เวลาพูดถึง ‘การทุจริตคอร์รัปชัน’ เรามักนึกถึงการโกงงบประมาณ การรับสินบน หรือความไม่โปร่งใสของรัฐ แต่สำหรับคุณพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ การทุจริตไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเงินภาษีที่รั่วไหล แต่เป็นปัญหาใหญ่ที่แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชน ตั้งแต่โรงเรียน โรงพยาบาล สิ่งแวดล้อม กระบวนการยุติธรรม ไปจนถึงโอกาสในการมีชีวิตที่ดี
เวลาพูดถึงการทุจริต คนส่วนใหญ่มักนึกถึงการโกงงบประมาณหรือการใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่ถ้ามองจากมุมสิทธิมนุษยชน การทุจริตควรถูกมองว่าเป็นการพรากสิทธิของประชาชนด้วยหรือไม่ และพรากสิทธิในความหมายใดบ้าง
ภาพจำของการทุจริตสำหรับคนทั่วไปในสังคม คือภาพของนักการเมือง ข้าราชการระดับสูง ที่ใช้อำนาจหน้าที่โกงกินงบประมาณแผ่นดิน การจัดซื้อจัดจ้างโครงการของรัฐที่ไม่ได้มาตรฐานเพราะต้องจัดแบ่งไว้สำหรับเงินทอน หรือการที่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะเพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อราชการหรือการทำกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งในภาครัฐและเอกชน
แต่การทุจริตคอร์รัปชั่นไม่ใช่ความเสียหายของตัวเลขของงบประมาณของรัฐ หรือการฝ่าฝืนหรือหลบเลี่ยงกฎหมายหรือเรื่องจริยธรรมที่เสื่อมถอยเท่านั้น แต่อาจเรียกว่าเป็นอาชญากรรมที่พรากสิทธิขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน เพราะงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชนควรถูกนำมาใช้เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ มีสวัสดิการ มีคุณภาพชีวิตที่ดี การทุจริตที่เกิดขึ้นทุกครั้ง จึงเป็นการพรากสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนในมิติที่ลึกซึ้งและกว้างขวาง ที่สามารถยกตัวอย่างได้ เช่น
- สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและการมีสุขภาพวะที่ดี (หรือที่เรียกว่า Right to Health) งบประมาณสาธารณสุขที่ถูกทุจริต ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อยาราคาสูงเกินจริง การสร้างโรงพยาบาลที่ไม่ได้มาตรฐาน การจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่มีค่าหัวคิว ส่งผลให้ประชาชนที่ยากจนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากบริการทางการแพทย์ การทุจริตจึงไม่ใช่แค่การโกงเงิน แต่คือการพรากโอกาสในการรอดชีวิตของเพื่อนมนุษย์
- สิทธิในการศึกษา การทุจริตในระบบศึกษา การจ่ายเงินใต้โต๊ะ งบประมาณค่าอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนที่ถูกยักยอก การทุจริตที่ลดทอนโอกาสที่จะได้รับสื่อการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ทำให้เด็กจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาที่ดีที่จะช่วยยกฐานะทางเศรษฐกิจสังคม ต้องตกอยู่ในวงจรความยากจนอย่างต่อเนื่อง
- สิทธิในชีวิตที่ปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมที่ดี ถนนหนทางที่ไม่ปลอดภัย ซึ่งเป็นผลจากการรับเงินเพื่อลดมาตรฐานในการก่อสร้าง การก่อมลพิษของโรงงานอุตสาหกรรมมากมายโดยไม่มีการแก้ไขรับผิดชอบ ปล่อยให้ประชมชนต้องทนกับสภาวะแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะการทุจริตได้แผ้วถางทางให้กับการต้องรับผิดชอบของผู้ที่มีอำนาจหน้าที่แล้ว
- สิทธิในความเสมอภาคและไม่เลือกปฏิบัติ การทุจริตเป็นตัวแปรหลักในการทำลายหลักการนี้อย่างสิ้นเชิง จากระบบอุปถัมภ์ เส้นสาย และพวกพ้อง ขึ้นมาแทนหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนที่ทุกคนควรได้รับ การเข้าถึงบริการของรัฐ การได้รับความคุ้มครองจากกระบวนการยุติธรรม ถูกเปลี่ยนให้เป็นสิทธิพิเศษที่สงวนไว้สำหรับผู้ที่มีเงินจ่ายหรือมีเส้นสายเท่านั้น
- สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง การทุจริตในมิติทางการเมืองไม่ได้จำกัดเพียงการจ่ายสินบนเท่านั้น แต่รวมถึงการทุจริตเชิงนโยบาย การบิดเบือนกระบวนการประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการพรากสิทธิทางการเมืองของประชาชนอย่างร้ายแรง ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน เช่น การปิดกั้นและคุกคามสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารและการตรวจสอบ เพื่อให้การทุจริตดำเนินไปได้อย่างราบรื่น การปกปิดสัญญาของรัฐ การข่มขู่คุกคาม หรือการฟ้องปิดปาก เป็นต้น สิทธิในการรับรู้ความจริงและการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีจึงถูกพรากไปจากประชาชน
เราจะเห็นได้ว่าการทุจริตอยู่รอบตัวเรา เป็นภัยคุกคามต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน การทุจริตสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม กดทับกลุ่มเปราะบาง พรากสิทธิของประชาชนในการมีชีวิตที่ดี
ในชีวิตจริง ประชาชนจำนวนมากไม่ได้เสียสิทธิเพราะกฎหมายไม่รับรอง แต่เสียสิทธิเพราะต้องเจอด่านใต้โต๊ะ เส้นสาย ดุลยพินิจ หรือระบบที่เอื้อคนมีอำนาจ แบบนี้เราควรเรียกมันว่า ‘ปัญหาทุจริต’ หรือ ‘ปัญหาการละเมิดสิทธิ’ หรือเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน
ในชีวิตจริง ปัญหาทุจริตกับปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นวงจรที่หนุนเสริมซึ่งกันและกัน อาจเรียกได้ว่า ทุจริตสร้างการละเมิดและการละเมิดเอื้อให้เกิดการทุจริต
ทุจริตทำให้เกิดการละเมิดสิทธิ เมื่อระบบราชการหรือการบังคับใช้กฎหมายถูกแทรกแซงด้วยเงินและเส้นสาย สิทธิตามกฎหมายของประชาชนจะถูกยึดเป็นตัวประกันทันที เช่น หากไม่จ่ายใต้โต๊ะ คดีจะไม่คืบหน้า คำร้องจะถูกดอง หรือไม่ได้รับสิทธิในการดำเนินการต่าง ๆ ที่พึงได้
การละเมิดสิทธินำไปสู่การทุจริต เมื่อประชาชนถูกลิดรอนสิทธิ โดยเฉพาะสิทธิในการได้รับข้อมูลข่าวสารและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐได้ หรือการกลัวจากการถูกคุกคามทำให้ไม่กล้าเปิดโปง ส่งผลให้การทุจริตเพิ่มขึ้นและขยายวงกว้าง
นอกจากนี้ ในระบบที่ขับเคลื่อนด้วยสินบนและเส้นสาย คนที่ต้องแบกรับผลพวงมากที่สุด คือกลุ่มเปราะบางและคนยากจน เงินใต้โต๊ะสร้างระบบสองมาตรฐาน คนรวยสามารถซื้อความสะดวก ปลอดภัย ความยุติธรรม แต่คนจนไม่มีเงินจ่าย จึงถูกปฏิเสธสิทธิ เพราะสำหรับคนจน เงินแม้เป็นเพียงหลักร้อยหลักพัน อาจหมายถึงค่าอาหาร ค่าเทอมลูก การทุจริตจึงซ้ำเติมผู้ด้อยโอกาส สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำ เป็นการละเมิดหลักการไม่เลือกปฏิบัติซึ่งเป็นหัวใจของสิทธิมนุษยชน

ถ้ารัฐปล่อยให้ระบบราชการเต็มไปด้วยดุลยพินิจ เส้นสาย และผลประโยชน์จนประชาชนต้องขอความเมตตาแทนที่จะ ‘ใช้สิทธิ’ ปัญหานี้สะท้อนความล้มเหลวของรัฐในเชิงสิทธิมนุษยชนอย่างไร
ในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ภายใต้หลักนิติธรรม ไม่ควรให้ระบบราชการที่เต็มไปด้วยดุลพินิจ เส้นสายและผลประโยชน์ เข้ามามีอิทธิพลต่อการทำหน้าที่และการบริการประชาชนของรัฐ หน้าที่ของรัฐคือการคุ้มครอง ส่งเสริม และเติมเต็มสิทธิมนุษยชนและสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายให้ประชาชนทุกคนอย่างเสมอ แต่ด้วยสภาพการณ์ที่ทำให้ประชาชนเปลี่ยนสถานะเป็นผู้สยบยอมหรือขอความเมตตา ย่อมสะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารราชการแผ่นดินและความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของรัฐในด้านสิทธิมนุษยชน ล้มเหลวอย่างไรบ้าง เริ่มจาก
- ล้มเหลวในการยอมรับและคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ลองนึกภาพของชาวบ้านรากหญ้าที่ไปติดต่อราชการเพื่อขอรับสวัสดิการที่รัฐพึงจัดให้ เกือบทั้งวันถูกปฏิบัติด้วยคำพูดที่ย่ำยีศักดิ์ศรี หากไม่กราบกรานอ้อนวอนหรือขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ ชาวบ้านก็จะไม่ได้รับบริการที่เป็นสิทธิพื้นฐานของตัวเอง
- ล้มเหลวต่อหลักความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่รับรู้กันทั่วไป ก็คือกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ หรือการขอใบอนุญาตประกอบกิจการ (เช่น สิ่งแวดล้อม ก่อสร้าง) ที่ดุลพินิจสามารถเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนต่าง ๆ ที่มีความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือให้ผลประโยชน์อื่น ๆ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยจะถูกกีดกันออกจากการแข่งขัน เป็นการเลือกปฏิบัติทางเศรษฐกิจและสังคม
- ล้มเหลวในการรักษาหลักนิติธรรมและความแน่นอนทางกฎหมาย ตัวอย่างเช่น การตั้งด่านของตำรวจ การตัดสินที่จะฟ้องหรือไม่ฟ้องบุคคลใด ๆ การประกันตัวซึ่งเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ดุลพินิจอย่างกว้างขวาง ซึ่งสุดท้ายประชาชนคนธรรมดาต้องติดคุกเพราะเข้าไม่ถึงดุลพินิจที่เป็นคุณ สภาวะ ‘คุกมีไว้ขังคนจน’ จึงสะท้อนถึงความล้มเหลวในการรักษาหลักนิติธรรมอย่างรุนแรง
- ล้มเหลวในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและการตรวจสอบ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือการที่ชาวบ้านคัดค้านโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบกลับใช้ดุลพินิจอนุมัติโครงการด้วยกระบวนการที่ไม่โปร่งใส และหากขาวบ้านร้องเรียนก็อาจถูกคุกคามข่มขู่ ซึ่งสะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐในการปกป้องสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชน
การแก้ไขในบริบทนี้เราต้องมุ่งเน้นใน 3 ด้าน คือ ลดการใช้ดุลพินิจและนำเทคโนโลยีทางดิจิทัลมาใช้ให้มากขึ้น เสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกการตรวจสอบ และสุดท้ายก็คือการปลูกฝังวัฒนธรรม “สิทธิมนุษยชน” ในระบบราชการ
ในสังคมอารยะ ประชาชนต้องได้รับสิทธิตามกฎหมาย ไม่ใช่ต้องรอ “ความเมตตา” จากผู้ถืออำนาจรัฐ

การทุจริตทำให้คนบางกลุ่มเจ็บหนักกว่าคนอื่น เช่น คนจน คนไร้สถานะ แรงงานข้ามชาติ ผู้พิการ หรือชุมชนชายขอบ เพราะพวกเขาต่อรองกับรัฐได้น้อยกว่า กสม. มองความไม่เท่าเทียมนี้อย่างไร และรัฐควรมีหน้าที่อย่างไรในการป้องกันไม่ให้การทุจริตซ้ำเติมคนที่เปราะบางอยู่แล้ว
การทุจริตทำให้คนบางกลุ่มเจ็บหนักกว่าคนอื่น เพราะมีอำนาจต่อรองน้อย ในมุมมองของ กสม. ความเหลื่อมล้ำนี้เป็นปัญหาความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง เพราะกลุ่มเปราะบางทั้งคนจน คนไร้สถานะ ผู้พิการ คนชายขอบ ล้วนเป็นคนที่ไม่มีเสียงในสังคม ไม่มีทางเลือก ต้องทนรับบริการของรัฐที่มีข้อจำกัด หรือยอมตกเป็นเหยื่อของการถูกขูดรีดเพราะไม่มีอำนาจต่อรอง มีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมในกรณีนี้ เช่น การทุจริตสวมสิทธิและกระบวนการพิสูจน์สิทธิของกลุ่มคนไร้สถานะและกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ต้องเผชิญกับขบวนการทุจริตเรียกรับสินบนในการออกเอกสารสิทธิ บัตรประชาชน หรือใบสำคัญต่าง ๆ
การเรียกรับผลประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านภาษา กฎหมาย และอคติทางสังคม ทำให้ตกเป็นเหยื่อของการขูดรีดได้ง่าย ทั้งในขั้นตอนการขึ้นทะเบียนแรงงาน การออกใบอนุญาตทำงาน การตรวจคนเข้าเมือง มีการเรียกเก็บ “ค่าหัวคิว” หรือเงินใต้โต๊ะ หากแรงงานคนใดไม่สามารถจ่ายได้ จะถูกผลักให้เป็นแรงงานผิดกฎหมาย ถูกบังคับใช้แรงงานที่เข้าข่าย “การค้ามนุษย์”
การอำนวยความสะดวกให้ “ผู้พิการ” ซึ่งมีน้อยและด้อยคุณภาพ เนื่องจากงบประมาณของรัฐที่จัดสรรเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้พิการ มักเป็นเป้าของการจัดซื้อจัดจ้างที่ทุจริตและไม่ได้มาตรฐาน จึงเป็นการพราก “สิทธิในการมีอิสรภาพและการพึ่งพาตนเอง” ของผู้พิการ
ในเรื่องนี้ รัฐต้องปรับปรุงระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ การขอสัญชาติ การจัดสวัสดิการผู้พิการ ให้เป็นระบบดิจิทัลเบ็ดเสร็จ มีเกณฑ์การพิจารณาที่ชัดเจน สร้างกลไกร้องเรียนที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ โดยในส่วนของ กสม. มีคลินิกสิทธิมนุษยชนที่ทำงานและประสานกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มชายขอบ กลุ่มไร้สถานะ และกลุ่มเปราะบางต่าง ๆ
ถ้าหน่วยงานรัฐมีงบประมาณ มีนโยบาย และมีหน้าที่ต้องจัดบริการสาธารณะ แต่บริการนั้นไปไม่ถึงประชาชนเพราะการรั่วไหล การเลือกปฏิบัติ หรือผลประโยชน์ทับซ้อน กรณีแบบนี้ถือเป็นความล้มเหลวด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐได้หรือไม่ อย่างไร
คำตอบสั้น ๆ คือ แน่นอน เป็นความล้มเหลวและสั่นคลอนรากฐานสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรมใน 4 มิติ คือ
- ความล้มเหลวต่อพันธกรณีในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งหมดอย่างสูงสุดเพื่อบรรลุเป้าหมายในการให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การศึกษา สาธารณสุข แหล่งน้ำสะอาด และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นพันธกรณีภายใต้กติกาสากลระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR)
- ความล้มเหลวต่อหลักการไม่เลือกปฏิบัติและการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม
- ความล้มเหลวในการทำหน้าที่คุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน
- ความล้มเหลวในการสร้างกลไกความรับผิดชอบและความโปร่งใส

กสม. ไม่ใช่องค์กรตรวจสอบการทุจริตโดยตรงเหมือน ป.ป.ช. ดังนั้น บทบาทของ กสม. จะทำให้สังคมเห็นได้อย่างไรว่า การต่อต้านการทุจริตไม่ใช่แค่เรื่องความโปร่งใส แต่เป็นเรื่องศักดิ์ศรี ความเสมอภาค และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน
แม้ กสม. จะไม่ได้มีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการไต่สวนหรือปราบปรามการทุจริตเช่นเดียวกับ ป.ป.ช. แต่ กสม. มีบทบาทสำคัญในการทำให้สังคมตระหนักว่า “การทุจริต” ไม่ใช่เพียงปัญหาเรื่องความโปร่งใส การบริหารงบประมาณ หรือการลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น หากแต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
ตามพันธกิจของ กสม. ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงเสนอแนะแนวทางเพื่อให้เกิดการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ กสม. จึงมีบทบาทสำคัญในการสะท้อนให้สังคมเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง “การทุจริต” กับ “การละเมิดสิทธิมนุษยชน” โดยชี้ให้เห็นว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้สิ้นสุดที่ตัวงบประมาณหรือหน่วยงานของรัฐ แต่ส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ควรได้รับสิทธิตามกฎหมาย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น คนจน ผู้พิการ ผู้สูงอายุ เด็ก แรงงานข้ามชาติ หรือชุมชนชายขอบ ซึ่งมักมีอำนาจต่อรองน้อยและได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรมในระบบมากกว่าคนกลุ่มอื่น
หน้าที่ของ กสม. ในบริบทนี้ จึงเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของสังคมโดย การทำรายงานเชิงประเด็น ซึ่งจะเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าทุจริตไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นการพรากสิทธิขั้นพื้นฐานไปจากประชาชน การผลักดันแนวคิด Human Rights-Based Anti-Corruption โดยจะเสนอให้รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐนำเกณฑ์ด้านสิทธิมนุษชนใส่ไว้ในมาตรการป้องกันการทุจริต การปกป้องผู้แจ้งเบาะแสและนักปกป้องสิทธิมนุษยชน การสร้างความตระหนักสู้ผ่านหลักสูตรสิทธิมนุษยชนศึกษา การปรับมุมมองและบทบาทของประชาชนจาก “เหยื่อ” เป็น “ประชาชนตื่นรู้” (active citizen) ที่พร้อมจะลุกมาปกป้องสิทธิของตนเองและชุมชนจากการทุจริต




