Home Blog Page 103

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดรับฟังความคิดเห็นการทบทวนการกำกับดูแลการขายชอร์ต และ HFT ถึง 31 มี.ค. นี้

0

รายงานข่าวเปิดเผยว่า ตามที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ปรับปรุงมาตรการกำกับดูแลเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุนที่ใช้บังคับในปี 2567 เช่น มาตรการกำกับดูแลการขายชอร์ต มาตรการกำกับดูแล HFT และการกำหนด Minimum Resting Time (MRT) นั้น เพื่อให้มาตรการกำกับดูแลเหมาะสมกับสภาวะการซื้อขายในปัจจุบัน โดยยังคงให้ความสำคัญต่อการกำกับดูแลความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงจัดให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็น “การทบทวนการกำกับดูแลการขายชอร์ต และ HFT” ดังนี้

1. มาตรการกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์กรณีราคาหลักทรัพย์ลดลงอย่างมาก

ทบทวนมาตรการ Uptick สำหรับการขายชอร์ต

ให้ใช้เกณฑ์ราคาที่สูงกว่าราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย (Uptick) เป็นรายหลักทรัพย์ในวันทำการถัดไป เมื่อราคาปิดของหลักทรัพย์ใดมีราคาลดลงตั้งแต่ 10% เมื่อเทียบกับราคาปิดของวันทำการก่อนหน้า แทนการใช้เกณฑ์ Uptick กับทุกหลักทรัพย์ (กรณีปกติให้ใช้เกณฑ์ Zero-Plus Tick) เพื่อลดผลกระทบจากมาตรการกำกับดูแลการขายชอร์ต และสอดคล้องกับตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ

2. มาตรการกำกับดูแลความผันผวนในหุ้นขนาดกลางและเล็ก 

    2.1 ทบทวนหลักทรัพย์ที่อนุญาตให้ขายชอร์ตได้ และผู้ลงทุน HFT สามารถซื้อขายได้

    กำหนดหลักทรัพย์ที่อนุญาตให้ขายชอร์ตและหลักทรัพย์ที่ผู้ลงทุน HFT สามารถซื้อขายได้เพียงเฉพาะหุ้นใน SET100 ซึ่งมีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูง โดยยกเลิกหุ้นที่มี Market Cap. ³ 7,500 ล้านบาท

    2.2 ยกเลิกการกำหนด Minimum Resting Time (MRT) เนื่องจากเมื่อได้กำหนดให้ผู้ลงทุน HFT ซื้อขายหลักทรัพย์ได้เฉพาะหลักทรัพย์ที่มีขนาดใหญ่และมีสภาพคล่องสูงแล้ว มาตรการ MRT จึงไม่มีความจำเป็นอีก เนื่องจากโดยปกติการใส่-ถอนในเวลาอันสั้นมักจะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพการซื้อขายในหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง

    การเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องในครั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาปรับปรุงเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นพร้อมรายละเอียดบนเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ https://www.set.or.th/th/rules-regulations/market-consultation หัวข้อการทบทวนการกำกับดูแลการขายชอร์ต และ HFT” สามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่ https://forms.gle/jmocr6Fz68zKcJVW9 จนถึง 31 มีนาคม 2568

    ASF ปัจจัยเพิ่มต้นทุนเลี้ยงหมู ถึงเวลายกระดับระบบป้องกันโรค Biosecurity สร้างอาหารมั่นคง-ปลอดภัย

    0

    บทความ โดย ศิระ มุ่งมะโน นักวิชาการอิสระ

    การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ยังคงเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคเอเชีย ผู้เลี้ยงสุกรไทยต้องแบกต้นทุนการผลิตสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะต้องปรับตัวเพิ่มการลงทุนยกระดับการเลี้ยงสู่ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) เพื่อการจัดการและดำเนินมาตรการป้องกันควบคุมโรค โดยการลดความเสี่ยงของการนำเชื้อโรคเข้ามาสู่ฟาร์ม รวมถึงการกระจายของเชื้อโรคภายในและออกจากฟาร์ม เพื่อผลิตเนื้อสัตวปลอดภัยและอาหารมั่นคงสำหรับผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

    รัฐบาลไทยควรเป็นหัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนและสนับสนุนให้ผู้เลี้ยงสุกรไทยลงทุนในมาตรการป้องกันโรค ใช้มาตรการที่เข้มงวดในการตรวจสอบสุขภาพสุกร การกำจัดสุกรที่ติดเชื้อ และการฆ่าเชื้อสถานที่และอุปกรณ์ทั้งหมด การสนับสนุนส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค ASF ให้ประสบความสำเร็จได้การรับรองตามมาตรฐานสากล ตลอดจนการเสริมสร้างความเข้มแข็งในฟาร์ม

    นอกจากนี้ รัฐบาลต้องส่งเสริมการพัฒนาสายพันธุ์สุกรที่ต้านทานต่อโรคสูง และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สามารถช่วยในการจัดการฟาร์มช่วยลดความเสี่ยงจากโรค ASF รวมถึงการปรับปรุงระบบการจัดการฟาร์มตามมาตรฐานไบโอซีเคียวริตี้ เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและราคาเนื้อหมู

    ทั้งโรคระบาด ASF และโรคระบาดสัตว์อื่นๆ ล้วนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ต้นทุนการผลิตด้านมาตรการป้องกันโรคของเกษตรกรสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยทางชีวภาพเพื่อลดความเสี่ยงและช่วยให้การควบคุมโรคทำได้ดี ซึ่งต้นทุนดังกล่าวส่งผลโดยตรงราคาเนื้อหมูที่ต้องปรับขึ้นตามหลักการกลไกตลาด (Demand-Supply) และจำเป็นต้องสื่อสารถึงความจำเป็นและสร้างหลักประกันอาหารปลอดภัยให้สังคมและผู้บริโภคเข้าใจ

    ปัจจุบันยังมีรายงานว่า โรค ASF ยังคงระบาดทั่วทั้งภูมิภาคเอเซีย และประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทั้งลาว กัมพูชา และเวียดนาม ทำให้ไทยจำเป็นต้องป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอย่างเข้มงวด ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยรายงานของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติล่าสุด ชี้ให้เห็นว่าต้นทุนสุกรมีชีวิตของฟาร์มมาตรฐานเฉลี่ยอยู่ที่ 75-77 บาทต่อกิโลกรัม แต่สำหรับเกษตรรายเล็กและรายย่อยสูงถึง 80-85 บาทต่อกิโลกรัม และยังเป็นกลุ่มที่เสี่ยงสูงหากไม่มีระบบป้องกันโรคที่ดี

    ดังนั้น การจัดทำแผนเฝ้าระวังและควบคุมโรค รวมถึงการฝึกอบรมเกษตรกรเกี่ยวกับการป้องกันโรค ASF เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจในการจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเช่นในปี 2565 ที่ไทยประกาศพบโรคนี้ระบาดในฟาร์มสุกรที่จังหวัดนครปฐม และทำให้ราคามีชีวิตหน้าฟาร์มพุ่งสูงขึ้นไปเกินกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม และยังทำให้หมูในประเทศขาดแคลนและราคาสูงมาก ที่สำคัญการร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดอย่างเคร่งครัด จะช่วยลดความเสี่ยงของการระบาด และส่งเสริมความยั่งยืนของอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในประเทศไทย.

    ไบโอซีเคียวริตี้ ระบบป้องกันโรคทางรอดเกษตรกร ผู้เชี่ยวชาญชี้ช่วยป้องกันโรคเข้าสู่ฟาร์มได้ผล

    0

    รศ.น.สพ.ดร. มานะกร สุขมาก ผู้อำนวยการศูนย์ชันสูตรโรคสัตว์ กำแพงแสน คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับปัญหาโรคระบาดในสัตว์ โดย 2 โรคระบาดสำคัญในสัตว์ ได้แก่ โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) และ โรคไข้หวัดนก ซึ่งเป็นโรคสำคัญในสัตว์ปีก

    รศ.น.สพ.ดร. มานะกร สุขมาก

    สำหรับโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) เป็นโรคระบาดในสุกรที่มีความรุนแรงสูง สุกรที่ป่วยเป็นโรคนี้ อัตราการตาย 100% และยังเป็นโรคที่ทนทานในสิ่งแวดล้อม มักปนเปื้อนไปกับผู้ปฏิบัติงาน เช่น รองเท้าบูท เสื้อผ้า รถขนส่งสุกร จึงเป็นเชื้อที่จัดการยาก ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีวัคซีน และไม่มียารักษา ทำให้ยากที่จะควบคุม

    ในขณะที่ โรคไข้หวัดนก แม้ว่าในปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่พบรายงานพบการระบาดเพิ่มเติม แต่ด้วยเป็นโรคที่ติดจากสัตว์สู่คน จึงเป็นอีกโรคที่ต้องเฝ้าระวัง และติดตามการพบโรค พบว่าบุคคลที่สัมผัสสัตว์ปีกป่วยหรือซากสัตว์ปีกที่ตายจากการติดเชื้อนี้ จะมีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับเชื้อ

    สำหรับมาตรการป้องกันโรคของไทย แบ่งออกเป็นระดับประเทศ และระดับเกษตรกร โดยภาครัฐ อย่างกรมปศุสัตว์มีมาตรการที่เข้มงวดในการคัดกรองเชื้อโรคก่อนที่จะนำสัตว์และผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์เข้าสู่ประเทศ อีกทั้งมีการกำหนดมาตรฐานฟาร์มในการกำกับดูแลอยู่แล้ว ซึ่งในระดับประเทศถือว่าเข้มข้น ด้านมาตรการป้องกันโรคในระดับฟาร์ม เกษตรกรจะเพิ่มเรื่องระบบไบโอซีเคียวริตี้ หรือความปลอดภัยทางชีวภาพ รวมถึงเรื่องชีวอนามัยในส่วนของตัวผู้ปฎิบัติงาน ถ้าปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด ก็สามารถป้องกันโรคได้ในระดับดี

    รศ.น.สพ.ดร. มานะกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงที่ผ่านมา มีความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการตรวจวินิจฉัยโรค ระบบไบโอซีเคียวริตี้ หรือแม้กระทั่งเรื่องของวัคซีน ซึ่งไม่ได้ใช้เพียงในฟาร์มขนาดใหญ่ แต่บางเทคโนโลยีเริ่มมีการนำมาใช้ในฟาร์มขนาดเล็กด้วย หรือแม้กระทั่ง AI ที่มีการนำมาใช้ในการตรวจความเจ็บป่วยของสัตว์ เช่น จับอัตราการไอของสุกรในโรงเรือน เพื่อประเมินการป่วย หรือติดกล้องอินฟาเรด มอนิเตอร์สุกรว่ามีไข้สูงผิดปกติหรือไม่ โดยมีการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ

    ในอดีตอาจมองว่า ระบบไบโอซีเคียวริตี้จะนำไปใช้เฉพาะในฟาร์มขนาดใหญ่ แต่ปัจจุบันเกษตรกรรายกลางรายเล็กมีการเรียนรู้และปรับปรุงระบบให้ดีมากยิ่งขึ้น แม้ในฟาร์มขนาดเล็กบางฟาร์มที่มีจำนวนสุกรไม่มาก ก็สามารถใช้ไบโอซีเคียวริตี้ ในการควบคุมป้องกันโรค ASF จนไม่มีการติดเชื้อเลย นับเป็นการให้ความร่วมมือกับภาครัฐ ที่ทำให้ฟาร์มของตนอยู่รอด ปลอดภัย และไม่ส่งผลกระทบกับฟาร์มอื่น กล่าวได้ว่า เมื่อเข้าใจระบบไบโอซีเคียวริตี้ฟาร์มขนาดไหนก็สามารถทำได้โดยไม่มีปัญหา

    นอกจากนี้ ในเรื่องการเข้าถึงเทคโนโลยี ยังพบว่าตัวเกษตรกรเองเป็นผู้ที่พยายามขวนขวายหาเทคโนโลยีมาใช้ ต้องขอชื่นชมเกษตรกรไทยที่ทั้งเก่งและไม่ได้หยุดอยู่กับที่ มีความพยายามหาองค์ความรู้ต่างๆ มาใช้ แม้ในบางเทคโนโลยีเป็นเทคโนโลยีที่มีต้นทุนสูง เกษตรกรที่มีความรู้ก็สามารถนำมาประยุกต์ดัดแปลงใช้ในราคาที่ไม่แพงและนำมาใช้ได้จริงในฟาร์มของตน

    ในขณะที่หน่วยงานภาครัฐ อย่างกรมปศุสัตว์ หรือ มหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลโรคสัตว์ รวมถึงภาคเอกชน ก็จะคอยลงพื้นที่ไปทำความเข้าใจ และจัดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรอยู่เป็นประจำ ส่วนเกษตรกรเองก็สามารถขอข้อมูลองค์ความรู้จากภาครัฐได้ โดยติดต่อหน่วยงานในพื้นที่

    เกษตรกรไทย ถือว่ามีบทบาทสำคัญมากที่สุดในการยกระดับการป้องกันโรคในสัตว์ เป็นฟันเฟืองหลักที่จะช่วยป้องกันโรคระบาดสัตว์ให้ประเทศไทยปลอดภัย ปลอดโรค ขอเพียงต้องตระหนักและปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มขนาดไหนก็อยู่รอดได้เหมือนกัน.

    AIS ชวนลูกค้ายืนยันตัวตนที่ AIS Shop และจุดบริการทั่วประเทศ พร้อมลุ้นทองคำกว่า 1.6 ล้านบาท

    0

    บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือAIS ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้ทุกการใช้งาน ชวนลูกค้าทุกราย ผู้ใช้มือถือในนามบุคคล  อัปเดตข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นปัจจุบัน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพียงนำบัตรประชาชนตัวจริง พร้อมโทรศัพท์ที่มีซิมการ์ด AIS ไปที่จุดบริการ AIS Check ID ได้แก่ AIS Shop, Telewiz และ AIS Buddy Exclusive ทุกสาขาทั่วประเทศ

    ทั้งนี้ การยืนยันตัวตนเพื่ออัปเดตข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นปัจจุบัน นอกจากจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์ ป้องกันการถูกแอบอ้างจากมิจฉาชีพแล้ว ยังเป็นการยกระดับความปลอดภัยในการทำธุรกรรมการเงินผ่านช่องทางออนไลน์ สร้างความอุ่นใจให้ทุกไลฟ์สไตล์ดิจิทัล

    สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้ามือถือ AIS ทั้งเติมเงินและรายเดือน ที่เข้ามายืนยันตัวตน ณ จุดบริการ AIS Check ID ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2568 จะได้รับสิทธิ์ในการจับรางวัล จำกัด 1 หมายเลขโทรศัพท์ ต่อ 1 สิทธิ์ ตลอดโครงการ โดยแบ่งเป็น รางวัลที่ 1 ทองคำ 1 สลึง จำนวน 40 รางวัล และ รางวัลที่ 2 ทองคำครึ่งสลึง จำนวน 200 รางวัล จับรางวัลทุก 2 สัปดาห์ ประกาศผลผ่านแอปฯ myAIS ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://m.ais.co.th/EKH6eO7Hy

    AIS Check ID คือการยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชน โดยการ Dip Chip เพื่อลดความเสี่ยงจากมิจฉาชีพ, ใช้งานโมบายแบงก์กิ้งได้อย่างต่อเนื่อง และเตรียมความพร้อมในการใช้บริการยืนยันตัวตนรูปแบบดิจิทัล (Digital ID) จาก AIS ในอนาคต ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าในการนำไปสมัครทำธุรกรรมการเงิน รวมถึงธุรกรรมจากภาครัฐและเอกชน เช่น เปิดบัญชีเงินฝาก เปิดบัญชีลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือการขอสินเชื่อ ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปที่สาขาด้วยตนเอง รวมถึงลดการถูกปลอมแปลงเอกสาร และการถูกสวมสิทธิ์จากหลักฐานการยืนยันตัวตนแบบเก่า อย่างการถ่ายสำเนาบัตรประชาชนหรือสำเนาเอกสารทางราชการอื่นๆ

    หยุดเผา!! ลดฝุ่น PM2.5 – ป้องกันไฟป่า … อ.สันกำแพง จับมือ ซีพีเอฟ ชวนชุมชนเปิด “ตลาดนัดใบไม้แลกไข่”

    0

    ปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งมาจากหลายสาเหตุ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันแก้ไข เพื่อสร้างสภาพแวดล้อม และส่งเสริมสุขภาพความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งเริ่มต้นได้ที่ตัวเอง ครอบครัว หรือในชุมชนของเรา ล่าสุด ชาวอำเภอสันกำแพง เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของการริเริ่ม “โครงการตลาดนัดใบไม้แลกไข่” ชวนชาวชุมชนเก็บกวาดใบไม้แห้ง มาแลกไข่ไก่ แทนการลดการเผาเพื่อลดฝุ่น

    นายณัฐพงษ์ พรสมบูรณ์กิจ ปลัดอำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จากนโยบายของ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนร่วมกันต่อสู้กับปัญหาฝุ่น PM2.5 เพื่อให้ชาวเชียงใหม่มีอากาศสะอาดและปราศจากมลพิษ โดยเฉพาะการหยุดเผาทุกชนิดในที่โล่ง

    นายอำเภอสันกำแพง ภิญโญ พัวศรีพันธุ์ จึงมีแนวคิดในการชวนให้ชาวสันกำแพงไม่ต้องพึ่งพาการเผาและลดใบไม้แห้ง ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่มักถูกเผาไหม้ในช่วงหมอกควันไฟป่า ผ่านโครงการ “ตลาดนัดใบไม้แลกไข่ อ.สันกำแพง” ภายใต้สโลแกน “สันกําแพงเราไม่เผา เอาเศษใบไม้มาแลกไข่ หมอกควัน ไฟป่าห่างไกล หายใจ โล่งกัน ทุกคน” ด้วยการเปิดที่ว่าการอำเภอสันกําแพง ให้ชาวชุมชนนำใบไม้มาแลกไข่ไก่ และนำศักยภาพของ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือซีพีเอฟ มาร่วมสนับสนุน ตั้งแต่วันนี้ ถึง 15 พฤษภาคม ศกนี้ โดยเทศบาลตำบลต่างๆ มารับใบไม้นำไปผลิตปุ๋ยหมักให้เกษตรกรใช้แทนปุ๋ยเคมี ช่วยลดต้นทุน บำรุงดิน คาดว่าจะรวบรวมใบไม้ได้ถึง 20,000 กิโลกรัม

    “จังหวัดเชียงใหม่มีนโยบายห้ามเผาในทุกปี แต่ประชาชนมีข้อจำกัดเรื่องสถานที่ทิ้งใบไม้ ท่านนายอำเภอสันกำแพง จึงจัดโครงการฯ นี้ขึ้น เพื่อเปิดรับใบไม้แลกไข่ไก่สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทุกวันพฤหัสบดี เศษใบไม้แห้ง 1 กก. แลกไข่ไก่ได้ 1 ฟอง ขอขอบคุณซีพีเอฟที่นำไข่ไก่มาร่วมสนับสนุน สัปดาห์ละ 1,200 ฟอง และยังมอบเครื่องเป่าลม 2 เครื่อง สำหรับใช้เป่าใบไม้และทำแนวกันไฟเพื่อดับไฟป่า” ปลัดอำเภอสันกำแพง กล่าว

    สำหรับกิจกรรมดังกล่าว มีชาวบ้านนำใบไม้แห้งมาแลกไข่ไก่ สูงสุดแลกได้ถึง 30 กิโลกรัม หรือได้ไข่ไก่คนละ 1 แผง (30 ฟอง) กำหนดจัดโครงการฯ นายชัชวิน สุรพิพิธ ชาวบ้านหมู่ที่ 12 ตำบลสันกำแพง ที่นำใบไม้มาร่วมโครงการฯ กล่าวว่า นอกจากจะช่วยลดปริมาณใบไม้ในครัวเรือน ไร่สวน ซึ่งเป็นแนวทางในลดการเผาที่ทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 แล้ว ประชาชนยังได้ไข่ไก่กลับบ้าน ทั้งอิ่มท้อง ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน บ้านเรือนและชุมชนก็สะอาดขึ้น ถือว่าได้ประโยชน์รอบด้าน

    ทางด้าน นางเกษร อิ้นต๊ะแก้ว ชาวบ้านหมู่ที่ 6 ตำบลห้วยทราย บอกว่า ชาวชุมชนยินดีมากที่ได้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนนโยบายสันกำแพงเราไม่เผา การลดเผาลดฝุ่น ทำให้บ้านเราอากาศสะอาด ยิ่งมีโครงการนำใบไม้มาแลกไข่ไก่ซีพี ก็ยิ่งช่วยสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนชวนกันมาร่วมป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน ตอนนี้เราไม่ทิ้งใบไม้แห้ง ไม่เผา แต่นำมาสร้างประโยชน์จากเศษวัสดุแทน./

    คลิกชมคลิป TikTok >> https://www.tiktok.com/@cpf.journey/video/7478527845854203156?is_from_webapp=1&sender_device=pc&web_id=7416584634233243154

    เมืองไทยประกันชีวิต จัดงาน AF x LH KICK OFF 2025 ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดเพื่อความสำเร็จ และความสุขไปด้วยกัน

    0

    นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) เป็นประธานจัดงาน AF x LH KICK OFF 2025 ภายในธีม DRIVING ACTION TO CELEBRATE HAPPINESS AND SUCCESS ก้าวข้ามทุกขีดจำกัดเพื่อความสำเร็จ และความสุขไปด้วยกัน ของสายงานขายและการตลาด ช่องทางพันธมิตรทางธุรกิจ (AF) และ สายงานขายและการตลาด ช่องทาง LH Bank (LH) เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ความเชื่อมั่น และผนึกกำลังในการขับเคลื่อนอย่างไม่มีขีดจำกัด เติมเต็มพลังแห่งการเติบโตสู่เป้าหมายอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน พร้อมมอบนโยบายและแนวทางการดำเนินงานปี 2568 โดยมีนายไพฑูรย์ ไกรอมร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส นางสาวอุมาพันธุ์ เจริญยิ่ง รองกรรมการผู้จัดการ นายแพทย์วุฒิวงศ์ สมบุญเรืองศรี รองกรรมการผู้จัดการ นางสาววรภร สุทธิเวชชะกร รองกรรมการผู้จัดการ และนางสาวชนัญทิมา ปิ่นเงิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยผู้บริหารและพนักงานสายงานขายและการตลาดช่องทางพันธมิตรทางธุรกิจ และ LH Bankร่วมงานด้วย ณ หอประชุมเมืองไทยประกันชีวิต สำนักงานใหญ่.

    AIS จ่ายค่าความถี่ 2600 MHz งวด 2 ให้กสทช.เดินหน้าพัฒนา 5G เสริมศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลไทย

    0

    บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) ในเครือ AIS โดย นายวรุณเทพ วัชราภรณ์ หัวหน้าฝ่ายงานธุรกิจสัมพันธ์ เข้าชำระค่าคลื่นความถี่ 2600 MHz งวดที่ 2 เป็นจำนวนเงิน 3,139,540,500 บาท ให้แก่สำนักงาน กสทช. โดยมี นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินและพัฒนากิจการโทรคมนาคมของประเทศต่อไป โดย AIS ยังคงเดินหน้าลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมศักยภาพเครือข่าย 5G ให้ครอบคลุมและรองรับทุกการใช้งาน ตอบโจทย์ทั้งลูกค้าทั่วไปและโซลูชันสำหรับภาคธุรกิจ เสริมขีดความสามารถให้กับทุกอุตสาหกรรม พร้อมผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    AIS จับมือ กฟภ. จัดระเบียบสายสื่อสารบ้านฉาง เสริมความปลอดภัย ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

    0

    บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นผู้ให้บริการดิจิทัลที่พร้อมสนับสนุนภาครัฐและทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ร่วมมือกับ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ส่งทีมวิศวกรลงพื้นที่ อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง เพื่อดำเนินการรื้อถอนและจัดระเบียบสายสื่อสารและอุปกรณ์สื่อสารโทรคมบนเสาไฟฟ้า โดยมี นายประสิทธิ์ จันทร์ประสิทธิ์ รองผู้ว่าการธุรกิจและการตลาด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมลงพื้นที่ปฏิบัติการ

    ความร่วมมือครั้งนี้เป็นไปตามแนวทางของ AIS ในการยกระดับความปลอดภัยของประชาชน ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปรับปรุงทัศนียภาพของพื้นที่ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สอดคล้องกับนโยบายของหน่วยงานภาครัฐในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย

    ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับบริการ เปิดตัว TSD Counter Services โฉมใหม่

    0

    นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วยนางสาวพิชยา ชมชัยยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ร่วมพิธีเปิดให้บริการ TSD Counter Services โฉมใหม่ ที่ชั้น 1 อาคาร B ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยกระดับบริการให้ผู้ถือหุ้นได้รับความสะดวก รวดเร็วขึ้น ด้วยช่องบริการมากขึ้น กว้างขวาง เพิ่มพื้นที่ความเป็นส่วนตัว ช่วยปกป้องข้อมูล PDPA และอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุและผู้ใช้รถเข็นวีลแชร์

    TSD Counter Services เปิดให้บริการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-16.30 น. (เว้นวันหยุดตามประกาศตลาดหลักทรัพย์ฯ) สามารถตรวจสอบรายละเอียดบริการของ TSD ได้ที่ www.set.or.th/th/tsd หรือ SET Contact Center 0 2009 9999

    AIS ผนึกพันธมิตรช่องทางจัดจำหน่ายกว่า 25,000 แห่งทั่วไทย ส่งมอบประสบการณ์ดิจิทัลเหนือระดับให้ลูกค้า พร้อมมอบรางวัลขอบคุณพันธมิตรยอดเยี่ยมแห่งปี 2567

    0

    AIS ตอกย้ำความเป็นที่ 1 ตัวจริง ด้านช่องทางการจัดจำหน่ายและบริการลูกค้า เดินหน้ายกระดับประสบการณ์ดิจิทัลที่ดีที่สุดด้วยสินค้าและบริการที่เป็นเลิศร่วมกับพันธมิตร ผ่าน Customer Service Touchpoint ที่ในปัจจุบันมีเครือข่ายช่องทางกว่า 25,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการ พร้อมดูแลลูกค้าทั้งการใช้งานบริการมือถือและเน็ตบ้าน โดยมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะพนักงานให้มีความเชี่ยวชาญ พร้อมส่งมอบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ โดยการพลิกโฉมงานบริการผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลล้ำสมัย อาทิ AI และ Intelligent Service เพื่อก้าวสู่การเป็น Retail Shop ที่สามารถส่งมอบที่สุดของงานบริการและนำเสนอสินค้าของ AIS อย่างครบวงจร รวมถึงการเติบโตไปพร้อมกับพันธมิตรตัวแทนจำหน่ายอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ เพื่อขอบคุณพันธมิตรทางธุรกิจที่ร่วมสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน AIS ได้มอบรางวัลช่องทางจัดจำหน่ายที่มีผลการดำเนินงานยอดเยี่ยม ประจำปี 2567 ให้กับพันธมิตรตัวแทนจำหน่าย โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่

    1. รางวัล ADP AWARD 2024 ซึ่งมอบให้กับพันธมิตรค้าส่งที่มียอดขายสินค้าคุณภาพสูงสุด ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เกื้อกูลการค้า จ.หนองบัวลำภู, ห้างหุ้นส่วนจำกัด เรืองวิศว์เทเลคอม จ.ชุมพร, บริษัท แอดวานซ์ เทเลบิซ จำกัด กรุงเทพมหานคร, บริษัท ทีแซด เทรดดิ้ง จำกัด กรุงเทพมหานครและบริษัท คอปเปอร์ ไวร์ด จำกัด (มหาชน)
      จ.นครปฐม
    2. รางวัล AIS BUDDY EXCLUSIVE AWARD 2024 ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับร้านเอไอเอส บัดดี้ เอ็กซ์คลูซีฟที่มีงานขายและงานบริการคุณภาพ ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนจำกัด สุริยนต์ เทเลคอม อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
    3. รางวัล AIS TELEWIZ AWARD 2024 ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับร้านเอไอเอส เทเลวิซที่มีงานขาย และงานบริการคุณภาพ ได้แก่ บริษัท ซีที ไวร์เลส จำกัด สาขา เอไอเอส เทเลวิซช็อป ตลาดบางบัวทอง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี, ห้างหุ้นส่วนจำกัด สวาทโฟน สาขา เอไอเอส เทเลวิซช็อป อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร, บริษัท ปกรณ์และเพื่อน จำกัด สาขา เอไอเอส เทเลวิซช็อป ข้างห้างโรบินสัน อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช และบริษัท สกลนคร โอเอ แอนด์ คอมพิวเตอร์ จำกัด สาขา เอไอเอส เทเลวิซช็อป ถ.สุขเกษม อ.เมือง จ.สกลนคร
    4. รางวัล AIS SHOP AWARD 2024 ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้ร้านเอไอเอส ช็อป โดยพาร์ทเนอร์ที่มีงานขาย และงานบริการคุณภาพ ได้แก่ บริษัท ซีที ไวร์เลส จำกัด สาขา เอไอเอสช็อป บิ๊กซี อ.เมือง จ.ปทุมธานี, บริษัท เจริญเทเลคอมชัยภูมิ จำกัด สาขา เอไอเอสช็อป โรบินสัน อ.เมือง จ.ชัยภูมิ และบริษัท ปกรณ์และเพื่อน จำกัด สาขา
      เอไอเอสช็อป เซ็นทรัล อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช