ประเทศไทยกำลังพูดกันในวงกว้างเรื่อง “ปลาหมอคางดำ” แต่สิ่งที่สังคมไม่ควรมองข้ามคือ ปลาชนิดนี้เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างของปัญหาที่ใหญ่กว่ามากก็คือ วิกฤตชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species) ของประเทศไทย
สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ระบุว่า ประเทศไทยมีชนิดพันธุ์ต่างถิ่นไม่น้อยกว่า 3,500 ชนิด และในจำนวนนี้มี 323 ชนิดที่มีศักยภาพรุกราน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ
แต่ต้องเข้าใจให้ถูกต้องก่อนว่า Alien Species ไม่ได้หมายความว่า Invasive Alien Species ทุกชนิด
“ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น” คือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ได้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในพื้นที่นั้นและถูกนำเข้ามาไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ ขณะที่ “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน” คือส่วนหนึ่งของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่สามารถตั้งถิ่นฐาน แพร่กระจาย และก่อผลกระทบในทางลบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ หรือสุขภาพของมนุษย์
IPBES ประเมินว่า ทั่วโลกมีชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีการบันทึกแล้วมากกว่า 37,000 ชนิด และมากกว่า 3,500 ชนิดเป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานที่สร้างผลกระทบ ขณะที่ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานเป็นหนึ่งในห้าปัจจัยขับเคลื่อนโดยตรงที่สำคัญของการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
ที่สำคัญ IPBES ระบุว่า ไม่ใช่ Alien Species ทุกชนิดจะกลายเป็น Invasive Species ดังนั้นการบริหารจัดการที่ถูกต้องจึงไม่ใช่การ “กำจัดสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นทุกชนิด” แต่ต้องเป็นระบบ เฝ้าระวัง ประเมินความเสี่ยง ป้องกัน ควบคุม กำจัด หรือจำกัดการแพร่กระจายตามระดับความเสี่ยง
ประเทศไทยมีตัวอย่างมากมายที่อยู่กับเรามานานหลายสิบปี ในน้ำมี ปลาซัคเกอร์หรือปลากดเกราะ ซึ่งมีรายงานการนำเข้ามาในไทยตั้งแต่หลายทศวรรษก่อน และปัจจุบันแพร่กระจายในแหล่งน้ำหลายพื้นที่ งานวิจัยพบว่าพฤติกรรมการหากินบริเวณพื้นท้องน้ำอาจกระทบต่อไข่ปลาพื้นเมืองและโครงสร้างระบบนิเวศ สผ. เองก็ระบุว่าปลาซัคเกอร์แพร่กระจายในแหล่งน้ำทั่วประเทศและอาจกินไข่ปลาท้องถิ่น รวมทั้งแข่งขันกับสิ่งมีชีวิตพื้นเมือง
หอยเชอรี่ ก็เป็นอีกตัวอย่างที่อยู่กับสังคมไทยมาหลายทศวรรษ งานศึกษาพบการแพร่กระจายครอบคลุมทุกภูมิภาค และมีผลกระทบต่อพื้นที่เกษตร โดยเฉพาะนาข้าว
บนบก เราพบ ไมยราบยักษ์ สาบเสือ ผกากรอง กระถิน และพืชต่างถิ่นรุกรานอีกจำนวนมาก ขณะที่ในแหล่งน้ำมี ผักตบชวา จอกหูหนูยักษ์ และวัชพืชน้ำอื่น ๆ ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น และบางชนิดอยู่กับประเทศไทยมานานหลายสิบปีแล้ว
ดร.สรณัฐ ศิริสวย อาจารย์ประจำคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า “ปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นของไทยมีขนาดใหญ่กว่าปลาหมอคางดำมาก ปลาหมอคางดำเป็นเพียงหนึ่งกรณีในปัญหาที่ต้องบริหารจัดการทั้งระบบ”
กรณีปลาหมอคางดำควรรับฟังและพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะปลาชนิดนี้แตกต่างตรงที่มีเส้นทางการนำเข้าที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ในระดับหนึ่ง จึงเกิดคำถามเรื่องผู้รับผิดชอบและการชดใช้ความเสียหายอย่างกว้างขวาง แต่ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นจำนวนมากในอดีตเข้ามาผ่านการค้าสัตว์สวยงาม การปล่อยสัตว์ การขนส่ง หรือการลักลอบนำเข้า ทำให้วันนี้เราอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ใครคือผู้ก่อให้เกิดต้นทางของปัญหา
ดังนั้น อย่าปล่อยให้การถกเถียงเรื่อง “จะเรียกค่าเสียหายจากใคร” กลบคำถามที่สำคัญกว่า ที่ว่าประเทศไทยจะป้องกันไม่ให้ปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกได้อย่างไร
คำตอบมีอยู่แล้วในหลักวิทยาศาสตร์ของ IPBES ระบุว่า ต้องป้องกันก่อนเกิดปัญหา ตรวจจับให้เร็ว และตอบสนองให้เร็ว เพราะการป้องกันการนำเข้าและการตั้งถิ่นฐานเป็นมาตรการที่คุ้มค่าที่สุด เมื่อชนิดพันธุ์รุกรานตั้งหลักและแพร่กระจายไปแล้ว การกำจัดให้หมดอาจทำได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้
.…บทเรียนราคาแพงจาก “ปลาหมอคางดำ” ในวันนี้ มันไม่ใช่แค่คดีตื่นตระหนกรายวัน ที่พอผ่านไปสองสามเดือนแล้วเรื่องก็เงียบหายไปกับสายน้ำ!
และมันไม่ใช่แค่การชวนกันจับปลามาแปรรูปเป็นต้ม ยำ ทำ ปลาร้า เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ
เพราะในทางวิทยาศาสตร์ระดับสากล IPBES เขายืนยันชัดเจนว่า “เมื่อสิ่งมีชีวิตต่างถิ่นรุกรานมันตั้งถิ่นฐานได้แล้วการไล่กำจัดให้หมดสิ้น… แทบจะเป็นไปไม่ได้!”
ต้นทุนที่สังคมต้องจ่ายในการตามเช็ดตามล้างวันนี้ มันสูงกว่าต้นทุนในการกักกันและป้องกันตั้งแต่แรกหลายเท่าตัว!
ถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องมีระบบประเมินความเสี่ยงก่อนนำเข้า ระบบตรวจสอบเส้นทางการค้าและการขนส่ง ฐานข้อมูลระดับชาติ การเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง การตรวจจับตั้งแต่ระยะแรก และมาตรการตอบสนองที่รวดเร็ว รวมถึงกฎระเบียบที่ชัดเจนและบทลงโทษที่เหมาะสม
อย่าปล่อยให้ปลาหมอคางดำเป็นแค่ “ข่าวกระแส” แต่จงใช้เป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งใหญ่ของประเทศ! เพราะถ้ายังทำงานแบบตามแก้รายเคส… อีกไม่นาน เอเลี่ยนสปีชีส์อีกกว่า 3,500 ชนิดที่ซุ่มรออยู่ จะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่ถล่มระบบนิเวศและปากท้องของคนไทยจนยากจะฟื้นฟู!







