Home Blog Page 115

AIS คว้ารางวัล Prime Minister Award  หมวด National Startup 2024  ยืนหนึ่งวงการสตาร์ทอัพไทย

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด้วยเป้าหมายการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ Startup ของ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ที่มีแนวทางการทำงานอย่างชัดเจนโดยมุ่งสนับสนุนและทำงานร่วมกันกับผู้ประกอบการ Startup อย่างรอบด้านด้วยแนวคิด Partnership for Inclusive Growth เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ล่าสุด AIS The StartUp คว้ารางวัล Prime Minister Award ในหมวด National Startup 2024 สาขา Best Brotherhood of the Year โดยรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นโดยรัฐบาลไทย เพื่อมอบให้กับองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนที่มีผลงานโดดเด่นในการผลักดันนวัตกรรม (innovation) และผู้ประกอบการทางเทคโนโลยี (Tech Entrepreneurs) ในประเทศไทย รวมถึงส่งเสริมยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ Ecosystem ของวงการ Startup ไทยสามารถเติบโตอย่างยั่งยืน และแข่งขันในระดับนานาชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AIS กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา AIS เป็นผู้ให้บริการดิจิทัลที่สร้างโอกาสในการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ Startup ภายใต้ในแนวคิด Partnership for Inclusive Growth ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเรามุ่งมั่นใช้ศักยภาพทั้งจากภายใน ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีแพลตฟอร์ม องค์ความรู้ ทั้งของ AIS และในกลุ่มบริษัท รวมถึงการเชื่อมต่อกับพาร์ทเนอร์และกลุ่มนักลงทุนไปจนถึงโอกาสในการทำการตลาด  เพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ Startup ได้อย่างยั่งยืน

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่วันนี้เรารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับอีกหนึ่งรางวัลอันทรงเกียรติ Prime Minister Award ในหมวด National Startup 2024 สาขา Best Brotherhood of the Year สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจและวิสัยทัศน์การทำงานที่มุ่งผลักดันและสนับสนุนสร้างเวทีให้กับผู้ประกอบการ Startup รวมถึงการส่งต่อไอเดียสู่โลกธุรกิจจริงผ่านการสร้างนวัตกรรมรูปแบบบริการใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคและลูกค้าในปัจจุบัน”

“ขอขอบคุณกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ NIA ที่เล็งเห็นถึงความความตั้งใจของ AIS The StartUp  โดยเรายืนยันว่า จะยังคงทำงานตามเจตนารมณ์ข้างต้นเพื่อเคียงข้างผู้ประกอบการทุกกลุ่ม เพราะนอกจากจะส่งเสริมความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจประเทศแล้ว ยังจะนำไปสู่การสนับสนุน การสร้างสรรค์นวัตกรรม เพื่อเป็นมูลค่าเพิ่มทางการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนอีกด้วย” นายสมชัย กล่าวทิ้งท้าย

ซีพีเอฟ คว้ารางวัล “อย.ควอลิตี้ อวอร์ด ปี 2567” ตอกย้ำมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยอาหารระดับสากล

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้รับรางวัล “อย.ควอลิตี้ อวอร์ด ปี 2567” ประเภทสถานประกอบการดีเด่นด้านอาหาร จากกระทรวงสาธารณสุข สะท้อนการเป็นองค์กรที่มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลก โดยได้รับเกียรติจากนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัลแก่ ตัวแทนจากธุรกิจไก่เนื้อ สระบุรี โคราช มีนบุรี 1 มีนบุรี 2 และธุรกิจห้าดาว ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ด้วยวิสัยทัศน์การเป็นครัวของโลก สร้างความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ซีพีเอฟมุ่งมั่นพัฒนาผลิตสินค้าตามข้อกำหนด กฎหมาย ตอบรับความต้องการของลูกค้า โดยมีระบบบริหารคุณภาพในการผลิตอาหารมีคุณภาพสูง ปลอดภัย และมีความยั่งยืนได้มาตรฐานระดับสากล ด้วยการนำระบบประกันคุณภาพสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน เริ่มจากการยกระดับคุณภาพวัตถุดิบ การพัฒนาศักยภาพคู่ค้าธุรกิจกลุ่มเอสเอ็มอี ผ่านโครงการ SME Supplier Development จัดอบรมถ่ายทอดความรู้และให้คำปรึกษาแก่คู่ค้า SMEs ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตวัตถุดิบและเครื่องปรุง ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรของซีพีเอฟเป็น QA Expertise มีความเชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบ นอกจากนี้ มีการจัดทำโครงการป้องกันเชิงรุก และโครงการบำรุงรักษาเชิงคุณภาพ Quality Maintenance รวมไปถึงการสร้างความตระหนักด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหารให้กับพนักงานในองค์กร

ด้านความปลอดภัยของสินค้า ซีพีเอฟจัดทำโครงการพัฒนาชุดตรวจสอบสินค้าร่วมกับผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศ เน้นการตรวจวิเคราะห์ที่แม่นยำและรวดเร็ว เพื่อลดแรงงานคน ของเสีย และน้ำเสีย ทำให้สามารถส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและรักษาคุณภาพของสินค้าได้อย่างสม่ำเสมอ

“อย. ควอลิตี้ อวอร์ด” เป็นรางวัลที่มอบให้ผู้ประกอบการที่มีการดำเนินกิจการด้วยความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคและสังคม มีการรักษาคุณภาพมาตรฐานการผลิตอย่างต่อเนื่อง จัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 เพื่อสนับสนุนให้กับบริษัทหรือสถานประกอบการยึดมั่นคุณภาพมาตรฐานในการประกอบธุรกิจ ผลิตสินค้าที่ได้คุณภาพมาตรฐานตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ด้วยความใส่ใจ เพื่อให้คนไทยได้บริโภคอาหารคุณภาพ สะอาด ปลอดภัย

เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมบริจาคโลหิตในวันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 23

0

เมืองไทยประกันชีวิตร่วมกับสมาคมประกันชีวิตไทย ร่วมกิจกรรมการบริจาคโลหิตเนื่องในวันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ประจำปี 2567 เพื่อรวมพลังผู้บริหาร พนักงาน ฝ่ายขายและประชาชนที่อยู่พื้นที่ใกล้เคียงบริษัทฯ ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการโลหิต พร้อมตอกย้ำองค์กรที่ร่วมสร้างสรรค์คุณภาพของสังคมในทุกมิติ

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “บริษัทฯ ได้ร่วมกับ 4 องค์กรหลัก ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) สมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงิน และกองทุนประกันชีวิตจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนการรักษาพยาบาลและช่วยเหลือผู้ป่วยที่ต้องการเลือดในการรักษา กิจกรรมในครั้งนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพนักงานและประชาชนทั่วไป ที่มาร่วมบริจาคโลหิตอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นกิจกรรมเนื่องในวันประกันชีวิตแห่งชาติครั้งที่ 23 ประจำปี 2567

สาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

สำหรับการจัดกิจกรรมนี้ บริษัทฯ มุ่งเน้นการสร้างสังคมที่มีความรับผิดชอบและการช่วยเหลือต่อเพื่อนมนุษย์ ซึ่งการบริจาคแต่ละครั้งสามารถช่วยชีวิตและสร้างโอกาสให้กับผู้ป่วยได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งผู้บริหารและพนักงานของบริษัทฯ ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมนี้อย่างเต็มที่ บรรยากาศในงานเต็มไปด้วยความอบอุ่นและความสุขของทุกคนที่มาร่วมกิจกรรม ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในทุกด้าน

ทั้งนี้การบริจาคโลหิตนอกจากจะเป็นการได้ช่วยต่อชีวิตให้กับผู้ป่วยโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ป่วยที่ได้รับอุบัติเหตุเพื่อใช้ในการผ่าตัด และผู้ป่วยที่ต้องรับการรักษาด้วยการรับโลหิตอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังเกิดประโยชน์แก่ตนเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกายของเราจะได้สร้างเม็ดเลือดใหม่ ซึ่งมีความแข็งแรงและทำให้ได้ประสิทธิภาพกว่าเดิม ทำให้เม็ดเลือดแดงลำเลียงออกซิเจนได้เต็มที่ ระบบการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น เม็ดเลือดขาวทำลายสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น และเกล็ดเลือดทำงานซ่อมแซมส่วนต่างๆ ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงภาวะหลอดเลือดแดงตีบ นอกจากนี้ยังเป็นการได้ตรวจภาวะโลหิตของเราในทุกครั้งที่บริจาคโลหิตอีกด้วย

ในโอกาสนี้ได้รับเกียรติจากรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย และคุณมยุรินทร์ สุทธิรัตนพันธ์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ร่วมในพิธีเปิดงานบริจาคโลหิต เนื่องในวันประกันชีวิตแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ประจำปี 2567 โดยที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมบริจาคโลหิตและมีผู้บริหาร พนักงาน ฝ่ายขายและประชาชนทั่วไป เป็นจำนวนรวมกว่า 250 ท่าน รวมเป็นประมาณโลหิต กว่า 100,000 ซีซี. ซึ่งบริษัทฯ ยังคงจัดกิจกรรมบริจาคโลหิตอีกในปลายปี โดยจัดบริจาคในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดได้แก่ จ.เชียงใหม่ จ.ขอนแก่น และอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

“เมืองไทยประกันชีวิต ได้จัดกิจกรรมบริจาคโลหิตเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ โดยมีพนักงานและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมอย่างคับคั่ง การบริจาคโลหิตช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตและรักษาผู้ป่วยที่ต้องการเลือด ในขณะเดียวกันผู้บริจาคยังได้รับประโยชน์จากการตรวจสุขภาพเบื้องต้นและความรู้สึกดีจากการทำบุญครั้งนี้ บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบต่อเพื่อนมนุษย์ตอกย้ำนโยบายการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) โดยเฉพาะในมิติด้านสังคมที่ บริษัทฯ มุ่งมั่นส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนไทย” นายสาระกล่าวสรุป

ซีพีเอฟ จับมือ 3 มหาวิทยาลัยชั้นนำ ดัน 5 โครงการเชิงรุกเร่งกำจัดปลาหมอคางดำ

0

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2567 นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ประกาศความร่วมมือกับคณาจารย์จาก 3 สถาบันการศึกษาชั้นนำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวมทั้งโรงงานผลิตปลาป่น เพื่อบูรณาการแก้ไขสถานการณ์ของปลาหมอคางดำ

นายประสิทธิ์ เปิดเผยว่า บริษัทตระหนักดีว่า ขณะนี้การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเป็นความเดือดร้อนของประชาชนในหลายพื้นที่ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับตอนนี้ คือ การร่วมมือและสนับสนุนการจัดการปัญหาเพื่อบรรเทาผลกระทบอย่างเร่งด่วน ในฐานะภาคเอกชน บริษัทสนับสนุนแผนปฏิบัติการ 5 โครงการ ร่วมแก้ไขปัญหานี้ของภาครัฐตามศักยภาพของบริษัท ต้องขอบคุณ ฯพณฯ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายให้ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้ามาตรการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ประกอบกับ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมงที่เข้มแข็งลงมือปฏิบัติการเชิงรุกอย่างเต็มรูปแบบเพื่อลดจำนวนปลาหมอคางดำไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน

“บริษัทพร้อมนำศักยภาพขององค์กรเข้ามาช่วยสนับสนุนการแก้ไขอย่างบูรณาการกับทุกภาคส่วน และลงมือปฏิบัติการเชิงรุกในหลายมิติตามแนวทางของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน โดยมีแผนปฏิบัติการเชิงรุก 5 โครงการ” ดังนี้

โครงการที่ 1 : ทำงานร่วมกับกรมประมงสนับสนุนการรับซื้อปลาหมอคางดำจากทุกจังหวัดทั่วประเทศที่มีการระบาด ราคา 15 บาทต่อกิโลกรัม จำนวน 2,000,000 กิโลกรัม นำมาผลิตเป็นปลาป่นเพื่อเร่งกำจัดปลาหมอคางดำออกจากระบบให้มากและเร็วที่สุด โดยในช่วงเวลาที่ผ่านมา บริษัทได้ร่วมมือกับโรงงานปลาป่นศิริแสงอารำพี จังหวัดสมุทรสาคร รับซื้อปลาหมอคางดำในพื้นที่ไปแล้ว 600,000 กิโลกรัม และยังมีแผนรับซื้ออย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานจุดรับซื้อเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณกรมประมงที่มีมาตรการที่รัดกุม ออกประกาศห้ามการเพาะเลี้ยงปลาหมอคางดำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการเพาะเลี้ยงเพื่อการค้า

โครงการที่ 2 : ร่วมสนับสนุนภาครัฐและชุมชน ปล่อยปลาผู้ล่าลงสู่แหล่งน้ำ จำนวน 200,000 ตัว โดยที่ผ่านมา บริษัทมีการส่งมอบปลากะพงขาว จำนวน 45,000 ตัว ให้กับประมงจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และจันทบุรี ทั้งนี้ ขั้นตอนในการปล่อยปลาผู้ล่านั้น เป็นไปตามแนวทางของกรมประมง

โครงการที่ 3 : ร่วมสนับสนุนภาครัฐ ชุมชนและภาคประชาสังคม จัดกิจกรรมจับปลา สนับสนุนอุปกรณ์จับปลาและกำลังคน ในทุกพื้นที่ที่ประสบปัญหาอย่างต่อเนื่อง อาทิ ที่ผ่านมาบริษัทได้ร่วมกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง ทีมแม่กลองปราบหมอคางดำ” ที่จัดขึ้นในจังหวัดสมุทรสงครามแล้ว 4 ครั้ง เป็นต้น และจะดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทุกจังหวัดทั่วประเทศที่มีการระบาด

โครงการที่ 4 : การพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากปลาหมอคางดำ โดยมีสถาบันการศึกษาแสดงความสนใจเพื่อร่วมดำเนินการดังกล่าว ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ศึกษาวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร

ที่ผ่านมา บริษัทได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาเมนูอาหารจากปลาหมอคางดำ อาทิ ปลาร้าทรงเครื่อง ผงโรยข้าวญี่ปุ่น และ น้ำพริกปลากรอบ

โครงการที่ 5 : ร่วมทำวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญในการหาแนวทางควบคุมประชากรปลาหมอคางดำในระยะยาว สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้แสดงเจตจำนงร่วมมือกับบริษัทในการบูรณาการเพื่อพัฒนาแนวทางที่จะบรรเทาปัญหาในระยะยาวต่อไป และยินดีที่จะร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนสถาบันการศึกษาทั้งในและต่างประเทศเพิ่มเติม

นายปรีชา ศิริแสงอารำพี เจ้าของโรงงานปลาป่นศิริแสงอารำพี จ.สมุทรสาคร กล่าวว่า ปลาหมอคางดำเป็นปลาที่มีโปรตีนที่สามารถนำมาผลิตเป็นปลาป่นคุณภาพ โรงงานยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการบรรเทาปัญหานี้ โดยได้ประสานงานกับซีพีเอฟที่ร่วมปฏิบัติการกับกรมประมง และได้รับซื้อแล้วตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมาเป็นจำนวน 600,000 กิโลกรัม โดยยังคงเปิดรับซื้ออย่างต่อเนื่อง

“ตั้งแต่กระทรวงเกษตรฯ เริ่มการจับปลาหมอคางดำใน จ.สมุทรสาคร ชาวประมงที่เริ่มออกปลาตั้งแต่วันแรก บอกกับท่านรัฐมนตรีเองว่า วันนี้ปลาหายไป 80% แล้ว แต่เรายังต้องทำต่อเนื่อง ซึ่งรัฐก็มีมาตรการในการกำกับไม่ให้เกิดการลักลอบเลี้ยงและนำมาจำหน่าย การกำจัดด้วยวิธีการนี้จึงมาถูกทางและช่วยลดปริมาณปลาได้มาก การที่ทุกภาคส่วนมาช่วยกันเช่นนี้ถือว่าดีมาก” นายปรีชากล่าว

ด้านนักวิชาการจากสถาบันการศึกษา ผศ.ดร.สิทธิชัย ฮะทะโชติ ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายวิจัย นวัตกรรม และพันธกิจเพื่อสังคม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวถึง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีความเชี่ยวชาญโดยตรงกับการวิจัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการควบคุมปลา รวมถึงการพัฒนาแปรรูป เพื่อเร่งนำปลาออกจากแหล่งน้ำได้อย่างรวดเร็วและการปล่อยปลากะพงในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งฃ มหาวิทยาลัยได้มีการทำการวิจัยปลาชนิดนี้มาหลายปี และคิดว่างานวิจัยจะช่วยเติมเต็มภารกิจของกรมประมงได้ ปลามีโปรตีนที่ดี สามารถนำไปปรุงเป็นอาหารเพื่อการบริโภคได้ โดยมหาวิทยาลัยจะนำปลาหมอคางดำมาทำปลาร้า โดยใช้จุลินทรีย์ที่ช่วยย่นระยะเวลาการหมักปลาร้าให้สั้นลง ทั้งยังสามารถทำปลาป่นใช้ผลิตอาหารสัตว์ได้ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาหาแนวทางอื่นๆ ในการจัดการควบคุมปลาหมอคางดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับความกังวลว่าจะมีการเพาะเลี้ยงปลาเพื่อนำมาขายในโครงการรับซื้อนั้น ข้อเท็จจริง ระยะการเลี้ยงปลาหมอคางดำใช้เวลาเลี้ยงนานเป็นปี แต่มีเนื้อน้อย ต้นทุนการผลิตสูงกว่าราคาที่รัฐบาลรับซื้อ ที่สำคัญการนำมาเป็นปลาป่นสำหรับอาหารสัตว์ยังช่วยลดต้นทุนการนำเข้าปลาป่นจากต่างประเทศ
ผศ.ดร นันทิภา พันธุ์สวัสดิ์ ภาควิชาผลิตภัณฑ์ประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ควรสร้างการรับรู้การบริโภคปลาชนิดนี้ให้มากขึ้น ภาควิชาได้ศึกษานำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ทั้งในระดับครัวเรือน อุตสาหกรรม และร้านอาหาร และปรุงเป็นอาหารหลากหลายเมนู
อาทิ ขนมจีนน้ำยา ในช่วงนี้ผู้คนสนใจชิมปลาหมอคางดำ จึงควรมีการเชื่อมโยงสู่การแปรรูปตัดแต่งเนื้อปลาและทำ “เนื้อปลาแช่แข็ง” เพื่อให้สามารถขนส่งแก่ผู้บริโภคได้กว้างขวางมากขึ้น หากมีคนที่พร้อมแปรรูปหรือตัดแต่งปลาจะช่วยปลาชนิดนี้เข้าถึงผู้บริโภคในภูมิภาคอื่นๆได้ง่ายขึ้น และการทำเป็นอาหารแปรรูปยังช่วยป้องกันการแพร่กระจายของปลาเข้าสู่พื้นที่อื่นๆ อีกด้วย

ด้าน ผศ.ดร.วัลย์ลดา กลางนุรักษ์ ผู้ช่วยคณบดี คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นนิมิตหมายอันดีที่ทุกภาคส่วนมาร่วมมือกัน และ คณาจารย์ สจล.มีความยินดีที่จะร่วมมือกำหนดแนวทางเพื่อจัดการและควบคุมการแพร่ระบาดอย่างยั่งยืน โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยร่วมกับวิธีควบคุมทางชีวภาพ เช่น เทคโนโลยี Environmental DNA ซึ่งเป็นการสำรวจร่องรอย DNA ในธรรมชาติ สำรวจการระบาดได้ตั้งแต่ช่วงต้น ก็สามารถนำปลาผู้ล่าเข้ามาได้ทันการณ์ นอกจากนี้ ยังรวมถึงการนำปลานักล่าท้องถิ่นกลับสู่ระบบนิเวศ ซึ่งเป็นการมุ่งเป้าไปที่การรักษาสมดุลทางธรรมชาติ และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำของไทย ทั้งนี้ ปลาหมอคางดำ ไม่ใช่เอเลี่ยนตัวแรกที่เข้ามาในประเทศไทย ซึ่งภาคประชาชนสำคัญมากในการตระหนักรู้และช่วยกันแก้ปัญหาตลอดจนรักษาความสมดุลของระบบนิเวศ

ผศ.ดร.สรณัฎฐ์ ศิริสวย ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า ในการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ กรมประมงมีการศึกษาเชิงลึกอยู่แล้ว และมีการเตรียมแผนอย่างดี เพื่อนำปลาขนาดใหญ่ออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติให้เร็วที่สุด เหลือแต่ปลาหมอคางดำขนาดเล็ก ทั้งการผ่อนปรนใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ เตรียมพร้อมในการปล่อยปลาผู้ล่า วิธีการดังกล่าวช่วยกำจัดวงจรชีวิตของปลาไปเรื่อยๆ ขณะที่ กรมประมงอยู่ระหว่างทำการวิจัยปลา 4N เพื่อผสมกับปลาปกติ 2N ให้ได้ปลา 3N ซึ่งเป็นหมัน ส่วนกรณีที่เกษตรกรเข้าใจว่าไข่ปลาสามารถอยู่ได้ถึง 2 เดือนในช่วงที่ตากบ่อนั้น แทบเป็นไม่ได้เลย ขอให้ประชาชนทุกคนตระหนักแต่อย่าตระหนก หากพบเจอปลาหมอคางดำที่ไหนให้แจ้งกับกรมประมงทันที .

AIS ยืนยันความพร้อมเครือข่าย อำนวยความสะดวกคนไทยร่วมถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ

0

AIS ยืนยันความพร้อมโครงข่ายการสื่อสาร จัดเต็มมากกว่า 2 เท่า เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่เดินทางไปร่วมงานเฉลิมพระเกียรติ รวมไปถึงการจัดกิจกรรมถวายพระพรชัยมงคลของภาครัฐ บริเวณจุดสำคัญที่เป็นแลนด์มาร์คของแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ หรือ 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 ที่จะถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อให้พร้อมรองรับปริมาณการใช้งานสื่อสารที่จะเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าปกติในช่วงการจัดงาน โดยมีการติดตั้งจุดกระจายสัญญาณชั่วคราวเพิ่มเติม พร้อมจุดบริการ AIS WiFi รวมถึง นำรถสถานีฐานเคลื่อนที่ออกให้บริการ เพื่อให้ลูกค้าและคนไทยติดต่อ สื่อสาร ติดตามข้อมูล บนทุกแพลตฟอร์มได้อย่างราบรื่นเต็มประสิทธิภาพ

นายกิตติ งามเจตนรมย์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านเทคโนโลยี AIS กล่าวว่า “เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ หรือ 72 พรรษา ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2567 ชาวเอไอเอส พร้อมถวายความจงรักภักดี ด้วยการทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังในการเตรียมความพร้อมด้านเครือข่ายและระบบสื่อสารทั้งหมด เพื่อให้หน่วยราชการ ประชาชน ทุกหมู่เหล่า สามารถใช้สื่อสารในทุกรูปแบบ ทั้งผ่านเสียง หรือ ผ่านอินเทอร์เน็ตในการแชร์ภาพและติดตามข้อมูลข่าวสารของงานเฉลิมพระเกียรติครั้งสำคัญของประเทศได้อย่างราบรื่น”

ดังนั้นทีมวิศวกรจึงลงพื้นที่บริเวณจุดจัดงานถวายความจงรักภักดีของทุกจังหวัด ทุกภาคทั่วประเทศ ศึกษาข้อมูลการใช้งานโดยเทียบกับช่วงปกติ และ ช่วงที่มีงานพิธีการ ซึ่งรวมถึงกิจกรรมมหรสพสมโภชหลากหลายรูปแบบ โดยคาดการณ์ว่า ช่วงเวลาที่จะมีการใช้งานสูงสุด เพิ่มเติมมากกว่าปกติ คือ เวลาประมาณ 18:00 – 20:00 น. ซึ่งจากข้อมูลนี้ ทำให้ทีมงานสามารถวิเคราะห์ นำมาซึ่งการวางแผนบริหารจัดการ เครือข่ายในบริเวณงานเฉลิมพระเกียรติเพิ่มเติมมากกว่า 2 เท่า โดยได้เสริมทัพเจ้าหน้าที่ทางเทคนิคพร้อมดูแลตลอด 24 ชม. ติดตั้งสถานีฐานชั่วคราวเพิ่มเติม เพื่อรองรับเครือข่าย 4G และ 5G และจุดบริการ AIS WiFi (ในบางพื้นที่) รวมไปถึงเตรียมรถสถานีฐานเคลื่อนที่ให้พร้อมต่อการเสริมขีดความสามารถในการรองรับการใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้เพื่อให้คนไทยได้ร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีได้อย่างราบรื่นที่สุด”

เปิดชื่อ 11 บริษัทส่งออก “ปลาหมอคางดำ” รวม 2.3 แสนตัว

0

แหล่งข่าวจากวงการปลาสวยงามระบุ ปลาหมอคางดำ หรือ Blackchin Tilapia เป็นหนึ่งใน 17 กลุ่มปลาแปลก หรือ Exotic Freshwater Fish ที่นิยมเลี้ยงกันในต่างประเทศ รวมถึงติดอันดับกลุ่มปลาที่สามารถใช้เป็นอาหารได้ที่ถูกนำมาเลี้ยงเป็นงานอดิเรก จึงไม่น่าแปลกใจที่พบว่ามี บริษัทไทยสนองตอบต่อความต้องการในตลาดนี้ และสามารถสร้างรายได้จากการส่งออกปลาชนิดนี้จริง โดยพบว่า ช่วงปี 2556-2559 มีบริษัททำธุรกิจส่งออกปลาตัวนี้มากถึง 11 ราย ส่งออกไปยัง 17 ประเทศ รวมจำนวนกว่า 2.3 แสนตัว

จากข้อมูลของกรมประมงพบว่า บริษัทที่ส่งออกปลาหมอคางดำมากที่สุดถึง 162,000 ตัว คือ หจก.ฉาง ซิน เอ็นเตอร์ไพร์ส รองลงไปคือ หจก. ซีฟู้ดส์ อิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต ที่ส่งออกไป 30,000 ตัว และ ลำดับสาม ได้แก่ บจก.นิว วาไรตี้ ส่งออกไป 29,000 ตัว ลำดับสี่ได้แก่ บจก.พี. แอนด์ พี. อควาเลี่ยม เวิลด์ เทรดดิ้ง ที่ส่งออกไป 3,638 ตัว ถัดมาเป็น บจก.ไทย เฉียน หวู่ ส่งออก 2,950 ตัว

สำหรับบริษัทอื่นๆ ประกอบด้วย บจก.แอดวานซ์ อควาติก, บจก.เอเชีย อะควาติคส์, บจก.หมีขาว, หจก.วีอควอเรียม, บจก.สยามออร์นา เมนทอล ฟิช และ หจก.สมิตรา อะแควเรี่ยม ที่มียอดส่งออกในหลัก 100-900 ตัว

ข้อมูลการส่งออกนี้แสดงให้เห็นว่า ปลาชนิดนี้ในประเทศไทย มีแหล่งที่มาหลายทาง และในขณะนั้นยังไม่มีประกาศห้ามส่งออก ต่อมาเมื่อรัฐห้ามส่งออกในปี 2561 ก็ไม่พบการส่งออกปลาหมอคางดำอีกเลย ชวนให้คิดได้ว่า ธุรกิจปลาส่งออกเหล่านี้ขายปลาไปหมดสต๊อกได้พอดีจริงหรือ และถ้าไม่ใช่ผู้ส่งออกเหล่านี้ดำเนินการกับปลาที่เหลืออย่างไร โดยเฉพาะกับพ่อแม่พันธุ์

ทั้งนี้ จากงานวิจัยของกรมประมง เรื่อง “ความหลากหลายทางพันธุกรรมกับพันธุปฎิทรรศน์ของการระบาดปลาหมอสีคางดำในประเทศไทย” โดย อภิรดี หันพงศ์กิตติกูล วงศ์ปฐม กมลรัตน์ ทิวารัตน์ เถลิงเกียรติ ลีลา และ สุภาภรณ์ ชาวสวน ที่ตีพิมพ์ในวารสารการประมงอิเล็กทรอนิกส์ ปีที่ 3 ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม 2563 ยังระบุว่า ประชากรปลาหมอสีคางดำที่แพร่กระจายในประเทศไทย มีการแบ่งเป็น 2 หรือ 3 กลุ่มย่อย ที่มีความแตกต่างทางพันธุกรรมสูง โดยประชากรในจังหวัดสมุทรสงคราม เพชรบุรี ชุมพรและประจวบคีรีขันธ์ มีความคล้ายคลึงทางพันธุกรรมมากกว่าประชากรจาก จ.ระยอง ซึ่งมีความแตกต่างทางพันธุกรรมกับประชากรอื่นๆ อย่างชัดเจน และนำมาผนวกกับข้อมูลบริษัทส่งออกที่ส่งออกที่ขายออกไปถึง 17 ประเทศ ก็ยิ่งรู้สึกว่าปลาหมอคางดำที่กำลังระบาดอยู่นี้ น่าจะมาจากหลายแหล่ง

ดังนั้น สิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไปคือ บริษัทส่งออกเหล่านี้ มีวิธีบริหารจัดการสินค้าอย่างไร ทั้งการจัดหาก่อนการส่งออก การดูแลรักษาปลา รวมถึงการทำลายปลาหลังมีประกาศกฎหมายห้ามส่งออกปลาหมอคางดำออกมา.

เอไอเอส เปิดยุทธการเฉียบ “ระเบิดสะพานโจร” ตัดสัญญาณแก๊งคอลฯ

0

นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ เอไอเอส กล่าวในโอกาสร่วม กับ พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละ บุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดยุทธการ “ระเบิดสะพานโจร” โดยปฏิบัติการร่วมกับสำนักงาน กสทช. เพื่อ เร่งปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านตามแนวชายแดน ที่เข้ามาหลอกลวง สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนคนไทย ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก โดยในส่วนของเอไอเอส นั้น ยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนภารกิจดังกล่าวอย่างเต็มที่ ในแง่ของการบริหารจัดการเครือข่ายสื่อสารทั้งในพื้นที่เป้าหมายและในกรณีที่มีการพบพื้นที่ต้องสงสัย

โดย พล.ต.ท.ธัชชัย ปิตะนีละ บุตร ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. เปิดยุทธการ “ระเบิดสะพานโจร” โดยปฏิบัติการร่วมกับสำนักงาน กสทช. ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกเครือข่าย และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ โดยให้ตัดสัญญาณโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ตที่เกี่ยวข้อง ของไทยทั้งหมดที่คนร้าย ลักลอบนำมาใช้ในการเข้ามาหลอกลวง อย่างเด็ดขาด โดย พล.ต.ท.ธัชชัย ๆ กล่าวว่า เริ่มกดปุ่มปฏิบัติการแรก “ระเบิดสะพานโจร” ในเขตพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งคนร้ายได้มีฐานปฏิบัติการในเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ บริเวณโดยรอบคิงส์โรมัน ประเทศลาว โดยปัจจุบัน คิงส์โรมันเป็นสถานบันเทิงครบวงจรพร้อมมีสนามบินรองรับ นักท่องเที่ยวจากไทย ลาว และเมียนมา ซึ่งปฏิบัติการดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อสุจริตชนตามแนวชายแดนไทย นอกจากนี้ จะมีการขยายผลจับกุมดำเนินคดีกับผู้ให้บริการที่ผิดกฎหมาย เช่น ตู้ชิมที่ช่วยเหลือกลุ่มคนร้ายในการลงทะเบียนชิมมาหลอกลวงประชาชน รวมทั้งจัดการกับกลุ่มคนร้ายที่เป็นชาวต่างชาติและคนไทยที่ร่วมกันมาหลอกลวงทำร้ายคนไทยด้วยกันให้ถึงที่สุด

ปลาหมอสีคางดำ “ปลาสวยงาม” หรือ “ปลารุกราน” บูรณาการกำจัดได้

0

ปลาหมอสีคางดำ หรือ ปลาหมอคางดำ (Blackchin tilapia) ที่มีชื่อทางวิทยาศาตร์ ว่า Sarotherodon melanotheron การกำหนดชื่อวิทยาศาสตร์ขึ้นใช้ ก็เพื่อมิให้เกิดความซ้ำซ้อนหรือความสับสนกับชื่อพื้นเมืองและชื่อสามัญ เป็นหนึ่งในปลาต่างถิ่นรุกราน เรียกขานกันว่าเอเลี่ยน สปีชี่ส์ ที่ไทยห้ามนำเข้าตั้งแต่ปี 2561 ปลาชนิดนี้ไข่ดกและไข่เร็ว ปลามีความอึดอยู่ได้ทั้ง 3 น้ำ ไม่ว่าจะน้ำจืด น้ำกร่อย หรือน้ำเค็ม ตัวปลามีทั้งที่เป็นสีซีดและที่เป็นสีสันอื่นๆ เช่น สีฟ้าอ่อน สีส้ม และสีเหลืองทอง และปลาที่โตเต็มวัยจะมีแถบสีดำที่คาง ทำให้มีการนำไปเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ส่วนปลาไม่มีสีส่วนใหญ่ก็บริโภคหรือทำเป็นปลาป่น

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการสัตว์น้ำ บางท่านชี้ว่าไม่ว่าจะมีคำว่า “สี” หรือไม่มี มันคือปลาสายพันธุ์เดียวกันเพราะมีชื่อวิทยาศาสตร์เดียวกัน แต่บางท่านก็เห็นแย้งว่าเป็นคนละสายพันธุ์ หากมีการค้นคว้าหาข้อมูลก็จะพบว่าปลาชนิดนี้ไม่ได้มีการเลี้ยงหรือแพร่ระบาดในประเทศไทยเพียงประเทศเดียว แต่ยังพบในหลายประเทศที่ถูกเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม เพราะบางวงศ์มีสีสันสวยงาม ตามสายพันธุ์ที่่แตกออกไป (subspecies) แม้กระทั่งการนำไปเป็นเหยื่อปลาหรือเป็นอาหารเลี้ยงปลา ก็พบว่ามีการใช้ประโยชน์ในรูปแบบเหล่านี้เช่นกัน และเป็นโอกาสที่จะทำให้เกิดแพร่ระบาดได้

เว็บไซด์ Fishbase ซึ่งเป็นแหล่งรวมข้อมูลสายพันธุ์ปลาระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดและครอบคลุมมากที่สุด เคยรายงานเรื่อง Sarotherodon melanotheron ไว้เมื่อปี 2555 ว่า มีการพบปลาชนิดนี้ใน 22 ประเทศ ซึ่งรวมถึงหมู่เกาะต่างด้วย พบมากในทวีปแอฟริกาและเป็นปลาพื้นถิ่นที่พบตามธรรมชาติ โดยเฉพาะประเทศที่ติดชายฝั่งทะเลทางตะวันตก เช่น เบนิน แคเมอรูน คองโก แกมเบีย กานา กินี ไอวอรี่โคสต์ ไลบีเรีย มอริทาเนีย ไนจีเรีย เซเนกัล เซียร์ราลีโอน โตโก ส่วนในเอเซีย พบที่กัมพูชา ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นการนำเข้ามา เช่นเดียวกับในทวีปอเมริกาเหนือ เช่น สหรัฐอเมริกาและหมู่เกาในมหาสมุทรแปซิฟิคอย่างรัฐฮาวาย และพบในทวีปอเมริกาใต้อย่างประเทศซูรินาม ล้วนเป็นการนำเข้าทั้งสิ้น นอกจากนี้ ในทวีปเอเซียยังพบที่ญี่ปุ่นและในทวีปยุโรปที่รัสเซีย แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีที่มาอย่างไร และมีบางประเทศที่นำเข้าปลามีการรายงานผลกระทบในระบบนิเวศวิทยา หลังจากนำเข้าปลาชนิดนี้และยังแตกเป็นสายพันธุ์ย่อยอีก (https://fishbase.se/Country/CountryList.php?ID=1412)

สำหรับปลาหมอสีคางดำในประเทศฟิลิปปินส์ มีชื่อเรียกอย่างไม่ทางการว่า gloria หรือ tilapiang arroyo ในรายงานนี้ยังระบุว่า ปลาชนิดนี้พบมากทางตอนใต้ของเกาะลูซอน รอบอ่าวมะนิลา รวมถึงในทะเลสาบน้ำเค็ม (Lagoon) และทะเลสาบน้ำจืด (Lake) ด้วย อย่างไรก็ตาม ไม่พบประวัติว่าปลาหมอสีคางดำเข้าในแหล่งน้ำของประเทศนี้ได้อย่างไร แต่เชื่อกันว่าอาจจะเข้ามาช่วงประมาณต้นปี 2558 จากการแหล่งการค้าปลาสวยงาม (Aquarium Trade) และนำไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติใกล้กับจังหวัด บาตาล (Bataan) และ บูลากัน (Bulacan) ซึ่งปลาชนิดนี้แพร่พันธุ์เร็วและเบียดเบียนและทำลายสัตว์น้ำในแหล่งน้ำ (https://en.wikipedia.org/wiki/Blackchin_tilapia#Distribution)

นอกจากนี้ วิกีพีเดีย ยังมีข้อมูลการพบปลาหมอสีคางดำในสหรัฐอเมริกา ที่รัฐฟลอริด้า เป็นการนำเข้ามาและหลุดรอดมาจากแหล่งการค้าปลาสวยงาม โดยสงสัยว่าจะมีการปล่อยปลาโดยเจตนา และปลาชนิดนี้มีโอกาสทำให้เกิดปรากฏการณ์ fish biomass ได้สูงถึง 90% จากขยายพันธุ์เข้าไปยึดพื้นที่ของสัตว์น้ำชนิดอื่น ส่วนในรัฐฮาวาย เรียกปลาชนิดนี้ว่า salwater tilapia เพราะมันสามารถขยายพันธุ์ได้ในน้ำทะเลบริสุทธิ์และมีชีวิตรอดได้ ทั้งยังพบในทะเลสาบน้ำเค็มและอ่างเก็บน้ำ และปลานี้ได้ถูกกำจัดไปจำนวนมากเมื่อเกิดมีเชื้อราแพร่ระบาดในอ่างเก็บน้ำ

เห็นได้ว่าปลาหมอสีคางดำเป็นปลาที่พบในหลายประเทศ ซึ่งต้นตอของปลาชนิดนี้พบมากในแอฟริกา และก็มีหลายประเทศที่นำเข้าปลาเหล่านี้ไปเพาะเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม จากแหล่งที่มาเดียวกันคือร้านค้าปลาสวยงาม จึงมีความเป็นไปได้ว่าประเทศไทยจะมีการส่งออกปลาชนิดนี้เป็นปลาสวยงาม (นำเข้าชัดเจนอยู่แล้วมีเอกชนเพียงรายเดียวที่ขออนุญาตนำเข้าตามกฎหมาย) แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าในต่างประเทศตั้งข้อสงสัยไปในทิศทางเดียวกันว่าปลาหมอสีคางดำเหล่านี้หลุดรอด หรือ ลักลอบนำไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติจากแหล่งค้าปลาสวยงาม แต่ของไทยเทน้ำหนักเกือบทั้งหมดว่ามาจากการนำเข้าเพื่อการวิจัย เพื่อให้เกิดความโปรงใสจึงควรมีการหาบริษัทส่งออกปลาหมอสีคางดำ ที่มีการบันทึกไว้ให้ได้และนำมาสอบสวนว่าพันธุ์ปลาที่นำมาเพาะเลี้ยงเป็นปลาสวยงามท่านได้แต่ใดมา เพื่อหาทางยุติข้อโตแย้งของสังคมในขณะที่

ขณะนี้ ที่ต้องทำเร่งด่วน คือ การร่วมมือกันบูรณาการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอสีคางดำ นอกจากการจับปลาให้ปริมาณลดลงอย่างรวดเร็ว การป้องกันไม่ให้มีการแพร่ระบาดไปพื้นที่ใหม่ จับได้แล้วต้องกินหรือทำเป็นผลิตภัณฑ์ไม่ให้สูญเปล่า (waste) ไม่ว่าจะเพิ่มมูลค่าเป็นเมนูต่างๆ ทั้งปลาป่น หรือ ปุ๋ยชีวภาพ หรือทำลายตามหลักวิชาการ ทุกแนวทางต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ รวมถึงต้องแผนบริหารจัดการหลังจากนื้ทั้งระยะกลางและระยะยาว เพื่อฟื้นฟูสมดุลธรรมชาติให้ในน้ำมีปลา ปู กุ้ง หอย อย่างยั่งยืน.

รู้เก็บรู้ออม : เทคนิคถอนเงินใช้ตอนเกษียณ

0

“คุณนายพารวย” ให้ความสำคัญเรื่องวางแผนการเงินสำหรับวัยเกษียณมาตลอด เพราะรู้ตัวดีว่า ไม่ช้าก็เร็ว คงถึงเวลาต้องเปลี่ยนสถานะตัวเองเป็นคุณยายหรือคุณย่าพารวย ดังนั้น การตั้งเป้าหมายมีเงินเก็บเงินออมเอาไว้ใช้ตอนเกษียณ จึงเป็นสิ่งที่ต้องรีบทำกันเสียแต่เนิ่นๆ ยิ่งเร็วเท่าไรก็ยิ่งดีกับตัวเอง

ชีวิตเกษียณจะแฮปปี้หรือไม่ อยู่ที่เราทำตัวยังไงตอนหนุ่มสาว แม้ว่าจะมีเรี่ยวแรงและเวลาเหลือเฟือแต่ถ้าไม่มีการวางแผนการเงินล่วงหน้า ชีวิตวัยเกษียณของเราอาจไม่ลงเอยด้วยความมั่นคงและสุขสบายอย่างที่หวัง เพราะว่าเราใช้ชีวิตแบบประมาท คือ รอวันแก่ แต่ไม่ได้เตรียมตัวแก่

การวางแผนการเงินสำหรับชีวิตเกษียณนั้น ต้องมีการกำหนดเป้าหมายการเงินที่ชัดเจนว่า ต้องการใช้เงินเท่าไร ประเมินสถานะปัจจุบัน คำนวณรายรับ รายจ่าย ภาระหนี้สิน เพื่อจะได้รู้ว่าต้องมีเงินเก็บเท่าไรถึงจะพอใช้ ซึ่งเป้าหมายการใช้จ่ายเงินของคนวัยเกษียณ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ ความจำเป็น (Needs) กับความต้องการ (Wants) คนวัยเกษียณควรแยกค่าใช้จ่ายทั้งสองส่วนได้อย่างชัดเจน เพื่อสามารถบริหารจัดการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ค่าใช้จ่ายเพื่อความจำเป็นจะเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการดำรงชีวิตของคนวัยเกษียณ ยกตัวอย่างเช่น ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล ดังนั้น วิธีบริหารจัดการ และเครื่องมือทางการเงิน จะต้องมีความชัดเจนอย่างมาก

ส่วนค่าใช้จ่ายเพื่อความต้องการ จะมีความยืดหยุ่นมากกว่า เพราะเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น มีเงินมากก็ใช้มาก มีน้อยก็ใช้น้อย หรือหากมีมากก็อาจไม่ต้องใช้มากก็ได้ จึงไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือทางการเงินที่สร้างรายได้จำนวนแน่นอนทุกปี ตัวอย่างเช่น ค่าท่องเที่ยว ค่าใช้จ่ายทางสังคม

เว็บ SET investnow แนะวิธีถอนเงินสำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อความต้องการ และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ เพื่อให้คนวัยเกษียณจัดการเงินได้แบบมีประสิทธิภาพนั่นคือ วิธี Modified Required Minimum Distributions (RMD) ซึ่งเป็นการถอนเงินจำนวนขั้นต่ำที่ต้องถอนออกจากบัญชีในแต่ละปี

วิธี RMD เป็นการคำนวณจำนวนเงินที่ถอนออกมาได้ในแต่ละปี โดยนำยอดเงินเก็บคงเหลือ บวกลบกับกำไรขาดทุนจากการลงทุน แล้วหารด้วยจำนวนปีที่เหลือ ยกตัวอย่างเช่น กำหนดเวลาใช้เงิน 15 ปี เงินที่ถอนได้ของปีแรก ก็จะเท่ากับ เงินก้อนเริ่มต้น หารด้วยจำนวนปี และในปีถัดไป ก็นำเงินเก็บคงเหลือหลังถอนเงินไปแล้วมาคำนวณวิธีเดียวกัน ก็จะได้จำนวนเงินที่ถอนได้ของปีนั้นๆ โดยคำนวณไปเรื่อยๆจนถึงปีสุดท้าย

ตัวเลขเงินที่ถอนได้ของแต่ละปีจะมีจำนวนไม่เท่ากัน เพราะผลตอบแทนแต่ละปีต่างกัน ปีไหนมีผลตอบแทนดี ก็กินหรูอยู่สบาย ฟุ่มเฟือยได้ แต่ถ้าปีไหนได้ผลตอบแทนไม่ดี ก็ต้องรัดเข็มขัดตามจำนวนเงินที่ถอนได้

เทคนิคนี้จะทำให้ผู้เกษียณมีเงินใช้ได้นานเท่าที่ต้องการ โดยที่ระหว่างทางก็ไม่ต้องกังวลกับผลตอบแทนการลงทุน เพราะถอนเงินออกมาใช้ตามจำนวนเงินที่ถอน

ใครสนใจอยากเรียนรู้เทคนิคและวิธีการบริหารจัดการเงินหลังเกษียณ สามารถเรียนเพิ่มเติมผ่าน e-Learning หลักสูตร “วางแผนการเงินหลังเกษียณ สไตล์วัยเก๋า” ได้ฟรี!!! คลิกที่นี่ SET e-Learning.

คุณนายพารวย

ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน..สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

รู้ไว้! สิทธิของผู้โดยสารเมื่อเที่ยวบินในประเทศดีเลย์

0
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ สิทธิของผู้โดยสารเมื่อเที่ยวบินภายในประเทศล่าช้า
  • กรณีเที่ยวบินล่าช้าเกิน 2-3 ชั่วโมง ผู้โดยสารมีสิทธิได้รับอาหาร-เครื่องดื่ม, บริการด้านการติดต่อสื่อสาร, และค่าโดยสารคืน
  • กรณีเที่ยวบินล่าช้าเกิน 3-5 ชั่วโมง ผู้โดยสารมีสิทธิได้รับอาหาร-เครื่องดื่ม, บริการด้านการติดต่อสื่อสาร, ค่าโดยสารคืน, เปลี่ยนเที่ยวบิน, หรือเดินทางโดยการขนส่งอื่น
  • กรณีเที่ยวบินล่าช้าเกิน 5-6 ชั่วโมง ผู้โดยสารมีสิทธิได้รับอาหาร-เครื่องดื่ม, บริการด้านการติดต่อสื่อสาร, ค่าโดยสารคืน, เปลี่ยนเที่ยวบิน, เดินทางโดยการขนส่งอื่น, และค่าชดเชย 600 บาท (ยกเว้นกรณีสายการบินพิสูจน์ได้ว่าล่าช้าเพราะเหตุสุดวิสัย)
  • กรณีเที่ยวบินล่าช้าเกิน 6 ชั่วโมง ผู้โดยสารมีสิทธิได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับกรณีถูกยกเลิกเที่ยวบิน, อาหาร-เครื่องดื่ม, บริการด้านการติดต่อสื่อสาร, ค่าโดยสารคืน, เปลี่ยนเที่ยวบิน, เดินทางโดยการขนส่งอื่น, ที่พักพร้อมการรับส่งระหว่างสนามบินกับที่พักถ้าต้องค้างคืน, และค่าชดเชย 1,200 บาท (ยกเว้นกรณีสายการบินพิสูจน์ได้ว่าล่าช้าเพราะเหตุสุดวิสัย)

หมายเหตุ : ผู้โดยสารจะได้รับสิทธิเหล่านี้เฉพาะกรณีที่ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าและมาถึงสนามบินแล้ว