS ได้ขยายระยะเวลาการชำระค่าบริการสำหรับลูกค้ารายเดือนและลูกค้า AIS 3BB FIBRE 3 และขยายระยะเวลาการใช้งานให้กับลูกค้าระบบเติมเงินในพื้นที่ประสบภัย ได้แก่ จังหวัดเชียงราย, พะเยา, แพร่, น่าน และสุโขทัย โดยลูกค้าที่ได้รับสิทธิดังกล่าว จะได้รับ SMS ยืนยัน
ด้านการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัย เข้าสนับสนุนสิ่งของจำเป็นต่อประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยทีมงานเอไอเอสอาสา ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องไปแล้วในพื้นที่ อาทิ จังหวัดพะเยา, เชียงราย, น่าน และแพร่

AIS และ กสทช. ขอยืนยันว่าเราจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไปเพื่อให้มั่นใจว่าเครือข่ายสื่อสารสามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง และพร้อมเคียงข้างประชาชนในการผ่านพ้นวิกฤตภัยธรรมชาติครั้งนี้ไปด้วยกัน

เมืองไทยประกันชีวิต ปลื้มตัวแทนคุณภาพรับรางวัลระดับเอเชีย เวที Asia Trusted Life Agents & Advisers Awards 2024

0

เมืองไทยประกันชีวิต ประกาศความสำเร็จด้านคุณภาพตัวแทนของบริษัท รับรางวัลระดับเอเชีย คว้ารางวัล “ที่ปรึกษาการเงินแห่งปี” (Financial Advisor of the Year) ในงาน 9th Asia Trusted Life Agents & Advisers Awards 2024 เวทีประกวดระดับเอเชียของธุรกิจประกันชีวิต ซึ่งจัดขึ้นโดยนิตยสาร Asia Insurance Review และ Asia Advisers Network รวมถึงตัวแทนคุณภาพที่ได้รับการผ่านคัดเลือกเข้าสู่รอบสุดท้าย (The Finalist)

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากความมุ่งมั่นทุ่มเทของบริษัท ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพของบุคลากรฝ่ายขายอย่างต่อเนื่อง บริษัทได้ลงทุนในโปรแกรมการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะที่ทันสมัย เพื่อให้ที่ปรึกษาด้านการประกันชีวิตทุกคนมีความเชี่ยวชาญในด้านการให้คำปรึกษาและการบริการลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพมาโดยตลอด ตลอดจนด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการสร้างทีมขายที่มีคุณภาพและมีความเป็นมืออาชีพ บริษัทได้สนับสนุนให้บุคลากรทุกคนเติบโตในอาชีพอย่างยั่งยืนและสามารถให้คำแนะนำทางการเงินที่สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในทุกสถานการณ์ ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญของบริษัทที่จะยกระดับเป็น “คู่คิดด้านการวางแผนชีวิตและสุขภาพที่คุณวางใจ” (No.1 Most Trusted Partner in Life & Health Planning)

ในโอกาสนี้ บริษัทขอประกาศถึงความสำเร็จของตัวแทนคุณภาพในระดับเอเชียที่เป็นที่ได้รับการยอมรับในฐานะที่ปรึกษาด้านการประกันชีวิตชั้นนำระดับภูมิภาค คือ คุณกรณ์ธินันท์ ดำรงเวชวาณิชย์ ที่สามารถคว้ารางวัล “ที่ปรึกษาการเงินแห่งปี” (Financial Adviser of the Year) ในงาน 9th Asia Trusted Life Agents & Advisers Awards 2024 งานใหญ่ประจำปีของวงการประกันชีวิต ซึ่งจัดขึ้นโดยนิตยสาร Asia Insurance Review และ Asia Advisers Network โดยงานประกาศรางวัลดังกล่าวได้รับ การยกย่องว่าเป็นงานที่ทรงเกียรติและสำคัญที่สุดของวงการประกันชีวิตในเอเชีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกย่องบุคคลและองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการให้บริการด้านการประกันชีวิตและการให้คำปรึกษาทางการเงิน

ทั้งนี้คุณกรณ์ธินันท์ ดำรงเวชวาณิชย์ เป็นผู้ได้รับรางวัล “ที่ปรึกษาการเงินแห่งปี” (Financial Adviser of the Year) เริ่มต้นเข้าสู่อาชีพ โดยไม่มีพื้นความรู้ทางด้านการเงินและประกันชีวิตแต่อย่างใด แต่ด้วยเป็นผู้ที่มีใจรักทางด้านการอ่านและพร้อมที่จะเรียนรู้ จึงพยายามค้นคว้าศึกษาความรู้เพิ่มเติมทั้งจากหลักสูตรที่ได้เข้าเรียนของบริษัทและหนังสือด้านการเงิน จนสามารถทำให้พิชิตคุณวุฒิ MDRT ในปี 2014-2016 (3 ปีติดต่อกัน) ทำให้ได้รับโอกาสสำคัญในการเข้าร่วมงานสัมมนาประจำปี MDRT ที่มีการจัดขึ้นที่เมือง Vancouver และ Toronto ที่ประเทศแคนาดา และเมือง New Orleans ที่สหรัฐอเมริกา จึงได้รับแรงบันดาลใจและเกิดความสนใจในสาขาที่ปรึกษาการเงิน และใช้เวลาหลายปีต่อจากนั้น เพื่อเรียนรู้จนสามารถได้รับคุณวุฒินักวางแผนทางการเงินที่เป็นที่ยอมรับในเอเชียแปซิฟิก (FChFP) และคุณวุฒิที่ปรึกษาการเงิน AFPT ในระยะเวลาต่อมา

ในช่วงที่เกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ผ่านมา คุณกรณ์ธินันท์ได้เริ่มเปลี่ยนวิธีการทำงานโดยใช้ “พีระมิดการเงิน” เพื่อให้ข้อมูลและความรู้แก่ลูกค้า โดยเริ่มจากการคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ การวางแผนภาษี การวางแผนการลงทุน และการวางแผนมรดก โดยใช้กระบวนการ Face to Face ในการนำเสนอขาย รวมถึงมีการสร้างช่องทางดิจิทัล TikTok ในการให้ข้อมูลแบบสรุปสั้นกระชับและตรงประเด็นในรูปแบบคลิปสั้น ซึ่งเป็นที่ถูกใจคนใช้แพลตฟอร์มดังกล่าวอย่างมาก จนสามารถมีผู้ติดตามสูงถึง 28,000 คน
นอกจากการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและตัวแทนของเมืองไทยประกันชีวิตแล้ว คุณกรณ์ธินันท์ยังเป็นผู้ฝึกอบรมขั้นสูงและวิทยากรพิเศษของบริษัทที่สามารถฝึกอบรมตัวแทนใหม่ ตัวแทนปัจจุบัน และผู้จัดการฝ่ายขายมากกว่า 100 รุ่นทั่วประเทศ คุณกรณ์ธินันท์ ดำรงเวชวาณิชย์ และทีมที่ปรึกษาของเขามีเป้าหมายที่จะเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการวางแผนการประกันชีวิตและการเงินให้แก่คนไทยทุกคน ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ซึ่งนับว่าเป็นบุคลากรฝ่ายขายที่มีคุณภาพตรงตามที่บริษัทได้ตั้งเป้าหมายไว้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ภายในงานมอบรางวัลดังกล่าว มีที่ปรึกษาประกันชีวิตของบริษัทที่สามารถผ่านเข้ารอบสุดท้าย (Finalist) จำนวน 2 ท่าน ได้แก่ คุณมินาซ่าส์ บุญมาเลิศ ในหมวดรางวัล “Insurance Agent of the Year”และ คุณกัญญารัตน์ ยมนา ในหมวดรางวัล YOUNG EXECUTIVE OF THE YEAR โดยในงานนี้มีผู้บริหารบริษัทเข้าร่วมแสดงความยินดี ณ PARKROYAL COLLECTION Marina Bay ประเทศสิงคโปร์

“บริษัทขอชื่นชมตัวแทนคุณภาพทั้ง 3 ท่าน ที่ได้สร้างชื่อเสียงในครั้งนี้ ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่น ความเป็นเลิศในวิชาชีพ และการทุ่มเทในการให้บริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความสามารถในการพัฒนาความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้กับเพื่อนร่วมอาชีพทุกคนของเมืองไทยประกันชีวิตจะก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จในฐานะที่ปรึกษาประกันชีวิต ตลอดจนเป็นแบบอย่างสู่ความสำเร็จของบุคลากรคุณภาพ เพื่อที่ตัวแทนท่านอื่นจะได้ประยุกต์ต่อยอดเป็นแนวทางในการพัฒนาตนเอง” นายสาระกล่าวสรุป