Home ข่าวทั่วไป บริหารจัดการ “ปลาหมอคางดำ” จากการกำจัดสู่การใช้ประโยชน์ 4 มิติ พลิกเป็นวัตถุดิบเศรษฐกิจ-สร้างรายได้ชุมชนอย่างยั่งยืน

บริหารจัดการ “ปลาหมอคางดำ” จากการกำจัดสู่การใช้ประโยชน์ 4 มิติ พลิกเป็นวัตถุดิบเศรษฐกิจ-สร้างรายได้ชุมชนอย่างยั่งยืน

0

ทิศทางการบริหารจัดการ “ปลาหมอคางดำ” ในปัจจุบัน กำลังเปลี่ยนจากการมองเป็นปัญหาที่ต้องกำจัดเพียงด้านเดียว ไปสู่การจัดการเชิงระบบที่ใช้ประโยชน์จากปลาที่มีอยู่ในแหล่งน้ำให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการควบคุมปริมาณและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียง “จะกำจัดอย่างไร” แต่คือ “จะบริหารจัดการอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด” โดยทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ ภาควิชาการ เกษตรกร หน่วยงานรัฐ และชุมชนท้องถิ่น เริ่มมองแนวทางร่วมกันในการเปลี่ยนปลาหมอคางดำให้เป็นวัตถุดิบทางเศรษฐกิจ ผ่านการรับซื้อ แปรรูป ใช้ในภาคเกษตร อาหารสัตว์ ปุ๋ยชีวภาพ และการต่อยอดด้วยงานวิจัย

แนวทางดังกล่าวสะท้อนการบริหารจัดการใน 4 มิติสำคัญ ดังนี้.

มิติที่ 1: นโยบายเชิงรุกจากวุฒิสภา เปลี่ยนปลาเป็นทรัพยากรสร้างรายได้ด้วยงานวิจัยจากเวทีสัมมนา “มิติใหม่แห่งการบริหารจัดการปลาหมอคางดำ : สู่การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า” ที่รัฐสภา ทิศทางสำคัญคือการผลักดันแนวคิด “อยู่ร่วม จัดการ และใช้ประโยชน์” อย่างเป็นระบบ

นายธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา ได้เสนอแนวทางรับซื้อปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปแปรรูปและใช้ประโยชน์ในหลายรูปแบบ รวมถึงการพิจารณาแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปิดทางให้ปลาหมอคางดำที่ผ่านการตรวจสอบแล้วว่าไม่สามารถแพร่ระบาดได้ สามารถขนย้ายเข้าสู่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมปลาป่น หรือการแปรรูปเชิงพาณิชย์

ภายในงานยังมีการนำเสนอผลงานวิจัยที่ช่วยเปิดมุมมองใหม่ เช่น การนำก้างปลาหมอคางดำไปสกัดเป็น “แคลเซียม” ซึ่งพบว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูงใกล้เคียงกับปลาทะเลเศรษฐกิจบางชนิด สามารถต่อยอดสู่อุตสาหกรรมอาหารและสุขภาพได้ รวมถึงการนำปลาไปผลิตน้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ย หรือผลิตภัณฑ์ชุมชนอื่น ๆ สะท้อนว่า ปลาชนิดนี้มีศักยภาพมากกว่าการเป็นเพียงปัญหาในแหล่งน้ำ.

มิติที่ 2: เสียงจากเกษตรกร หนุนอุตสาหกรรมใหญ่ช่วยเร่งลดปริมาณปลาในพื้นที่แม้แนวทางการใช้ประโยชน์จะเริ่มชัดเจนขึ้น แต่ภาคเกษตรกรยังคงสะท้อนข้อห่วงใยต่อปริมาณปลาหมอคางดำในหลายพื้นที่ โดยต้องการให้ภาครัฐเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง และเห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

ข้อเสนอสำคัญจากภาคเกษตรกรคือ การนำปลาหมอคางดำเข้าสู่กลไกอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น การทำปลาป่น การผลิตปุ๋ย การทำน้ำหมักชีวภาพ หรือการใช้เป็นวัตถุดิบในระบบเกษตรและประมง เพื่อช่วยดูดซับปริมาณปลาออกจากแหล่งน้ำได้รวดเร็วกว่าแนวทางกำจัดรายจุดหากมีกลไกรับซื้อที่ต่อเนื่อง ราคาจูงใจ และจุดรวบรวมที่เหมาะสม การใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมจะไม่เพียงช่วยลดปริมาณปลา แต่ยังเพิ่มรายได้ให้ชาวประมงพื้นบ้าน เกษตรกร และชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ได้รับผลกระทบ.

มิติที่ 3: ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ ฐานข้อมูลสำคัญเพื่อการจัดการที่แม่นยำการบริหารจัดการปลาหมอคางดำให้ตรงจุด จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงการคาดการณ์จากสถานการณ์รายพื้นที่ล่าสุด งานวิจัยจากคณะนักวิจัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ดร. พรเทพ พรรณรักษ์ พร้อมด้วยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Aquaculture Reports ได้ศึกษารหัสพันธุกรรมของปลาหมอคางดำในประเทศไทย และพบรูปแบบพันธุกรรม 19 รูปแบบ สะท้อนว่าการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำในไทยอาจไม่ได้เกิดจากแหล่งกำเนิดเดียว แต่มีลักษณะของการนำเข้าหลายครั้งจากหลายแหล่งกำเนิด และมีการกระจายตัวไปยังพื้นที่ต่าง ๆ โดยมีมนุษย์เป็นปัจจัยสำคัญในการเคลื่อนย้ายข้อมูลดังกล่าวมีความสำคัญต่อการกำหนดมาตรการของภาครัฐ ทั้งการควบคุมการเคลื่อนย้าย การกำหนดพื้นที่เสี่ยง การเฝ้าระวังแหล่งน้ำ และการออกแบบมาตรการใช้ประโยชน์อย่างปลอดภัย เพื่อไม่ให้การแปรรูปหรือการขนย้ายกลายเป็นปัจจัยเพิ่มการแพร่ระบาดในอนาคต.

มิติที่ 4: การขับเคลื่อนของภาครัฐ ใช้นวัตกรรมควบคู่มาตรการชีวภาพ

ในระดับนโยบาย นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมประมง เดินหน้าบริหารจัดการปลาหมอคางดำด้วยมาตรการที่ชัดเจนและบูรณาการมากขึ้น

แนวทางสำคัญประกอบด้วย การส่งเสริมการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม สนับสนุนให้ชุมชนและผู้ประกอบการนำปลาหมอคางดำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจหมุนเวียนในพื้นที่

ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังเดินหน้ามาตรการทางชีวภาพ เช่น การปล่อย “ปลากะพง” ซึ่งเป็นปลานักล่าตามธรรมชาติ ลงในแหล่งน้ำที่เหมาะสม เพื่อช่วยควบคุมประชากรปลาหมอคางดำตามหลักนิเวศวิทยา ควบคู่กับการเร่งผลักดันมาตรการต่าง ๆ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็วที่สุด

บทสรุป

การบริหารจัดการ “ปลาหมอคางดำ” ในวันนี้ กำลังขยับจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การวางระบบระยะยาวที่เชื่อมโยงทั้งงานวิจัย นโยบาย กลไกอุตสาหกรรม และเศรษฐกิจชุมชน

หากสามารถสร้างระบบรับซื้อที่ต่อเนื่อง มีมาตรฐานการขนย้ายที่ปลอดภัย มีศูนย์รวบรวมและแปรรูปในพื้นที่ และมีการใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์กำกับการดำเนินงานอย่างรอบคอบ ปลาหมอคางดำก็มีโอกาสเปลี่ยนจาก “ภาระของแหล่งน้ำ” ไปสู่ “วัตถุดิบเศรษฐกิจ” ที่ช่วยลดปริมาณปลา สร้างรายได้ให้ชุมชน และสนับสนุนการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของแนวทางนี้ต้องเดินคู่กับการรับฟังเสียงของเกษตรกรและชุมชนในพื้นที่ เพราะเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพียงการสร้างมูลค่าเพิ่มจากปลา แต่คือการลดผลกระทบ ฟื้นสมดุลแหล่งน้ำ และทำให้คนในพื้นที่อยู่กับปัญหานี้ได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน.