สะเทือนวงการสัตว์น้ำ! ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า สายตาคนทั้งประเทศเตรียมจับจ้องไปที่ชั้นศาลในคดี “ปลาหมอคางดำ” มหาภัยเอเลี่ยนสปีชีส์ที่ทำลายระบบนิเวศและกระเป๋าเงินเกษตรกรจนพังพินาศ! แต่งานนี้บอกเลยว่าอย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสิน หรือชี้หน้าว่าใครคือ “แพะ” หรือ “แกะ” เพราะคำถามสำคัญคือ… ข้อเท็จจริงที่อยู่ในมือมันชัดเจนพอหรือยัง? ศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ฟ้องแบบกลุ่ม (Class Action) ได้หรือไม่? วันนี้ ‘บิ๊กเกรียน’ จะพาไปกาง 4 ข้อเท็จจริงสุดย้อนย้อนชวนคิด ที่สังคมต้องตั้งสติและเค้นหาความจริงไปพร้อมกัน!
ข้อเท็จจริงข้อแรก การนำเข้าปลาหมอคางดำจากต่างประเทศเคยเกิดขึ้นจริง บริษัทที่ถูกกล่าวถึงยืนยันว่าได้นำเข้าปลาจากประเทศกานาในปี 2553 จำนวน 2,000 ตัว และชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการรัฐสภาว่า ปลาตายระหว่างการขนส่งจำนวนมาก ก่อนทยอยตายและส่งมอบส่วนที่เหลือให้กรมประมง
ข้อเท็จจริงข้อที่สอง กรมประมงมีข้อมูลว่าระหว่างปี 2556–2559 ประเทศไทยมีการส่งออกปลาหมอคางดำไปยัง 17 ประเทศ โดยมีผู้ส่งออก 11 ราย แต่ในเวลาต่อมา ผู้ประกอบการบางรายออกมาระบุว่าไม่เคยส่งออกปลาชนิดดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ข้อมูลการนำเข้าและการส่งออกทั้งหมดได้รับการตรวจสอบและยืนยันตรงกันแล้วหรือยัง
ข้อเท็จจริงข้อที่สาม ปลาหมอคางดำแพร่ระบาดจริง และประชาชนได้รับผลกระทบจริง เรื่องนี้แทบไม่มีข้อโต้แย้ง เพราะทั้งข้อมูลจากภาครัฐและข้อมูลภาคสนามสะท้อนผลกระทบต่อระบบนิเวศและอาชีพประมงอย่างชัดเจน
ข้อเท็จจริงข้อที่สี่ มีการเรียกร้องค่าเสียหายกว่า 2,486 ล้านบาทในคดีแพ่ง แต่ตัวเลขดังกล่าวคือจำนวนเงินที่ผู้ฟ้องเรียกร้อง ไม่ใช่จำนวนความเสียหายที่ศาลรับรองแล้ว และยังต้องพิสูจน์ทั้งขนาดของความเสียหาย ความเชื่อมโยงกับปลาหมอคางดำ และความเชื่อมโยงกับการกระทำของจำเลย
ทั้งหมดนี้นำไปสู่ประเด็นที่สังคมไม่ควรมองข้าม คือ
1.การพิสูจน์ว่า “มีการระบาด” ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการพิสูจน์ว่า “ปลามาจากไหน”
2.การพิสูจน์ว่า “มีความเสียหาย” ก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกับการพิสูจน์ว่า “ใครต้องรับผิดชดใช้”
ระหว่างสองเรื่องนี้ ยังมีช่องว่างของข้อเท็จจริงที่ต้องอาศัยพยาน หลักฐาน และการตรวจสอบย้อนกลับ ไม่ใช่เพียงข้อสันนิษฐานหรือความเชื่อของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
สังคมควรจับตาอาจไม่ใช่เพียงว่า “ใครแพ้หรือชนะคดี” แต่ควรให้ความสำคัญกับข้อมูลทุกชุดได้รับการตรวจสอบย้อนกลับจนสามารถอธิบายเส้นทางของปลาหมอคางดำ ความเสียหายที่เกิดขึ้น และความเชื่อมโยงกับผู้ที่ถูกกล่าวหาได้ครบถ้วนแล้วหรือยัง เพราะในคดีที่กระทบทั้งประชาชน สิ่งแวดล้อม และภาคเกษตรกรรม ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อข้อสรุปตั้งอยู่บนหลักฐานที่ตรวจสอบได้ มากกว่าข้อสันนิษฐานที่ยังรอคำตอบ.



