ในดินแดนที่เคยถูกขนานนามว่าเป็น “เมืองประมง” อย่างจังหวัดสมุทรสาคร ภาพจำของเรือประมงที่อัดแน่นไปด้วยสัตว์น้ำสดใหม่กำลังค่อยๆ ลดลง ผลการศึกษาเชิงลึกจากนักศึกษากลุ่ม “กวาง” หลักสูตร ปนป.15 สถาบันพระปกเกล้า ณ ชุมชนบ้านบางกระเจ้า และบ้านบางหญ้าแพรก สะท้อนภาพความจริงที่ว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้ลมหายใจของชาวประมงพื้นบ้านแผ่วลง ไม่ใช่เพียงแค่ห้ามใช้เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย หรือ การขาดแคลนทุนทรัพย์เท่านั้น แต่คือ “วิกฤตคุณภาพน้ำ” ที่กำลังเน่าเสียและทำลายระบบนิเวศจนถึงฐานราก

หากจะถามว่าปัญหาน้ำเสียในสมุทรสาครมีสาเหตุมาจากอะไร ข้อมูลจากการลงพื้นที่ระบุชัดเจนว่าการปล่อยน้ำเสียจากภาคอุตสาหกรรมคือตัวการสำคัญ โรงงานจำนวนมากแฝงตัวอยู่กับสายน้ำและแอบปล่อยน้ำทิ้งที่ไม่ผ่านการบำบัดลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ส่งผลให้เกิดการสะสมของสารพิษและโลหะหนัก การแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นดูจะเป็นเรื่องรองที่เข้ามาซ้ำเติมเท่านั้น
คุณภาพน้ำ … ตัวแปรตัดสินความเป็นความตาย

“คุณภาพน้ำ” ไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่มันคือ “ปัจจัยการผลิตหลัก” ของเศรษฐกิจฐานราก เมื่อน้ำเสีย วงจรชีวิตของสัตว์น้ำก็ถูกตัดขาด ทรัพยากรลดลงเพราะสัตว์น้ำเศรษฐกิจไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ หรือต้องอพยพออกไปในเขตน้ำลึก ซึ่งทำให้เรือประมงพื้นบ้านเอื้อมไม่ถึง นอกจากนี้ยังทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพหายไปอย่าง “เคย” (กุ้งขนาดเล็ก) ซึ่งเป็นวัตถุดิบทำกะปิชื่อดังของสมุทรสาคร เมื่อน้ำเปลี่ยนสภาพ เคยก็หายไป ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ครัวเรือน สุดท้ายคือการที่ชาวประมงต้องออกเรือไกลขึ้น กินน้ำมันมากขึ้น เพื่อหาปลาในน้ำที่ดีกว่า กลายเป็นต้นทุนที่มองไม่เห็นสูงขึ้น สวนทางรายได้ที่ลดน้อยลงจนต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ
การจะกอบกู้ประมงสมุทรสาครคืนมา ไม่สามารถใช้เพียงกฎหมายฉบับเดียวบังคับใช้ได้ แต่ต้องใช้แนวทางและการจัดการร่วม (Co-management) ผ่านโมเดลการแก้ปัญหาหลายมิติ ดังนี้
- กฎเหล็ก ควบคุมและจัดการปัญหาปล่อยน้ำเสีย : ภาครัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โรงงานที่ปล่อยน้ำเสียต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูเยียวยาสิ่งแวดล้อมและชดเชยชาวประมงที่ได้รับผลกระทบ เพื่อหยุดยั้งการทำลายคุณภาพน้ำที่ต้นเหตุ
- ส่งเสริมเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ : รัฐควรตั้งกองทุนหรือสหกรณ์เป็นแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ช่วยลดการพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ
- การจัดการเชิงรุกและสร้างสรรค์: แทนที่จะทุ่มงบประมาณกำจัดสัตว์ต่างถิ่น เช่น ปลาหมอคางดำเพียงอย่างเดียว ควรนำปัญหามาสร้างโอกาส เช่น การแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ที่มีแคลเซียมสูง เพื่อลดประชากรปลาต่างถิ่น
- ทบทวนกฎหมายที่สอดคล้องกับบริบท: ขนาดตาอวนและเครื่องมือจับสัตว์น้ำต้องถูกออกแบบใหม่ให้เหมาะกับพื้นที่ เช่น การจับ “เคย” ในสมุทรสาครไม่ควรใช้เกณฑ์เดียวกับปลาใหญ่ในทะเลเปิด
- พลังของชุมชน (Co-management): เปิดพื้นที่ให้ชาวบ้านบางกระเจ้าและบางหญ้าแพรก เข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังน้ำเสียและการลักลอบทำประมงผิดกฎหมาย เพราะไม่มีใครรักและหวงแหนสายน้ำได้เท่ากับคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับมัน
หากยังเพิกเฉยต่อการควบคุมคุณภาพน้ำและปล่อยให้โรงงานอุตสาหกรรมทำลายทรัพยากรส่วนรวม ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่สุด ต่อให้รัฐจะแจกเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพียงใด หรือออกกฎหมายประมงที่ทันสมัยแค่ไหน ก็ไม่มีทางแก้ปัญหาได้ยั่งยืน เพราะ “ถ้าไม่มีน้ำที่ดีก็ไม่มีปลา และถ้าไม่มีปลา ก็ไม่มีลมหายใจของชาวประมง”







