คลินิกแก้หนี้ ปรับเงื่อนไขเข้าโครงการใหม่ หนี้เสียก่อน 1 ก.พ. 64 สมัครได้

รายงานข่าว เปิดเผยว่า คลินิกแก้หนี้ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับเงื่อนไขใหม่ ให้คนเป็นหนี้เสียบัตร ก่อน 1 ก.พ. 64 สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ โดยเงื่อนไขและคุณสมบัติ มีดังนี้

  1. อายุไม่เกิน 65 ปี ที่มีรายได้
  2. เป็นหนี้เสียสารพัดบัตร หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน
  3. เป็น NPL ก่อน 1 ก.พ. 64
  4. หนี้รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท (ตามรายงานเครดิตบูโร ณ เดือน ม.ค. 64 มีสถานะค้างชำระ 91-120 วันขึ้นไป)

ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการ ใช้เอกสารดังนี้

  1. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน / สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้สมัคร
  2. เอกสารการตรวจสอบข้อมูลภาระหนี้จากเครดิตบูโร
  3. เอกสารแสดงรายได้
    • พนักงานประจำ– สลิปเงินเดือน 3 เดือน หรือหนังสือรับรองเงินเดือน
    • อาชีพอิสระ– รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 6 เดือน หรือเอกสารการแสดงการเสียภาษีเงินได้ 50 ทวิ
  4. เอกสารรายงานเครดิตบูโร

นางปนุท ณ เชียงใหม่ รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เปิดเผยว่า การปรับเงื่อนไขเข้าร่วมโครงการ โดยขยายเวลาการเป็นหนี้เสีย จากเดิมวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นก่อนวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564   คาดว่าจะช่วยผู้เป็นหนี้กลุ่มดังกล่าวที่ค้างชำระและเป็นหนี้ NPL ได้อย่างครอบคลุมมากขึ้นและทันท่วงที โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่พลาดโอกาสหรือยังไม่ได้สมัครเข้าร่วมโครงการเนื่องจากคุณสมบัติไม่ครบถ้วนตามเกณฑ์ที่ “โครงการคลินิกแก้หนี้ by SAM” กำหนด รวมทั้งรองรับกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19  การปรับหลักเกณฑ์ครั้งนี้ นับเป็นโอกาสดีที่สุดสำหรับลูกค้าที่สมัครเข้าโครงการ เพราะนอกจากจะได้รับดอกเบี้ยต่ำเพียง 4-7% ต่อปี และระยะเวลาการผ่อนนานสูงสุดถึง 10 ปีแล้ว  ยังจะได้รับมาตรการพิเศษ “ยาแรง 2 สูตร” ที่ขยายระยะเวลาออกไปถึงเดือน มิถุนายน 2564 ได้แก่ ยาสูตร 1  การเลื่อนกำหนดชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยแก่ผู้ที่ชำระไม่ไหว  โดยจะไม่ถือว่าผิดนัดชำระหนี้และไม่เสียประวัติ และ ยาสูตร 2  ลดดอกเบี้ยลง 1-2% สำหรับผู้ที่สามารถผ่อนชำระต่อเนื่องอีกด้วย

สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการหรือสอบถามรายละเอียดผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์ www.คลินิกแก้หนี้.com  แอดไลน์ @debtclinicbysam   Facebook คลินิกแก้หนี้ หรือโทรสอบถามที่ Call Center 02-610-2266 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-17.00 น.

นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 14 กุมภาพันธ์ -14 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ธนาคารแห่งประเทศไทยมีกำหนดจัดงาน “มหกรรมไกล่เกลี่ยหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล” ในรูปแบบออนไลน์ (Online mediation) ผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานศาลยุติธรรม กรมบังคับคดี ธปท. และศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) เพื่อเป็นช่องทางช่วยประชาชนที่มีหนี้บัตรและสินเชื่อส่วนบุคคลแก้ไขปัญหาหนี้สินแบบครบวงจร   ไม่ว่าจะเป็นหนี้ดีที่ยังผ่อนชำระปกติแต่เริ่มขาดสภาพคล่องชั่วคราว หรือเป็นหนี้เสียแล้ว แต่ยังไม่มีการฟ้องหรืออยู่ระหว่างฟ้องดำเนินคดี หรือที่มีคำพิพากษาแล้ว โดยลูกค้าโครงการคลินิกแก้หนี้สามารถใช้ช่องทางของงานมหกรรมดังกล่าวสมัครเข้า “โครงการคลินิกแก้หนี้ by SAM” และเข้าร่วมการไกล่เกลี่ยปัญหาที่มีกับเจ้าหนี้ได้อีกทางหนึ่ง

นางปนุท กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 ที่ต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่ต้นปี 2563 ส่งผลให้จำนวนลูกหนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสดและสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน มีแนวโน้มกลายเป็นหนี้เสียสูงขึ้น  “โครงการคลินิกแก้หนี้ by SAM”  ในฐานะที่เป็นหนึ่งในเครื่องมือการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของภาครัฐได้มีส่วนช่วยหาทางออกร่วมกันของเจ้าหนี้-ลูกหนี้  เพื่อตกลงปรับโครงสร้างหนี้ได้รวดเร็ว และทำให้ลูกหนี้สามารถดำเนินชีวิตหรือธุรกิจต่อไปได้  อันเป็นการช่วยลดปัญหาหนี้ครัวเรือนและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเงินของประเทศ  โดยในปี 2563  ที่ผ่านมา  มีผู้สนใจยื่นใบสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 62,000 ราย  มีการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วรวมเป็นภาระหนี้เงินต้นสะสมกว่า 3,200 ล้านบาท โดยมีภาระหนี้เฉลี่ย 300,000 บาทต่อคน  นอกจากนี้ “โครงการคลินิกแก้หนี้ by SAM”  ยังเดินสายจัดอบรมและให้ความรู้ทางการเงินแก่หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ประชาชน กลุ่มนิสิตนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้มีความรู้ด้านการวางแผนการเงินส่วนบุคคลและการออมเพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการเสริมสร้างวินัยและภูมิคุ้มกันทางการเงิน