ไม่ใช่แค่สร้างคนดีแต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้โกงยาก
เมื่อ ‘การทุจริตคอร์รัปชัน’ เกิดขึ้น ความเสียหายไม่เคยหยุดอยู่แค่ตัวเลขงบประมาณที่รั่วไหล แต่มันลุกลามไปเป็นถนนที่พังก่อนเวลา อาคารที่ไม่มีใครกล้ายืนยันว่าปลอดภัย บริการรัฐที่ขาดพร่อง สวัสดิการที่ไปไม่ถึง และประชาชนที่ต้องเสียทั้งเวลา โอกาส ไปจนถึง ‘ชีวิต’
รองศาสตราจารย์ ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการศูนย์ความรู้เพื่อความร่วมมือในการต่อต้านคอร์รัปชันและส่งเสริมธรรมาภิบาลในระดับภูมิภาค เรียกสิ่งนี้อย่างไม่อ้อมค้อมว่า ‘การขโมย’ และย้ำว่า “เวลาคิดถึงเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน อย่าคิดแค่ว่า อ๋อ มันคือการจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่รัฐร้อยบาทสองร้อยบาท หรือล้านสองล้าน แต่มันรวมไปถึงชีวิตและโอกาสการพัฒนาประเทศด้วย”
หัวขโมยที่ชื่อว่า
“ทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าอธิบายง่ายๆ ก็คือการขโมย”
“สิ่งที่เสียไปอย่างแรกคือเงินภาษีของประชาชนที่ถูกนำไปจ่ายให้กับบางบริษัทมากกว่าที่ควรจะเป็น ขณะเดียวกัน เงินที่เอกชนจ่ายกลับคืนมาให้เจ้าหน้าที่รัฐ หรือที่เรียกว่าสินบน ไม่ได้กลับมาสู่ประชาชน แต่กลับไปอยู่ในกระเป๋าของเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะฉะนั้นพูดง่ายๆ มันคือการขโมยทรัพย์สิน ขโมยเงิน
“แต่ความเสียหายไม่ได้จบแค่เงินที่หายไป สมมุติรัฐจ่ายเงินซื้อของชิ้นหนึ่งในราคา 100 บาท แต่มีเงินบางส่วนหายไประหว่างทางจากต้นทุนสินบน เงินที่เหลือสำหรับผลิตของจริงอาจเหลือแค่ 70 บาท และเมื่อบริษัทต้องมีกำไรของตัวเอง ต้นทุนที่ลงไปกับคุณภาพของของชิ้นนั้นก็ยิ่งเหลือน้อยลงไปอีก
“ผลก็คือ รัฐจ่ายในราคา 100 บาท แต่ประชาชนอาจได้ของที่มีคุณภาพไม่สมกับราคานั้น นี่คือเหตุผลที่เราเห็นอยู่บ่อยๆ ว่า ของหลายอย่างที่รัฐซื้อมามีราคาแพงกว่าปกติ และไม่ได้มาตรฐานเสียด้วยซ้ำ
“ถนนที่ควรใช้งานได้สิบปี แต่ใช้ไปหกเดือนก็พัง ต้องซ่อมใหม่ นั่นก็เป็นการขโมยเหมือนกัน ขโมยความเสียหายของรถ ขโมยสินทรัพย์ ขโมยเวลา เพราะแทนที่จะเดินทางจากจังหวัดหนึ่งไปอีกจังหวัดหนึ่ง ระยะทางสองร้อยกิโลเมตรภายในชั่วโมงกว่า กลายเป็นว่าต้องใช้เวลาสี่ชั่วโมง เพราะถนนพัง
“แม้แต่นโยบายที่รัฐบาลเคยสัญญาไว้ตอนเลือกตั้ง ประชาชนควรจะได้รับสิ่งที่เขาเลือกมา แต่บางนโยบายก็ไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแบบแปลกๆ เคยบอกไว้อย่างหนึ่ง พอทำจริงกลับกลายเป็นอะไรก็ไม่รู้ แล้วก็บอกว่าทำแล้ว ทั้งที่ประชาชนบอกว่านี่ไม่ใช่สิ่งที่ฉันโหวตให้ตอนเลือกตั้ง นั่นคือการขโมยสิทธิเสรีภาพ”
เมื่อมองจากมุมนี้ การทุจริตคอร์รัปชันจึงสัมพันธ์กับสิทธิมนุษยชนโดยตรง เพราะสิทธิมนุษยชนไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่ถูกทำร้ายร่างกาย แต่รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงบริการ สวัสดิการ และข้อมูลที่ประชาชนควรรู้
“สิทธิมนุษยชนมันไม่ใช่แค่การทำร้ายร่างกายหรือการค้ามนุษย์เท่านั้น แต่มันคือการที่สิทธิของคนถูกเอาออกไปด้วย
“ดังนั้นสิ่งที่พวกเราควรรู้คือ รัฐเอาเงินภาษีประชาชนไปใช้อย่างไร ไปซื้ออะไร หน่วยงานอะไรซื้อ ซื้อในราคาเท่าไหร่ บริษัทไหนประมูล บริษัทที่มาร่วมประมูลเป็นเจ้าของเดียวกันหรือเปล่า และสุดท้ายบริษัทเหล่านั้นเชื่อมโยงกับการเมืองหรือเปล่า นี่คือสิทธิของเรา
“เราควรจะเข้าถึงข้อมูลได้ แต่กฎหมายไม่ได้ลงไปในรายละเอียดว่ามาตรฐานการเปิดข้อมูลเป็นอย่างไร คุณจะเปิดข้อมูลอย่างไรก็ได้ จะเปิดเป็น PDF เป็นรูปสแกนเอกสาร หรือคาดดำจนแทบอ่านไม่รู้เรื่องก็ได้ แล้วแบบนี้จะเปิดไปทำไม”
กรณีอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ถล่ม ระหว่างการก่อสร้าง กลายเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้สังคมตั้งคำถามต่อมาตรฐานงานก่อสร้างของรัฐ ตั้งแต่วัสดุที่ใช้ การควบคุมงาน ไปจนถึงระบบตรวจสอบความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รศ. ดร.ต่อภัสสร์ ย้ำว่าไม่ได้ฟันธงว่ากรณีนี้คือคดีทุจริตคอร์รัปชัน แต่เห็นว่านี่คือกรณีที่ทำให้ปัญหาบางอย่างในระบบจัดซื้อจัดจ้างไทยปรากฏออกมาอย่างชัดเจน
“กรณี สตง. มันสะท้อนลักษณะทุจริตคอร์รัปชันของประเทศไทยมาก สิ่งเหล่านี้หมกอยู่ใต้พรมมานาน แต่เดิมเราอาจเห็นแค่เก้าอี้ พรม ฝักบัวราคาแพงแต่คราวนี้ไม่ใช่แค่ของแพงหรือของใช้ไม่ได้ แต่มันถล่มลงมาและทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก”
รศ. ดร. ต่อภัสสร์อธิบายว่า เมื่อการทุจริตคอร์รัปชันเกิดซ้ำๆ ในระบบจัดซื้อจัดจ้าง มันไม่ได้ทำให้ของแพงเฉพาะโครงการที่มีการจ่ายสินบนเท่านั้น แต่ยังทิ้งร่องรอยไว้ในราคาของทั้งระบบ ผู้ขายที่เคยเจอกระบวนการเรียกรับหรือความไม่แน่นอนต่างๆ ย่อมเรียนรู้ว่าการขายของให้รัฐอาจมีต้นทุนแฝง จึงต้อง ‘บวกเพิ่มไว้ก่อน’ เพื่อกันความเสี่ยง สุดท้ายแม้บางโครงการอาจไม่มีการจ่ายสินบนเกิดขึ้นจริง ราคาสินค้าของรัฐก็สามารถแพงขึ้นได้ เพราะทั้งระบบเคยถูกคอร์รัปชันผลักให้ราคาปูดขึ้นมาแล้ว
“รัฐไทยเลยซื้อของราคาแพงเป็นเรื่องปกติ และได้ของคุณภาพต่ำเป็นเรื่องปกติ คนที่อยากทำดีก็ติดระเบียบ คนที่อยากโกงก็โกงได้อยู่ดี มันก็เลยเละกันไปหมด”

ภาพลักษณ์ที่ประเทศต้องจ่าย
ประเทศที่ถูกมองว่ามีทุจริตคอร์รัปชันสูงในสายตาโลก มีต้นทุนอะไรที่ต้องจ่าย?
หนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ตอบคำถามนี้คือดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน หรือ CPI (Corruption Perceptions Index) จัดทำโดย Transparency International หรือองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ครอบคลุมกว่า 180 ประเทศทั่วโลก
“ประเทศไทยปีนี้ได้ 33 คะแนนจาก 100 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 116 ของโลก ถ้าถามว่าเต็มร้อยได้ 33 คะแนนหนักไหม ก็คือหนัก แต่เพื่อความเป็นธรรม เราไม่ควรดูแค่คะแนนปีเดียว เพราะ CPI เอาไว้ดูแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงมากกว่า ว่าประเทศกำลังเคลื่อนไปในทิศทางไหน และคนมองภาพเราอย่างไรบ้าง
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เส้นคะแนนของประเทศไทยลดลงต่อเนื่อง อาจมีกระตุกขึ้นมาบ้างเล็กน้อย แต่ไม่ได้มากพอจะเปลี่ยนภาพรวม แนวโน้มจึงบอกเราว่า ทั้งคนต่างประเทศและคนไทยเองกำลังมองภาพคอร์รัปชันของประเทศแย่ลงเรื่อยๆ”
รศ. ดร.ต่อภัสสร์เห็นว่า ปัญหาของตัวเลข CPI ไม่ได้อยู่แค่ว่าปีนี้ไทยได้คะแนนมากหรือน้อยกว่าปีก่อนหนึ่งหรือสองคะแนน แต่สิ่งที่ควรมองคือแนวโน้มระยะยาวที่บอกว่า ประเทศไทยถูกมองอย่างไรในสายตาของคนที่ต้องตัดสินใจทำธุรกิจ ลงทุน หรือมีปฏิสัมพันธ์กับรัฐไทย
“เวลาดู CPI อย่าดูแค่ตัวเลขตัวเดียว ต้องไปดูเจาะลึกในแต่ละอัน แล้วดูว่าประเทศไทยมีปัญหาอะไรบ้าง พอไปดูทีละอันก็เห็นว่าเราตกเกือบทุกอัน และหลายเรื่องคะแนนก็ลดด้วย
“ลองคิดว่าถ้าคนต่างชาติเขาจะตั้งโรงงานหนึ่งโรง ต้นทุนระหว่างประเทศไทยกับเวียดนามอาจพอๆ กัน หรือบางเรื่องประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดีกว่าด้วยซ้ำ แต่ถ้าเขาเห็นว่าแนวโน้ม CPI ของเวียดนามดีขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ไทยแย่ลง เขาก็ต้องไปเวียดนามมากกว่า
“ไม่ได้หมายความว่าเวียดนามไม่มีคอร์รัปชันนะครับ นักลงทุนต่างชาติอาจบอกเหมือนกันว่าไปเวียดนามก็ต้องจ่ายสินบน แต่มันอาจจ่ายน้อยกว่า หรือจ่ายแล้วจบ ขณะที่ไทยจ่ายแล้วไม่จบ จ่ายหน่วยงานหนึ่งแล้ว เดี๋ยวมีอีกหน่วยงานมาเรียกรับ บางทีจ่ายเสร็จกำลังจะตั้งโรงงาน พอเปลี่ยนรัฐบาล โยกย้ายข้าราชการ ก็ต้องจ่ายใหม่อีกรอบ”

ไม่ใช่แค่คนดี แต่ต้องมีระบบที่โกงยาก
ถ้าทางออกของการทุจริตคอร์รัปชันคือการรอให้ทุกคนเป็นคนดี ประเทศไทยก็คงรอมานานเกินพอแล้ว
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนไทยไม่ตื่นตัว ตรงกันข้าม คนไทยพูดเรื่องการเมือง คอร์รัปชัน และสิทธิเสรีภาพกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องเหล่านี้มากขึ้นเรื่อยๆ แต่ความตื่นตัวจำนวนมากกลับไปต่อไม่ได้ เพราะประชาชนไม่มีข้อมูล ไม่มีเครื่องมือ และไม่มีช่องทางที่ทำให้การตรวจสอบรัฐเกิดผลจริง
“สิ่งหนึ่งที่เราอยากได้คือคนที่ตื่นรู้สู้โกงอยากได้ Active Citizen คำตอบคือเรามีอยู่แล้ว แต่มันกลับมาสู่เรื่องว่า คนเหล่านี้ต่อให้คุยกันแทบตาย สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้มาก เพราะเราไม่รู้จะไปทางไหน
“เรามีหน่วยงานต้านโกงเยอะมาก มีกฎหมายเยอะมาก อาจมากที่สุดในโลกด้วยซ้ำ คำถามคือ ถ้ามีมากขนาดนี้แล้วปัญหายังไม่ลดลง เรามาผิดทางหรือเปล่า วิธีแก้คอร์รัปชันแบบเดิมมันไม่พอหรือเปล่า
“ต่อให้คุณผ่านหลักสูตรอบรมปลูกฝังจิตสำนึกมาดีมาก และรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนดีมาก เงินหนึ่งแสนบาทวางอยู่ข้างหน้า คุณอาจไม่หยิบ หนึ่งล้านบาทวางอยู่ คุณก็อาจไม่หยิบ แต่ถ้าเป็นสิบล้าน ร้อยล้าน หรือพันล้านบาท คำถามคือจะมีกี่คนที่ไม่หยิบ
เพราะฉะนั้น ต่อให้เรียนหลักสูตรต้านโกงมาสิบหลักสูตร ก็ไม่ได้แปลว่าจะต้านทานแรงจูงใจขนาดนั้นได้เสมอไป”
คำตอบของต่อภัสสร์จึงไม่ใช่การเลิกพูดเรื่องคุณธรรม แต่สิ่งที่ประเทศไทยต้องการคือการออกแบบระบบที่ทำให้ต่อให้คนอยากโกง โกงได้ยากขึ้น
“การหวังให้คนเป็นคนดีเป็นเรื่องสำคัญ แต่มันไม่พอแน่นอน สิ่งที่เราต้องมีคือกล้องวงจรปิดมาตั้ง ต่อให้เขาอยากหยิบ เขาก็หยิบไม่ได้ แล้วกล้องวงจรปิดนั้นคืออะไร มันคือความโปร่งใส”
ในหลายประเทศที่จัดการคอร์รัปชันได้ดีกว่าไทย จุดเปลี่ยนไม่ได้อยู่ที่การตั้งองค์กรเพิ่ม แต่อยู่ที่การทำให้รัฐเปิดข้อมูลมากขึ้น และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนตรวจสอบได้จริง รศ. ดร. ต่อภัสสร์ยกตัวอย่างเกาหลีใต้ โดยเฉพาะกรุงโซล ที่ใช้แนวคิด Open Government หรือรัฐบาลเปิด ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การเปิดข้อมูล แต่รวมถึงการเปิดพื้นที่ทางกายภาพ ออนไลน์ และกิจกรรม ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมกับการตัดสินใจของรัฐ
“ถ้าเปรียบเทียบกับเกาหลีใต้ จุดเริ่มต้นคือการสร้างความโปร่งใส เขาทำสิ่งที่เรียกว่า Open Government คือเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล และมีพื้นที่เข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่พื้นที่ออนไลน์ แต่รวมถึงพื้นที่จริงและกิจกรรมต่างๆ ด้วย
“เวลาหน่วยงานรัฐบอกว่าเอาหลักฐานมา ผมก็อยากถามกลับว่า แล้วข้อมูลอยู่ไหน ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในมือคุณ แล้วประชาชนจะไปเอาหลักฐานมาจากไหน เพราะฉะนั้นจุดเริ่มต้นคือการเปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นมาตรฐานและเป็นสาธารณะ”
สำหรับ รศ. ดร. ต่อภัสสร์ หลักการที่ไทยควรขยับไปให้ถึงคือ ‘เปิดเผยเป็นหลัก ปกปิดเป็นข้อยกเว้น’ หรือ Open by default กล่าวคือ รัฐต้องเปิดข้อมูลเป็นหลัก และเลือกปิดเฉพาะข้อมูลที่มีเหตุผลชัดเจน เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลด้านความมั่นคง ไม่ใช่เปิดเฉพาะรายการที่กฎหมายเขียนไว้
“ตอนนี้เรายังใช้วิธีเขียนเป็นรายการว่า ข้อมูลอะไรบ้างที่รัฐต้องเปิดเผย แต่โลกยุคใหม่เปลี่ยนเร็วมาก มีทั้งแพลตฟอร์มใหม่ AI ฐานข้อมูลใหม่ และข้อมูลรูปแบบใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา ถ้าเรายังต้องคอยแก้กฎหมายทุกครั้งว่าอะไรต้องเปิดบ้างก็ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
“หลักที่ควรเป็นคือ Open by default คือรัฐต้องเปิดข้อมูลไว้ก่อน แล้วค่อยกำหนดให้ชัดว่า ข้อมูลประเภทไหนที่ปิดได้ และถ้าหน่วยงานใดจะปิดข้อมูล ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าปิดเพราะอะไร”
เขาย้ำว่า การเปิดข้อมูลไม่ได้ทำให้คอร์รัปชันหายไปทันที แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการติดอาวุธให้ประชาชน ทำให้เทคโนโลยี การตรวจสอบย้อนหลัง และการคุ้มครองผู้ร้องเรียนทำงานต่อได้ รวมถึงทำให้ประชาชนตรวจสอบหน่วยงานอิสระและผู้ใช้อำนาจแทนตนเองได้จริง




