บทเรียนระดับโลก! สู้ศึก “ปลาหมอคางดำ” ต้องจับตรงจุด ใช้เทคโนโลยีชน ถึงเวลารีเซ็ตแหล่งน้ำไทย!

0

การแก้ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่การนับจำนวนตัวปลาที่จับได้ แต่คือการสกัดไม่ให้มันขยายพันธุ์ ลดประชากรปลาต่อเนื่อง และตีกรอบจำกัดพื้นที่ให้จนมุม

​บทเรียนจากเวทีโลก ทั้ง สหรัฐฯฟิลิปปินส์และไต้หวัน ไม่มีคำว่า “ฟลุก” หรือ “ยาวิเศษเข็มเดียวจบ” ทุกประเทศที่เอาอยู่ สู้ด้วย เทคโนโลยี + กฎหมายเหล็ก + การวางแผนเจาะจงพื้นที่ กันทั้งนั้น!

​ไทยเราจะพลิกเกมนี้อย่างไรไม่ให้งบประมาณละลายแม่น้ำ และคืนชีวิตให้สัตว์น้ำท้องถิ่นอย่างยั่งยืน!

ในสหรัฐฯ เริ่มแพร่ระบาดช่วงปี พ.ศ. 2505–2512 โดยพบครั้งแรกที่รัฐฟลอริดา ช่วงปี 2504-2505 บริเวณชายฝั่งทางตอนใต้และฝั่งตะวันออก มีสาเหตุหลุดรอดมาจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำทางการค้าและธุรกิจปลาสวยงาม และที่รัฐฮาวาย ปี 2505 เป็นการนำเข้าโดยหน่วยงานภาครัฐเพื่อใช้ทดลองเป็นเหยื่อล่อปลาทูน่า ก่อนจะหลุดรอดสู่ธรรมชาติและแพร่กระจาย

เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทางการสหรัฐได้ออกกฎหมายควบคุมเข้มงวด กำหนดให้ปลาหมอคางดำอยู่ในกลุ่มสัตว์น้ำต้องห้าม (Species of Concern หรือ Prohibited Species) ห้ามครอบครอง เพาะเลี้ยง หรือเคลื่อนย้ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตลอดจนมีการเฝ้าระวังเชิงรุก และใช้เทคโนโลยี eDNA (environmental DNA) ตรวจหาสารพันธุกรรมที่หลงเหลือในแหล่งน้ำ เพื่อติดตามพื้นที่แพร่กระจาย และประเมินความเสี่ยงต่อระบบนิเวศ

นอกจากนี้ ยังมีการจับและกำจัดเฉพาะจุดโดยใช้อุปกรณ์กำจัดเฉพาะพื้นที่ เช่น เครื่องดักปลา ตาข่ายจับปลา และการช็อตด้วยไฟฟ้า (Electrofishing) ในแหล่งน้ำปิด และมีการปล่อยปลานักล่าท้องถิ่นเพื่อควบคุมประชากรลูกปลา

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายการจำกัดพื้นที่ระบาด ซึ่งรัฐฟลอริดาพบว่าแม้จะหยุดการแพร่ระบาดให้หมดไม่ได้ 100% แต่สามารถจำกัดวงให้อยู่เฉพาะพื้นที่ชายฝั่งและป่าชายเลนเดิมได้โดยไม่ขยายวงกว้าง

ขณะที่ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศอาเซียน มีการพบปลาหมอคางดำที่อ่าวมะนิลาในปี 2558 และยังมีการพบในทะเลสาบเปิดตั้งแต่ปี 2554 ปลาต่างถิ่นจำนวนมากเข้าสู่ฟิลิปปินส์ผ่านธุรกิจปลาสวยงามและอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อีกทั้งบทความใน Philippine Daily Inquirer ปี 2559 ระบุว่าปลาหมอคางดำถูกนำเข้ามาในฐานะปลาสวยงาม และอาจหลุดรอดสู่ธรรมชาติ

รัฐบาลฟิลิปปินส์ ลดประชากรปลาหมอคางดำด้วยการจับออกแบบเจาะจงพื้นที่ เริ่มจากบ่อเลี้ยงปลา คลองระบายน้ำ และแหล่งน้ำขนาดเล็กที่ยังควบคุมได้ ใช้อวนหรือกับดักที่เหมาะกับขนาดปลาและลดการจับปลาพื้นเมืองที่ติดไปด้วย และยังปิดเส้นทางการหลุดรอดของปลาหมอคางดำ โดยติดตั้งตะแกรงที่ทางระบายน้ำ ตรวจสอบระบบสูบน้ำและการขนส่งปลา และจัดการตะกอนหรือแอ่งน้ำที่อาจมีปลาหลงเหลือก่อนปล่อยน้ำออกจากบ่อ​ ที่สำคัญมีการตรวจหาพื้นที่ที่ยังมีปลาเหลืออยู่ สำรวจซ้ำหลังจับออก ใช้การจับตัวอย่างจริงร่วมกับ eDNA เพื่อค้นหาประชากรที่ยังหลงเหลือ โดยไม่ใช้ผล eDNA เพียงอย่างเดียวตัดสินว่ามีปลามีชีวิตอยู่หรือไม่

ตัวอย่างล่าสุด คือ ประเทศไต้หวัน พบการเริ่มแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำทางชายฝั่งตอนใต้และตะวันตกของประเทศตั้งแต่ปี 2567-2568 ซึ่งคาดว่าหลุดมาจากธุรกิจการค้าปลาสวยงาม (Ornamental Fish Industry)โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้วิธีผสมผสานเทคโนโลยีเข้ามาเสจากการจับปลาด้วยตาข่าย ควบคู่กับการใช้กระแสไฟฟ้าควบคุมปลาให้ชะงักชั่วคราว หรือ Electrofishing เข้ากับเบ็ดตกปลา สายเบ็ด และลอบดักปลา

สำหรับประเทศไทย ควรแบ่งพื้นที่ให้ชัดและรวมพลังให้ถูกวิธี

​“พลังชุมชน” มีประโยชน์มหาศาล แต่ต้องทำงานร่วมกับ “เทคโนโลยีและข้อมูลที่ถูกต้อง”

  • ​จุดระบาดใหม่: ต้องส่งทีมลุยฟัน ดักจับด้วยเครื่องมือที่ถูกต้อง ล่าล้างให้หมดก่อนกระจาย!
  • ​จุดเชื่อมต่อแหล่งน้ำ: ต้องปิดทางไหล ไม่ใช่ปล่อยไหลตามน้ำ
  • ​จุดระบาดหนัก: ต้องลงพื้นที่ต่อเนื่อง มีการบันทึกข้อมูล นำปลาไปใช้ประโยชน์จริง
    ​
    เมื่อไหร่ที่ภาครัฐใช้เทคโนโลยีอย่าง eDNA คุมเชิง กฎหมายบังคับใช้จริงจัง และชุมชนมีเป้าหมายชัดเจน… วันนั้นแหละที่การจับปลาจะไม่ใช่แค่ “กิจกรรมสร้างภาพเฉพาะหน้า” แต่เป็นการ “พลิกเกมสยบเอเลี่ยนชีวภาพ” คืนปลาไทย คืนแหล่งน้ำยั่งยืนให้คนไทยอย่างแท้จริง!