ที่ผ่านมาพูดถึงปลาหมอคางดำ มีแต่ข่าวทำลายระบบนิเวศ แต่ล่าสุดมีมุมมองใหม่ที่น่าสนใจ ล่าสุดนักวิจัยและชุมชนงัดนวัตกรรมแปรรูปปลาชนิดนี้ จนกลายมาเป็นวัตถุดิบทำเงินสร้างรายได้กระจาย

กฎเหล็กมีข้อเดียว: “ห้ามเลี้ยงเพิ่มแต่ปลาที่จับขึ้นมาแล้วต้องเอามาต่อยอดให้ได้มูลค่าสูงสุด!” ตามมาดูกันว่า เขาเปลี่ยนปลาหมอคางดำให้กลายเป็นทองคำของชุมชนกันได้ยังไง!

การนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ต้องเริ่มจากการเลือกวัตถุดิบจากแหล่งที่เหมาะสมและจัดการอย่างถูกสุขลักษณะ เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในความปลอดภัย ควบคู่กับการควบคุมการแพร่กระจายอย่างรับผิดชอบ เป้าหมายมุ่งใช้ประโยชน์จากปลาที่จับขึ้นมาแล้วให้เกิดคุณค่าสูงสุด

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงจะจับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำได้มากแค่ไหน แต่คือจะเปลี่ยนปลาแต่ละกิโลกรัมให้เป็นวัตถุดิบ สร้างผลิตภัณฑ์ เพิ่มรายได้ และต่อยอดสร้างโอกาสและมูลค่าเพิ่มให้ชุมชนได้อย่างไร โดยไม่สร้างแรงจูงใจให้เกิดการเพาะเลี้ยงหรือแพร่กระจายเพิ่มขึ้น
เริ่มต้นจากห่วงโซ่ที่ตรวจสอบได้ ตั้งแต่ชาวประมงและชุมชนจับปลา ตรวจสอบแหล่งที่มา คัดกรองความปลอดภัย แปรรูป จำหน่าย และติดตามปริมาณปลาที่นำออกจากแหล่งน้ำ ทุกขั้นตอนเชื่อมโยงกัน เพราะปลาแต่ละกิโลกรัมไม่ได้มีเพียงมูลค่าวัตถุดิบ แต่ยังสร้างโอกาสให้ผู้รวบรวม ผู้แปรรูป ผู้ประกอบการอาหาร และเกษตรกรได้มีส่วนร่วม

ปลาหมอคางดำไม่ควรถูกตัดสินว่าเป็นปลาอันตรายเพียงเพราะเป็นชนิดพันธุ์รุกราน การบริโภคอย่างมั่นใจต้องพิจารณาแหล่งจับ คุณภาพวัตถุดิบ สารปนเปื้อน และมาตรฐานการผลิต อย่างไรก็ตาม การไม่มีพิษตามธรรมชาติเป็นลักษณะเฉพาะของชนิด ไม่ได้หมายความว่าปลาจากทุกแหล่งปลอดภัยโดยไม่ต้องตรวจสอบ
ในทางโภชนาการ ปลาชนิดนี้อยู่ในวงศ์ Cichlidae เช่นเดียวกับปลานิลและปลาหมอเทศ จึงมีศักยภาพในการใช้เป็นแหล่งโปรตีน งานวิจัยที่เผยแพร่ในเดือนตุลาคม 2569 โดยเครือข่ายนักวิจัยที่มีมหาวิทยาลัยแม่โจ้เป็นแกนหลัก รายงานผลการพัฒนากระบวนการผลิตซูริมิจากปลาหมอคางดำ โดยปรับขั้นตอนล้างเนื้อปลาเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสและคุณภาพที่เหมาะสมสำหรับการแปรรูปต่อยอดเป็นอาหาร
ก่อนหน้านั้น งานวิจัยในวารสาร Dusit Thani College Journal ปี 2567 ได้ศึกษาการผลิตลูกชิ้นจากเนื้อปลาหมอคางดำผ่านกระบวนการซูริมิ สะท้อนโอกาสในการพัฒนาวัตถุดิบที่ผู้บริโภคคุ้นเคยให้เป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า
นอกจากนี้ การสร้างมูลค่าไม่ได้จำกัดอยู่ที่อาหารคน กรมประมงเคยร่วมกับหน่วยงานภาครัฐนำปลาที่จับออกจากแหล่งน้ำไปผลิตน้ำหมักชีวภาพ ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมใช้ปลาป่นเป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ แนวทางเหล่านี้ช่วยเพิ่มทางเลือกในการจัดการปลาและเปิดโอกาสสร้างรายได้จากวัตถุดิบที่เดิมมีมูลค่าจำกัด
อีกตัวอย่างคือ SARO Calcium Plus ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ซึ่งพัฒนาการใช้ก้างปลาหมอคางดำเป็นแหล่งแคลเซียมชีวภาพ แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มมูลค่าส่วนเหลือสามารถต่อยอดสู่นวัตกรรมได้ โดยการพัฒนาสู่ตลาดยังต้องคำนึงถึงมาตรฐานผลิตภัณฑ์และข้อกำหนดด้านความปลอดภัย
ในอนาคต ยังมีโอกาสศึกษาต่อยอดเป็นโปรตีนผง โปรตีนไฮโดรไลเสต น้ำมันจากผลพลอยได้ และวัตถุดิบสำหรับปุ๋ยอินทรีย์ แต่ต้องพิสูจน์ความคุ้มทุนและความปลอดภัยก่อนนำไปใช้เชิงพาณิชย์
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้ไม่มีคำว่าสับหลอก! การพูดถึงปลาหมอคางดำต้องมองกันตามเนื้อผ้า Fact ต้องชัด นวัตกรรมต้องจริง ไม่ใช่เอาความรู้สึกหรือกระแสสังคมมาตัดสิน!
เป้าหมายสูงสุด ไม่ใช่การเปลี่ยนปลารุกรานให้กลายเป็นสินค้าฮิตจนคนแอบแอบเลี้ยงเพิ่มเพื่อเอาเงิน! แต่คือการ “ลุยจัดการปลาที่จับขึ้นมาแล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ทุกกิโลกรัมที่เอาขึ้นมาจากน้ำ ต้องเปลี่ยนเป็นเงินเข้ากระเป๋าชาวบ้าน ฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างรับผิดชอบ และตบหน้าวิกฤตนี้ด้วยนวัตกรรม!
จับจริง แปรรูปจริง ชุมชนได้เงินจริง แหล่งน้ำฟื้นจริง… แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสของจริง!




