Home Blog Page 115

โอกาสลงทุนหุ้นแห่งอนาคต ฝั่งตะวันออก VS ตะวันตก

0

เมื่อตอนนี้ โลกของเรากำลังถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยี ที่ล้ำสมัยขึ้นในทุก ๆ วัน จนช่วยสร้างความสะดวกสบาย ให้กับชีวิตคนนับล้าน ได้แบบไร้พรมแดนจนยุคนี้ถูกเรียกว่า เป็นยุคแห่ง “โลกาภิวัตน์ของโลกดิจิทัล และเอไอ” ที่เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้เพิ่มด้วย ซึ่งนี่ก็เป็นอีกสาเหตุสำคัญ ที่บอกเราว่าทำไมบริษัทต่าง ๆ จากทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางฝั่งตะวันออก หรือทางฝั่งตะวันตก ถึงต้องแข่งขันการพัฒนานวัตกรรมต่าง ๆ อยู่เสมอ

แล้วในโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านแบบนี้ มีบริษัทจากฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตกอะไรที่น่าสนใจ และมีแผนใหญ่ ที่จะมาครองใจผู้บริโภคทั่วโลกอย่างไรบ้าง มาลองออกเดินทางไปสำรวจพร้อม ๆ กันได้เลย

➡️ รู้จักกลุ่ม “หุ้นแดนตะวันออก” ดาวรุ่งมาแรง
– อุตสาหกรรมรถ EV ? 
ปัจจุบัน อุตสาหกรรม EV ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เติบโตแบบเร่งตัวสูงขึ้นมาก ทั้งจากความใส่ใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มมากขึ้น และการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแฝงต่าง ๆ เช่น ค่าน้ำมัน เป็นต้น 

ซึ่งในปี 2567 นี้เอง Statista ก็ได้คาดการณ์ว่ารายได้ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก จะพุ่งสูงถึง 6.23 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีเจ้าแห่งโลกตะวันออกอย่างจีน เป็นผู้นำที่ทำรายได้สูงถึง 3.19 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เลยทีเดียว

ซึ่งแบรนด์ EV ที่น่าสนใจจากแดนตะวันออก แน่นอนว่าคงหนีไม่พ้น BYD แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของโลกได้ ด้วยยอดจำหน่ายรถยนต์ EV ทั่วโลกกว่า 3.02 ล้านคันในปี 2566 ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นกว่า 62% หากนับจากยอดจำหน่ายในปี 2565 ตามการอ้างอิงจาก CNN เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2567 ที่ผ่านมา และยอดขายของ BYD ก็ยังคงมีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องจนน่าจับตามอง

– อุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ
แน่นอนว่าตลาดอีคอมเมิร์ซจากจีน ยังคงเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดอีคอมเมิร์ซทั่วโลกที่ไม่อาจปฏิเสธได้ จากจำนวนรายได้รวมในปี 2566 ที่สามารถทำได้รวมกันสูงถึง 2.17 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามการอ้างอิงโดย Statista ซึ่งถือว่าทิ้งห่างอันดับ 2 อย่างสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก

โดยหนึ่งในบริษัทที่น่าสนใจ คงหนีไม่พ้น Alibaba บริษัทอีคอมเมิร์ซจากจีน มูลค่ากว่า 1.95 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่ไม่ได้มีดีแค่การเติบโตทางด้านอาณาจักรอีคอมเมิร์ซ แต่ยังมีการต่อยอดไปที่การพัฒนาระบบ Cloud Computing และแพลตฟอร์มชำระเงินออนไลน์ด้วย ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มการเติบโตที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

– อุตสาหกรรมโทรคมนาคม ?
สิงคโปร์ ถือเป็นหนึ่งในประเทศ ที่มีโครงข่ายสัญญาณความเร็วสูงทั่วประเทศเป็นลำดับแรก ๆ ของโลก จากการพัฒนานโยบาย Smart City โดยปัจจุบัน มีฐานผู้ใช้งานถึง 2 เท่าของจำนวนประชากร (เฉลี่ยที่คนละ 2 เบอร์) ซึ่งช่วยสร้างกระแสรายได้คงที่ กับผู้ให้บริการโทรคมนาคมในสิงคโปร์ เช่น Singtel บริษัทโทรคมนาคมชั้นนำของเอเชีย ที่ทำธุรกิจเครือข่ายมือถือ อินเทอร์เน็ต ขายอุปกรณ์ ที่ยังมีโอกาสเติบโตขึ้นจากการพัฒนาธุรกิจ Cybersecurity และ Data Analytic อีกด้วย

– อุตสาหกรรมวิดีโอเกม ? 
รู้หรือไม่ วงการวิดีโอเกม ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากพฤติกรรมของผู้คนที่ให้ความสำคัญกับการเล่นเกมมากขึ้น ซึ่งหากมองไปที่ “ตลาดเกมคอนโซล” ที่เป็นอีกหนึ่งตลาดที่น่าลงทุน ก็จะพบว่า Yahoo Finance ได้คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดเกมคอนโซลจะเติบโตจาก 2.67 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2566 ไปเป็น 6.37 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2576 โดยที่ “เอเชีย” จะเป็นหนึ่งในฐานการผลิต และฐานรายได้ที่สำคัญเป็นอย่างมาก

ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะในช่วงตลอดหลาย 10 ปีที่ผ่านมา หากเราสังเกตให้ดี จะพบว่าผู้พัฒนาเครื่องเกมคอนโซล ที่เป็นเจ้าตลาด ล้วนเป็นบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Nintendo หรือ PlayStation จาก Sony ที่สินค้าทั้ง 2 ค่ายนี้ ได้ครอบครองส่วนแบ่งในตลาดเกมคอนโซลทั่วโลก ณ ปี 2566 รวมกันมากถึง 85% ตามการอ้างอิงจาก 360 Research Reports 

⬅️ รู้จักกลุ่ม “หุ้นแดนตะวันตก” ยักษ์ใหญ่ที่ยังตื่นตัวตลอด
– อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ? 
“เซมิคอนดักเตอร์” นับเป็นจิกซอว์ชิ้นสำคัญต่อการยกระดับนวัตกรรม ทั้งอุปกรณ์ดิจิทัลใหม่ ๆ และเอไอที่กำลังเปลี่ยนโลกของเราจากเดิมไปตลอดกาล

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ทั้ง สหรัฐฯ และยุโรป ต่างพยายามชิงความได้เปรียบด้านเซมิคอนดักเตอร์ ผ่านการสนับสนุน และการกีดกันอีกมากมาย เช่น การออกข้อกฎหมาย CHIPS for America Act เป็นต้น

พลังของเซมิคอนดักเตอร์นี่เองที่ทำให้ หลายบริษัทในสหรัฐฯ และยุโรป ยังคงเป็นผู้นำในด้านเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งพิสูจน์ได้จากรายชื่อบริษัทต่าง ๆ เช่น ASML บริษัทจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องผลิตชิป แบบ DUV และ EUV เพียงเจ้าเดียวของโลก ที่นับเป็นต้นน้ำในอุตสาหกรรมชิป รวมถึงยังมีผู้นำตลาดด้านนี้จากสหรัฐฯ อย่าง Nvidia ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับที่ 3 ของโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

– อุตสาหกรรมความบันเทิง
คงไม่มีใครปฏิเสธว่า Netflix คือแบรนด์ที่ปฏิวัติการเสพความบันเทิงให้เข้าสู่ยุคดิจิทัล ด้วยระบบสตรีมมิง ที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งความแข็งแกร่งที่เกิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน ยังคงพิสูจน์ได้จากการรายงานของ L.A. Times เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2567 ที่ระบุไว้ว่า Netflix เองก็ยังคงครองความเป็นหนึ่งในตลาดโลก ด้วยจำนวนสมาชิกทั้งหมดกว่า 260 ล้านคนทั่วโลก และมีมูลค่าบริษัทที่สูงถึง 2.73 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจ

นอกจากนี้ ธุรกิจจากฝั่งตะวันตก ยังมีธุรกิจที่สามารถสร้างมูลค่าสินค้าผ่านทางอารมณ์ให้ผู้คนได้ลงทุนเพื่อเป็นเจ้าของอย่าง สินค้าแบรนด์หรู ?️ ในเครือ LVMH เช่น Louis Vuitton, Celine, Fendi, Dior เป็นต้น ที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ที่ถึงแม้ว่ารายได้ในช่วงนี้อาจจะลดลงไปบ้าง แต่รายได้แบบปีต่อปี ก็ยังคงเติบโตขึ้น จากยอดรายได้รวมทั่วโลกกว่า 9.33 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงปี 2566 ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก ปี 2565 มากถึง 13% เลยทีเดียว

โดยนอกเหนือจากสินค้าแบรนด์หรูแล้ว ก็ยังมีแบรนด์สินค้าบริโภคที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรามากมาย เช่น Starbucks ☕ เป็นต้น

? ทั้งหมดนี้ คือตัวอย่างของกลุ่มธุรกิจจากแดนตะวันออก และแดนตะวันตก ที่กำลังพัฒนานวัตกรรมให้ตอบสนองความต้องการในชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก และจะยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นต่อเศรษฐกิจในยุคที่เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคดิจิทัลยุคใหม่ และยุคเอไอ อีกด้วย 

อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าใครเริ่มมองเห็นโอกาสแห่งอนาคตจากธุรกิจเหล่านี้ การลงทุนผ่าน DR และ DRx จึงเป็นโอกาสที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

? โดย “DR” หรือ Depositary Receipt นั้น คือตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศ ที่เกิดจากผู้ออกตราสาร (ได้รับอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต.) ซื้อหลักทรัพย์อ้างอิงต่างประเทศ เช่น หุ้น หรือ ETF มา และนำมาจดทะเบียนเป็นตราสาร DR ในตลาดหลักทรัพย์ไทย เพื่อให้นักลงทุนสามารถซื้อขายได้ในรูปแบบของสกุลเงินบาท ซึ่งในปัจจุบันมี DR ให้เลือกลงทุนกว่า 24 ตัว โดยมีหุ้นจากแดนตะวันออก เช่น
– Alibaba (BABA80) บริษัทอีคอมเมิร์ซระดับโลก จากจีน

– Baidu (BIDU80) บริษัทเซิร์ชเอนจินยักษ์ใหญ่ จากจีน

– BYD (BYDCOM80) บริษัทรถยนต์ EV จากจีน ที่สร้างยอดจำหน่ายรถยนต์ EV ได้สูงที่สุดในโลก

– NetEase (NETEASE80) บริษัทผู้พัฒนาเกม และอีคอมเมิร์ซ ระดับโลก จากจีน

– Ping An Insurance (PINGAN80) บริษัทประกันภัย และการเงินแบบครบวงจรชั้นนำ จากจีน

– Singapore Airlines (SIA19) สายการบินที่ได้รางวัลสายการบินที่ดีที่สุดในโลก เมื่อปี 2566 จากสิงคโปร์

– Singtel (SINGTEL80) บริษัทโทรคมนาคมชั้นนำของเอเชีย จากสิงคโปร์

– Tencent (TENCENT80) บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในจีน จากธุรกิจเทคฯ ที่หลากหลาย

– Xiaomi (XIAOMI80) บริษัทผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำระดับครอบจักรวาล จากจีน

รวมถึงยังมีหุ้นมาใหม่ที่กำลังจะเปิดให้เทรดอย่าง Nintendo, Sony และ Toyota เป็นต้น ซึ่ง DR มีจุดเด่นที่น่าสนใจ คือ
– แค่มีบัญชีหุ้นไทย ก็เริ่มลงทุนผ่าน DR ได้ทันที 

– ซื้อขายสะดวก เพราะใช้สกุลเงินบาท

– เริ่มต้นขั้นต่ำเพียง 1 หน่วย (ค่าธรรมเนียมเท่ากับการเทรดหุ้นไทย)

แอบกระซิบอีกนิด DR ยังมีตัวเลือกหุ้นที่น่าสนใจ จากแดนตะวันตกบางส่วนให้เลือกอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ASML หรือ LVMH

? ส่วน “DRx” หรือ Fractional Depositary Receipt ก็เหมือนกับ DR แต่เป็นการลงทุนอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถซื้อขายเป็นหน่วยย่อยได้ (เศษหุ้น) ซึ่งในปัจจุบันมีตัวเลือกการลงทุนเป็นหุ้นจากแดนตะวันตก อย่างหุ้นยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น 
– Alphabet (GOOG80X) บริษัทผู้ให้บริการเซิร์ชเอนจินยักษ์ใหญ่ ที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก

– Amazon (AMZN80X) บริษัทอีคอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ ที่มีการดำเนินธุรกิจในหลากหลายด้าน

– Apple (AAPL80X) บริษัทผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ ชื่อดัง ที่มีมูลค่าบริษัทสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก

– Booking Holdings (BKNG80X) แพลตฟอร์มออนไลน์ในการจองที่พัก เที่ยวบิน รถเช่า และร้านอาหารระดับโลก

– Meta (META80X) บริษัทผู้ถือครองแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ชื่อดังต่าง ๆ มากมาย ที่นิยมไปทั่วโลก

– Microsoft (MSFT80X) บริษัทผู้ผลิต และพัฒนาซอฟต์แวร์รายใหญ่ ที่มีมูลค่าบริษัทสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก 

– Netflix (NFLX80X) บริษัทผู้นำด้านสื่อบันเทิงสตรีมมิง ที่มียอดผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก 

– Nvidia (NVDA80X) บริษัทผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์ ที่มีมูลค่าบริษัทสูงที่สุดเป็นอันดับ 3 ของโลก

– Starbucks (SBUX80X) ร้านกาแฟชื่อดัง ที่มีสาขากระจายอยู่ทั่วโลกกว่า 38,038 สาขา

– Tesla (TSLA80X) บริษัทผู้พัฒนารถยนต์ EV ที่มีเทคโนโลยีสุดล้ำหน้า

รวมทั้งยังมีหุ้นมาใหม่ที่กำลังจะเปิดให้เทรดอย่าง Coca-Cola, Pepsi และ Berkshire Hathaway อีกด้วย ซึ่งจุดเด่นของ DRx ที่น่าสนใจนั้น คือ
– เลือกส่งคำสั่งได้ทั้งแบบจำนวนเงิน และจำนวนหน่วย

– ซื้อขายตามเวลาของตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศที่หลักทรัพย์นั้นอ้างอิง (20.00-04.00 น. ตามเวลาประเทศไทย)

– งบน้อยก็ลงทุนได้ 

ใครสนใจจะลงทุนใน DRx หากมีบัญชีหุ้นแล้ว ก็แค่แจ้งความประสงค์ขอซื้อขาย DRx เพิ่มกับโบรกเกอร์ที่ให้บริการ ซึ่งทำผ่านแอป Streaming เองได้เลย โดยกดไปที่ “My Menu” เลือก “DRx” และกดปุ่ม “Request DRx Trading” และรออนุมัติ (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับแต่ละโบรกเกอร์) 

? ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DR www.setinvestnow.com/th/newdr

? ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DRx www.setinvestnow.com/drx

หากใครยังไม่มีบัญชีหุ้นและสนใจ ก็เริ่มต้นลงทุนด้วยตัวเองได้ทันที เพียงเปิดบัญชีลงทุนผ่าน Streaming ตั้งแต่วันนี้ ?

https://www.settrade.com/th/services-and-tools/trading-program/basic/main

“ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย www.setinvestnow.com”

ม.แม่โจ้ จับมือ ซีพี-เมจิ ผลักดันงานวิจัย หนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในภาคเหนือ เข้าถึงเทคโนโลยีทันสมัย

0

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการและงานวิจัยด้านโคนม เพื่อถ่ายทอดความรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านการผลิต รวมถึงการสร้างฟาร์มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมตัวอย่าง เดินหน้าพัฒนาเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในภาคเหนือ คู่ขนานกับการสร้างนักวิชาการรุ่นใหม่ สร้างรายได้ที่มั่นคง นำไปสู่อาชีพเกษตรกรโคนมที่ยั่งยืน โดยมี รศ.จักรพงษ์ พิมพ์พิมล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และนางสาวสลิลรัตน์ พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ ซีพี-เมจิ ร่วมลงนาม พร้อมด้วย ผศ.ดร.ประภากร ธาราฉาย คณบดีคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้

รศ.จักรพงษ์ พิมพ์พิมล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยฯ พร้อมสนับสนุนงานด้านวิชาการและเป็นกลไกหลักในการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพและผลผลิตโคนม นอกจากนั้นยังจะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเกษตรกรให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารด้านวิชาการ และการจัดการสิ่งแวดล้อมทางด้านเกษตรและปศุสัตว์ที่เหมาะสม ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นโอกาสที่ดีของเกษตรกรในการเข้าร่วมการอบรมทฤษฎีใหม่ๆ ที่ทันสมัย โดยมหาวิทยาลัยฯ มีนักวิชาการและวิทยากรที่เชี่ยวชาญ การพัฒนาองค์ความรู้ในการจัดการฟาร์มและจัดการโคนม เพื่อให้ได้ผลผลิตของน้ำนมดิบที่มีคุณภาพ ตรงตามมาตรฐาน และมีปริมาณที่เพียงพอต่อการบริโภคทั้งไทยและทั่วภูมิภาค” รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าว

นางสาวสลิลรัตน์ พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ ซีพี-เมจิ เปิดเผยว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะยกระดับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย ให้มีมาตรฐานที่เป็นเลิศโดยมีความประสงค์ ที่จะสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบจากต้นน้ำ ให้ไปสู่กลางน้ำ จนเป็นผลิตภัณฑ์นมที่มีคุณภาพถึงมือผู้บริโภค ภายใต้เจตนารมณ์ขององค์กรในการเพิ่มคุณค่าชีวิต ซีพี-เมจิ ตระหนักดีว่า การเติบโตทางธุรกิจ จำเป็นต้องทำไปควบคู่ไปกับการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ให้เติบโตไปพร้อมกับบริษัท ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ถือเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญบนห่วงโซ่การพัฒนาอุตสาหกรรมนม

“ซีพี-เมจิ ได้รับเกียรติจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีการเรียนการสอน งานวิจัย และผู้เชี่ยวชาญที่โดดเด่นด้านวิชาการโคนม เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นก้าวเริ่มต้นที่สำคัญอันจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ ในการยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรโคนมไทย สร้างฟาร์มตัวอย่าง ตลอดจนผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อมต่อไป” นางสาวสลิลรัตน์ กล่าว

ด้าน นายอาทิตย์ นุกูลกิจ รองผู้อำนวยการด้านการจัดการน้ำนมดิบ ซีพี-เมจิ กล่าวว่า ซีพี-เมจิ ที่เป็นหน่วยงานสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรโคนมทั่วประเทศ จากการลงพื้นที่ทำงานตลอดระยะเวลาหลายปี พบว่าเกษตรกรโคนมมีเป้าหมายในการพัฒนาตนเอง รวมถึงพื้นที่ฟาร์มและการเลี้ยงให้มีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ บริษัทฯ มีความตั้งใจในการทำงานร่วมกับอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านโคนมจากคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ คาดว่าจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และการจัดการฟาร์มให้ได้มาตรฐาน มีส่วนช่วยเกษตรกรให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของน้ำนมดิบต่อตัว โดยก้าวข้ามปัจจัยท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งอาหารหยาบที่ขาดแคลน ซึ่งส่งผลทางตรงต่อปริมาณและคุณภาพน้ำนมดิบ

สำหรับ การลงนามบันทึกข้อตกลงในการทำงานร่วมกันนี้ ซีพี-เมจิและคณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จะเดินหน้าโครงการนำร่องร่วมกับฟาร์มโคนม 14 แห่งที่เป็นสมาชิกสหกรณ์โคนมเชียงใหม่ โดยทีมการจัดการน้ำนมดิบ ซีพี-เมจิ จะลงพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อรวบรวมข้อมูล ควบคู่กับการให้ความรู้ด้านการจัดการฟาร์มที่ถูกต้องแก่เกษตรกร

ออมสิน เปิดฝากเงินฝากระยะสั้นดอกเบี้ยสูง เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7 เดือน และ 10 เดือน ฝากตั้งแต่วันนี้ – 30 ก.ย. 67

0

? เงินฝากดอกเบี้ยคุ้ม ชอบแบบไหนเลือกฝากได้เลย ดอกเบี้ยรับเต็มไม่เสียภาษี กับเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7 เดือน และเงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 10 เดือน ฝากเลยที่ธนาคารออมสินทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 ก.ย. 67 เท่านั้น
รายละเอียดเพิ่มเติม > https://fwuj.short.gy/tKUNZh

▶ เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 10 เดือน รับดอกเบี้ยสูง 1.82% ต่อปี
(เทียบเท่าเงินฝากประจำ 2.14% ต่อปี)
▶ เงินฝากเผื่อเรียกพิเศษ 7 เดือน รับดอกเบี้ยสูง 1.65% ต่อปี
(เทียบเท่าเงินฝากประจำ 1.94% ต่อปี)

เงื่อนไข

  • เปิดบัญชีขั้นต่ำ 10,000 บาท
  • ฝากเพิ่มครั้งละไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท
  • ฝากได้ทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ไม่จำกัดวงเงินรับฝากสูงสุด
  • *บุคคลธรรมดาไม่เสียภาษี ณ ที่จ่าย
  • ถอนหรือปิดบัญชีก่อนครบกำหนด ได้รับดอกเบี้ยเผื่อเรียก

? เงื่อนไขเป็นไปตามที่ธนาคารกำหนด

เร่งไล่ล่า “ปลาหมอคางดำ” สานพลังความร่วมมือทุกภาคส่วน

0

“ปลาหมอคางดำ” ถูกยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ หลังจากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ปี 2567-2570 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2567 ที่ผ่านมา เพื่อหยุดการแพร่พันธุ์ของประชากรปลาหมอคางดำในทุกพื้นที่ มีเป้าหมายไม่น้อยกว่า 5 ล้านกิโลกรัม ในแหล่งน้ำ 19 จังหวัด ภายในปี 2570 โดยกรมประมงบูรณาการความร่วมมือ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ซึ่งหนึ่งในภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจช่วยแก้ปัญหานี้มาอย่างต่อเนื่อง คือ ซีพีเอฟ ที่ให้การสนับสนุนกรมประมง ด้วยการระดมทุกสรรพกำลังในการสนับสนุนการแก้ปัญหา ผ่านแผนปฏิบัติการเชิงรุก 5 โครงการ ได้แก่

โครงการร่วมกับกรมประมงรับซื้อปลาเพื่อทำปลาป่น 2 ล้านกิโลกรัม ที่ปัจจุบันร่วมกับโรงงานปลาป่นในสมุทรสาครจัดซื้อปลาไปแล้วกว่า 8 แสนกิโลกรัม

โครงการปล่อยปลากะพงขาวปลานักล่า 2 แสนตัว จนถึงวันนี้ปล่อยปลากะพงลงแหล่งน้ำแล้ว 64,000 ตัว,

โครงการสนับสนุนกรมประมง ร่วมกับประมง 13 จังหวัด เปิดปฏิบัติการ “ลงแขกลงคลอง” ล่าปลาหมอคางดำ มอบอุปกรณ์จับปลา สนับสนุนกำลังคน อาหาร และน้ำดื่ม พร้อมมอบถังพลาสติกใช้แล้วทำน้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ เพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง

โครงการร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง นำปลาไปใช้ประโยชน์ เช่น แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร

และโครงการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญและมหาวิทยาลัยในการศึกษาวิจัยนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเพื่อตัดวงจรและควบคุมการแพร่พันธุ์ของปลาชนิดนี้ในระยะยาว โดยมีมหาวิทยาลัยแสดงเจตนารมณ์ร่วมโครงการวิจัย ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยแม่โจ้

โครงการเชิงรุกที่ยังคงเดินหน้า เพื่อเร่งกำจัดและควบคุมประชากรปลาหมอคางดำอย่างจริงจัง ส่งผลให้ปริมาณปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่ลดลงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้เพื่อร่วมฟื้นฟูความสมดุลของระบบนิเวศและทรัพยากรสัตว์น้ำของไทย.

AIS เตือนภัย มิจฯ ส่ง SMS แนบลิงก์ไปเว็บปลอม ห้ามคลิกเด็ดขาด!

0

AIS เตือนลูกค้า ระวังมิจฉาชีพ ส่ง SMS ลวงแอบอ้าง มีลิงก์ไปเว็บไซต์ปลอม
เตือน!! ห้ามคลิกเด็ดขาด ยืนยันไม่มีนโยบายส่ง SMS ให้ลูกค้ากรอกข้อมูลส่วนตัว

จากกรณีที่มีลูกค้าได้รับ SMS หลอกลวงจากมิจฉาชีพที่แอบอ้างชื่อผู้ส่ง (Sender Name) หลากหลายรูปแบบ ทั้งเป็นเบอร์มือถือ หรือ ชื่อต่างๆ ในลักษณะของการกระตุ้นให้คลิก เช่น คะแนนสะสมกำลังหมดอายุ เพื่อให้ลูกค้าหลงเชื่อ โดยมิจฉาชีพจะมีลิงก์ไปยังเว็บไซต์ปลอม เพื่อหลอกให้กดเข้าไปกรอกข้อมูลสำคัญอันอาจนำสู่ความเสี่ยงในการสูญเสียทรัพย์สิน ความเสียหายอื่นๆ หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล

AIS ขอยืนยันว่า ไม่มีนโยบายในการใช้ช่องทาง SMS เพื่อขอข้อมูลส่วนตัวของลูกค้า อาทิ เลขบัตรประชาชน, เลขบัตรเครดิต และ วันเดือนปีเกิด รวมถึงรหัส OTP ในการทําธุรกรรมใดๆ รวมถึงขอยืนยันว่า การสื่อสารในส่วนของการตรวจสอบ หรือ แลกคะแนนของเอไอเอส พอยท์ สามารถทำได้บนช่องทางแอปพลิเคชัน myAIS เท่านั้น

ทั้งนี้หากพบความผิดปกติของเบอร์โทร หรือ SMS ข้อความ ที่ติดต่อเข้ามา สามารถแจ้งผ่านสายด่วน 1185 AIS Spam Report Center ได้ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง โดย AIS จะตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป

3 DR ใหม่ลุยหุ้นซามูไร

0

รู้เก็บรู้ออมฯ โดย คุณนายพารวย

ประเทศญี่ปุ่นเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของหลายคนที่อยากเดินทางไปท่องเที่ยว ชมซากุระ ดูวิวภูเขาไฟฟูจิ ชิมอาหาร หรือช็อปปิ้ง ซึ่งต้องแลกกับการเดินทางไปเองเพื่อสัมผัสประสบการณ์เหล่านั้น แต่สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดต่างประเทศที่มีอัตราการเติบโตที่น่าสนใจนั้น นักลงทุนไม่จำเป็นต้องตีตั๋วเครื่องบินมาเอง แต่สามารถซื้อขายหุ้นญี่ปุ่นผ่านเครื่องมือ DR บนตลาดหุ้นไทยได้แบบสะดวกสบาย

ดัชนีนิคเคอิ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นเคยทำสถิติพุ่งทะยานไปแตะจุดสูงสุดในรอบ 35 ปี เมื่อต้นเดือน ก.ค. 2567 ที่ผ่านมา แม้ว่าหลังจากนั้น ดัชนีจะร่วงลงและตลาดหุ้นญี่ปุ่นต้องประสบกับความผันผวนเนื่องจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นเงินเยนแข็งค่าขึ้น, การปรับอัตราดอกเบี้ยของแบงก์ชาติญี่ปุ่น (BOJ) และเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ชะลอตัว

แต่นักวิเคราะห์ยังมีมุมมองเป็นบวกต่อตลาดหุ้นญี่ปุ่น โดยเห็นว่าหลังจากผ่านพ้นช่วงวิกฤติมาแล้ว ตอนนี้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น ขณะที่ราคาหุ้นเองก็ถือว่าลงมาเยอะแล้ว ดัชนีนิคเคอิมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น และอาจทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ในปี 2568 ประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐฯออกมาดีขึ้น และการส่งสัญญาณชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของแบงก์ชาติญี่ปุ่น

ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย http://www.setinvestnow.com ระบุสาเหตุที่ทำให้มองว่าหุ้นญี่ปุ่นจะเติบโตแบบโดดเด่นว่า มาจากความมั่นใจในศักยภาพของกลุ่มธุรกิจญี่ปุ่น และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ซึ่งจะทำให้ค่าเงินมีแนวโน้มอ่อนลง เป็นผลดีกับนักลงทุนต่างชาติ เพราะราคาซื้อขายหุ้นญี่ปุ่นจะถูกลง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องติดตามดูปัจจัยอื่นอย่างใกล้ชิดด้วย เช่น อัตราเงินเฟ้อ นโยบายของ BOJ และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP)

แนวโน้มที่ดีขึ้นของตลาดญี่ปุ่น ถือเป็นโอกาสของนักลงทุนไทยที่ต้องการกระจายการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมา มี DR หุ้นญี่ปุ่นซื้อขายบนตลาดหุ้นไทยอยู่แล้ว เช่น JAPAN13 NINTENDO19 SMFG19 SONY80 TOYOTA80 และ UNIQLO80

ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 ก.ย.2567 ตลาดหุ้นไทยเพิ่งจะต้อนรับ DR น้องใหม่ อ้างอิงหุ้นญี่ปุ่น เพิ่มอีก 3 ตัวซึ่งออกโดย บล.หยวนต้า คือ “HONDA19” อ้างอิงหุ้น Honda Motor Co., Ltd. ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ รถยนต์ เครื่องยนต์, “MITSU19” อ้างอิงหุ้น Mitsubishi Heavy Industries, Ltd. บริษัทชั้นนำด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีด้านพลังงาน อากาศยาน และเครื่องจักรอุตสาหกรรม, “MUFG19” อ้างอิงหุ้น Mitsubishi UFJ Financial Group, Inc. หนึ่งในกลุ่มสถาบันการเงินชั้นนำ มีเครือข่ายธนาคารทั่วโลกและเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา

นักลงทุนที่อยากลุยหุ้นในแดนซามูไร สามารถทำรายการโดยใช้บัญชีเทรดหุ้นที่มีอยู่ได้เลย ผ่านแอปฯ Streaming หรือหากยังไม่มีบัญชี ก็สามารถติดต่อเปิดบัญชีกับบริษัทหลักทรัพย์ ผู้สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดหรือรายชื่อ DR ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.setinvestnow.com/th/newdr  

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

AIS ชวนลูกค้าสายกรีน ทิ้ง E-Waste รับคะแนน AIS Points และลุ้นรางวัลตลอดแคมเปญ

0

AIS ตอกย้ำภารกิจเดินหน้าสู่ Hub of E-Waste หรือศูนย์กลางการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านการจัดแคมแปญ “ทิ้ง E-Waste รับ AIS Points” ให้ขยะอิเล็กทรอนิกส์กลับมามีค่าอีกครั้ง โดยในปีนี้กลับมาพร้อมความพิเศษยิ่งกว่าเดิม ทั้งรับ AIS Points สูงสุด 10 คะแนน พร้อมขยายจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชัน AIS E-Waste+ ไม่ว่าจะเป็นที่ AIS Shop, AIS Telewiz, AIS Buddy Exclusive และ Serenade Club รวมกว่า 622 สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถทิ้งขยะ E-Waste ได้ง่าย ใกล้บ้านคุณ นอกจากนี้ทุกการทิ้ง E-Waste 1 ชิ้น ยังมีสิทธิ์ลุ้นรับรางวัลกับโปรแกรม แลกพอยท์ ลุ้นโชค กับ เอไอเอส ทุกเดือนตลอดแคมเปญ เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน – 31 ธันวาคม 2567 นี้

นางสายชล ทรัพย์มากอุดม หัวหน้าหน่วยธุรกิจประชาสัมพันธ์และงานธุรกิจสัมพันธ์ AIS กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา AIS ได้จัดแคมเปญ “ทิ้ง E-Waste รับ AIS Points” อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความตระหนักรู้และปลูกฝังความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ลูกค้าและคนไทย โดยส่งเสริมการนำขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธีโดยปราศจากการฝังกลบ เพื่อป้องกันไม่ให้สารพิษจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ตกค้างอยู่ในธรรมชาติ โดยตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยได้อย่างมีนัยสำคัญเท่านั้น แต่ยังสามารถสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้แก่ลูกค้าและคนไทยอีกด้วย ในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 4 เราจึงยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องในการขยายผลการรณรงค์ พร้อมร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในการขยายจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปยังกว่า 622 แห่งทั่วประเทศ ทั้ง AIS Shop, AIS Telewiz, AIS Buddy Exclusive และ Serenade Club เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงการทิ้งขยะที่ใกล้บ้าน ได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้น และเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธีต่อไป”

สำหรับความพิเศษในปีนี้ กับแคมเปญ “ทิ้ง E-Waste รับ AIS Points” เพียงแค่นำขยะอิเล็กทรอนิกส์ มาทิ้งกับ AIS รับไปเลยความพิเศษถึง 2 ต่อ ดังนี้

  • ต่อที่ 1 รับ AIS Points สูงสุด 10 คะแนน!! ต่อขยะ 1 ชิ้น (จำกัดสูงสุด 1 หมายเลข / 50 AIS Points / เดือน) แล้วนำคะแนนมาแลกรับส่วนลดค่าโทร ค่าเน็ต ส่วนลดมือถือใหม่ ส่วนลดค่าอาหาร และเครื่องดื่มจากร้านดังทั่วไทย และสิทธิพิเศษอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย
  • ต่อที่ 2 ลุ้นโชครางวัลใหญ่กับโปรแกรม แลกพอยท์ ลุ้นโชค กับ เอไอเอส ที่ ทุกๆ การทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ 1 ชิ้น จะได้รับสิทธิ์ลุ้นรับรางวัล ยิ่งทิ้งมาก ยิ่งมีสิทธิ์มาก

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมแคมเปญ “ทิ้ง E-Waste รับ AIS Points” สามารถนำขยะอิเล็กทรอนิกส์ มาทิ้งที่ AIS Shop, AIS Telewiz, AIS Buddy Exclusive และ Serenade Club รวมกว่า 622 สาขาที่ร่วมรายการทั่วประเทศ ผ่านทางแอปพลิเคชัน AIS E-Waste+ เริ่มตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน – 31 ธันวาคม 2567 นี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://sustainability.ais.co.th/th/update/news/792/ทิ้ง-e-waste-รับ-เอไอเอสพอยท์

เมืองไทยประกันชีวิต เปิดตัว “Care Plus” ประกันคุ้มครองค่ารักษาโรคมะเร็ง และไตวายเรื้อรัง

0

เมืองไทยประกันชีวิต พลัสความแคร์ให้คนที่แคร์แต่คนอื่น เปิดตัว “แคร์พลัส (Care Plus)” ความคุ้มครองค่ารักษาโรคมะเร็ง และไตวายเรื้อรัง ให้คุณคลายกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่สูงและต่อเนื่อง ด้วยความคุ้มครองที่ครอบคลุมทั้ง IPD และ OPD วงเงินสูง 5 ล้านบาทต่อโรคต่อปี เลือกความคุ้มครองได้ตามต้องการค่าเบี้ยประกันภัยเข้าถึงได้ช่วยให้คุณเข้าถึงการรักษาด้วยนวัตกรรมแบบทันสมัย และช่วยเพิ่มโอกาสหายให้มากขึ้น

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในยุคปัจจุบันคนวัย 40+ มักจะละเลยการดูแลตัวเอง เพราะมัวแต่ดูแลคนอื่นในครอบครัว หรือ ที่เรียกว่า Sandwich Generation คนใน Generation นี้เป็นคนสำคัญที่เราอยากให้ดูแลตัวเอง เพราะโรคร้าย อย่างโรคมะเร็ง และโรคไต อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด ถ้าเป็นขึ้นมาต้องเผชิญกับค่ารักษาที่สูง และต้องรักษาตัวต่อเนื่อง ทำให้การเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัยเป็นเรื่องที่สำคัญ และต้องรักษาได้อย่างทันท่วงที ดังนั้นการมีความคุ้มครองไว้จะช่วยตอบโจทย์ความต้องการของคนในวัย 40+ ที่อยากดูแลตัวเอง และเก็บแรงไว้ดูแลคนอื่นต่อไปได้ ทั้งในแง่ความคุ้มครอง และเบี้ยประกันภัยที่เข้าถึงได้ ไม่เป็นภาระ จึงถือเป็นทางเลือกที่ช่วย คลายความกังวลให้กับตัวคุณ ในวันที่คุณห่วงแต่คนอื่น แต่ก็ต้องไม่ลืมห่วง “ตัวเอง” เพราะคุณเองก็สำคัญ หากคุณล้มไปใครจะดูแลคนที่คุณรัก

ล่าสุด เมืองไทยประกันชีวิต เดินหน้าส่งความแคร์ให้คนสำคัญที่แคร์แต่คนอื่น ด้วยการเปิดตัว “แคร์ พลัส (Care Plus)” ความคุ้มครองค่ารักษาโรคมะเร็งและไตวายเรื้อรังที่มาช่วยพลัสความอุ่นใจ ให้คุณหมดกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาล ด้วยความคุ้มครองวงเงินสูง 5 ล้านบาทต่อโรคต่อปี เลือกความคุ้มครองได้ตามต้องการไม่ว่าจะเป็นความคุ้มครองค่ารักษาโรคมะเร็ง หรือความคุ้มครองค่ารักษาไตวายเรื้อรัง หรือหากกังวลทั้งคู่ก็เลือกความคุ้มครองทั้ง 2 โรคได้ด้วยค่าเบี้ยที่ถูกลง 10% เข้าถึงได้จริงด้วยเบี้ยประกันภัยเบาๆ ไม่ถึง 12 บาทต่อวัน* เบี้ยประกันภัยยังสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สมัครได้จน ถึงอายุ 80 ปี คุ้มครองให้ยาวถึงอายุ 99 ปี

ทั้งนี้ Care Plus ยังครอบคลุมการรักษาทั้งแบบผู้ป่วยใน (IPD) และผู้ป่วยนอก (OPD) ตามความคุ้มครองที่กำหนด รวมถึงค่าบริการทางการแพทย์ ทั้งค่าหมอ ค่ายา ค่าผ่าตัด การตรวจวินิจฉัยขั้นสูง CT Scan, MRI, PET และ Gait Scans รวมไปถึงนวัตกรรมการรักษาแบบทันสมัย และมุ่งเป้า เพื่อเพิ่มโอกาสหายมากขึ้น โดยโรคมะเร็ง จะครอบคลุมการรักษาทั้งแบบเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) , ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) และการปลูกถ่าย Stem Cell เป็นต้น ส่วนไตวายเรื้อรัง ครอบคลุมการรักษาปลูกถ่ายไต การล้างไตผ่านทางเส้นเลือดหรือผ่านทางช่องท้อง การล้างไตแบบประสิทธิภาพสูง (Online Hemodiafiltration) และการผ่าตัดเส้นฟอกไต เป็นต้น รวมถึงการบำบัดรักษาโรคทางจิตเวชที่ช่วยดูแลทางด้านจิตใจ เมื่อเกิดภาวะเครียดจากการรักษาโรคร้ายแรงอีกด้วย

“ความคุ้มครอง Care Plus ถือเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มวางแผนดูแลตัวเอง ด้วยเบี้ยประกันภัยที่ไม่สูง เมื่อเทียบกับค่ารักษาโรคมะเร็ง และไตวายเรื้อรังที่สูงมาก และต้องใช้การรักษาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ความน่าสนใจของ Care Plus นอกจากวงเงินความคุ้มครองสูงที่โดดเด่นแล้ว ยังคุ้มครองทั้งค่ารักษาแบบผู้ป่วยใน (IPD) และ ผู้ป่วยนอก (OPD) อีกทั้งค่าเบี้ยประกันภัยยังถือว่าเป็นระดับที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้จริง ซึ่งเป็นไปตามความมุ่งมั่นและนโยบายของเราในการสร้างการเข้าถึงได้ของประกันชีวิตให้กับทุก ๆ คนในสังคม (Democratizing Insurance) เพื่อเป็นส่วนช่วยให้ทุกคนได้มีความอุ่นใจ มีหลักประกันที่มั่นคง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ตามแนวนโยบายสำคัญของบริษัทฯ ที่ต้องการขับเคลื่อนองค์กรด้วยการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ เพื่อสร้างความสุขและรอยยิ้มแก่ทุกคน” นายสาระ กล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจความคุ้มครอง “Care Plus” สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติม จากเมืองไทยประกันชีวิต ได้ที่ Facebook, Instagram, X, TikTok, LINE Official Account, YouTube และ เว็บไซต์ www.muangthai.co.th หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1766 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อตัวแทนจากเมืองไทยประกันชีวิตทั่วประเทศ หรือ สาขา ธนาคารกสิกรไทย และ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์

แนะม.ป้องกันและดูแลปศุสัตว์ช่วงน้ำท่วม พร้อมวิธีบริโภคเนื้อสัตว์ให้ปลอดภัย

0

สัตวแพทย์ แนะนำ วิธีการดูแลและป้องกันโรคในสัตว์ช่วงภาวะน้ำท่วม พร้อมย้ำวิธีการบริโภคเนื้อสัตว์อย่างปลอดภัย ควรเลือกซื้อจากแหล่งจำหน่ายที่มีการรับรองและต้องปรุงสุกก่อนการบริโภคทุกครั้ง

รศ.น.สพ.ดร. มานะกร สุขมาก ผู้อำนวยการศูนย์ชันสูตรโรคสัตว์ กำแพงแสน คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ในสถานการณ์ฝนตกหนักหรือน้ำท่วม ปัญหาหลักที่พบ คือ สัตว์มีภาวะเครียด เพราะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เมื่อสัตว์เกิดความเครียด ภูมิคุ้มกันจะลดลง ทำให้สัตว์อ่อนแอเจ็บป่วยเป็นโรคได้ง่าย หรืออาจเกิดการติดเชื้อได้ ถ้าสัตว์ตัวไหนมีโรคอยู่แล้ว อาจทำให้แพร่เชื้อได้ง่ายกว่าปกติ ฉะนั้น ควรขนย้ายสัตว์ไปยังพื้นที่แห้งและอากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อลดความเครียดของสัตว์ให้ได้มากที่สุดและต้องเฝ้าระวังอาการของสัตว์ หากมีอาการผิดปกติ ให้รีบแจ้งสัตวแพทย์ เพราะอาจจะมีความจำเป็นที่จะต้องให้รักษา เช่น การให้ยาปฏิชีวนะ

รศ.น.สพ.ดร. มานะกร สุขมาก

นอกจากนี้ สัตว์ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ในคอกเลี้ยงหรือสถานที่เลี้ยงที่มีน้ำขังนานๆ มักจะมีปัญหาเรื่องผิวหนัง กีบและเต้านมอักเสบ ส่วนโรคที่มากับน้ำและต้องเฝ้าระวังเป็นอย่างมาก คือ โรคฉี่หนู เพราะติดต่อได้ทั้งคนและสัตว์ เป็นโรคที่ค่อนข้างอันตรายและมีอาการรุนแรง โดยเกิดจาก แบคทีเรีย เลปโตสไปโรซิส (Leptospirosis, Weil Disease) ซึ่งปนเปื้อนมากับน้ำ ถ้าคนหรือสัตว์มีบาดแผลแล้วเดินลุยน้ำที่มีเชื้อโรคอยู่ เชื้อโรคก็จะผ่านเข้าทางบาดแผลได้ หรือกระเด็นเข้าตามเยื่อบุต่าง ๆ เช่น ตา จมูก หรือ ปาก โดยโรคนี้อาการ คือ มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดตามกล้ามเนื้อ อาเจียน บางรายถึงขั้นเสียชีวิต

ขณะเดียวกันในช่วงภาวะน้ำท่วม สภาพอากาศในคอกเลี้ยงสัตว์ถ่ายเทได้ไม่สะดวก เกิดการสะสมของสารบางอย่างที่ควรจะพัดออกไปตามธรรมชาติ ทำให้เสี่ยงต่อการที่สัตว์จะติดโรคในระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคในสุกร อาทิ หวัดหมู ส่วนในวัว อาทิ โรคปอดบวม

อีกปัญหาที่มักจะตามมาหลังน้ำท่วม คือ สัตว์พาหะนำโรคต่างๆ เช่น แมลงพาหะ ยุง เหลือบ ไร โดยแมลงเหล่านี้จะมาเวลาที่มีน้ำท่วมขัง รวมไปถึงสัตว์พาหะอื่นๆ ที่หนีน้ำมา เช่น หนู ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญในโรคระบาดหลายๆโรค เช่น ไข้สามวันในวัว ลัมปี สกิน หรือโรคที่มากับแมลงและยุง อย่าง พยาธิเม็ดเลือด ส่วนในสุกร เช่น โรคอหิวาต์สุกร โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ซึ่งมากับแมลงได้เช่นกัน สำหรับโรคในสัตว์ปีก ที่มากับยุง เช่น โรคมาลาเรีย พยาธิเม็ดเลือดอื่นๆ ส่วนที่มากับหนู คือพวกแบคทีเรีย อย่าง ซัลโมเนลลา หรือ อีโคไล ที่สามารถปนเปื้อนเข้ามาในโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ปีกได้เช่นกัน

นอกจากนี้ ยังมีโรคบางชนิด ที่อาจติดไปพร้อมกับการขนย้ายสัตว์ออกจากพื้นที่หนึ่งไปยังพื้นที่หนึ่ง เมื่อเกิดน้ำท่วม โดยโรคที่สำคัญและมักไปกับการขนย้ายฝูงปศุสัตว์ เช่น โรคปากและเท้าเปื่อยในวัวหรือในสุกร ฉะนั้น การขนย้ายสัตว์ไปสู่พื้นที่ใหม่ หากไม่มีระบบป้องกันโรค ไม่มีระบบพักสัตว์ หรือการเฝ้าระวังที่ดี ก็อาจทำให้แพร่เชื้อโรคจากพื้นที่หนึ่งไปสู่อีกพื้นที่หนึ่งได้โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ

ขณะที่โรคอื่นๆ ในสุกร ที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ อหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) เนื่องด้วยโรคนี้มีความทนทานในสิ่งแวดล้อมสูงเมื่อเทียบกับโรคอื่น จึงมีความเสี่ยงสูงมากกว่าโรคอื่นๆ กรณีที่มีสุกรป่วย สุกรตาย หรือมีเชื้อโรคและสิ่งปนเปื้อนอยู่ในน้ำ แล้วพัดไปตามพื้นที่อื่นๆ ที่ยังไม่ได้รับผลกระทบจากโรคนี้ ฟาร์มต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

สำหรับมาตรการป้องกันและรักษาโรค หากเป็นโรคที่มีวัคซีนในการควบคุมป้องกันโรค แนะนำว่าควรฉีดวัคซีนให้สัตว์เพื่อป้องกันการเกิดโรค หรือเพื่อลดความรุนแรงจากการเกิดโรค ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต้องพยายามอย่าให้คอกสัตว์มีน้ำขัง ให้สัตว์อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ส่วนมากสัตว์ที่อยู่ในระบบฟาร์มขนาดใหญ่หรือขนาดกลาง จะมีระบบไบโอซีเคียวริตี้ ซึ่งเป็นระบบป้องกันโรคที่ได้มาตรฐานอยู่แล้ว

ส่วนเกษตรกรรายย่อย แนะนำเน้นมาตรการป้องกันและกำจัดสัตว์พาหะ แมลงพาหะ มาตรการที่ต้องทำเพิ่ม อาทิ กางมุ้ง แต่อากาศยังคงต้องสามารถถ่ายเทได้ดี และพ่นยากำจัดแมลง หรือลงทุนเพิ่มการใช้น้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อลดโอกาสในการนำเชื้อเข้าฟาร์ม รวมถึงการวางกับดักหนู เพื่อไม่ให้เข้ามายังฟาร์มได้

ที่สำคัญหากพบว่า มีสัตว์ป่วย หรือตายผิดปกติ ให้รีบแจ้งหรือปรึกษาสัตวแพทย์ในพื้นที่ทันที เพราะการตายผิดปกติต้องแจ้งสัตวแพทย์สืบประวัติว่าตายด้วยโรคระบาดประเภทไหน เพราะมีวิธีการทำลายที่แตกต่างกันไป ซึ่งบางโรคที่รุนแรงมากๆ จะต้องมีกระบวนการใส่น้ำยาฆ่าเชื้อเยอะกว่าปกติ

รศ.น.สพ.ดร. มานะกร กล่าวย้ำว่า การบริโภคเนื้อสัตว์ควรตระหนักถึงความปลอดภัย โดยหลักการทั่วไป สัตว์ป่วยหรือตายผิดปกติไม่ควรนำมาบริโภค ส่วนการเลือกซื้อให้เลือกเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพ มีการรับรองความปลอดภัย เลือกซื้อจากสถานที่จำหน่ายที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์ ซึ่งสังเกตได้จากตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” และที่สำคัญต้องปรุงสุกก่อนการบริโภคทุกครั้ง.

AIS ประกาศพลังต่อสู้คอร์รัปชัน ตอกย้ำการเป็นองค์กรโปร่งใส ต่อต้านทุจริต

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชัน ปี 2567 เอไอเอสในฐานะผู้นำตลาดของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรวมพลังต่อต้านคอร์รัปชัน แสดงจุดยืนองค์กรโปร่งใส พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสังคมผ่านการทำงานขององค์กร ตามหลักธรรมาภิบาล สอดคล้องกับแนวคิดขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) โดยต่อจากนี้ไปจะได้หยิบแนวคิด “โกง…แบบโปร่งใส ESG…G เหมือนมีแต่มองไม่เห็น” มาเป็นแนวทางหลักของกิจกรรม เพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งต่อไปยังผู้มีส่วนได้เสียกับองค์กร ทั้งลูกค้า พันธมิตร สังคม และประเทศชาติ อย่างต่อเนื่อง

นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล กลุ่มบริษัทเอไอเอส กล่าวว่า “วันนี้ชาวเอไอเอส ทั้งผู้บริหารและพนักงาน ขอประกาศรวมพลังเนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชัน 2567 ที่เราได้มีการนำขั้นตอนและหลักการสำคัญของแนวปฏิบัติจากนโยบายต่อต้านการให้หรือรับสินบนและการคอร์รัปชันไปปฏิบัติอย่างครอบคลุมกระบวนการดําเนินงานต่างๆอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมรณรงค์เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีในกลุ่มบุคลากรเอไอเอสทั่วประเทศ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้มีส่วนร่วมในการสร้างองค์กรให้โปร่งใส ในหลากหลายรูปแบบ อีกทั้งให้ความสำคัญกับการพัฒนา Digital Solutions ที่จะมาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการเพื่อต่อต้านการคอร์รัปชันอย่างสร้างสรรค์ต่อไป”