“เวลาที่เราพูดถึงคำว่า ‘syndrome’ หรือกลุ่มอาการของโรค เรามักจะนึกถึงความเจ็บป่วยเรื้อรังที่รักษาไม่หาย เป็นความทรมานที่ผู้ป่วยต้องก้มหน้าทนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต จนมีคำถามว่าแล้วถ้าโลกนี้มีอาการป่วยจากการคอร์รัปชัน โกงกิน หรือ ‘Corruption Syndrome’ ประเทศไทยถือว่าป่วยขั้นไหนแล้ว”
ส่วนหนึ่งจากปาฐกถาพิเศษ : “คอร์รัปชันซินโดรม” ประเทศไทยป่วยขั้นไหน ? โดย คุณบรรยง พงษ์พานิช กรรมการและกรรมการบริหาร องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ในงาน ‘CORRUPTOPIA’ มหานครคอร์รัปชัน Exhibition & Forum โดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งจัดขึ้นที่ห้องอเนกประสงค์ ชั้น 1 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) เมื่อวันที่ 16 กันยายน ที่ผ่านมา
.
“ข้อมูลจากดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index) ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ระบุว่า ในปี 2015 ซึ่งเป็นปีที่ก่อตั้งองค์การต่อต้านคอร์รัปชันขึ้นมา ประเทศไทยสอบได้ 38 คะแนน รั้งอันดับ 76 ของโลก ตัดภาพมาวันนี้คะแนนของประเทศไทยลดลงไปอยู่ที่ 33 คะแนน ดูเผิน ๆ เหมือนจะไม่มีความเปลี่ยนแปลงเท่าไรนัก แต่สิ่งที่ฟ้องว่าโรคลุกลามคืออันดับที่มันหล่นเร็วยิ่งกว่าศรัทธาของประชาชนที่หลุดไปอยู่อันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศอย่างน่าอับอาย
.
“สาเหตุไม่น่าจะเป็นเพราะคนไทยโกงกันเก่งมากขึ้น เพราะเวลาที่เราอ่านข่าวทุกวัน เราก็จะเห็นว่าเรื่องต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น มันเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายสิบปี โกงแล้วก็สอบสวน สอบสวนแล้วก็ลืม ลืมแล้วเดี๋ยวก็โกงกันใหม่ ดังนั้น ขณะที่โลกก้าวไปข้างหน้า รักษาเนื้อรักษาตัวจนแข็งแรงและวิ่งปร๋อแซงเราไปกันหมด เราก็ยังนอนให้น้ำเกลืออยู่ในห้อง ICU ห้องเดิม
.
“หลายท่านอาจจะแย้งว่าที่ผ่านมาเราก็พยายามรักษากันอยู่มิใช่หรือ ใช่ เราซื้อยาราคาแพง
เราขยายโครงสร้างหน่วยงานตรวจสอบ เพิ่มเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. อัดฉีดงบประมาณปราบปรามอย่างมโหฬาร เขียนรัฐธรรมนูญตั้งหน่วยงานและขั้นตอนรัฐเพื่อสกัดกั้นการโกงไม่รู้กี่รูปแบบ ทุกวันนี้เรามีงบประมาณต้านโกงรวม ๆ กันปีละกว่า 6 พันล้านบาท แต่ทำไมโรคถึงไม่สงบ และมีแต่จะรุนแรงขึ้น เพราะฉะนั้นคำตอบตามสามัญสำนึกสำหรับผมจึงชัดเจนว่าเรากำลังรักษาโรคผิดวิธี หรือจ่ายยาผิดขนาน อาการป่วยเราจึงทรุดลงเรื่อย ๆ
.
“การเพิ่มจำนวน เพิ่มงบ เพิ่มแผนกจับผิดของประเทศ เพื่อแลกกับความปกติ ในขณะที่คนทำผิดก็จ่ายเพื่อซื้อสิ่งที่ผิดปกติได้ การหวังเอาอำนาจรัฐไปตั้งหน่วยงานตรวจสอบรัฐด้วยกัน โดยมากจึงมักจะมีผลเป็นแค่การเลี้ยงไข้ ที่มีแต่จะทำให้โรคนี้แผ่ขยายไปได้เรื่อย ๆ ผลข้างเคียงที่ร้ายแรงที่สุดของอาการป่วยนี้ไม่ใช่แค่ตัวเม็ดเงินที่สูญไปกับการโกงกินเท่านั้น แต่คือภาวะชินชาของคนในสังคม
.
“คนไทยอาจไม่ได้ไร้ศีลธรรมกว่าใคร แต่เรากำลังถูกโครงสร้างบีบคั้นให้ต้องยอมและคุ้นเคยกับการจ่ายใต้โต๊ะ เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งบริการพื้นฐาน จนความวิปริตกลายเป็นความปกติ และความรู้สึกเฉื่อยเฉยมาแทนความรู้สึกทุกข์ร้อน
.
“สำหรับผมในเมื่อเราพึ่งกลไกของรัฐอย่างเดียวไม่ได้ ยาเดียวที่ยังเหลืออยู่จึงมีแต่ระบบภูมิคุ้มกันของภาคประชาชน แต่อยู่ดี ๆ จะให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาสู้กับรัฐ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการแก้มะเร็งด้วยยาหม้อ ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่ว่าไม่มีผล แต่มันออกฤทธิ์ช้าเกินไป เราจึงต้องยกระดับการรักษา Corruption Syndrome ของเราใหม่ ด้วยกลไกการรักษาที่ผมขออนุญาตตั้งชื่อให้ว่า ‘ยาเทพ (TEPP)’
.
“T ตัวแรก คือ Transparency เริ่มด้วยการทำลายความมืดมิด คือบังคับให้รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลในรูปแบบ Open Data เพราะแสงสว่างคือยาฆ่าเชื้อที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ข้อมูลภาครัฐมันซับซ้อนและดูยาก เราจึงต้องเติม E หรือ Expertise ดึงผู้รู้และผู้เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิคมาช่วยกันถอดรหัสและชี้เป้าความผิดปกติที่เกิดขึ้น
.
“P ตัวแรก คือ Participation (การมีส่วนร่วม) รัฐต้องยอมเปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนอื่น ๆ ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นเอกชนหรือภาคประชาสังคม เข้ามาช่วยในกลไกการตรวจสอบ ไม่ผูกขาดความถูกต้องไว้เพียงผู้เดียว และรัฐยังต้องจัดหาทรัพยากรให้พวกเขาอย่างเพียงพอด้วย
.
“และ P ตัวสุดท้าย คือ Public หรือ พลังของมวลชนและความตื่นรู้ที่กล้าจะสลัดทิ้งความชินชาได้ ก็ต่อเมื่อพวกเขามีหลักประกันความปลอดภัย เช่น ต้องมีกฎหมายคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส มีกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก (SLAPP) และต้องควบคุมงบประมาณประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือแทรกแซงสื่อมวลชน เพื่อไม่ให้คนที่กล้าลุกขึ้นมาสู้ต้องสู้อย่างเสียเปรียบและโดดเดี่ยว
.
“ท้ายที่สุดแล้วเนื้อแท้ของระบอบประชาธิปไตยย่อมไม่อาจแยกขาดจากประชาชนได้ มีประโยคภาษาละตินโบราณที่กล่าวไว้ว่า ‘Vox Populi, Vox Dei’ แปลความได้ว่า ‘เสียงของประชาชน คือเสียงของพระเจ้า’ ในอดีตเรามักเชื่อกันว่า เพียงแค่ประชาชนรวมตัวกันส่งเสียง ก็ศักดิ์สิทธิ์และทรงอานุภาพเหมือนประกาศิตจากสวรรค์แล้ว แต่ในโลกความเป็นจริงโครงสร้างคอร์รัปชันนั้นสลับซับซ้อน และฝังรากลึก การตะโกนปาว ๆ โดยไร้แบบแผนจึงมักถูกทำให้กลายเป็นเพียงเสียงนกเสียงกา ที่รัฐสามารถเมินเฉยได้โดยง่าย
.
“ดังนั้น หากเราต้องการให้เสียงของประชาชน ‘ศักดิ์สิทธิ์’ เหมือนเป็น ‘เสียงเทพ’ ที่มีประกาศิตสั่งการ กำหนดความเป็นไปของสังคม และถอนรากถอนโคนโรคร้ายนี้ได้ ก็ต่อเมื่อมันถูกเปล่งออกมาจากความโปร่งใส (Transparency) เฉียบขาดด้วยความเชี่ยวชาญ (Expertise) เกิดจากการผนึกกำลังร่วมตรวจสอบ (Participation) และมาจากการตื่นรู้ของมวลชนที่เลิกยอมจำนน (Public Action) เพราะไม่มีอำนาจผูกขาด หรือระบบอุปถัมภ์ใด จะทานประกาศิตของการตรวจสอบที่แหลมคมได้
.
“ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องติดอาวุธให้เสียงของเรา เลิกชินชาแก่การถูกปล้นสิทธิพื้นฐาน และลุกขึ้นมาส่ง ‘เสียงเทพ’ เพื่อรักษาคนไข้ที่ชื่อประเทศไทยให้กลับมามีชีวิตที่แข็งแรงอีกครั้ง”
…




