ที่มา คอลัมน์ "รู้เก็บรู้ออมรู้ใช้รู้ลงทุน...สู่ความมั่งคั่ง" หน้าเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
คุณนายพารวยขอส่งกำลังใจให้ทุกท่านที่กำลังประสบภัยน้ำท่วม สามารถผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัย ปัญหาและความเดือดร้อนต่างๆ จงคลี่คลายไปได้โดยเร็ว ต่อจากนี้ไป เราคงต้องเตรียมตัวรับมือสถานการณ์น้ำ ไม่ว่าจะเป็นการติดตามข่าวสารและประกาศจากภาครัฐ การย้ายทรัพย์สินสิ่งของขึ้นที่สูง หรือวางแผนอพยพหนีน้ำ สิ่งที่เห็นได้จากบทเรียนครั้งนี้ คือ หากเรามีระบบระบายน้ำที่ดี มีการตระเตรียมล่วงหน้า เช่นการขุดลอกคู ก็จะช่วยลดทั้งโอกาสการเกิดความสูญเสีย และมูลค่าความเสียหายได้
เรื่อง “วัยเกษียณ” ก็ไม่ต่างกันกับสถานการณ์น้ำท่วมที่ต้องอาศัยระบบการจัดการระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ การใช้ชีวิตวัยเกษียณก็จำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการเงินที่ดี เพราะเราไม่มีทางรู้ว่า หลังเกษียณแล้วจะต้องใช้เงินไปอีกกี่ปี หากไม่ได้กำหนดเส้นทางจัดการเงินให้ดีไว้ล่วงหน้า เงินก็จะทะลักออกไป และถูกใช้แบบไม่มีทิศทาง สร้างความเสียหายให้เกิดกับชีวิตวัยเกษียณของเรา จนทำให้เราต้องจมกับชีวิตเกษียณที่เจ็บปวด แทนที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขหลังจากทำงานมาครึ่งค่อนชีวิต
คุณนายพารวยอยากชวนทุกคนมาวางแผนบริหารเงินก้อนหลังเกษียณ ด้วยกลยุทธ์ง่ายๆ คือ “เงิน 3 กระเป๋า” เพื่อให้เงินที่มีอยู่ มีใช้และมีพอสำหรับวันข้างหน้า โดยอ้างอิงข้อมูลมาจากเว็บไซต์ SET Investnow ของตลาดหลักทรัพย์ฯ อย่างแรกเลยเราต้องรู้ก่อนว่า เงินก้อนเกษียณของเรามาจากแหล่งใดบ้าง สำหรับมนุษย์เงินเดือน เงินก้อนมาจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) เงินชราภาพจากประกันสังคม และเงินชดเชยตามกม.แรงงาน, ส่วนข้าราชการ มีเงินจาก กบข. รวมถึงบำเหน็จหรือบำนาญ และ สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ก็อาจมีทั้งเงินค่าหุ้น เงินปันผล หรือเงินเฉลี่ยคืน แหล่งที่มาของเงินแต่ละแบบย่อมมีเงื่อนไขทางภาษีและวิธีรับเงินแตกต่างกัน จึงควรตรวจสอบสิทธิและเงื่อนไขให้ดี
คนที่เกษียณแล้วแต่ยังประกอบอาชีพ มีรายได้จากการลงทุนอยู่ กองทุน RMF และ Thai ESG เป็นอีกทางเลือกที่สามารณพิจารณาเพื่อลงทุนและวางแผนภาษีได้ แต่ต้องศึกษาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขของแต่ละกองทุนด้วย
เมื่อรู้จำนวนเงินและแหล่งที่มาแล้ว เราค่อยแบ่งเงินออกเป็น 3 กระเป๋าตามช่วงเวลา วิธีนี้จะช่วยให้เราไม่ใช้เงินทั้งหมดไปเสี่ยงกับการลงทุนระยะยาว และไม่ต้องเก็บทุกบาทไว้เป็นเงินสดจนเสียโอกาสสร้างผลตอบแทน เริ่มจาก “กระเป๋าใบที่ 1” คือเงินสำหรับใช้จ่ายระยะสั้น 1-2 ปีแรกหลังเกษียณ เน้นสภาพคล่องและรักษาเงินต้นเป็นหลัก เก็บไว้ในเงินฝากออมทรัพย์หรือกองทุนตลาดเงิน สภาพคล่องสูง ความเสี่ยงต่ำ
“กระเป๋าใบที่ 2” ใส่เงินระยะกลาง 3-10 ปี ที่พอรับความเสี่ยงได้บ้าง เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ภาคเอกชนเกรดลงทุน หรือกองทุนผสม ที่สร้างผลตอบแทนมากกว่าเงินฝาก และใบสุดท้าย “กระเป๋าใบที่ 3” เป็นเงินระยะยาว 10 ปีขึ้นไป ที่รับความผันผวนได้มากขึ้น อาจพิจารณาลงทุนใน หุ้นพื้นฐานดี กองทุนรวม ETF หรือสินทรัพย์ลงทุนอื่นๆ ที่ให้ผลตอบแทน และเติบโตทันกับค่าครองชีพในระยะยาว เพราะศัตรูของเงินวัยเกษียณ คือ เงินเฟ้อ ที่กัดกินกำลังซื้อของเราอยู่ทุกปี
แพ็คกระเป๋าครบสามใบแล้ว อย่าลืมให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพตัวเองด้วย เพราะศัตรูตัวร้ายของวัยเกษียณ คือปัญหาสุขภาพ หากเจ็บป่วยออดๆแอดๆ ต้องเทียวเข้าออกโรงพยาบาลแล้ว ต่อให้มีกระเป๋าเป็นสิบใบก็ไม่พอค่ะ
คุณนายพารวย







