“ปลาหมอคางดำ” ในสังคมไทยมักติดอยู่กับคำว่า “ภัยพิบัติทางธรรมชาติและสัตว์รุกรานระบบนิเวศ” จนทำให้หลายคนมองว่าปลาชนิดนี้ไร้ค่าและต้องกำจัดทิ้งอย่างไร้ประโยชน์ แต่วันนี้ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ ปลดแอกความกลัวและความเกลียดชัง หันมาบริหารจัดการด้วยวิทยาศาสตร์ ความรับผิดชอบ และความคิดสร้างสรรค์ โดยยังคงมาตรการกำจัดออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างเข้มงวด พร้อมกับดึงศักยภาพสูงสุดของมันออกมาใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ 100%

บทเรียนจากแอฟริกา ในถิ่นกำเนิดอย่างแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะประเทศกานา ปลาหมอคางดำ (Sarotherodon melanotheron) ไม่ใช่ปลาศัตรู แต่เป็น ทรัพยากรอาหารและสินค้าทางการค้าที่สำคัญยิ่ง ข้อมูลจาก FishBase ระบุว่า ใน Fosu Lagoon ปลาชนิดนี้เคยครองสัดส่วนสูงถึง 90% ของน้ำหนักปลาที่จับได้ทั้งหมด ขณะที่องค์กร FAO เคยศึกษาการเพาะเลี้ยงปลาชนิดนี้และพบจุดเด่นด้านการกินอาหารที่หลากหลาย ทั้งแพลงก์ตอน สาหร่าย และอินทรียวัตถุตอบโจทย์ระบบเพาะเลี้ยงต้นทุนต่ำ
สำหรับประเทศไทย เป้าหมายหลักของเรายังคงเป็นการ ควบคุมการแพร่กระจายและจับออกจากระบบนิเวศให้หมดสิ้น ห้ามเพาะเลี้ยงเพื่อการค้าและห้ามปล่อยคืนสู่ธรรมชาติเด็ดขาด แต่เมื่อเราจับขึ้นมาได้จำนวนมาก การปล่อยให้เน่าเสียเปล่าประโยชน์คือความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่น่าเสียดาย
ศักยภาพด้านโภชนาการและนวัตกรรมแปรรูป
ข้อมูลจากกรมประมงยืนยันชัดเจนว่า เนื้อปลาหมอคางดำมีคุณค่าทางโภชนาการสูง มีโปรตีนมากถึง 18–20% และมีไขมันเพียง 0.25–3% ใกล้เคียงกับปลาน้ำจืดทั่วไป สามารถนำมาประกอบอาหารและแปรรูปได้หลากหลายรูปแบบ เช่น ปลาแดดเดียว ปลาหวาน ซูริมิ ลูกชิ้น ไส้อั่ว ทอดมัน หรือแม้แต่นวัตกรรมสร้างสรรค์ อย่าง “Saro Calcium Plus+” ผลิตภัณฑ์แคลเซียมจากก้างปลาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ตลอดจนการทำปลาป่นและน้ำหมักชีวภาพ
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญคือความปลอดภัย ผู้บริโภคต้องมั่นใจได้ว่าปลาที่นำมาบริโภคผ่านการคัดเลือกแหล่งน้ำที่ปราศจากมลพิษ ตรวจสารปนเปื้อน และได้มาตรฐานความปลอดภัยจากหน่วยงานรัฐอย่างเคร่งครัด

ในเชิงยุทธศาสตร์ กรมประมงอาจผลักดัน “ปลาร้า” เป็นหนึ่งในสินค้าส่งออก เพื่อยกระดับการจัดการปลาหมอคางดำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการแปรรูปนำปลาหมอคางดำไปผลิตเป็น “ปลาร้า” และ “น้ำปลาร้า” เกรดพรีเมียมเพื่อการส่งออก เกิดประโยชน์ 2 ต่อ คือ เพิ่มมูลค่าการส่งออก และเปลี่ยนปลาที่ต้องกำจัดให้กลายเป็นสินค้าเกษตรแปรรูปที่เจาะตลาดต่างประเทศ สร้างรายได้เข้าประเทศมหาศาล ที่สำคัญเป็นการนำปลาออกจากระบบนิเวศได้ในปริมาณมาก

ปลาหมอคางดำอาจเป็นปัญหาที่เราไม่ได้เลือกให้เกิดขึ้น แต่เราเลือกได้ว่าจะจัดการมันอย่างไร การผสานมาตรการกำจัดเชิงระบบเข้ากับการแปรรูปสร้างมูลค่า โดยเฉพาะการผลักดันเป็น “ปลาร้าส่งออก” จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส และเปลี่ยนปลาผู้ร้ายให้กลายเป็นทรัพยากรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน./



