Home Blog Page 101

ซีพีเอฟ – ลิ้งค์เลเทอร์สฯ สานต่อความร่วมมือ ส่งต่อโอกาสทางการศึกษา

0

การส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตอย่างมีคุณภาพ เริ่มต้นที่โอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ความพร้อมของอุปกรณ์การเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาคารเรียน ที่ต้องเอื้ออำนวยต่อการเรียนการสอนให้กับอาจารย์และนักเรียน ในขณะโรงเรียนหลายแห่งมีงบประมาณไม่เพียงพอ เพื่อใช้ดำเนินการในเรื่องเหล่านี้

เป็นปีที่ 3 แล้วที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ และบริษัท ลิ้งค์เลเทอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทที่ปรึกษากฎหมายระดับโลก มีเป้าหมายและความตั้งใจเดียวกัน สานต่อความร่วมมือเพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านการศึกษาของนักเรียนในต่างจังหวัด ด้วยการส่งมอบอาคารเรียนที่ได้รับการพัฒนาและปรับปรุงให้มีสภาพพร้อมใช้งาน แทนหลังเดิมซึ่งมีสภาพทรุดโทรมจากการใช้งานมามากกว่า 50 ปี สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการจัดการเรียนการสอนของครู อาจารย์ และนักเรียน ปลูกฝังความสามัคคีของคนในชุมชนที่มีส่วนร่วมช่วยรื้อถอนอาคารหลังเดิม นักเรียนและชุมชนมีสถานที่ไว้เป็นแหล่งเรียนรู้ในการพัฒนาและฝึกทักษะชีวิต โดยก่อนหน้านี้ ได้ร่วมกันส่งมอบอาคารเรียนที่ซ่อมแซมแล้วของ รร.บ้านเนินสวนอ้อย ต.ศาลาลำดวน อ.เมือง จ.สระแก้ว และ โรงเรียนบ้านโคกสะอาดวิทยาคาร จ.บุรีรัมย์

ปีนี้ ผู้ใหญ่ใจดีทั้งสององค์กร นำโดยคุณสรรพีระ นิลขำ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักกฎหมายและสำนักกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ซีพีเอฟ และ คุณพรพรรณ ชยะสุนทร ผู้บริหารของลิ้งค์เลเทอร์สฯ นำคณะผู้บริหารและพนักงาน ส่งมอบอาคารเรียนให้น้องๆ โรงเรียนบ้านท่าแฉลบ (เอครพานิช) จังหวัดจันทบุรี โรงเรียนขนาดเล็กที่เปิดสอนตั้งแต่ระดับปฐมวัย ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีจำนวนนักเรียน 47 คน และคุณครู 8 คน โดยได้รับเกียรติจากคุณประเสริฐ กำเลิศทอง รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 เป็นประธานในพิธี ฯ ร่วมด้วยประธานกรรมการสถานศึกษา กำนัน และตัวแทนชุมชนฯ

นอกจากนี้ ยังมีกิจรรมเพื่อพัฒนาโรงเรียน อาทิ ทาสีรั้วโรงเรียน การเพ้นท์พื้นบีบีแอล กิจกรรมสันทนาการต่างๆ อิ่มท้องกับมื้อกลางวันที่ซีพีเอฟจัดผลิตภัณฑ์อาหาร CP มาเลี้ยงน้องๆ มีทั้ง เกี๊ยวกุ้งน้ำใส ข้าวปลากะพงซอสเทอริยากิ สปาเกตตี้ไส้กรอกผัดซอสมะเขือเทศ ไก่จ๊อ และยังมีโอกาสได้แบ่งปันให้เพื่อนๆโรงเรียนใกล้เคียงจากโรงเรียนวัดสิงห์ โรงเรียนวัดพลับ โรงเรียนวัดทองทั่ว และโรงเรียนบางกะจะ ที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

ซีพีเอฟ พร้อมเดินหน้าความร่วมมือกับพันธมิตร “ลิ้งค์เลเทอร์ส” ร่วมสนับสนุนด้านการศึกษาในด้านต่างๆ ด้วยเชื่อมั่นว่า “โอกาสที่เด็กๆ ได้รับจากการศึกษาในวันนี้ คือ อนาคตที่ยั่งยืนของสังคมและประเทศชาติในวันข้างหน้า .

AIS ร่วมจำหน่าย “วันอาทิตย์” โซลาร์บ้านครบวงจร โดย กัลฟ์1 ที่ AIS Shop ทั่วประเทศ

0

บริษัท กัลฟ์1 จำกัด (GULF1) ในเครือบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) ประกาศเปิดตัวแบรนด์ “วันอาทิตย์” โซลาร์บ้านครบวงจร พร้อมแผนการตลาดเชิงรุก เปิดช่องทางจำหน่ายทาง AIS Shop ทั่วประเทศ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน นับเป็นก้าวสำคัญของ GULF1 ในการขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่มบ้านอยู่อาศัย ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านพลังงานแสงอาทิตย์

“วันอาทิตย์” โดดเด่นด้วยบริการโซลาร์บ้านแบบครบวงจร (One-Stop Service) ที่ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงการบำรุงรักษา โดยทีมงานมืออาชีพ ผสานเทคโนโลยีอัจฉริยะจากผู้ผลิตชั้นนำทั้งแผงโซลาร์เซลล์ Tier 1 อินเวอร์เตอร์ และแบตเตอรี่คุณภาพสูงที่มาพร้อมระบบบริหารจัดการพลังงานด้วย AI และ IoT เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ระบบโซลาร์เซลล์ ของ “วันอาทิตย์” จึงช่วยตอบโจทย์การประหยัดค่าไฟสูงสุดให้กับทุกหลังคาเรือน พร้อมการันตีประสิทธิภาพการใช้งานยาวนานถึง 30 ปี ลูกค้าสามารถเลือกแพ็กเกจได้หลากหลายตามขนาดการใช้ไฟฟ้า พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ ส่วนลดเงินสด 1.5% หรือผ่อน 0% นาน 10 เดือน หรือบริการสินเชื่อจากสถาบันการเงินชั้นนำผ่อนนานสูงสุด 84 เดือน นอกจากนี้ ยังมอบบริการบำรุงรักษาระบบฟรี 3 ปี และฟรีประกันอัคคีภัยคุ้มครองสูงสุด 1 ล้านบาท เพื่อสร้างความมั่นใจในการใช้พลังงานสะอาดให้กับลูกค้า “วันอาทิตย์” พิเศษสำหรับลูกค้า AIS รับส่วนลดเพิ่มสูงสุด 13,000 บาท เมื่อซื้อแพ็กเกจผ่าน AIS Shop ทั่วประเทศ

นางสาวอำนวยพร ประกอบนพเก้า ผู้อำนวยการด้านการบริหารธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ GULF1 กล่าวว่า “GULF1 มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเรื่องการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซลาร์แบบติดตั้งบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) โดยที่ผ่านมาเรามีลูกค้าหลักเป็นกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม กว่า 300 ราย ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งกว่า 300 เมกะวัตต์ ทั่วประเทศ ด้วยเราเล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้พลังงานงานสะอาดโดยเริ่มต้นจากที่บ้าน จึงขยายตลาดมายังกลุ่มบ้านพักอาศัย ด้วยศักยภาพด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์ในระบบโซลาร์ของ GULF1 ผนวกกับความแข็งแกร่งด้านธุรกิจ Retail และดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของพันธมิตรอย่าง AIS เราจึงมีความพร้อมที่จะส่งมอบระบบโซลาร์รูฟท็อปคุณภาพสู่ลูกค้าบ้านอยู่อาศัย ด้วยการเลือกใช้อุปกรณ์ที่มีมาตรฐานสูงและติดตั้งโดยช่างผู้ชำนาญการ อีกทั้งยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องความปลอดภัยและบริการหลังการขายเพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด สำหรับแบรนด์ ‘วันอาทิตย์’ เราไม่ได้มองว่าเป็นแค่โซลาร์บ้าน แต่เป็นโซลูชั่นที่จะช่วยเติมความสุขให้กับทุกคนในครอบครัวที่ได้ทำกิจกรรรมร่วมกันโดยไม่ต้องกังวลกับค่าไฟฟ้า เพื่อให้ทุกวันที่อยู่บ้านเหมือน ‘วันอาทิตย์’ หรือ ‘วันครอบครัว’ นั่นเอง”

นายประพัฒน์ เสียงจันทร์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจค้าปลีก AIS กล่าวว่า “AIS มีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะยกระดับประสบการณ์การให้บริการ Retail Shop สู่การเป็นศูนย์บริการ ที่สามารถตอบโจทย์ทุกๆ ดิจิทัลไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่อย่างแท้จริง จึงเป็นที่มาของความร่วมมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งอย่าง GULF1 ในการนำเสนอบริการโซลาร์เซลล์บ้าน “วันอาทิตย์” ที่ AIS Shop เพื่อให้ประชาชนคนไทยได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ของการใช้ชีวิตในโลกยุคดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด สอดรับกับเทรนด์ของสังคมยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานที่ยั่งยืน ซึ่งในอนาคตเราจะเสริมศักยภาพการขายบริการพร้อมการติดตั้งที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ ผ่านผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตบ้าน AIS 3BB FIBRE3 โดยเราเชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญของการทำงานร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายด้านความยั่งยืน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ AIS ในการผลักดันสังคมไทยสู่สังคมดิจิทัลอย่างยั่งยืน”

รู้เก็บรู้ออม : DR กระจายความเสี่ยง!!

0
ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยตอนนี้ อาจจะดูแผ่วๆ ดัชนีหุ้นที่ปรับตัวลดลงเนื่องจากความผันผวนที่เกิดขึ้นทั้งจากปัจจัยภายในและนอกประเทศ

“คุณนายพารวย” แนะนำว่า สถานการณ์แบบนี้ นักลงทุนควรลองใช้เทคนิคการลงทุนแบบการกระจายความเสี่ยง การกระจายการลงทุนไปในหุ้นต่างประเทศก็เป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการลดความเสี่ยง และสร้างผลตอบแทนการลงทุนที่ดีได้

ยิ่งเดี๋ยวนี้ การลงทุนซื้อหุ้นนอก หรือหุ้นต่างประเทศเก็บเข้าพอร์ตตัวเอง สามารถทำได้อย่างสะดวก ไม่มีขั้นตอนยุ่งยาก และไม่ต้องไปแลกเงินสกุลต่างประเทศ ให้นักลงทุนต้องปวดหัวเหมือนในอดีต

โดยนักลงทุนสามารถลงทุนผ่าน DR (Depositary Receipt) และ DRx (Fractional Depositary Receipt) ซึ่งเป็นใบแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศที่อ้างอิงกับหลักทรัพย์หรือหุ้นของบริษัทชั้นนำจากทั่วโลก

โดย DR และ DRx ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือลงทุนที่ช่วยให้นักลงทุนไทยซื้อขายหุ้นต่างประเทศผ่านตลาดหุ้นไทยได้ โดยใช้บัญชีซื้อขายหุ้นที่มีอยู่ และซื้อขายด้วยเงินบาทจึงทำให้เป็นที่สนใจของนักลงทุนไทยที่อยากโกอินเตอร์ กระจายการลงทุนไปหุ้นต่างประเทศ

เห็นได้จากปัจจุบันมี DR และ DRx จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยทั้งหมด 81 หลักทรัพย์หลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งอ้างอิงกับทั้งหุ้นรายตัว และกองทุน ETF ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา

ล่าสุดเมื่อ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพิ่งต้อนรับ DR และ DRx น้องใหม่เพิ่มอีก 6 ตัว อ้างอิงหุ้นชั้นนำของจีนและสหรัฐฯ ออกโดย ธนาคารกรุงไทย ประกอบด้วย DR ที่อ้างอิงหุ้นจีน ได้แก่ 1.บ. POP Mart International Group Limited (ชื่อย่อ POPMART80) 2.JD.com (ชื่อย่อ JD80) แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำของจีน

3.บ. Trip.com Group Limited (ชื่อย่อ TRIPCOM80) เจ้าของแพลตฟอร์มจองการท่องเที่ยวออนไลน์ ทั้ง Skyscanner, Ctrip และ Trip.com 4.บ. Meituan (ชื่อย่อ MEITUAN80) ผู้ให้บริการแอปฯ ไลฟ์สไตล์ ครอบคลุมบริการส่งอาหาร และการจองกิจกรรมต่างๆ 5.บ. Nongfu Spring (ชื่อย่อ NONGFU80) ผู้ผลิตเครื่องดื่มชั้นนำ กับ DRx อ้างอิงหุ้นสหรัฐฯ คือ บ. Eli Lilly and Company (ชื่อย่อ LLY80X) บริษัทผู้ผลิตยาชั้นนำระดับโลก

คนที่มีบัญชีซื้อขายหุ้นอยู่แล้ว สามารถทำรายการซื้อขายได้เลย สำหรับผู้ที่อยากทำความรู้จัก DR และ DRx ให้เข้าใจมากขึ้น สามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บ www.setinvestnow.com

สถานการณ์แบบนี้ การกระจายการลงทุนในบริษัทชั้นนำของโลก น่าจะเป็นทางเลือกที่ช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลงทุน และเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนไทยได้ดีทีเดียว.

คุณนายพารวย

เมืองไทยประกันชีวิต คว้ารางวัล Best Brand Performance on Social Media เวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 13

0

นายสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)  ขึ้นรับรางวัล Best Brand Performance on Social Media” สาขา Insurance & Assurance แบรนด์ที่ทำผลงานยอดเยี่ยมบนโซเชียลมีเดีย สาขากลุ่มธุรกิจประกันภัย (ประกันวินาศภัยและประกันชีวิต) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 จากงานประกาศรางวัลโซเชียลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศไทย Thailand Social Awards ครั้งที่ 13  จัดขึ้นโดยบริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิต และพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลตลาด เพื่อส่งเสริมการใช้โซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์ และให้ความสำคัญกับวงการโซเชียลที่เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาพรวม ของประเทศ  โดยมีนายกล้า ตั้งสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมแสดงความยินดี โดยงานดังกล่าวจัดขึ้น  ณ ทรูไอคอน ฮอลล์  ไอคอนสยาม

โดยการมอบรางวัลในครั้งนี้เป็นการมอบให้กับแบรนด์ที่ทำผลงานยอดเยี่ยมบนโซเชียลมีเดีย จากเกณฑ์การวัดผลตามมาตรฐาน WISESIGHT METRIC พัฒนาโดยไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ซึ่งพิจารณา Social Metric for Brand ที่เป็นเกณฑ์การวัดประสิทธิภาพการสื่อสารของแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลทางสถิติกว่า 2,500 แบรนด์ จากโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มหลัก และวัดประสิทธิภาพโดยใช้ปัจจัยสำคัญกว่า 70 ปัจจัย ทั้งในเชิงปริมาณ (Quantity) และเชิงคุณภาพ (Quality) เพื่อให้ได้ค่าชี้วัดประสิทธิภาพการสื่อสารของแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย (Social Metric Score) โดยคำนวณมาจากโซเชียลมีเดีย 2 ส่วนหลัก คือ ช่องทางหลัก Official Account ของแบรนด์ (Owned Media) และช่องทางโซเชียลมีเดียอื่น ๆ ที่กล่าวถึงแบรนด์ เช่น สื่อ อินฟลูเอนเซอร์ หรือบุคคลทั่วไป (Earned Media) ซึ่งเก็บข้อมูลด้วยเครื่องมือ Zocial Eye โดยใช้คีย์เวิร์ดที่กล่าวถึงชื่อแบรนด์มากกว่า 15,000 คีย์เวิร์ด เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนมากที่สุด.

“ดร. รินใจ ชาครพิพัฒน์” ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำสตรีประจำปี 2025 ของ WFE

0

สหพันธ์ตลาดหลักทรัพย์นานาชาติ (World Federation of Exchanges : WFE) ประกาศรายชื่อ The WFE’s Women Leaders 2025 โดย ดร. รินใจ ชาครพิพัฒน์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งใน 20 ผู้นำสตรีประจำปี 2025 ของ WFE ซึ่งการประกาศรายชื่อมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความสำคัญกับสตรีในแวดวงตลาดทุนทั่วโลก โดยเน้นย้ำถึงความเป็นผู้นำและผลงานที่มีต่ออุตสาหกรรม

ผู้ได้รับเลือกเป็น The WFE’s Women Leaders 2025 มีทั้งหมด 20 คน จากสมาชิกตลาดหลักทรัพย์และสำนักหักบัญชี 250 องค์กรทั่วโลก ซึ่งถือเป็นกลุ่มผู้นำที่โดดเด่น โดย WFE มุ่งส่งเสริมความหลากหลายและการมีส่วนร่วมในภาคการเงิน ติดตามรายชื่อ The WFE’s Women Leaders 2025 ได้ที่ https://focus.world-exchanges.org/issue/march-2025

10 ปี “CPF RUN FOR CHARITY” งานเดิน-วิ่ง เพื่อสุขภาพและช่วยเหลือสังคม

0

ชมรมซีพีเอฟรันนิ่งคลับ (CPF Running Club) ยังคงเดินหน้าสร้างสังคมยั่งยืน ชวนร่วมกิจกรรมเดิน-วิ่งเพื่อการกุศล “CPF RUN FOR CHARITY” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 เพื่อส่งเสริมคนไทยสุขภาพดี พร้อมทำดีเพื่อสังคม โดยนำรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายส่งมอบให้แก่หน่วยงานสาธารณประโยชน์ในจังหวัดต่างๆ ทั้งโรงพยาบาล โรงเรียน ชุมชน องค์กรภาครัฐ และองค์กรสาธารณประโยชน์ แล้วกว่า 70 แห่ง เป็นเงินร่วม 17 ล้านบาท จากการจัดงานอย่างต่อเนื่องมากกว่า 38 ครั้ง

🎥 ดูให้จบ! แล้วคุณจะอยากเข้าร่วม

ประมงจันทบุรี ปล่อยปลากะพงขาว 5,000 ตัวล่าปลาหมอคางดำ

0

สำนักงานประมงจังหวัดจันทบุรี มอบลูกพันธุ์ปลากะพงขาว จำนวน 5,000 ตัวให้แก่เกษตรกรกลุ่มเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และชาวประมงพื้นบ้าน จำนวน 20 ราย เพื่อลดประชากรปลาหมอคางดำในบ่อเลี้ยงกุ้ง ไม่เพียงแค่เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร แต่ยังช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในแหล่งน้ำธรรมชาติอีกด้วย

นายสมพร รุ่งกำเนิดวงศ์ ประมงจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า การสนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงขาวแก่กลุ่มเกษตกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และชาวประมงพื้นบ้าน เป็นส่วนหนึ่งการจัดการปัญหาปลาหมอคางดำในพื้นที่เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรและชาวประมง ปลากะพงขาวจะทำหน้าที่เป็นนักล่า ช่วยควบคุมและตัดวงจรการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังสามารถทำการจับปลาเหล่านี้มาจำหน่ายหรือใช้บริโภคในครัวเรือน ซึ่งประมงจันทบุรีได้สนับสนุนลูกพันธุ์ปลากะพงจำนวน 5,000 ตัวจากบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เพื่อมอบให้กลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลนำไปปล่อยในบ่อพักน้ำเพื่อลดประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่บ่อเลี้ยงสัตว์ และปลากะพงยังเป็นปลาเศรษฐกิจ ที่เกษตรกรมีผลพลอยได้จากการจำหน่ายปลากะพงเมื่อโตเต็มวัย

ส่วนกลุ่มประมงพื้นบ้านนำลูกพันธุ์ปลากะพงไปปล่อยตามลำคลองธรรมชาติ ซึ่งปลากะพงขาวมีพฤติกรรมเป็นนักล่าช่วยกำจัดลูกปลาหมอคางดำ ตัดวงจรการแพร่ระบาดของปลา ขณะเดียวกัน เกษตรกรยังสามารถจับปลามาจำหน่าย หรือบริโภคในครัวเรือนได้อีกด้วย

ที่ผ่านมา จังหวัดจันทบุรีบูรณาการทุกภาคส่วนหน่วยงานในพื้นที่ ภาคเอกชน เกษตรกร และชาวประมงพื้นบ้านดำเนินยุทธวิธีแบบมีส่วนร่วมในการจัดการปัญหาปลาหมอคางดำ ทั้งการกำจัดออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ พร้อมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเกิดความตระหนักและให้ความสำคัญกับการป้องกันและกำจัดปลาหมอคางดำในบ่อเพาะเลี้ยงอย่างมีประสิทธิภาพ การส่งเสริมการนำมาใช้ประโยชน์และการบริโภค เช่น การนำไปทำน้ำหมักเป็นน้ำหมักชีวภาพสำหรับเกษตรกรสวนยาง ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาวิจัยและแปรรูปปลาหมอคางดำเป็นผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ สร้างรายได้เสริมให้กับชุมชน เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส พัฒนาและสร้างความยั่งยืนในชุมชน

นอกจากนี้ ประมงยังร่วมมือกับศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริส่งเสริมให้เกษตรกรในแปลงนาโครงการศูนย์ฯ คุ้งกระเบน นำจุลินทรีย์น้ำหมักปลาหมอคางดำไปใช้ประโยชน์โดยการคลุกผสมอาหารให้กุ้งกิน มีคุณสมบัติเป็นโพรไบโอติกช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับสัตว์น้ำ สามารถป้องกันและควบคุมโรคที่ยังสามารถช่วยลดต้นทุนของเกษตรกรได้อีกด้วย

นอกจากนี้ จังหวัดยังดำเนินการสำรวจติดตามการระบาดปลาหมอคางดำสม่ำเสมอ ซึ่งในการสำรวจแต่ละครั้งยังพบปลาชนิดอื่นอีกหลายชนิด อาทิ ปลานวลจันทร์ ปลาสาก ปลาขนุน ปลากะพง จึงมองว่าแหล่งน้ำธรรมชาติในจันทบุรียังมความหลากหลายทางชีวภาพ.

CPF จิตอาสา ปลุกพลัง ช่วยสร้างสังคมยั่งยืน

0

วันนี้องค์กรชั้นนำทั่วโลกต่างมุ่งสร้างความสมดุล ระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีของชุมชนใกล้เคียงไปพร้อมๆกัน เพราะธุรกิจในยุคนี้ไม่ได้วัดเพียงแค่ผลกำไร แต่ยังต้องขับเคลื่อนควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม สำหรับ “ซีพีเอฟ” แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นเพียงกลยุทธ์ แต่เป็น DNA ขององค์กร ที่ฝังลึกลงในจิตสำนึกของพนักงานทุกๆคน

เคียงข้างชุมชน สร้างสุขภาวะที่ดี … ภาพของพนักงานซีพีเอฟที่ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนชุมชน ดูแลผู้สูงวัย มอบอาหารให้ผู้ด้อยโอกาส หรือร่วมกันจัดกิจกรรมสุขภาพ กลายเป็นภาพที่พบเห็นได้เสมอ นี่ไม่ใช่เพียงโครงการ CSR ทั่วไป แต่เป็นพันธกิจที่พนักงานจิตอาสาซีพีเอฟทำด้วยหัวใจ ด้วยความเชื่อว่าการพัฒนาธุรกิจต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการพัฒนาสังคม

หนึ่งในกิจกรรมของจิตอาสาซีพีเอฟที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง คือ “หน่วยสุขภาพเคลื่อนที่” (Health Station) ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของพนักงาน โรงงานผลิตอาหารสัตว์ศรีสะเกษ และโรงงานผลิตอาหารสัตว์กบินทร์บุรี โดยธุรกิจสุกรของซีพีเอฟ ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ด้วยแนวคิดที่ว่า “สุขภาพที่ดี คือพื้นฐานของความสุข” พวกเขาลงพื้นที่ตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้ชาวบ้าน รวมถึงให้คำแนะนำด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนในชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลจากสถานพยาบาล ได้มีโอกาสตรวจเช็คสุขภาพร่างกายของตัวเองจากกิจกรรมนี้

จากสุขภาพ สู่การสร้างความมั่นคงทางอาหาร … โครงการต่างๆ ที่พนักงานจิตอาสาซีพีเอฟริเริ่ม ไม่ได้หยุดเพียงการดูแลสุขภาพ แต่ยังขยายไปสู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชน ตัวอย่างเช่น “โครงการผักสวนครัวสู่ผู้สูงวัย” ซึ่งเริ่มต้นจากโรงงานผลิตอาหารสัตว์บกท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นอกจากเป็นการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกายเบาๆ ผ่านการปลูกผักสวนครัวแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและสร้างระบบแบ่งปันภายในชุมชน

ความมุ่งมั่นที่ไม่สิ้นสุด …ไม่ว่าจะเป็นฟาร์มสุกร ฟาร์มไก่ไข่ โรงงานผลิตอาหารสัตว์ หรือโรงงานแปรรูป ทุกที่ล้วนมีพนักงานจิต อาสาที่คอยเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรกับชุมชน ความตั้งใจนี้ไม่ใช่เพียงการให้ แต่เป็นการเติบโตไปพร้อมกัน เพราะสำหรับ ซีพีเอฟ การพัฒนาอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงแค่ธุรกิจที่แข็งแกร่ง แต่ต้องหมายถึงสังคมที่เข้มแข็งไปพร้อมกันด้วย

ทั้งหมดนี้ คือ DNA ที่พนักงานทุกคนในองค์กรถูกปลูกฝัง และสะท้อนผ่านกิจกรรมเพื่อสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม จากความตั้งใจจริงและพร้อมเคียงข้างสังคมไทย เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลง พัฒนาความเป็นอยู่ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับทุกคนอย่างยั่งยืน .

คลิกชมคลิปที่นี่ >> https://youtube.com/shorts/t4LzzvlYeaU?si=6nibY2tWiVFNpPEA

บจ. ตลาด mai เผยผลดำเนินงานปี 67 ยอดขายรวม 2 แสนล้านบ. กำไรโต 5.5%

0

บริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานผลการดำเนินงานประจำปี 2567 มียอดขายรวม 209,453 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% ขณะที่ต้นทุนขาย เพิ่มขึ้น 2.9%  และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 0.1%  ทำให้กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 27.9% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน พบกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มบริการ และกลุ่มเทคโนโลยี เป็น 3 กลุ่มอุตสาหกรรรมที่มีผลการดำเนินงานเติบโตทั้งยอดขายและกำไร

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียนใน mai จำนวน 215 บริษัท คิดเป็น 97% จากทั้งหมด 222 บริษัท (ไม่รวมบริษัทในกลุ่มที่เข้าข่ายอาจถูกเพิกถอน หรือ NC และบริษัทที่ปิดงบไม่ตรงงวด) นำส่งผลการดำเนินงาน โดยปี 2567 มี บจ. ที่รายงานกำไรสุทธิจำนวน 152 บริษัท คิดเป็น 71% ของบริษัทที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

ผลการดำเนินงานประจำปี 2567 ของ บจ. mai เปรียบเทียบกับปีก่อน มียอดขายรวม 209,453 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% ต้นทุนขาย 155,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.9% ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นจาก 25.1% มาอยู่ที่ 25.7% อย่างไรก็ดี การที่ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มเพียง 0.1% ส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน 14,995 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.9% และมีกำไรสุทธิรวม 5,550 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.5%

“ผลการดำเนินงาน บจ. ใน mai งวดปี 2567 พบว่า บจ. มีกำไรสุทธิเติบโตเพียง 5.5% ทั้งที่ผลการดำเนินงาน 9 เดือนปี 2567 ทำผลประกอบการสะสมมาได้ดี แต่เนื่องจากไตรมาส 4 มีรายการอื่นๆ เช่น การตั้งค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น การตั้งด้อยค่าเงินลงทุนหรือสินทรัพย์ ทั้งนี้หากไม่รวมรายการอื่นๆ ดังกล่าว กำไรสุทธิจะเติบโต 71.8% พบ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังคงเติบโตทั้งยอดขาย และกำไรสุทธิ ได้แก่ กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มบริการ และกลุ่มเทคโนโลยี” นายประพันธ์กล่าว

ในส่วนของฐานะทางการเงิน บจ. mai มีสินทรัพย์รวม 328,946 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.3% จากสิ้นปี 2566 โดยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) อยู่ที่ 0.79 เท่า เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2566 ที่เท่ากับ 0.77 เท่า

ปัจจุบันมี บจ. ใน mai 222 บริษัท (ข้อมูล ณ วันที่ 12 มีนาคม 2568) ดัชนี mai ปิดที่ระดับ 246.45 จุด มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (market capitalization) อยู่ที่ 239,893.40 ล้านบาท มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ย 672.37 ล้านบาทต่อวัน  

ตลท.เผยปี 67 บจ.ธุรกิจท่องเที่ยว/อุปโภคบริโภค กำไรโตต่อเนื่อง สวนทางธุรกิจน้ำมัน-เคมีภัณฑ์

0

บริษัทจดทะเบียน (บจ.) รายงานผลการดำเนินงานปี 2567 กลุ่มธุรกิจทั่วไปรายงานกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เติบโตจากการท่องเที่ยวที่สร้างมูลค่าเพิ่มไปสู่หมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการอุปโภคบริโภค บริการ อีกทั้งกลุ่มการเงินได้รับผลบวกจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมกำไรสุทธิลดลงจากหมวดธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บจ. จำนวน 807 บริษัท นำส่งผลการดำเนินงานปี 2567 คิดเป็น 98.9% จากทั้งหมด 816 บริษัท (รวม SET และ mai ที่มีกำหนดส่งงบการเงิน ณ สิ้นงวด 31 ธันวาคม 2567 และไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) พบว่ามี บจ. รายงานกำไรสุทธิ 604 บริษัท คิดเป็น 74.8% ของ บจ. ที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด

ผลการดำเนินงานปี 2567 เทียบกับปีก่อน บจ. ใน SET มียอดขาย 17,524,872 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% ขณะที่ต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายการขายและบริหารเพิ่มขึ้นสูงกว่าเล็กน้อย ทำให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core profit) 1,559,270 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 859,401 ล้านบาท ลดลง 1.1% และ 3.7% ตามลำดับ ทั้งนี้  หากพิจารณาในกลุ่มธุรกิจทั่วไป (ไม่รวมหมวดธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์) บจ. จะมียอดขาย กำไรจากการดำเนินงานหลัก และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น สำหรับฐานะการเงินของกิจการ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 บจ. ไทยมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E ratio (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.52 เท่า

ผลประกอบการอัตราการเติบโตเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (%yoy)
ปี 2567ยอดขายกำไรจากการดำเนินงานกำไรสุทธิ
บจ. ทั้งหมดใน SET3.1%(1.1%)(3.7%)
– บจ. ธุรกิจทั่วไป4.3%10.2%8.6%
– บจ. ธุรกิจน้ำมัน1.8%(16.0%)(31.7%)
บจ. ทั้งหมดใน mai3.8%27.9%5.5%

“การท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลบวกให้ บจ. ไทยที่ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว การอุปโภคบริโภค และการบริการ มีผลประกอบการดีขึ้น เช่น หมวดอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคบริโภค ค้าปลีก โรงแรม การบิน โรงพยาบาล โทรคมนาคม และพื้นที่เช่าการค้า นอกจากนี้ พบการเติบโตในกลุ่มธุรกิจนิคมอุตสาหกรรมจากอุปสงค์ในพื้นที่ EEC ที่เพิ่มขึ้นมาก สอดคล้องกับกระแสการย้ายฐานการผลิต (relocation) และจำนวนคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และธุรกิจการเงินซึ่งได้รับผลบวกจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูง อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันและส่วนต่างค่าการกลั่นปรับลดลงในปี 2567 กดดันความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันและปิโตรเคมีภัณฑ์ และภาพรวมของ บจ. ทั้งหมด” นายอัสสเดชกล่าว

ด้านผลการดำเนินงานของ บจ. ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) งวดปี 2567 เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน ยังคงเติบโต โดย บจ. มียอดขายรวม 209,453 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.8% ขณะที่ บจ. ควบคุมต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารได้ดี ส่งผลให้มีกำไรจากการดำเนินงาน 14,995 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 5,550 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.9% และ 5.5% ตามลำดับ