Home Blog Page 114

จิตอาสา ซีพี-ซีพีเอฟ ระดมพลังลงพื้นที่จ.เชียงราย ส่งมอบอาหารคุณภาพ เสริมทัพโรงครัวพระราชทาน

0

สถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดเชียงราย ยังมีน้ำเอ่อท่วมในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอำเภอแม่สายที่น้ำยังท่วมสูงและไหลแรงในหลายจุด ทุกภาคส่วนต่างระดมความช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง จิตอาสาจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ผนึกกำลังร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ยังอยู่ในพื้นที่ประสบภัย เพื่อส่งมอบอาหาร ช่วยเหลือพี่น้องอำเภอแม่สาย ภายใต้ โครงการ “CP-CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม” โดยมี นายจอมกิตติ ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ เครือซีพี และผู้ช่วยบริหารสำนักประธานคณะกรรมการบริหาร ซีพีเอฟ นำทีมพนักงานจิตอาสาลงพื้นที่นำอาหารสดและถุงยังชีพ รวมถึงสิ่งของที่จำเป็น ส่งมอบให้แก่ โรงครัวพระราชทาน ณ ที่ว่าการอำเภอแม่สาย เพื่อช่วยคลายความเดือดร้อนเบื้องต้น

ล่าสุด พล.ต.บุญญทธิ์ เกษตรเวทิน ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช และนายณรงค์พล คิดอ่าน นายอำเภอแม่สาย รับมอบ ไข่ไก่ 3,000 ฟอง หมูบด 50 กิโลกรัม เนื้อสะโพกไก่เเช่เเข็ง 72 กล่อง เนื้อสะโพกเป็ดเเช่เเข็ง 72 กิโลกรัม ไก่บด 50 กิโลกรัม เพื่อส่งต่อไปยัง โรงครัวพระราชทาน ที่ว่าการอำเภอแม่สาย

ก่อนหน้านี้ จิตอาสา ซีพีและซีพีเอฟ ได้นำ ไข่ไก่ หมูบด เนื้อสะโพกเป็ดเเช่เเข็ง ไก่บด ขนมปัง น้ำดื่ม ถุงยังชีพ พร้อมทั้งอาหารสัตว์เลี้ยงแบรนด์เจอร์ไฮและจินนี่ มอบแก่ศูนย์พักพิง วัดพรหมวิหาร ตำบลเวียงพางคำ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และโรงครัวของมูลนิธิเพชรเกษม

นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เครือซีพีและซีพีเอฟ เดินหน้าช่วยเหลือพี่น้องที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์อุทกภัยในภาคเหนือ โดยส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหาร และสิ่งของที่จำเป็น ภายใต้โครงการ ‘CP-CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม’ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยผ่านหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และสุโขทัย รวมถึงกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อสนับสนุนกองทัพไทยในการปฏิบัติภารกิจบรรเทาความเดือดร้อน และยังพร้อมส่งมอบความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย .

เมืองไทยประกันชีวิต ร่วมกับ มูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ส่งความช่วยเหลือเพื่อผู้ประสบอุทกภัย

0

เมืองไทยประกันชีวิต และมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ร่วมช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จัดทำถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน 2,000 ชุด บรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม การดำเนินการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจในการสนับสนุนและช่วยเหลือชุมชนในช่วงเวลาที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมในภาคเหนือของประเทศไทยในช่วงเดือนกันยายน 2567 ถือว่ารุนแรงและส่งผลกระทบอย่างมากต่อหลายจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แพร่ และเพชรบูรณ์ ซึ่งมีพื้นที่หลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่องหลายวัน นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักอีกในเดือนกันยายนและตุลาคม ซึ่งอาจทำให้สถานการณ์น้ำท่วมขยายพื้นที่กว้างขึ้นและส่งผลกระทบต่อประชาชนให้ได้รับความเดือนร้อนมากขึ้น

บริษัทฯ เล็งเห็นถึงผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในหลายจังหวัด และตระหนักถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น และจึงได้ดำเนินการจัดเตรียมถุงยังชีพเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จึงได้ร่วมกับมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม โดยเชิญชวนผู้บริหาร พนักงาน ร่วมแพคถุงยังชีพอย่างเร่งด่วน จำนวน 2,000 ชุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย ทั้งนี้บริษัทฯ และมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ได้วางแผนส่งมอบถุงยังชีพให้กับพื้นที่ ดังนี้

  • พื้นที่อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก โดยมี จ.ส.อ.ยุวชล เกษรประทุม ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้รับมอบ เพื่อกระจายความช่วยเหลือไปยังครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในพื้นที่อย่างเร่งด่วน การมอบถุงยังชีพนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในด้านปัจจัยพื้นฐาน อาทิ อาหาร น้ำดื่ม และสิ่งของจำเป็นอื่นที่ช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถใช้ชีวิตได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้
  • องค์การบริหารส่วนตำบลหนองตูม อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีประชาชนได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเป็นจำนวนมาก โดยมี นายจรินทร์ ไม้กร่าง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองตูม เป็นผู้รับมอบ เพื่อแจกจ่ายความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยในพื้นที่ การช่วยเหลือในครั้งนี้ถือเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนในยามที่ต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์
  • และล่าสุดได้ส่งมอบถุงยังชีพไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย โดยมีผู้รับมอบ ได้แก่ พันโท อนุพงศ์ สมบูรณ์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 ในพระองค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (ผบ.ร .17 พัน.3) ค่ายเม็งราชมหาราช นายฉัตรชัย ชัยศิริ นายกเทศมนตรีตำบลเวียงพางคำ และนางยุพิน คิดอ่าน หัวหน้ากิ่งกาชาด เพื่อกระจายความช่วยเหลือไปยังครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่อย่างเร่งด่วน
  • และในโอกาสนี้ เมืองไทยประกันชีวิต และมูลนิธิเมืองไทยยิ้ม ยังได้ร่วมกับ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อมอบถุงยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุและผู้เปราะบาง โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวแรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ นางสาววาสนา ทองจันทร์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมสวัสดิการและคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ นางสาวอนัญญา อัตชู ผู้อำนวยการศูนย์ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค และนายพีรพล สอนไข่ ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจังหวัดปทุมธานี ให้เกียรติรับมอบถุงยังชีพในครั้งนี้ เพื่อนำไปมอบให้แก่
  1. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจังหวัดลำปาง บริษัทฯ ได้จัดเตรียมถุงยังชีพ จำนวน 200 ชุด เพื่อส่งมอบให้กับกำลังใจผู้ประสบอุทกภัยกลุ่มผู้สูงอายุและผู้เปราะบางในพื้นที่จังหวัดลำปางและ ตำบลหนองแขมและตำบลบ้านท่าช้าง อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากน้ำท่วม การช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นการร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดพิษณุโลก และลำปาง ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา
  2. ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุจังหวัดปทุมธานี อีกหนึ่งหน่วยงานที่ได้รับความช่วยเหลือจากบริษัท ซึ่งได้รับมอบถุงยังชีพ จำนวน 200 ชุด เตรียมลงพื้นที่ภาคกลางร่วมกับ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด ในเขตภาคกลางเพื่อส่งมอบให้กับผู้ประสบภัย ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีประชาชนได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้
    “บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมและชุมชนในทุกโอกาสที่สามารถทำได้ การส่งมอบถุงยังชีพในครั้งนี้ เป็นการแสดงถึงความห่วงใยและความรับผิดชอบต่อสังคม โดยหวังว่าความช่วยเหลือดังกล่าวจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประสบภัยและเสริมสร้างกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบเพื่อให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนในการติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมในการส่งมอบความช่วยเหลือเพิ่มเติมในกรณีที่สถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ” นายสาระกล่าวสรุป

AIS รวมใจ อุ่นใจอาสา เชื่อมต่อ ช่วยเหลือเพื่อผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ

0

นายธีร์ สีอัมพรโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจบรอดแบนด์ AIS เป็นตัวแทนในการมอบเงินสมทบ “ศูนย์รับความร่วมมือช่วยเหลือผู้ประสบภัยพื้นที่ภาคเหนือ” กองทัพภาคที่ 3 พร้อมถุงยังชีพเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือ ต่อ พลโทประสาน แสงศิริรักษ์ แม่ทัพภาคที่ 3

โดยวันนี้ AIS และทีมวิศวกร ยังคงเร่งดูแลโครงข่ายสัญญาณมือถือ และเน็ตบ้าน สำหรับลูกค้าและประชาชน ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพื้นที่ภาคเหนือที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยจัดรถสถานีฐานเคลื่อนที่ (COW) ไปยังจุดสำคัญ อาทิ บริเวณที่ว่าการอำเภอแม่สาย  และ ในพื้นที่สภ.อ.เมืองเชียงราย และอีกหลายพื้นที่ พร้อมระดมทีมเข้าไปดูแลอุปกรณ์ความพร้อมของเครื่องปั่นไฟและน้ำมันเพื่อให้สถานีฐานในจุดสำคัญยังคงสามารถทำงานได้ เพื่อให้ประชาชน เจ้าหน้าที่อาสา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเข้าไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้สามารถใช้งานระบบสื่อสารได้อย่างดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัด

นอกจากนี้ยังมีพนักงานทีมอุ่นใจ อาสา พร้อมพาร์ทเนอร์ตัวแทนจำหน่ายอย่างเทเลวิซในพื้นที่ ทำงานร่วมกับหน่วยงานบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัย เข้าเชื่อมต่อ ช่วยเหลือ สนับสนุนสิ่งของจำเป็นต่อประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

AIS ขอส่งความห่วงใยไปยังผู้ประสบภัยน้ำท่วมและเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน ในพื้นที่จังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ เราขอยืนยันพร้อมดูแลระบบสื่อสารมือถือและเน็ตบ้านของลูกค้าและประชาชน ให้สามารถใช้บริการสื่อสารได้อย่างดีที่สุด

AIS – Red Bull เปิดสังเวียนตีป้อมระดับมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในไทย กับเวที “AIS 5G eSports U Series Thailand Championship 2024 by Red Bull”

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เดินหน้าผลักดันวงการเกมและอีสปอร์ตอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดผนึกกำลังร่วมกับ Red Bull เปิดพื้นที่ให้เหล่าเกมเมอร์และนักกีฬาอีสปอร์ตได้แสดงความสามารถกับเวทีการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไทย AIS 5G eSports U Series Thailand Championship 2024 by Red Bull โดยในปีนี้ได้ทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษากว่า 10 แห่งทั่วประเทศ อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ชั้นนำทั้ง มาม่า ทรอส พร้อมด้วย บีลิงค์ มีเดีย ที่จะมาร่วมกันขับเคลื่อนวงการให้ยกระดับสู่สากลและเฟ้นหาเยาวชนที่มีฝันในการเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพตัวจริง ชิงทุนการศึกษามูลค่ารวมกว่า 150,000 บาท

คุณรุ่งทิพย์ จารุศิริพิพัฒน์ รักษาการหัวหน้าแผนกงานบริหารธุรกิจเกม AIS กล่าวว่า “วันนี้การเติบโตของอุตสาหกรรมเกมในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเกมเมอร์ในประเทศไทยที่มีผู้เล่นกว่า 42 ล้านคน เป็นผู้เล่นเกมมือถือสูงถึง 85%  และมีผู้รับชมการแข่งขันอีสปอร์ตอยู่ 6.4 ล้านคน เป็นตัวเลขที่ยืนยันให้เห็นถึงศักยภาพและโอกาสในการเข้าไปสนับสนุน ยกระดับวงการเกมและอีสปอร์ตของประเทศให้มีความพร้อมต่อการผลักดันการเติบโตของ Digital Economy ผ่านการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ในหลากหลายรูปแบบและวิธีการ ร่วมถึงการเปิดพื้นที่ให้น้องๆ เยาวชนที่มีใจรักการแข่งขันกีฬาอีสปอร์ตได้แสดงความสามารถ

วันนี้เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้ทำงานร่วมกับ Red Bull เตรียมเปิดเวทีการแข่งขันอีสปอร์ตระดับมหาวิทยาลัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดกับ AIS 5G eSports U Series Thailand Championship 2024 by Red Bull ที่ครั้งนี้เราได้เข้าไปทำงานร่วมกับภาคการศึกษาอย่างสถาบันในระดับอุดมศึกษากว่า 10 แห่งทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันสร้างโอกาสให้น้องๆ ได้มีเวทีในการแสดงความสามารถ ที่เราเชื่อว่าจะสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาทักษะการเป็นนักกีฬาอีสปอร์ตมืออาชีพทั้งในระดับประเทศ และก้าวสู่การแข่งขันระดับโลกต่อไป”

คุณมัลลิกา เหลืองนิมิตรมาศ ผู้อำนวยการ สายงานการตลาดประเทศไทย กลุ่มธุรกิจ TCP  ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มให้พลังงาน แบรนด์ Red Bull กล่าวว่า “Red Bull มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมสนับสนุนการแข่งขัน AIS 5G eSports U Series Thailand Championship 2024 by Red Bull เพราะเราเห็นถึงความสำคัญของการส่งเสริมเยาวชนไทยในการพัฒนาทักษะและความสามารถผ่านกีฬาอีสปอร์ต การร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจและปลุกพลังให้กับนักกีฬาอีสปอร์ตรุ่นใหม่ที่จะก้าวสู่ระดับสากล สอดคล้องกับความตั้งใจของ Red Bull ที่ต้องการช่วยเติมเอเนอร์จี้ให้เหล่าเกมเมอร์ได้สนุกและสุดกับทุกเกมการแข่งขัน”

สำหรับ “AIS 5G eSports U Series Thailand Championship 2024 by Red Bull” ในปีนี้ยังคงใช้เกม ROV มาแข่งขัน โดยคัดเลือกนักกีฬาที่เป็นตัวแทนจาก 10 มหาวิทยาลัยภายใต้ความร่วมมือ มหาวิทยาลัยละ 1 ทีม ได้แก่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน, มหาวิทยาลัยศรีปทุม, มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย, มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และการคัดเลือกอีก 6 ทีม จากการแข่งขันในรอบ OPEN ที่เปิดรับจากน้องๆ มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ รวมทั้งหมด 16 ทีม เพื่อเข้าสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศต่อไป ติดตามรายละเอียดการรับสมัครที่ Facebook https://www.facebook.com/AiseSportsTournament

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชวนคนไทยสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมผ่านสภากาชาด

0

รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และองค์กรต่างๆ ในภาคตลาดทุนมีความห่วงใยประชาชนและยังคงระดมความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ในโอกาสนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ผ่านสภากาชาดไทย ดังนี้

  1. การบริจาคประเภทบุคคล สามารถบริจาคผ่าน QR e-Donation ที่ปรากฏบนโปสเตอร์ (ตามแนบ) โดยข้อมูลการบริจาคจะส่งไปยังสรรพากรเพื่อหักลดหย่อนภาษี 2 เท่า ซึ่งจะไม่ได้รับใบเสร็จรับเงิน
  2. การบริจาคทั้งประเภทนิติบุคคลและบุคคลที่ประสงค์รับใบเสร็จ สามารถบริจาคได้ที่หมายเลขบัญชี ธ.ไทยพาณิชย์ เลขบัญชี 045-2-62588-8 ชื่อบัญชี “สำนักงานจัดหารายได้ สภากาชาดไทย (2)” กรุณาส่งหลักฐานการโอนเงิน พร้อมรายละเอียดชื่อบริษัท หรือ ชื่อ-นามสกุล พร้อม เลขประจำตัวผู้เสียภาษี โดยขอให้ระบุว่า “โครงการตลาดทุนไทยร่วมใจช่วยเหลือน้ำท่วม” มาที่ E-mail : [email protected] ฝ่ายหารายได้และกิจกรรม โทร. 02-256-4623 เพื่อให้สภากาชาดไทยออกใบเสร็จรับเงิน ซึ่งใบเสร็จดังกล่าวสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า เช่นเดียวกัน

AIS และ กสทช. ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเชียงรายและภาคเหนือ ขยายวันใช้งาน และเวลาชำระค่าบริการ

0

รายงานข่าว เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบให้แก่ประชาชนในพื้นที่เป็นวงกว้าง AIS และ กสทช. มีความห่วงใยประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่จากทุกหน่วยงานซึ่งกำลังช่วยเหลือผู้ประสบภัยในขณะนี้ โดยพร้อมอยู่เคียงข้างดูแลจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ ด้วยมาตรการดังนี้

การดูแลให้ใช้งานสื่อสารได้อย่างต่อเนื่อง

  • ขยายระยะเวลาการชำระค่าบริการสำหรับลูกค้ามือถือรายเดือนและลูกค้า AIS 3BB FIBRE 3 พร้อมขยายวันใช้งานให้กับลูกค้าระบบเติมเงินในพื้นที่ประสบอุทกภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ได้แก่ จ.เชียงราย อาทิ อำเภอ แม่สาย, ขุนตาล, พญาเม็งราย, จ.เชียงใหม่ อาทิ อำเภอแม่อาย, จ.ตาก , จ.สุโขทัย , จ.พิษณุโลก เป็นต้น โดยลูกค้า จะได้รับ SMS แจ้งการมอบการดูแลดังกล่าว

การดูแลระบบสื่อสารมือถือและเน็ตบ้าน

  • เปิด War Room ตรวจสอบ เฝ้าระวังสถานีฐานในพื้นที่ประสบภัยอย่างใกล้ชิด ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมกระจายทีมวิศวกร ไปยังพื้นที่เสี่ยงในภาคเหนือ และจัดเตรียมอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องปั่นไฟและน้ำมันให้พร้อมสำหรับการดูแลสถานีฐานในจุดเสี่ยง รวมถึงเตรียมรถสถานีฐานเคลื่อนที่ (COW) เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้บริการสื่อสารได้ต่อเนื่องอย่างดีที่สุด

การสนับสนุนหน่วยงานบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัย

  • เข้าสนับสนุนสิ่งของจำเป็นต่อประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยทีมงานเอไอเอส อุ่นใจ อาสา ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง

AIS และ กสทช. อยู่ในระหว่างการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังและดูแลให้มั่นใจว่า เครือข่ายสื่อสารจะสามารถใช้งาน ส่งต่อความช่วยเหลือได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

ซีพีเอฟ หนุนกรมประมง เดินหน้าปฏิบัติการจับปลาหมอคางดำในนครศรีธรรมราช และนนทบุรี

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน​) หรือ ซีพีเอฟ สนับสนุนกรมประมงเดินหน้าปฏิบัติการจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง ระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วน กรมราชทัณฑ์ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เกษตรกร ผู้นำชุมชน จัดกิจกรรมลงแขกลงคลองครั้งที่ 5 ในคูคลอง พื้นที่อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช จับปลาได้ 1,706 กิโลกรัม นำไปทำน้ำหมักชีวภาพแจกฟรีให้เกษตรกร พร้อมทั้งร่วมมือกับจังหวัดนนทบุรีเดินหน้ากำจัดปลา เพื่อลดจำนวนปลาในพื้นที่อย่างจริงจัง ตลอดจนต่อยอดความร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์นำปลาหมอคางดำผลิตน้ำปลาและปุ๋ยหมักชีวภาพเพื่อเร่งให้ปลาหมอคางดำถูกกำจัดจากทุกพื้นที่

นายกอบศักดิ์ เกตุเหมือน ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ประมงจังหวัดนครศรีธรรมราชบูรณาการทุกภาคส่วนดำเนินมาตรการเร่งกำจัดปลาหมอคางดำในทุกพื้นที่โดยเฉพาะในพื้นที่ปากพนัง เชียรใหญ่ และหัวไทร โดยมีการจัดกิจกรรมลงแขกลงคลองแล้วรวม 5 ครั้ง โดยร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เรือนจำปากพนัง กรมราชทัณฑ์ สำนักงานพัฒนาที่ดิน เกษตรกร ผู้นำชุมชน รวมทั้งซีพีเอฟที่สนับสนุนเครื่องมือจับปลา อาหารและน้ำดื่มในการจัดกิจกรรมทุกครั้ง สำหรับกิจกรรมครั้งที่ 5 ลงพื้นที่จับปลาในบริเวณคูคลองสาขา บ้านบ่อคณฑี ต.เกาะเพชร อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช โดยจะนำปลาที่จับได้ 1,706 กิโลกรัมไปผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อแจกเกษตรกร และส่วนหนึ่งมอบให้เรือนจำปากพนังปรุงเป็นอาหารให้แก่ผู้ต้องขัง และจากการจัดกิจกรรมจับปลาของประมงนครศรีธรรมราชทั้งหมด 5 ครั้ง สามารถกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำได้แล้วมากกว่า 8 ตัน

“มาตรการระดมกันจับปลา ควบคู่กับแนวทางการใช้ประโยชน์เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ปริมาณปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำเบาบางลง และปลายเดือนกันยายนนี้ประมงจังหวัดนำปลานักล่าขนาด 4 นิ้วขึ้นไปที่ได้รับการสนับสนุนจากซีพีเอฟปล่อยลงสู่แหล่งน้ำช่วยกำจัดปลาตัวเล็ก เพื่อตัดวงจรชีวิตปลาชนิดนี้ให้มากที่สุด” นายกอบศักดิ์กล่าว

ด้านจังหวัดนนทบุรีมีแนวทางการจัดการปัญหาปลาหมอคางดำในพื้นที่อย่างจริงจังเช่นกัน โดยนายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า นนทบุรีมุ่งเน้นเร่งจับออกจากแหล่งน้ำให้มากที่สุด และต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการส่งเสริมการบริโภค โดยการจัดกิจกรรมครั้งนี้นอกจากหน่วยงานราชการ ผู้นำชุมชน ยังได้รับการสนับสนุนอวน รวมทั้งอาหารและเครื่องดื่มจากซีพีเอฟอีกด้วย วันนี้จับปลาได้ 50 กิโลกรัม ซึ่งเป็นปลาหมอคางดำ ปลาตะเพียน ปลานิล และปลาฉลาดรวมอยู่ด้วย ซึ่งส่งมอบให้สำนักงานพัฒนาที่ดินสำหรับทำน้ำหมักชีวภาพต่อไป

มาตรการจัดการปลาหมอคางดำต่อจากนี้จะขอความร่วมมือกับผู้นำชุมชนและชุมชนช่วยกันจับออกจากแหล่งน้ำทันทีเพื่อให้ปลาหมอคางดำหมดไป นอกจากนี้ จังหวัดนนทบุรียังอนุมัติงบพิเศษเพื่อจัดซื้อปลานักล่าในน้ำจืดสำหรับปล่อยลงสู่แหล่งน้ำในจังหวัดเพื่อจัดการปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำให้หมดไป

นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานรัฐกิจและเอกชนสัมพันธ์ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟร่วมสนับสนุนกรมประมงในการกำจัดปลาหมอคางดำ ผ่านการริเริ่มและดำเนินโครงการเชิงรุก 5 โครงการ ประกอบด้วย การช่วยรับซื้อปลาหมอคางดำเพื่อผลิตปลาป่นซึ่งวันนี้สามารถรับซื้อได้ 1,300,000 กิโลกรัมแล้ว การสนับสนุนปลานักล่าปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ 200,000 ตัว การสนับสนุนกิจกรรมจับปลาออกจากแหล่งน้ำของประมงจังหวัดที่พบปลาชนิดนี้ รวมทั้งร่วมสนับสนุนสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยในการพัฒนาแนวทางการใช้ประโยชน์ และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อควบคุมประชากรปลาหมอคางดำอย่างยั่งยืน ล่าสุดร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังนำเทคโนโลยี eDNA เพิ่มความแม่นยำในการสำรวจประชากรปลาในแหล่งน้ำ นำไปสู่การจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

“นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังได้ขยายความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำกับกรมราชทัณฑ์ โดยสนับสนุนกรมราชทัณฑ์นำปลาหมอคางดำเพื่อนำไปผลิตน้ำหมักชีวภาพ และหมักน้ำปลา พร้อมทั้งเชิญเกษตรกรหรือปราชญ์ชาวบ้านมาช่วยถ่ายทอดความรู้การผลิตน้ำปลาจากปลาหมอคางดำเพื่อสร้างทักษะอาชีพให้แก่ผู้ต้องขังอีกด้วย”​นายอดิศร์กล่าว

ซีพีเอฟสนับสนุนกรมประมงเปิดปฏิบัติการจับปลาหมอคางดำมาตลอดกว่า 1 เดือน โดยให้การสนับสนุนอุปกรณ์การจับปลา ทั้งอวน แห กากชา รวมทั้งอาหารและน้ำดื่ม จัดกิจกรรมจับปลาในพื้นที่ 15 จังหวัดมากกว่า 30 ครั้ง สามารถจับปลาออกจากแหล่งน้ำมากกว่า 26,000 กิโลกรัมแล้ว สำหรับจังหวัดนครศรีธรรมราช ซีพีเอฟยังได้ต่อยอดการสนับสนุนการใช้ประโยชน์ โดยสนับสนุนถังพลาสติกโรงเรียนชุนชนวัดเกาะเพชร ผลิตน้ำหมักชีวภาพสำหรับแปลงปลูกผักอินทรีย์ ร่วมมือกับเกษตรกรฟาร์มสุขมี เกษตรหนึ่งไร่โมเดล และโรงแรมแกรนด์ฟอร์จูนนครศรีธรรมราชนำปลาหมอคางดำพัฒนาเป็นเมนูอาหาร เพื่อส่งเสริมการบริโภคและจับปลาชนิดนี้ออกจากแหล่งน้ำมากขึ้น

กองทัพไทย ผนึกพลัง เครือซีพี-ซีพีเอฟ และข้าวตราฉัตร ส่งอาหารคุณภาพจากใจ ช่วยผู้ประสบอุทกภัย พื้นที่ภาคเหนือ

0

พลโท ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหาร เป็นผู้แทนกองบัญชาการกองทัพไทย รับมอบน้ำดื่มซีพีและข้าวตราฉัตร จาก นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ภายใต้โครงการ ‘CP-CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม’ พร้อมด้วยผู้บริหารข้าวตราฉัตร จิตอาสา เครือซีพี-ซีพีเอฟ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และส่งกำลังใจให้พี่น้องผู้ประสบอุทกภัย จ.เชียงราย นอกจากนี้ ซีพีเอฟ ยังตระหนักถึงผลกระทบกับสัตว์เลี้ยงในพื้นที่ประสบอุทกภัย โดยนำอาหารสัตว์เลี้ยงแบรนด์เจอร์ไฮและจินนี่ มามอบในครั้งนี้อีกด้วย ณ กองบัญชาการกองทัพไทย

พลโท ธีรพงศ์ ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา กล่าวว่า กองทัพไทยมีศักยภาพด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งอุทกภัยในครั้งนี้ ขอขอบคุณทางเครือซีพีและซีพีเอฟ ที่นำอาหารแห้ง อาหารสด และน้ำดื่ม มาสนับสนุน ซึ่งกองทัพไทยขอน้อมรับและจะนำสิ่งของเหล่านี้ไปบรรจุลงถุงยังชีพ เพื่อกระจายส่งถึงมือพี่น้องในพื้นที่โดยเร็วที่สุด

ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ กล่าวว่า เครือซีพีและซีพีเอฟ ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องคนไทยในภาวะวิกฤติอย่างเร่งด่วน ตามนโยบายของประธานอาวุโส ธนินท์ เจียรวนนท์ โดยนำขีดความสามารถของบริษัทฯ มอบอาหารและน้ำดื่ม ร่วมสนับสนุนภารกิจ รวมถึงแก้ปัญหาพื้นที่ที่เกิดเหตุอุทกภัย ครั้งนี้ได้ร่วมมือกับกองทัพไทย ซึ่งมีกำลังคนเข้าถึงพื้นที่ต่างๆ ในการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนได้อย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ ในวันที่ 12 กันยายน 2567 จิตอาสา ซีพี-ซีพีเอฟ จะลงพื้นที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย นำผลิตภัณฑ์อาหารของซีพีเอฟ ประกอบด้วย เนื้อหมูสด ไข่ไก่สด รวมถึงอาหารสัตว์เลี้ยงสุนัขและแมว มอบผ่าน พ.อ.สิงหนาท โลสุยะ รักษาราชการรองเสนาธิการ มณฑลทหารบกที่ 37 ค่ายเม็งรายมหาราช เชียงราย และมูลนิธิเพชรเกษม เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่อไป

เครือซีพี-ซีพีเอฟ เดินหน้าช่วยเหลือพี่น้องที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วม โดยส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหาร สิ่งของที่จำเป็น ภายใต้โครงการ ‘CP-CPF ส่งอาหารจากใจ สู้ภัยน้ำท่วม’ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในครั้งนี้ มาตั้งแต่เดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่สด เนื้อเป็ดสด ไข่ไก่ อาหารพร้อมรับประทานจากห้าดาว น้ำดื่มซีพี ข้าวตราฉัตร ถุงยังชีพ เป็นต้น ใน 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ น่าน และสุโขทัย ผ่านหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ โรงครัวของศูนย์ประสานการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย จ.สุโขทัย โรงครัวพระราชทาน กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 17 ในองค์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โรงครัว 10 แห่ง ของกลุ่มแม่บ้านจิตอาสา โรงครัวมูลนิธิเพชรเกษม วัดคลองกระโจง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเชียงราย และเทศบาลเมืองดอกคำใต้ จ.พะเยา และจะส่งความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลาย .

AIS เตรียมออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนครั้งแรกในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย

0

บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS เตรียมเสนอขาย ‘หุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน’ เป็นครั้งแรกในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย อายุ 4 ปี และ 7 ปี ให้แก่ประชาชนเป็นการทั่วไป คาดว่าเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 8 และ 11 – 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 มั่นใจเป็นการสร้างโอกาสการลงทุนในธุรกิจที่มีความมั่นคงเติบโตและสอดคล้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ชูจัดอันดับความน่าเชื่อถือหุ้นกู้ที่ระดับ “AAA(tha)” (เครดิตพินิจแนวโน้มเป็นลบ) จากบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2567 สะท้อนถึงความแข็งแกร่งในธุรกิจ และสถานะทางการเงินที่มีความมั่นคง พร้อมแต่งตั้ง 7 สถาบันการเงินชั้นนำเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ ได้แก่ ธ.กรุงเทพ ธ.กสิกรไทย ธ.กรุงไทย ธ.ไทยพาณิชย์ ธ.กรุงศรีอยุธยา ธ.ยูโอบี และ บล.เกียรตินาคินภัทร

มนตรี คงเครือพันธุ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน AIS

นายมนตรี คงเครือพันธุ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน AIS กล่าวว่า “การออกหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนในครั้งนี้จะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งและช่วยสร้างการเติบโตให้กับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ AIS ภายใต้วิสัยทัศน์การขับเคลื่อนสู่การเป็นองค์กรโทรคมนาคมเทคโนโลยีอัจฉริยะ หรือ Cognitive Tech-Co ภายใต้แนวคิด Sustainable Nation ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของประเทศไทยบนเศรษฐกิจแบบร่วมกัน หรือ ECOSYSTEM ECONOMY ทั้ง ผู้คน สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ในโลกดิจิทัล โดยเฉพาะการมุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้มีประสิทธิภาพ ทั้งโครงข่าย 5G ที่วันนี้ครอบคลุมพื้นที่การให้บริการแล้วกว่า 95% ของพื้นที่ประชากร โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่เข้าถึงกว่า 13.3 ล้านครัวเรือน ทั่วประเทศ และนวัตกรรมแพลตฟอร์มสำหรับองค์กรที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมหลักของประเทศ โดยการออกหุ้นกู้ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลงทุนในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการขยายโครงข่าย 5G เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้ประชาชนหรือกลุ่มครัวเรือนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล

โดยหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนในครั้งนี้จะเสนอขายแก่ผู้ลงทุนทั่วไป (Public Offering) จำนวน 2 รุ่น อายุ 4 ปี และ 7 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่หลากหลายของผู้ลงทุน กำหนดการชำระดอกเบี้ยทุก 6 เดือนตลอดอายุหุ้นกู้ ผู้ลงทุนทั่วไปจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท และทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท ทั้งนี้รายละเอียดอัตราดอกเบี้ยจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง บริษัทมั่นใจว่าหุ้นกู้ที่เสนอขายในครั้งนี้จะได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุนที่เป็นประชาชนทั่วไปที่ต้องการลงทุนในบริษัทที่มีความมั่นคงที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ”

สำหรับการดำเนินงานของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 มีรายได้จากการให้บริการหลักอยู่ที่ 79,665 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 18 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการเติบโตของรายได้การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.0 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามการเติบโตของการใช้ข้อมูลและรายได้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ประกอบกับธุรกิจอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงที่ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งกว่าร้อยละ 159 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนจากการรับรู้รายได้ TTTBB และการเติบโตไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ร่วมกับการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ ARPU จากกลยุทธ์ส่งเสริมการขายพ่วงบริการคอนเทนต์ สำหรับรายได้บริการลูกค้าองค์กรและอื่น ๆ เติบโตขึ้นร้อยละ 33 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการรับรู้รายได้ TTTBB และการเติบโตขึ้นของความต้องการบริการเชื่อมต่อสื่อสารดิจิทัลและคลาวด์ บริษัทมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อมราคา (EBITDA) เติบโตร้อยละ 21 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการรับรู้ผลประกอบการของ TTTBB และการเติบโตของธุรกิจปกติโดยกำไรสุทธิในงวดครึ่งปีแรกของปี 2567 อยู่ที่ 17,028 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ตามผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นและการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก 3BBIF

นายมนตรี อธิบายต่อไปอีกถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ AIS ว่า “นอกเหนือจากความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจจากโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอัจฉริยะที่ทำให้เราคงความเป็นผู้นำมาโดยตลอด AIS ยังมีเป้าหมายใหญ่ในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของการขับเคลื่อนดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนให้ผู้คนและภาคธุรกิจเติบโตได้ใน Digital Economy รวมถึงในมิติของการสร้างสังคมดิจิทัล ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และปลอดภัยให้มีทักษะและเป็นพลเมืองดิจิทัล และมิติสุดท้ายคือ ด้านการยืนหยัดเพื่อสิ่งแวดล้อม ที่วันนี้เรามุ่งลดผลกระทบผ่านการบริหารจัดการ กระบวนการดำเนินธุรกิจและห่วงโซ่อุปทาน ด้วยนวัตกรรม โซลูชั่น รวมถึงกิจกรรมต่าง ๆ ที่ส่งผลในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงลดและรีไซเคิลของเสียจากการดำเนินธุรกิจและส่งเสริมให้คนไทยร่วมกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธี ทั้งหมดคือเป้าหมายการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่เดินหน้า สร้างการเติบโตร่วมกันของคนและสิ่งแวดล้อมในโลกดิจิทัล”

โดยฟิทช์ เรทติ้งส์ ประเมินว่า AIS มีสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ โดยมีส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการประมาณร้อยละ 48 และเชื่อว่าอุตสาหกรรมโทรศัพท์เคลื่อนที่จะได้รับประโยชน์จากการแข่งขันด้านราคาที่สมเหตุสมผลมากขึ้นในประเทศไทย ซึ่งจะสนับสนุนรายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้บริการ และการเติบโตของรายได้ของ AIS

ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้ และร่างหนังสือชี้ชวนต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งยังไม่มีผลใช้บังคับ สำหรับผู้ลงทุนที่สนใจจองซื้อหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนของ AIS สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้จากแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายตราสารหนี้ และร่างหนังสือชี้ชวนที่ www.sec.or.th หรือข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://investor-th.ais.co.th/news.html/id/2510123/group/sustainable_finance หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ทั้ง 7 แห่ง ได้แก่

  • ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (ยกเว้นสาขาไมโคร) โทร. 1333 หรือจองซื้อผ่านแอปพลิเคชั่น Bangkok Bank Mobile Banking สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่เป็นบุคคลธรรมดา
  • ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา โทร. 02-888-8888 กด 869 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่าน https://www.kasikornbank.com/kmyinvest (ยกเว้นบุคคลสัญชาติต่างด้าว และนิติบุคคล สามารถจองซื้อผ่านสำนักงานใหญ่และสาขา) และรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขายของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา โทร. 02-111-1111 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น Krungthai NEXT เฉพาะผู้ลงทุนที่เป็นบุคคลธรรมดาเท่านั้น)
  • ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา หรือ โทร. 02-777-6784 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่านแอป SCB EASY และรวมถึงบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ในฐานะหน่วยงานขายของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)
  • ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา หรือ โทร.1572
  • ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) ทุกสาขา หรือ โทร. 02-285-1555
  • บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) โทร. 02-165-5555 หรือจองซื้อทางออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น Dime! และรวมถึง ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะหน่วยงานขายของบริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)

มากกว่า 1 เดือน…ซีพีเอฟ ร่วมมือกรมประมงเดินหน้าปราบปลาหมอคางดำในทุกพื้นที่ หลายแห่งปริมาณปลาเบาบางต่อเนื่อง

0

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)​ หรือ ซีพีเอฟสนับสนุนกรมประมงปราบปลาหมอคางดำอย่างจำนวนปลาหมอคางดำผ่านการดำเนิน 5 โครงการเชิงรุกมามากกว่า 1 เดือนแล้ว มีส่วนช่วยขับเคลื่อนกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำไปแล้วมากกว่า 1,300,000 กิโลกรัม และยังไม่หยุดระดมความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำอย่างต่อเนื่อง

นายอดิศร์ กฤษณวงศ์ ผู้บริหารสูงสุดสายงานรัฐกิจและเอกชนสัมพันธ์ ซีพีเอฟ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลามากกว่า 1 เดือนที่บริษัทได้สนับสนุนกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินงาน 5 โครงการเชิงรุก ร่วมจัดการปัญหาปลาหมอคางดำอย่างจริงจัง มีความคืบหน้าทั้ง 5 โครงการ โดยเฉพาะการพยายามลดจำนวนปลาในแหล่งน้ำอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ โครงการรับซื้อปลาหมอคางดำเพื่อทำปลาป่น ร่วมมือกับโรงงานศิริแสงอารำพี จังหวัดสมุทรสาครรับซื้อปลาหมอคางดำจากชาวประมงและแพปลา 18 แห่งทั้งในสมุทรสาคร และจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งจนถึงวันนี้โรงงานปลาป่นรับซื้อปลาสำหรับทำปลาป่นไปแล้ว 1,300,000 กิโลกรัม และยังเปิดรับซื้ออย่างต่อเนื่องตามเป้าหมาย​ที่ 2 ล้านกิโลกรัม

“ตลอดระยะเวลามากกว่า 1 เดือนที่ซีพีเอฟได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนสนับสนุนกรมประมงขับเคลื่อนการกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำอย่างเข้มข้นใน 15 จังหวัด ได้มีส่วนช่วยให้ปลาหมอคางดำถูกจับออกจากแหล่งน้ำมากกว่า 1.3 ล้านกิโลกรัมแล้ว ส่งผลให้แหล่งน้ำหลายพื้นที่มีปริมาณปลาหมอคางดำเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด และยังเดินหน้าระดมความร่วมมือหยุดยั้งการแพร่พันธุ์ปลาชนิดนี้อย่างต่อเนื่อง”​ นายอดิศร์กล่าว

โครงการที่ 2 ซีพีเอฟสนับสนุนการปล่อยปลานักล่าลงสู่แหล่งน้ำเพื่อช่วยกำจัดลูกปลาหมอคางดำ ตามแผนงานของกรมประมง หลังจากแหล่งน้ำนั้นมีการกำจัดปลาหมอคางดำตัวใหญ่ออกไป โดยซีพีเอฟได้ร่วมส่งมอบปลากะพงขาวขนาด 4-5 นิ้วขึ้นไป จำนวน 70,000 ตัวเพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำในจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคร จันทบุรี และระยอง ทั้งนี้ บริษัทยังได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญของกรมประมงในการวางแผนปล่อยปลานักล่าในแหล่งน้ำจนครบ 200,000 ตัว เพื่อให้ปลานักล่าช่วยกินปลาหมอคางดำขนาดเล็กซึ่งต้องใช้เวลา 2-3 เดือนจะสามารถประเมินผลได้

ประมงสมุทรสงครามได้นำปลากะพงขาวที่ได้รับการสนับสนุนจากซีพีเอฟมอบให้กลุ่มเกษตรกรในเครือข่าย 4,000 ตัวทำหน้าที่ช่วยกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของเกษตรกร โดยมีเงื่อนไขให้เกษตรกรนำปลากะพงขาวมาคืนให้ประมงจังหวัด 10% ของจำนวนที่ได้รับเพื่อขยายผลช่วยเกษตรกรรายอื่นต่อไป

โครงการที่ 3 สนับสนุนกรมประมงจัดกิจกรรมจับปลาออกจากแหล่งน้ำ เป็นกิจกรรมที่ระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ทั้งภาครัฐ อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัด กรมราชทัณฑ์ กองทัพบก ช่วยกันจับปลาคางดำออกแหล่งน้ำให้เร็วที่สุด เพื่อตัดวงจรการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้ร่วมจัดกิจกรรมจับปลาในจังหวัดที่พบปลาของประมงจังหวัด โดยสนับสนุนเครื่องมือจับสัตว์น้ำ อาหารและน้ำดื่มสำหรับผู้ร่วมกิจกรรม จนถึงวันนี้ สนับสนุนการจัดกิจกรรมรวม 32 ครั้ง สามารถจับปลาตัวใหญ่ๆ ออกจากแหล่งน้ำได้มากกว่า 25,000 กิโลกรัม และบริษัทยังเดินหน้าสนับสนุนการจัดกิจกรรมจับปลาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญและมหาวิทยาลัยชั้นนำในการกำจัดปลาหมอคางดำในระยะยาว ดำเนินโครงการพัฒนาแนวทางการใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาเมนูอาหารส่งเสริมการบริโภค และโครงการพัฒนาแนวทางหรือเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อควบคุมการแพร่พันธุ์ปลาหมอคางดำ ล่าสุด ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังเตรียมนำเทคโนโลยี eDNA สำรวจจำนวนประชากรของปลาเพื่อนำไปสู่การควบคุมการแพร่ระบาดของปลาต่างถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว.